๒๓. นาควรรค
เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๓ · บรรทัด ๑๑๑๘
คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๒๓. นาควรรควรรณนา
๑. เรื่องของพระองค์ [๒๓๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี ๑- ทรงปรารภพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อหํ นาโคว" เป็นต้น. ____________________________
๑- นครหลวงแห่งแคว้นวังสะ. พระศาสดาถูกพวกมิจฉาทิฏฐิด่า
เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในวรรณนาแห่งพระคาถาแรกแห่งอัปปมาทวรรคนั่นแล.
จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ฉะนี้ว่า "พระนางมาคันทิยาไม่อาจทำอะไรๆ แก่หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขเหล่านั้นได้" จึงทรงดำริว่า "เราจักทำกิจที่ควรทำแก่พระสมณโคดมให้ได้"
ดังนี้แล้ว ให้สินจ้างแก่ชาวนครทั้งหลายแล้ว กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายพร้อมกับพวกผู้ชายที่เป็นทาสและกรรมกร จงด่าจงบริภาษพระสมณโคดม ผู้เสด็จเที่ยวเข้ามาภายในพระนคร ให้หนีไป."
พวกมิจฉาทิฏฐิผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้ติดตามพระศาสดา ผู้เสด็จเข้าไปภายในพระนคร ด่าอยู่ บริภาษอยู่ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ว่า "เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นโค เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน สุคติไม่มีสำหรับเจ้า ทุคติเท่านั้นอันเจ้าพึงหวัง." พระอานนท์ทูลให้เสด็จไปนครอื่นก็ไม่เสด็จไป
ท่านพระอานนท์สดับคำนั้นแล้ว ได้กราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวนครเหล่านี้ ย่อมด่า ย่อมบริภาษเราทั้งหลาย, เราทั้งหลายไปในที่อื่นจากพระนครนี้เถิด."
พระศาสดา. ไปไหน อานนท์?
พระอานนท์. สู่นครอื่น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่, เราจักไปในที่ไหนอีก อานนท์?
พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่ เราทั้งหลายจักไปในที่ไหน (อีก) เล่า อานนท์?
พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น (อีก) พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. อานนท์ การทำอย่างนั้นไม่ควร อธิกรณ์เกิดขึ้นในที่ใด เมื่อมันสงบแล้วในนั้นนั่นแหละ การไปสู่ที่อื่นจึงควร, อานนท์ ก็เขาพวกไหนเล่า ย่อมด่า?
พระอานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหมดจนกระทั่งทาสและกรรมกร ย่อมด่า. พระศาสดาทรงอดกลั้นคำล่วงเกินได้
พระศาสดาตรัสว่า "อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้างที่เข้าสู่สงคราม การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศเป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงครามฉันใด, ชื่อว่าการอดทนถ้อยคำที่ชนทุศีลแม้มากกล่าวแล้ว เป็นภาระของเราฉันนั้นเหมือนกัน"
เมื่อทรงปรารภพระองค์แสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ในนาควรรคว่า :-
๑. อหํ นาโคว สงฺคาเม จาปโต ปติตํ สรํ อติวากฺยนฺติติกฺขิสฺสํ ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโน. ทนฺตํ นยนฺติ สมิตึ ทนฺตํ ราชาภิรูหติ ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ โยติวากฺยนฺติติกฺขติ. วรมสฺสตรา ทนฺตา อาชานียา จ สินฺธวา กุญฺชรา จ มหานาคา อตฺตทนฺโต ตโต วรํ. เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน เหมือนช้างอดทนต่อลูกศรที่ตก จากแล่งในสงครามฉะนั้น, เพราะชนเป็นอันมากเป็นผู้ทุศีล. ชนทั้งหลาย ย่อมนำสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม พระราชาย่อมทรงสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้ว, บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วง เกินได้ ฝึก (ตน) แล้ว เป็นผู้ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลาย, ม้าอัสดร ๑ ม้าสินธพผู้อาชาไนย ๑ ช้างใหญ่ชนิดกุญชร ๑ ที่ฝึกแล้วย่อมเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่บุคคลที่มีตนฝึกแล้วย่อมประเสริฐ กว่า (สัตว์พิเศษนั้น). แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาโคว คือ เหมือนช้าง.
สองบทว่า จาปโต ปติตํ ความว่า หลุดออกไปจากธนู.
บทว่า อติวากฺยํ ความว่า ซึ่งคำล่วงเกินที่เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งอนริยโวหาร ๘. #-
บทว่า ติติกฺขิสฺสํ ความว่า ช้างใหญ่ที่เขาฝึกหัดดีแล้วเข้าสู่สงคราม เป็นสัตว์อดทน ไม่พรั่นพรึงซึ่งลูกศรที่หลุดจากแล่งตกลงที่ตน ชื่อว่า ย่อมทนทานต่อการประหารทั้งหลาย มีประหารด้วยหอกเป็นต้นได้ ฉันใด, เราก็จักอดกลั้น คือจักทนทานคำล่วงเกิน มีรูปอย่างนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ทุสฺสีโล หิ ความว่า เพราะโลกิยมหาชนนี้เป็นอันมาก เป็นผู้ทุศีล เที่ยวเปล่งถ้อยคำเสียดสีด้วยอำนาจแห่งความชอบใจของตน, การอดกลั้น คือการวางเฉยในถ้อยคำนั้น เป็นภาระของเรา.
บทว่า สมิตึ ความว่า ก็ชนทั้งหลาย เมื่อจะไปสู่ท่ามกลางมหาชน ในสมาคมสถาน มีอุทยานและสนามกรีฑาเป็นต้น เทียมโคหรือม้าที่ฝึกแล้วเท่านั้นเข้าที่ยานแล้ว ย่อมนำไป.
บทว่า ราชา ความว่า แม้พระราชา เมื่อจะเสด็จไปสู่ที่เห็นปานนั้นนั่นแหละ ย่อมทรงสัตว์พาหนะเฉพาะที่ฝึกแล้ว.
บทว่า มนุสฺเสสุ ความว่า แม้ในมนุษย์ทั้งหลายผู้ฝึกแล้ว คือผู้สิ้นพยศแล้วแล ๑- ด้วยอริยมรรค ๔ เป็นผู้ประเสริฐ. ____________________________ #- อนริยโวหาร ๘ คือ :-
๑. อทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่เห็นว่าเห็น.
๒. อสฺสุเต สุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ยินว่าได้ยิน.
๓. อมุเต มุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่รู้ว่ารู้.
๔. อวิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่ทราบชัดว่าทราบชัด.
๕. ทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่เห็นว่าไม่เห็น.
๖. สุเต อสฺสุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ได้ยินว่าไม่ได้ยิน.
๗. มุเต อมุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่รู้ว่าไม่รู้.
๘. วิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ทราบชัดว่าไม่ทราบชัด. ๑- นิพฺพิเสว = มีความเสพผิดออกแล้วเทียว.
บทว่า โยติวากฺยํ ความว่า บุคคลใดย่อมอดกลั้น คือย่อมไม่โต้ตอบ ไม่พรั่นพรึงถึงคำล่วงเกินมีรูปเช่นนั้น แม้อันเขากล่าวซ้ำซากอยู่. บุคคลผู้ฝึกแล้วเห็นปานนั้น เป็นผู้ประเสริฐ.
ม้าที่เกิดจากแม่ม้าโดยพ่อลา ชื่อว่าม้าอัสดร. บทว่า อาชานียา ความว่า ม้าตัวสามารถเพื่อจะพลันรู้เหตุที่นายสารถีผู้ฝึกม้าให้กระทำ.
ม้าที่เกิดในแคว้นสินธพ ชื่อว่าม้าสินธพ. ช้างใหญ่ที่เรียกว่ากุญชร ชื่อว่ามหานาค.
บทว่า อตฺตทนฺโต เป็นต้น ความว่า ม้าอัสดรก็ดี ม้าสินธพก็ดี ช้างกุญชรก็ดี เหล่านั้นที่ฝึกแล้วเทียว เป็นสัตว์ประเสริฐ ที่ยังไม่ได้ฝึกหาประเสริฐไม่,
แต่บุคคลใด ชื่อว่ามีตนฝึกแล้ว คือหมดพยศแล้ว เพราะความที่ตนเป็นผู้ฝึกด้วยอริยมรรค ๔. บุคคลนี้ย่อมประเสริฐกว่าสัตว์พาหนะ มีม้าอัสดรเป็นต้นแม้นั้น คือย่อมเป็นผู้ยิ่งกว่าสัตว์พาหนะ มีม้าอัสดรเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทั้งสิ้น.
ในกาลจบเทศนา มหาชนแม้ทั้งหมดนั้น ผู้รับสินจ้างแล้วยืนด่าอยู่ในที่ทั้งหลาย มีถนนและทางสามแยกเป็นต้น บรรลุโสดาปัตติผลแล้วดังนี้แล. เรื่องของพระองค์ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
๒. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นควาญช้าง [๒๓๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งผู้เคยเป็นนายหัตถาจารย์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น หิ เอเตหิ" เป็นต้น. ควาญช้างฝึกช้างให้ดีได้เพราะได้นัยจากภิกษุ
ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุนั้นเห็นนายควาญช้าง ๑- ผู้ตั้งใจว่า "เราจักฝึกช้างสักตัวหนึ่ง" แล้วไม่อาจเพื่อจะให้ช้างสำเหนียกเหตุที่ตนปรารถนาได้ อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี จึงเรียกภิกษุทั้งหลายซึ่งยืนอยู่ที่ใกล้มาแล้ว กล่าวว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่านายหัตถาจารย์นี้ พึงแทงช้างตัวนี้ ในที่ชื่อโน้นไซร้ เขาพึงให้มันสำเหนียกเหตุนี้ได้โดยเร็วทีเดียว." เขาสดับคำของภิกษุนั้นแล้ว จึงทำอย่างนั้น ก็ฝึกช้างตัวนั้นให้เรียบร้อยได้. ๒-
ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา. ____________________________ ๑- หตฺถิทมกํ ซึ่งบุคคลผู้ฝึกซึ่งช้าง.
๒- สทนฺตํ ให้เป็นสัตว์ที่ฝึกดีแล้ว. ฝึกตนดีแล้วย่อมไปสู่ที่ไม่เคยไปได้
พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า "เขาว่า เธอพูดอย่างนั้นจริงหรือ?" เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า "จริง พระเจ้าข้า"
ทรงติเตียนภิกษุนั้นแล้ว ตรัสว่า "บุรุษเปล่า เธอต้องการอะไรด้วยยานคือช้าง หรือยานอย่างอื่นที่ฝึกแล้ว? เพราะชื่อว่าคนผู้สามารถเพื่อจะไปสู่สถานที่ไม่เคยไปด้วยยานเหล่านี้ หามีไม่ แต่ผู้มีตนฝึกดีแล้วอาจไปสู่สถานที่ไม่เคยไปได้ เพราะฉะนั้น เธอจงฝึกตนเท่านั้น เธอจะต้องการอะไรด้วยการฝึกสัตว์พาหนะเหล่านั้น"
แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. น หิ เอเตหิ ยาเนหิ คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ ยถาตฺตนา สุทนฺเตน ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติ. ก็บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปด้วยยานเหล่านี้ เหมือนคนผู้ฝึก (ตน) แล้วไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปด้วยตน ที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วฉะนั้น หามิได้. แก้อรรถ
พระคาถานั้นมีความว่า ก็บุคคลไรๆ พึงไปสู่ทิศ คือพระนิพพานที่นับว่ายังไม่ได้ไป เพราะความเป็นทิศที่ตนยังไม่เคยไป แม้โดยที่สุดด้วยความฝัน ด้วยยานทั้งหลาย มียานคือช้างเป็นต้นเหล่านี้ได้ เหมือนบุคคลผู้ฝึก (ตน) แล้ว คือผู้หมดพยศ มีปัญญา ไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปแล้วนั้น คือบรรลุถึงภูมิแห่งท่านที่ฝึก (ตน) แล้ว ด้วยตนที่ฝึกแล้วด้วยการฝึกอินทรีย์ในส่วนเบื้องต้น ทรมานดีแล้ว ด้วยอริยมรรคภาวนาในส่วนเบื้องหลังฉะนั้น ก็หามิได้ เพราะฉะนั้น การฝึกตนเท่านั้น จึงประเสริฐสำหรับเธอ.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นควาญช้าง จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
๓. เรื่องบุตรของพราหมณ์เฒ่า [๒๓๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพวกบุตรของพราหมณ์เฒ่าคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ธนปาลโก" เป็นต้น. บุตรบำรุงบิดาเพราะอยากได้สมบัติ
ได้ยินว่า พราหมณ์คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี มีสมบัติประมาณ ๘ แสน ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คน ผู้เจริญวัยแล้ว ได้ให้ทรัพย์ ๔ แสน. ต่อมา เมื่อพราหมณีของเขาทำกาละ (ตาย) ไปแล้ว พวกบุตรจึงปรึกษาพร้อมกันว่า "หากพ่อของเรานี้จักนำพราหมณีคนอื่นมาไซร้ ด้วยอำนาจแห่งบุตรทั้งหลายที่เกิดในท้องของนาง ตระกูลก็จักทำลาย, เอาเถิดพวกเรา (ช่วยกัน) สงเคราะห์ท่าน."
พวกเขาบำรุงพราหมณ์เฒ่านั้นอยู่ด้วยปัจจัยมีอาหารเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต ทำกิจมีการนวดฟั้นมือและเท้าเป็นต้นอยู่ ครั้นบำรุงแล้ว วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์เฒ่านั้นนอนหลับกลางวันแล้วลุกขึ้นแล้ว จึงนวดฟั้นมือและเท้าพลางพูดถึงโทษในฆราวาสต่างๆ กันแล้ว วิงวอนว่า "พวกผมจักทะนุบำรุงคุณพ่อโดยทำนองนี้ตลอดชีพ ขอคุณพ่อโปรดให้แม้ทรัพย์ที่ยังเหลือแก่พวกผมเถิด."
พราหมณ์ให้ทรัพย์แก่บุตรอีกคนละแสน แบ่งเครื่องอุปโภคทั้งหมดให้เป็น ๔ ส่วนมอบให้ เหลือไว้เพียงผ้านุ่งห่มของตน. บุตรคนหัวปีทะนุบำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน. พราหมณ์เที่ยวขอทานเขากิน
ต่อมาวันหนึ่ง ลูกสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู พูดกับพราหมณ์เฒ่านั้น ผู้อาบน้ำแล้วเดินมาอยู่ อย่างนี้ว่า "ทรัพย์ ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ ที่คุณพ่อให้แก่บุตรคนหัวปี ยิ่งกว่า (บุตรทั้งหลาย) มีอยู่หรือ คุณพ่อให้ทรัพย์แก่บุตรทุกคน คนละ ๒ แสนมิใช่หรือ? ไฉนคุณพ่อจึงไม่รู้จักทางแห่งเรือนของบุตรที่เหลือเล่า?"
แม้เขาคุกคามนางว่า "อีหญิงถ่อย มึงจงฉิบหาย" โกรธแล้วได้ไปยังเรือนของบุตรคนอื่น, โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน เขาถูกลูกสะใภ้อื่นให้เตลิดไปจากเรือนแม้นั้น ด้วยอุบายนี้เหมือนกันแล (ได้ไปยังเรือนของบุตรคนอื่น) เมื่อไม่ได้การเข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้
จึงบวชเป็นชีปะขาว เที่ยวภิกษาอยู่ โดยกาลล่วงไป ทรุดโทรมลงเพราะชรา มีสรีระเศร้าหมองเพราะโภชนะไม่ดีนอนลำบาก เที่ยวภิกษาอยู่ (กลับ) มาทอดหลังลงนอน ก้าวลงสู่ความหลับแล้ว ลุกขึ้นนั่งมองดูตน ซึ่งมีความกระวนกระวายระงับแล้ว ไม่เห็นที่พึ่งของตนในบุตรทั้งหลาย
จึงคิดว่า "ได้ยินว่า พระสมณโคดมไม่สยิ้วพระพักตร์ มีพระพักตร์เบิกบาน ๑- ตรัสถ้อยคำไพเราะ ทรงฉลาดในการต้อนรับ เราอาจเข้าไปหาพระสมณโคดมแล้ว ได้รับการต้อนรับ." เขาจัดแจงผ้านุ่งผ้าห่มเรียบร้อยแล้ว หยิบภาชนะภิกษา ถือไม้เท้า ได้ไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า. ____________________________ ๑- อุตฺตานมุโข มีพระพักตร์หงาย.
สมจริง แม้พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ก็กล่าวคำนี้ไว้ว่า
"ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลคนใดคนหนึ่ง ผู้เศร้าหมอง มีผ้าห่มอันเศร้าหมอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยสถานที่พระองค์ประทับอยู่."
พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขาผู้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ตรัสคำนี้ว่า "พราหมณ์ เพราะอะไรหนอแล ท่านจึงเป็นผู้เศร้าหมอง มีผ้าห่มอันเศร้าหมอง?"
พราหมณ์ทูลว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์มีบุตรอยู่ ๔ คนในโลกนี้ บุตรเหล่านั้นถูกภรรยายุยง จึงขับข้าพระองค์ออกเสียจากเรือน." พระศาสดาให้พราหมณ์เรียนคาถา
พระศาสดาตรัสว่า "พราหมณ์ ถ้ากระนั้น ท่านจงเรียนคาถาเหล่านี้ เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันในสภา, เมื่อบุตรทั้งหลาย (ของท่าน) นั่งแล้ว จงกล่าวว่า :-
ข้าพเจ้าจักเพลิดเพลินด้วยบุตรที่เกิดแล้วเหล่าใด,
และปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด, บุตรเหล่านั้น
ถูกภรรยายุยง ๑- ย่อมรุกรานข้าพเจ้าเหมือนสุนัขรุกราน
สุกรฉะนั้น.
ได้ยินว่า บุตรเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เลวทราม เรียก
ข้าพเจ้าว่า "พ่อ พ่อ" พวกเขาคือรากษส (มาแล้ว) โดยรูป
เพียงดังบุตร ย่อมทอดทิ้งข้าพเจ้าผู้ถึงความเสื่อม (แก่)
บิดา แม้ของเหล่าพาลชน เป็นคนแก่ ต้องเที่ยวขอ
ทานที่เรือนของชนเหล่าอื่น เหมือนม้าที่แก่ใช้การงานไม่
ได้ ถูกเขาพรากไปจากอาหารฉะนั้น.
นัยว่า ไม้เท้าของข้าพเจ้าแล ยังประเสริฐกว่า, บุตร
ทั้งหลายไม่เชื่อฟังจะประเสริฐอะไร (เพราะ) ไม้เท้ากันโค
ดุก็ได้, อนึ่ง กันสุนัขก็ได้ มีไว้ (ยัน) ข้างหน้าเวลามืดก็ได้
(ใช้) หยั่งลงไปในที่ลึกก็ได้ เพราะอานุภาพแห่งไม้เท้า
คนแก่เช่นข้าพเจ้าพลาดแล้ว ก็กลับยืนขึ้น (อีกได้). ____________________________
๑- บุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยา ก็ว่า. พราหมณ์ได้อุบายดี
เขาเรียนคาถาเหล่านั้นในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เมื่อพวกบุตรประดับประดาด้วยสรรพาลังการแล้ว ย่างเข้าไปสู่สภานั้น นั่งเหนืออาสนะที่ควรแก่ค่ามาก ในท่ามกลางพวกพราหมณ์ ในวันประชุมพราหมณ์เห็นปานนั้น
ตกลงใจว่า "กาลนี้เป็นกาลของเราแล้ว" เข้าไปสู่ท่ามกลางสภา ชูมือขึ้นแล้วกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจักฟังไหม?"
เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวว่า "กล่าวเถิดๆ พราหมณ์ พวกเราจักฟัง" ได้ยืนกล่าวเทียว.
ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีวัตรอยู่อย่างนี้ว่า "บุตรใดใช้สอยทรัพย์ที่เป็นของมารดาบิดา (แต่) ไม่เลี้ยงมารดาบิดา บุตรนั้นต้องถูกฆ่า." เพราะฉะนั้น บุตรของพราหมณ์เหล่านั้นจึงฟุบลงแทบเท้าของบิดา วิงวอนว่า "คุณพ่อขอรับ ขอคุณพ่อโปรดให้ชีวิตแก่พวกกระผมเถิด." เพราะความที่หทัยของบิดาเป็นธรรมชาติอ่อนโยน เขาจึงกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าให้บุตรน้อยทั้งหลายของข้าพเจ้าพินาศเสียเลย พวกเขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า."
ทันใดนั้น มนุษย์ทั้งหลายจึงกล่าวกะพวกบุตรของเขาว่า "ท่านผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้ไป หากพวกท่านจักไม่ประคับประคองบิดาให้ดีไซร้ พวกเราจักฆ่าพวกท่านเสีย."
บุตรเหล่านั้นกลัวแล้ว เชิญบิดาให้นั่งบนตั่ง ยกขึ้นนำไปสู่เรือนด้วยตนเอง ทาสรีระด้วยน้ำมัน ขัดสี (ให้สะอาด) ใช้วัตถุมีกลิ่นหอมเป็นต้นชโลมแล้ว ให้เรียกพราหมณีทั้งหลายมาแล้วสั่งว่า "ตั้งแต่วันนี้ไป เธอทั้งหลายจงประคับประคองบิดาของพวกฉันให้ดี ถ้าเธอทั้งหลายจักถึงความประมาทแล้วไซร้ พวกฉันจักติเตียนเธอทั้งหลาย" แล้วให้บริโภคโภชนะอันประณีต. พราหมณ์คิดถึงอุปการคุณของพระศาสดา
พราหมณ์อาศัยโภชนะดีและการนอนสบาย โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน ก็เกิดมีกำลังมีอินทรีย์เปล่งปลั่ง มองดูอัตภาพแล้วดำริว่า "สมบัตินี้ เราได้เพราะอาศัยพระสมณโคดม" ถือเอาผ้าคู่หนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ความเป็นบรรณาการ ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีปฏิสันถารอันพระองค์ทรงทำแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง วางผ้าคู่นั้นลงแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
กราบทูลว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมแสวงหาทรัพย์เป็นส่วนแห่งอาจารย์ เพื่ออาจารย์, ขอพระโคดมผู้เจริญ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของข้าพระองค์ โปรดรับทรัพย์เป็นส่วนอาจารย์."
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับผ้าคู่นั้นเพื่ออนุเคราะห์เขาแล้ว ทรงแสดงธรรม.
ในกาลจบเทศนา พราหมณ์ดำรงอยู่ในสรณะแล้ว จึงกราบทูลอย่างนี้ว่า
"ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ถวายธุวภัต ๒ ที่จากธุวภัต ๔ ที่ซึ่งบุตรทั้งหลายให้แก่ข้าพระองค์นั้น แด่พระองค์."
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า "งามละ พราหมณ์ แต่เราจักไปสู่สถานที่ชอบใจเท่านั้น" แล้วทรงส่งเขาไป.
พราหมณ์ไปถึงเรือนแล้ว บอกพวกบุตรว่า "พ่อทั้งหลาย พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อ พ่อถวายธุวภัต ๒ ที่แก่พระองค์, เจ้าทั้งหลายอย่าละเลยในเมื่อพระองค์เสด็จมาถึงนะ" บุตรทั้งหลายรับว่า "ดีละ คุณพ่อ." พระศาสดาโปรดบุตรพราหมณ์
วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาต ได้เสด็จไปถึงประตูเรือนแห่งบุตรคนหัวปี (ของพราหมณ์), เขาเห็นพระศาสดาแล้ว รับบาตร เชิญเสด็จให้เข้าไปสู่เรือน เชิญให้ประทับนั่ง ณ บัลลังก์ซึ่งควรแก่ค่ามากแล้ว ได้ถวายโภชนะอันประณีต.
พระศาสดาได้เสด็จไปสู่เรือนของบุตรพราหมณ์ทั้งสิ้นตามลำดับ คือวันรุ่งขึ้น ของบุตรนอกนี้, วันรุ่งขึ้นของบุตรนอกนี้. พวกเขาทุกคนได้ทำสักการะอย่างนั้นเหมือนกัน.
ต่อมาวันหนึ่ง บุตรคนหัวปี เมื่อการมงคลปรากฏเฉพาะแล้วจึงพูดกะบิดาว่า "คุณพ่อขอรับ พวกกระผมจะให้มงคลแก่ใคร?"
พราหมณ์. พ่อไม่รู้จักคนอื่น พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อมิใช่หรือ?
บุตรคนหัวปี. ถ้ากระนั้น คุณพ่อโปรดนิมนต์พระองค์พร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้.
พราหมณ์ได้ทำอย่างนั้น. วันรุ่งขึ้น พระศาสดาพร้อมด้วยบริวารได้เสด็จไปยังบ้านของเขา. เขานิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งในเรือนซึ่งฉาบทาด้วยโคมัยสด ประดับด้วยสรรพาลังการแล้ว อังคาสด้วยมธุปายาสข้น และด้วยขาทนียะอันประณีต.
ก็ในระหว่างแห่งภัตนั่นแหละ บุตร ๔ คนของพราหมณ์นั่งในสำนักพระศาสดา กราบทูลว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายประคับประคองบิดาของพวกข้าพระองค์ ไม่ประมาท โปรดทอดพระเนตรอัตภาพของท่านเถิด." การบำรุงมารดาบิดาเป็นมงคล
พระศาสดาตรัสว่า "ท่านทั้งหลายทำกรรมงามแล้ว ชื่อว่าการเลี้ยงมารดาบิดา โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย (เคย) ประพฤติมาแล้วเหมือนกัน"
แล้วตรัสมาตุโปสกนาคชาดก๑- ในเอกาทสกนิบาตนี้โดยพิสดารว่า "เพราะช้างนั้นหลีกไปเสีย ต้นอ้อยช้างและไม้โมกมันจึงงอกขึ้นไสว" ดังนี้เป็นต้น
แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถานี้ว่า :-
๓. ธนปาลโก นาม กุญฺชโร กฏุกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย พทฺโธ กพลํ น ภุญฺชติ สุมรติ นาควนสฺส กุญฺชโร. กุญชร นามว่า ธนปาลกะ ตกมันจัด ห้ามได้ยาก ถูกขังไว้ ไม่บริโภคฟ่อนหญ้า กุญชรระลึกถึง (แต่) นาควัน. ๒- ____________________________ ๑- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๔๙๓; อรรถกถา ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๔๙๓ ๒- สุมรติ เป็นอีกรูปหนึ่งของสรติ.
นาควนสฺส แปลกันว่า ซึ่งป่าแห่งไม้กากะทิง
เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนปาลโก นาม นั่นเป็นชื่อของช้างที่พระเจ้ากาสิกราชทรงส่งนายหัตถาจารย์ไปให้จับในนาควันอันรื่นรมย์ ในครั้งนั้น.
บทว่า กฏุกปฺปเภทโน ความว่า ตกมันจัด. อันที่จริง ในกาลเป็นที่ตกมันของช้างทั้งหลาย หมวกหูทั้ง ๒ ย่อมแตกเยิ้ม แม้ตามปกติ ในกาลนั้น ช้างทั้งหลายย่อมไม่นำพาซึ่งขอ ปฏัก หรือโตมร ย่อมเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ช้างธนปาลกะนั้นดุร้ายนักทีเดียว เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า กฏุกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย.
บาทพระคาถาว่า พทฺโธ กพลํ น ภุญฺชติ ความว่า ช้างธนปาลกะนั้นมิได้ถูกตกปลอกไว้, แต่ถูกเขานำไปสู่โรงช้าง ให้แวดวงด้วยม่านอันวิจิตรแล้ว พักไว้บนพื้นที่ซึ่งทำการประพรมด้วยของหอม มีเพดานวิจิตรดาดไว้ ณ เบื้องบน แม้อันพระราชาให้บำรุงด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ควรแก่พระราชา ก็มิไยดีจะบริโภคอะไรๆ.
อันคำว่า "พทฺโธ กพลํ น ภุญฺชติ" (นี้) พระศาสดาตรัสหมายถึงอาการเพียงช้างถูกส่งเข้าไปสู่โรงช้าง.
สองบทว่า สุมรติ นาควนสฺส ความว่า ช้างธนปาลกะนั้นระลึกถึงนาควัน ซึ่งเป็นที่อยู่อันน่ารื่นรมย์แท้หามิได้, ก็มารดาของช้างนั้นได้เป็นสัตว์ถึงทุกข์ เพราะพรากจากบุตรในป่า ช้างนั้นบำเพ็ญมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรมนั่นแล ดำริว่า "ประโยชน์อะไรของเราด้วยโภชนะนี้" ระลึกถึงมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม ซึ่งประกอบด้วยธรรมเท่านั้น ก็ช้างนั้นอยู่ในนาควันนั้นนั่นแล อาจบำเพ็ญมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรมนั้นได้
เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า "สุมรติ นาควนสฺส กุญฺชโร"
เมื่อพระศาสดา ครั้นทรงนำบุรพจริยาของพระองค์นี้มาตรัสอยู่นั่นแล บุตรของพราหมณ์แม้ทั้งหมดยังอัสสุธารให้ไหลแล้ว มีหทัยอ่อน เงี่ยโสตลงสดับแล้ว.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงธรรมเป็นที่สบายของพวกเขาแล้ว จึงทรงแสดงธรรมประกาศสัจจะทั้งหลาย.
ในกาลจบเทศนา พราหมณ์พร้อมกับบุตรและลูกสะใภ้ทั้งหลายดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้แล. เรื่องบุตรของพราหมณ์เฒ่า จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
๔. เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล [๒๓๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "มิทฺธี ยทา" เป็นต้น. พระเจ้าปเสนทิโกศลง่วงเพราะเสวยจุเกินไป
ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระราชาเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสารทะนานหนึ่ง กับสูปพยัญชนะพอควรแก่ข้าวสุกนั้น. วันหนึ่ง ท้าวเธอเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ยังไม่ทรงบรรเทาความเมาในภัตได้เลย ได้เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา มีพระรูปอันลำบาก พลิกไปข้างนี้และข้างนี้ แม้ถูกความง่วงครอบงำ เมื่อไม่สามารถจะผทมตรงๆ ได้ จึงประทับนั่ง ณ ที่สุดข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงติการบริโภคจุ
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า "มหาบพิตร พระองค์ยังไม่ทันได้ทรงพักผ่อนเลย เสด็จมากระมัง?"
พระราชา. ถูกละ พระเจ้าข้า, ตั้งแต่กาลที่บริโภคแล้ว หม่อมฉันมีทุกข์มาก.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า "มหาบพิตร คนบริโภคมากเกินไป ย่อมมีทุกข์อย่างนี้"
แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔. มิทฺธี ยทา โหติ มหคฺฆโส จ นิทฺทายิตา สมฺปริวตฺตสายี มหาวราโหว นิวาปปุฏฺโฐ ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโท. ในกาลใด บุคคลเป็นผู้กินมาก มักง่วง และมัก นอนหลับกระสับกระส่าย ประหนึ่งสุกรใหญ่ที่ ถูกปรนปรือด้วยอาหารฉะนั้น. ในกาลนั้น เขา เป็นคนมึนซึม ย่อมเข้าไปถึงห้องร่ำไป. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิทฺธี ความว่า ผู้อันความท้อแท้และความง่วงเหงาครอบงำ.
บทว่า มหคฺฆโส ความว่า ผู้บริโภคมาก เหมือนอาหรหัตถกพราหมณ์ อลังสาฏกพราหมณ์ ตัตถวัฏฏกพราหมณ์ กากมาสกพราหมณ์ และภุตตวัมมิกพราหมณ์ คนใดคนหนึ่ง.
บทว่า นิวาปปุฏฺโฐ ความว่า ถูกปรนปรือแล้วด้วยข้าวหมูมีรำเป็นต้น.
จริงอยู่ สุกรบ้านเขาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เวลายังอ่อน ในเวลามีสรีระอ้วน ไม่ได้เพื่อจะออกจากเรือนไปข้างนอก ส่ายไปส่ายมาในที่ต่างๆ มีใต้เตียงเป็นต้นแล้ว ย่อมนอนหายใจฟูดฟาดอยู่เท่านั้น.
ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ว่า
"บุคคลผู้มีความง่วงงุน กินจุ และเมื่อไม่อาจยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอิริยาบถอย่างอื่น มักนอนหลับพลิกกลับไปกลับมาตามปกติ เหมือนสุกรใหญ่ที่ถูกปรนปรือด้วยเหยื่อฉะนั้น ในขณะใด,
ในขณะนั้น เขาย่อมไม่อาจเพื่อมนสิการไตรลักษณ์ คือ "อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา" ได้ เพราะไม่มนสิการไตรลักษณ์เหล่านั้น จึงชื่อว่ามีปัญญาทึบ ย่อมเข้าห้อง คือไม่พ้นไปจากการอยู่ในห้อง." พระศาสดาทรงบอกอุบายบรรเทาการกินจุ
ในกาลจบเทศนา พระศาสดาได้ตรัสพระคาถานี้ด้วยสามารถอุปการะแก่พระราชาว่า :-
คนผู้มีสติทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้แล้วนั้น
ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย แก่ช้า อายุยืน.
ดังนี้แล้ว โปรดให้อุตตรมาณพเรียนไว้แล้ว ทรงแนะอุบายว่า "เธอพึงกล่าวคาถานี้เฉพาะในเวลาที่พระราชาเสวย และพึงให้พระราชาทรงลดโภชนะลงด้วยอุบายนี้" เขาได้กระทำเช่นนี้.
สมัยต่อมา พระราชาทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระสรีระเบา ทรงถึงความสำราญ เพราะความที่ทรงมีพระกระยาหารทะนานหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ทรงมีความคุ้นเคยบังเกิดขึ้นในพระศาสดาแล้ว ทรงให้อสทิสทานเป็นไป ๗ วัน.
ในเพราะทรงอนุโมทนาทาน มหาชนซึ่งมาประชุม (ณ ที่นั้น) บรรลุคุณวิเศษใหญ่แล้ว ดังนี้แล. เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
๕. เรื่องสานุสามเณร [๒๓๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสามเณรชื่อสานุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อิทํ ปุเร" เป็นต้น. สานุสามเณรประกาศธรรม
ได้ยินว่า สามเณรนั้นได้เป็นบุตรน้อยคนเดียวของอุบาสิกาคนหนึ่ง.
ครั้งนั้น นางให้เธอบรรพชาในกาลที่เธอเป็นเด็กทีเดียว. ตั้งแต่กาลที่บรรพชาแล้ว เธอได้เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร. เธอได้กระทำวัตรแก่อาจารย์ อุปัชฌายะ และพระอาคันตุกะทั้งหลายทีเดียว. ตลอด ๘ วันของเดือน เธอลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เข้าไปตั้งน้ำในโรงน้ำ ปัดกวาดโรงธัมมัสสวนะ ตามประทีป ประกาศธัมมัสสวนะด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ.
ภิกษุทั้งหลายทราบเรี่ยวแรงของเธอแล้ว ย่อมเชื้อเชิญว่า "จงกล่าวบทภาณะเถิด สามเณร." เธอไม่กระทำอิดเอื้อนไรๆ ว่า "ลมเสียดแทงหทัยของผม หรือโรคไอเบียดเบียนผม" ขึ้นสู่ธรรมาสน์ กล่าวบทภาณะ เหมือนจะให้น้ำในอากาศตกลง เมื่อจะลง ย่อมกล่าวว่า "ข้าพเจ้าให้ส่วนบุญ ในเพราะการกล่าวนี้แก่มารดาและบิดาของข้าพเจ้า."
มนุษย์ทั้งหลายหาทราบความที่เธอให้ส่วนบุญแก่มารดาและบิดาไม่. ยักษิณีเคยเป็นมารดาของสานุสามเณร
ก็มารดาของเธอเกิดเป็นยักษิณีในอัตภาพเป็นลำดับ นางมากับเทวดาทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว (เมื่อจะอนุโมทนา) ส่วนบุญที่สามเณรให้ย่อมกล่าวว่า "ฉันขออนุโมทนา พ่อ."
ก็ธรรมดาภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เพราะฉะนั้น พวกเทวดาที่มีความละอาย มีความเคารพในสามเณร ย่อมสำคัญเธอเหมือนมหาพรหม และกองเพลิง. และย่อมเห็นนางยักษิณีนั้นเป็นที่น่าเคารพ เพราะคารวะในสามเณร
ในสมัยทั้งหลาย มีสมัยฟังธรรมและสมัยที่ยักษ์ประชุมกันเป็นต้น อมนุษย์ทั้งหลายย่อมให้อาสนะที่ดี น้ำที่ดี อาหารที่ดี แก่นางยักษิณี ด้วยคิดว่า "นางยักษิณีตนนี้ เป็นมารดาของสานุสามเณร" ยักษ์ทั้งหลายแม้ที่มีศักดิ์ใหญ่ เห็นนางยักษิณีแล้ว ย่อมหลีกทางให้ ย่อมลุกขึ้นจากอาสนะ. ยักษิณีเข้าสิงกายสามเณร
ครั้นสามเณรนั้นถึงความเจริญ มีอินทรีย์แก่กล้า ถูกความไม่ยินดียิ่งบีบคั้น ไม่สามารถจะบรรเทาความไม่ยินดียิ่งลงได้ ปล่อยผมและเล็บไว้ยาว มีผ้านุ่งและผ้าห่มมอมแมม ไม่แจ้งแก่ใครๆ หยิบบาตรจีวรขึ้นแล้ว ได้ไปเรือนของมารดาลำพังคนเดียว.
อุบาสิกาเห็นบุตรแล้วไหว้ กล่าวว่า "พ่อ ครั้งก่อน พ่อมาในที่นี้พร้อมกับอาจารย์และอุปัชฌายะ หรือพร้อมกับภิกษุหนุ่มและสามเณร เพราะเหตุไร ในวันนี้พ่อจึงมาคนเดียวเล่า?"
เธอแจ้งความที่ตนกระสัน (ให้มารดาทราบ) แล้ว.
อุบาสิกามีศรัทธา แม้แสดงโทษในฆราวาสโดยประการต่างๆ ตักเตือนบุตรอยู่ ก็ไม่อาจให้เธอยินยอมได้ (แต่) ก็ไม่เสือกไสไปเสีย ด้วยคิดว่า "ถึงอย่างไร เธอพึงกำหนดได้แม้ตามธรรมดาของตน" กล่าวว่า "พ่อ โปรดรออยู่จนกว่าฉันจะจัดยาคูและภัตเพื่อพ่อเสร็จ ฉันจักนำผ้าที่ชอบใจมาถวายแก่พ่อ ผู้ดื่มยาคู กระทำภัตกิจแล้ว" แล้วได้ตกแต่งอาสนะถวาย.
สามเณรนั่งลงแล้ว. อุบาสิกาจัดแจงยาคูและของเคี้ยวเสร็จโดยครู่เดียวเท่านั้น ได้ถวายแล้ว. ลำดับนั้น อุบาสิกาคิดว่า "เราจักจัดแจงภัต" นั่งลงในที่ไม่ไกล ซาวข้าวอยู่.
สมัยนั้น นางยักษิณีนั้นใคร่ครวญอยู่ว่า "สามเณรอยู่ที่ไหนหนอแล? เธอได้ภิกษาหาร หรือยังไม่ได้" ทราบความที่เธอนั่งอยู่แล้ว ด้วยความเป็นผู้ใคร่จะสึก
จึงคิดว่า "ก็เธออย่าพึงยังความละอายให้เกิดขึ้นแก่เรา ในระหว่างเทวดาทั้งหลายเลย เราจะไป จักกระทำอันตรายในการสึกของเธอ" ดังนี้แล้ว
จึงมาสิงในสรีระของสามเณรนั้น บิดคอให้ล้มลงเหนือแผ่นดิน. เธอมีตาทั้งสองเหลือก มีน้ำลายไหล ดิ้นรนอยู่บนแผ่นดิน.
อุบาสิกาเห็นอาการแปลกนั้นของบุตร รีบมาช้อนบุตรแล้วให้นอนบนตัก.
ชาวบ้านทั้งสิ้นมากระทำการเซ่นสรวงมีพลีกรรมเป็นต้น. อุบาสิกาคร่ำครวญ
ส่วนอุบาสิกาคร่ำครวญ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
"ชนเหล่าใด ย่อมรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วย
องค์ ๘ ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์
และตลอดปาริหาริยปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่,
ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่น ด้วยชนเหล่านั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับคำของพระอรหันต์ทั้งหลายดังนี้: ในวันนี้
บัดนี้เอง ข้าพเจ้านั้นเห็นอยู่ ยักษ์ทั้งหลาย เล่นกับ
สานุสามเณร."
นางยักษิณีฟังคำของอุบาสิกาแล้ว จึงกล่าวว่า :-
"ยักษ์ทั้งหลาย ย่อมไม่เล่นกับเหล่าชนผู้รักษา
อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และ
ที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาริหาริยปักษ์ ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์อยู่, ท่านได้สดับคำของพระอรหันต์ทั้ง
หลายดังนี้ดีแล้ว."
ดังนี้แล้ว จึงกล่าว (ต่อไปอีก) ว่า :-
ขอท่านจงบอกคำนี้ของยักษ์ทั้งหลาย กะสานุ
สามเณร ผู้รู้สึกขึ้นแล้วว่า "ท่านอย่าได้กระทำบาป
กรรมในที่แจ้งหรือในที่ลับ หากว่าท่านจักกระทำ
บาปกรรมก็ตาม กำลังกระทำอยู่ก็ตาม ท่านถึงจะ
เหาะหนีไป ก็หามีการหลุดพ้นจากทุกข์ไม่."
นางยักษิณีตนนั้นกล่าวว่า "ความพ้นย่อมไม่มีแก่ท่านผู้แม้กระทำบาปกรรมอย่างนี้แล้ว เหาะหนีไปอยู่เหมือนนก" ดังนี้แล้ว ก็ปล่อยสามเณร.
สามเณรนั้นลืมตาขึ้นแล้ว เห็นมารดากำลังสยายผมร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ และชาวบ้านทั้งสิ้นประชุมกันอยู่แล้ว ไม่ทราบความที่ตนถูกยักษ์สิง
จึงนึกสงสัยขึ้นว่า "เมื่อก่อน เรานั่งบนตั่ง มารดาของเรานั่งซาวข้าว ณ ที่ไม่ไกล แต่บัดนี้ เรา (กลับ) นอนเหนือแผ่นดิน นี่อะไรกันหนอ?"
นอนอยู่เทียว กล่าวกะมารดาว่า :-
โยม ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายไปแล้ว
หรือยังเป็นอยู่ (แต่) ไม่ปรากฏ, โยม โยมเห็นฉัน
ซึ่งเป็นอยู่ ไฉนจึงร้องไห้ถึงฉันเล่า? โยม.
ครั้งนั้น มารดา เมื่อจะแสดงโทษในการมา เพื่อจะสึกอีกของบุคคลผู้ละวัตถุกามและกิเลสกาม บวชแล้วแก่เธอ จึงกล่าวว่า :-
ลูก (ถูกแล้ว) ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงชนที่ตาย
ไปแล้ว หรือยังเป็นอยู่ (แต่) ไม่ปรากฏ, ก็ผู้ใดละ
กามทั้งหลายได้แล้ว ยังจะเวียนมาในกามนี้อีก,
ลูก ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงผู้นั้นบ้าง, เพราะ
เขา (ถึง) เป็นอยู่ต่อไป ก็เหมือนตายแล้ว."
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงโทษในการครอบครองเรือน ทำการครอบครองเรือนให้เป็นเช่นกับเถ้ารึงเทียว และให้เป็นเช่นกับเหว จึงกล่าวอีกว่า :-
พ่อ พ่อถูกยกขึ้นจากเถ้ารึงแล้ว ยังปรารถนาจะ
ตกลงสู่เถ้ารึง (อีก), พ่อ พ่อถูกยกขึ้นจากเหวแล้ว
ยังปรารถนาเพื่อจะตกลงไปสู่เหว (อีก).
ต่อมา เพื่อจะแสดงว่า "ลูก ขอพ่อจงมีความเจริญเถิด ก็ฉันจะปรับทุกข์แก่ใคร จะให้ใครช่วยคิดเนื้อความนี้ว่า ‘บุตรน้อยของเรานี้ อันเรานำออกให้บวชในพระพุทธศาสนา ประหนึ่งภัณฑะที่ถูกนำออกจากเรือนซึ่งกำลังถูกไฟไหม้แล้ว ยังปรารถนาเพื่อรุ่มร้อนในฆราวาสอีก ขอท่านทั้งหลายจงช่วยวิ่งเต้น จงช่วยต้านทาน แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด’"
นางจึงกล่าวคาถานี้กะสานุสามเณรนั้นว่า :-
ขอท่านทั้งหลาย จงช่วยวิ่งเต้น ความเจริญจงมีแก่ท่าน,
ข้าพเจ้าจะปรับทุกข์แก่ใครเล่า ท่านเป็นดุจภัณฑะ ซึ่ง
ถูกนำออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้แล้ว ยังปรารถนาเพื่อ
จะถูกไหม้อีก.
สานุสามเณรนั้นกำหนดได้ ในเมื่อมารดากล่าวอยู่ จึงกล่าวว่า "ฉันไม่มีความต้องการด้วยความเป็นคฤหัสถ์." ครั้งนั้น มารดาของเธอกล่าวว่า "สาธุ พ่อ" พอใจแล้ว ให้บริโภคโภชนะอันประณีต ถามว่า "พ่อ พ่อ มีกาลฝนเท่าไร?" ทราบความที่เธอมีกาลฝนครบแล้ว ก็จัดแจงไตรจีวรให้. เธอมีบาตรจีวรครบ ได้อุปสมบทแล้ว.
ต่อมา พระศาสดา เมื่อจะทรงยังความอุตสาหะในการข่มจิตให้เกิดขึ้น แก่เธอผู้อุปสมบทแล้วไม่นาน จึงตรัสว่า
"ธรรมดาว่าจิตนี้เที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่างๆ ตลอดกาลนาน ชื่อว่าความสวัสดี ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ข่มจิตนั้นลงไปได้ เพราะฉะนั้น บุคคลจึงควรทำความเพียรในการข่มจิต เหมือนนายหัตถาจารย์ทำความพยายามในการข่มช้างซับมันด้วยขอฉะนั้น"
แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๕. อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ ตทชฺชหํ นิคฺคเหสฺสามิ โยนิโส หตฺถิปฺปภินฺนํ วิย อํกุสคฺคโห. เมื่อก่อน จิตนี้ได้เที่ยวจาริกไป ตามอาการที่ปรารถนา ตามอารมณ์ที่ใคร่ (และ) ตามความสบาย, วันนี้ เราจัก ข่มมันด้วยโยนิโสมนสิการ ประหนึ่งนายควาญช้างข่ม ช้างที่ซับมันฉะนั้น. แก้อรรถ
เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-
ก่อนแต่นี้ ชื่อว่าจิตนี้เที่ยวจาริกไปในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นตลอดกาลนาน,
ชื่อว่าตามอาการที่ปรารถนาด้วยสามารถแห่งอาการแห่งกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น อันเป็นเหตุปรารถนา,
ชื่อว่า (เที่ยวไป) ตามอารมณ์เป็นที่ใคร่ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์เป็นที่เกิดความใคร่แห่งจิตนั้นนั่นแหละ,
ชื่อว่าตามความสบาย เพราะเมื่อมันเที่ยวด้วยอาการใด ความสุขจึงมี ก็เที่ยวไปด้วยอาการนั้นนั่นแหละ,
วันนี้ เราจักข่มจิตด้วยโยนิโสมนสิการ คือจักไม่ยอมให้มันก้าวล่วงได้ เหมือนบุรุษผู้กุมขอไว้ (ในมือ) ผู้ฉลาด คือนายหัตถาจารย์ข่มช้างซับมัน คือตกมันไว้ด้วยขอฉะนั้น.
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาเป็นอันมาก
ผู้เข้าไปเพื่อสดับธรรมพร้อมกับพระสานุ. ก็ท่านผู้มีอายุนั้นเรียนพระพุทธวจนะ คือพระไตรปิฏกแล้ว ได้เป็นพระธรรมกถึกที่เชี่ยวชาญ ดำรง (ชีพ) อยู่ตลอด ๑๒๐ ปี ยังชมพูทวีปทั้งสิ้นให้กระฉ่อนแล้วปรินิพพาน ดังนี้แล. เรื่องสานุสามเณร จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
๖. เรื่องช้างชื่อปาเวรกะ [๒๓๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภช้างชื่อปาเวรกะ ของพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อปฺปมาทรตา" เป็นต้น. ช้างของพระเจ้าโกศลติดหล่ม
ดังได้สดับมา ช้างนั้นในกาลเป็นหนุ่ม เป็นสัตว์มีกำลังมาก โดยสมัยอื่นอีก ถูกกำลังแห่งลมซึ่งเกิดขึ้นเพราะชราตัดทอน ลงไปสู่สระใหญ่สระหนึ่ง ติดอยู่ในหล่มแล้ว ไม่ได้อาจเพื่อจะขึ้นได้.
มหาชนเห็นช้างนั้นแล้ว จึงสนทนากันขึ้นว่า "ช้างชื่อแม้เห็นปานนี้ ยังถึงทุพพลภาพนี้." พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงบังคับนายหัตถาจารย์ว่า "เธอจงไป จงยกช้างนั้นให้ขึ้นจากหล่ม."
เขาไปแล้วแสดงการรบขึ้นที่นั่น ให้ตีกลองรบขึ้นแล้ว. ช้างซึ่งเป็นเชื้อชาติแห่งสัตว์มีมานะ ลุกขึ้นโดยเร็ว ดำรงอยู่บนบกได้.
ภิกษุทั้งหลายเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดา.
พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ช้างตัวนั้นถอนตนขึ้นจากหล่ม คือเปือกตมตามปกติก่อน ส่วนเธอทั้งหลายแล่นลงแล้วในหล่มกิเลส เพราะฉะนั้น แม้เธอทั้งหลายจงเริ่มตั้ง (ความเพียร) โดยแยบคายแล้ว ถอนตนขึ้นจากหล่ม คือกิเลสนั้นเถิด"
แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๖. อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร. ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท, จงตามรักษาจิตของตน, จงถอนตนขึ้นจากหล่ม ประหนึ่งช้างที่จมลงในเปือกตม ถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาทรตา ความว่า ท่านทั้งหลายจงยินดียิ่งในความไม่อยู่ปราศจากสติ.
บทว่า สจิตฺตํ ความว่า จงรักษาจิตของตนในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น โดยอาการที่มันจะทำความก้าวล่วงไม่ได้.
บทว่า สนฺโน ความว่า ช้างที่จมลงไปแล้วในเปือกตมตัวนั้น ทำความพยายามด้วยเท้าหน้าและเท้าหลัง ถอนตนขึ้นพ้นจากเปือกตม ดำรงอยู่บนบกได้ฉันใด แม้ท่านทั้งหลายก็จงถอนตนขึ้นจากหล่ม คือกิเลส คือยังตนให้ดำรงอยู่บนบก คือพระนิพพาน ฉันนั้นเถิด.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว ดังนี้แล. เรื่องช้างชื่อปาเวรกะ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
๗. เรื่องสัมพหุลภิกษุ [๒๓๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยป่าชื่อปาลิไลยกะ ประทับอยู่ในไพรสณฑ์ชื่อรักขิตะ ทรงปรารภภิกษุเป็นอันมาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สเจ ลเภถ" เป็นต้น. ภิกษุ ๕๐๐ รูปอยากเข้าเฝ้าพระศาสดา
เรื่องมาในอรรถกถาแห่งพระคาถาว่า "ปเร จ น วิชานนฺติ" เป็นต้นในยมกวรรคแล้วแล.
อันที่จริง ข้าพเจ้ากล่าวเรื่องนี้แล้วว่า
การประทับอยู่ของพระตถาคตเจ้า ผู้ซึ่งพระยาช้างในไพรสณฑ์ ชื่อรักขิตะ นั้นบำรุงอยู่ ได้ปรากฏไปในสกลชมพูทวีปแล้ว. ตระกูลใหญ่มีอาทิอย่างนี้ คือ "ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขามหาอุบาสิกา" ส่งข่าวไปจากพระนครสาวัตถีแก่พระอานนทเถระว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสดาแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด."
ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป แม้ผู้มีปกติอยู่ในทิศ ออกพรรษาแล้ว เข้าไปหาพระอานนทเถระ วิงวอนว่า "อานนท์ผู้มีอายุ เราทั้งหลายฟังธรรมกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ต่อกาลนานแล้ว, ดีละ อานนท์ผู้มีอายุ เราทั้งหลายพึงได้เพื่อฟังธรรมกถา ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า. ช้างปาลิไลยกะจับไม้จะตีพระอานนท์
พระเถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ไพรสณฑ์ชื่อรักขิตะนั้นแล้ว ดำริว่า "การเข้าไปสู่สำนักพระตถาคตเจ้า ผู้มีปกติประทับอยู่พระองค์เดียวตลอดไตรมาส พร้อมกับภิกษุมีประมาณเท่านี้ ไม่สมควร" ดังนี้แล้ว องค์เดียวเท่านั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา.
ช้างชื่อปาลิไลยกะเห็นท่านแล้ว จับไม้แล่นแปร๋ไป.
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้วตรัสว่า "เจ้าจงหลีกไป ปาลิไลยกะ, อย่าห้าม นั่นเป็นพุทธุปัฏฐาก." มันทิ้งท่อนไม้ลงในที่นั้นนั่นเอง ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรและจีวร. พระเถระมิได้ให้.
ช้างคิดว่า "ถ้าภิกษุนี้จักเป็นผู้มีวัตรอันเรียนแล้วไซร้ ท่านจักไม่วางบริขารของตนลงบนแผ่นหินที่ประทับนั่งของพระศาสดา."
พระเถระวางบาตรและจีวรลงบนพื้น.
แท้จริง ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรทั้งหลาย ย่อมไม่วางบริขารของตนลงบนที่นั่งหรือที่นอนของครู..
พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
พระศาสดาตรัสถามว่า "เธอมารูปเดียวเท่านั้นหรือ?" ทรงสดับความที่พระเถระมากับภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ตรัสว่า "ภิกษุพวกนั้นอยู่ที่ไหนเล่า?" เมื่อพระเถระกราบทูลว่า "ข้าพระองค์ เมื่อไม่ทราบจิตของพระองค์ จึงพักไว้ข้างนอก (ก่อน) แล้วมาเฝ้า" ตรัสว่า "จงเรียกภิกษุเหล่านั้นเข้ามาเถิด." พระเถระได้กระทำอย่างนั้น. เที่ยวไปคนเดียวดีกว่าไปกับเพื่อนชั่ว
พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้นแล้ว เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าผู้สุขุมาล และเป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาล พระองค์ผู้เดียวประทับยืนและประทับนั่งอยู่ตลอดไตรมาส ทรงทำกรรมที่ทำได้โดยยากแล้ว, ผู้กระทำวัตรและปฏิวัตรก็ดี ผู้ถวายวัตถุมีน้ำบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้นก็ดี ชะรอยจะมิได้มี"
จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย กิจทุกอย่าง ช้างปาลิไลยกะทำแล้วแก่เรา อันที่จริง การที่บุคคลเมื่อได้สหายผู้มีรูปเช่นนี้ อยู่ร่วมกัน สมควรแล้ว เมื่อบุคคลไม่ได้ การเที่ยวไปคนเดียวเท่านั้นเป็นการประเสริฐ"
แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ไว้ในนาควรรคว่า :-
๗. สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมา. โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโค. เอกสฺส จริตํ เสยฺโย นตฺถิ พาเล สหายตา เอโก จเร น จ ปาปานิ กยิรา อปฺโปสฺสุกฺโก มาตงฺครญฺเญว นาโค. ถ้าว่า บุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตัว มีธรรมเครื่องอยู่อันดี เป็นนักปราชญ์ ไว้เป็นผู้เที่ยวไป ด้วยกันไซร้, เขาพึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้นเสียแล้ว พึง เป็นผู้มีใจยินดี มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้น. หากว่า บุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษา ตัว มีธรรมเครื่องอยู่เป็นอันดี เป็นนักปราชญ์ ไว้เป็นผู้ เที่ยวไปด้วยกันไซร้, เขาพึงเที่ยวไปคนเดียว เหมือนพระ ราชาทรงละแว่นแคว้น ที่ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว (หรือ) เหมือนช้างชื่อว่ามาตังคะ ละโขลงแล้ว เที่ยวไปในป่าตัว เดียวฉะนั้น. ความเที่ยวไปแห่งบุคคลคนเดียวประเสริฐกว่า เพราะคุณเครื่องเป็นสหาย ไม่มีอยู่ในชนพาล. บุคคลนั้นพึงเป็นผู้ผู้เดียวเที่ยวไป เหมือนช้างชื่อ มาตังคะ ตัวมีความขวนขวายน้อยเที่ยวไปอยู่ในป่าฉะนั้น และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปกํ คือ ผู้ประกอบปัญญาเครื่องรักษาตน.
บทว่า สาธุวิหาริธีรํ คือ ผู้มีธรรมเครื่องอยู่อันเจริญ เป็นบัณฑิต.
บทว่า ปริสฺสยานิ เป็นต้น ความว่า เขา เมื่อได้สหายผู้มีเมตตาเป็นวิหารธรรมเช่นนั้น พึงครอบงำอันตรายทั้งหลาย คือ "อันตรายที่ปรากฏ มีสีหะและพยัคฆ์เป็นต้น และอันตรายที่ปกปิด มีราคะและโทสะเป็นต้น" ทั้งหมดทีเดียวแล้ว พึงเป็นผู้มีใจยินดี มีสติมั่นคง เที่ยวไป คืออยู่กับสหายนั้น.
สองบทว่า ราชาว รฏฺฐํ ความว่า เหมือนพระราชาผู้ฤาษีทรงละแว่นแคว้นผนวชอยู่ฉะนั้น.
ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า "พระราชาผู้มีภูมิประเทศอันพระองค์ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว ทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะเด็ดขาดแล้วเสีย ด้วยทรงดำริว่า "ชื่อว่าความเป็นพระราชานี้ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาทอันใหญ่, ประโยชน์อะไรของเราด้วยราชสมบัติที่เราครอบครองแล้ว"
ลำดับนั้นแหละเสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่ ผนวชเป็นดาบส แล้วเสด็จเที่ยวไปเฉพาะพระองค์เดียวในอิริยาบถทั้ง ๔ ฉันใด บุคคลพึงเที่ยวไปเฉพาะผู้เดียวฉันนั้น."
สองบทว่า มาตงฺครญฺเญว นาโค ความว่า เหมือนอย่างว่า พระยาช้างตัวนี้ได้นามว่า "มาตังคะ" เพราะพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า "เราแลย่อมอยู่นัวเนียด้วยพวกช้างพลาย ช้างพัง ช้างสะเทิ้น และลูกช้างทั้งหลาย, เราย่อมเคี้ยวกินหญ้าที่เขาเด็ดปลายแล้ว, และเขาย่อมเคี้ยวกินกิ่งไม้อันพอ ๑- หักได้ที่เขาหักลงแล้วๆ, และเราย่อมดื่มน้ำที่ขุ่น, เมื่อเราหยั่งลง (สู่ท่าน้ำ) และก้าวขึ้น (จากท่าน้ำ) เหล่าช้างพังย่อมเดินเสียดสีกายไป, ถ้าอย่างไร เราตัวเดียวเท่านั้น พึงหลีกออกไปจากโขลงอยู่" ดังนี้แล้ว ดำเนินไปด้วยความรู้ ละโขลงแล้ว ย่อมเที่ยวไปในป่านี้ตามสบายตัวเดียวเท่านั้น ในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด บุคคลพึงเที่ยวไปคนเดียวเท่านั้นแม้ฉันนั้น. ____________________________ ๑- สาขาภงฺคํ ซึ่งรุกขาวัยวะอันบุคคลพึงหักคือกิ่งไม้.
บทว่า เอกสฺส ความว่า ความเที่ยวไปแห่งบรรพชิตผู้ยินดียิ่งแล้วในเอกีภาพ ตั้งแต่กาลที่ตนบวช ชื่อว่า ผู้ผู้เดียวเท่านั้นประเสริฐ.
บาทพระคาถาว่า นตฺถิ พาเล สหายตา ความว่า เพราะคุณธรรมนี้ คือ "จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐ ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนาญาณ มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ อมตมหานิพพาน" ชื่อว่าคุณเครื่องเป็นสหาย. บุคคลไม่อาจบรรลุคุณเครื่องเป็นสหายนั้น เพราะอาศัยเหล่าพาลชน เพราะฉะนั้น คุณเครื่องเป็นสหาย จึงชื่อว่าไม่มีในพาลชน.
บทว่า เอโก เป็นต้น ความว่า เพราะเหตุนี้ บุคคลพึงเป็นผู้ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไปในอิริยาบถทั้งปวง และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย แม้มีประมาณน้อย.
อธิบายว่า "บุคคลนั้นพึงเป็นผู้ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไป เหมือนช้างชื่อมาตังคะ ตัวมีความขวนขวายน้อย คือไม่มีอาลัย เที่ยวไปตามสบายในสถานที่ที่ตนปรารถนาแล้วๆ ในป่านี้ฉะนั้น และไม่พึงทำบาปทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย.
เพราะฉะนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า "แม้ท่านทั้งหลาย เมื่อไม่ได้สหายมีรูปเช่นนี้ พึงเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวเท่านั้น" จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แก่ภิกษุเหล่านั้น.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้ง ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล. เรื่องสัมพหุลภิกษุ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
๘. เรื่องมาร [๒๓๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ กุฎีซึ่งตั้งอยู่ในป่าที่ข้างป่าหิมพานต์ ทรงปรารภมาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อตฺถมฺหิ" เป็นต้น. มารทูลให้พระศาสดาทรงครองราชสมบัติ
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระราชาทั้งหลายทรงครอบครองราชสมบัติ เบียดเบียนเหล่ามนุษย์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นมนุษย์ทั้งหลายถูกเบียดเบียนด้วยการลงอาชญา ในรัชสมัยของพระราชา ผู้มิได้ตั้งอยู่ในธรรม ทรงดำริด้วยสามารถแห่งความกรุณาอย่างนี้ว่า "เราอาจเพื่อจะครอบครองราชสมบัติโดยธรรม ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ชนะเอง ไม่ให้ผู้อื่นชนะ ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ให้ผู้อื่นเศร้าโศก หรือหนอ?"
มารผู้มีบาปทราบพระปริวิตกข้อนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงดำริว่า "พระสมณโคดมทรงดำริว่า ‘เราอาจเพื่อครอบครองราชสมบัติหรือหนอ?’ บัดนี้ พระสมณโคดมนั้นจักเป็นผู้ใคร่เพื่อครอบครองราชสมบัติ ก็ชื่อว่าราชสมบัตินี้ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท, เมื่อพระสมณโคดมครอบครองราชสมบัตินั้นอยู่ เราอาจเพื่อจะได้โอกาส เราจะไป จักยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแก่พระองค์."
แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงครองราชสมบัติ ขอพระสุคตเจ้าจงทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ชนะเอง ไม่ให้ผู้อื่นชนะ ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ให้ผู้อื่นเศร้าโศก." พระศาสดาตรัสถามเหตุที่มารทูล
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัลกะมารนั้นว่า "มารผู้มีบาป ก็ท่านเห็นอะไรของเรา ผู้ซึ่งท่านกล่าวอย่างนี้?"
เมื่อมารกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล ทรงอบรมอิทธิบาททั้ง ๔ ดีแล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงจำนงหวัง พึงทรงน้อมนึกถึงเขาหลวงหิมวันต์ว่า "จงเป็นทอง" และเขาหลวงที่ทรงน้อมนึกถึงนั้น พึงเป็นทองทีเดียว, แม้ข้าพระองค์จักทำกิจที่ควรทำด้วยทรัพย์ เพื่อพระองค์ เพราะเหตุนี้ พระองค์จักทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม"
ดังนี้แล้ว ทรงยังมารให้สังเวชด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ๑- :-
บรรพตพึงเป็นของล้วนด้วยทองคำที่สุกปลั่ง,
แม้ความที่บรรพตนั้น (ทวีขึ้น) เป็น ๒ เท่า ๒- ก็ยัง
ไม่เพียงพอแก่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลทราบดังนี้แล้ว
พึงประพฤติแต่พอสม.
ผู้เกิดมาคนใด ได้เห็นทุกข์ว่า มีกามใดเป็น
แดนมอบให้ (เป็นเหตุ), ไฉนผู้ที่เกิดมาคนนั้น จะ
พึงน้อมไปในกามนั้นได้เล่า? ผู้ที่เกิดมารู้จักอุปธิ
(สภาพเข้าไปทรงไว้) ว่า ‘เป็นธรรมเครื่องข้องใน
โลกแล้ว’ พึงศึกษาเพื่อนำอุปธินั้นนั่นแล ออกเสีย.
แล้วตรัสว่า "มารผู้ลามก โอวาทของท่านเป็นอย่างอื่นทีเดียวแล, ของเราก็เป็นอย่างอื่น (คนละอย่างกัน), ขึ้นชื่อว่าการปรึกษาธรรมกับท่าน ย่อมไม่มี, เพราะเราย่อมสอนอย่างนี้" ____________________________ ๑- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๔๗๗; ๒- แม้ประชุมแห่งบรรพต ๒ ลูกก็ว่า.
แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๘. อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา ตุฏฺฐี สุขา ยา อิตรีตเรน ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ สพฺพสฺส ทุกฺขสฺส สุขํ ปหานํ. สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา สุขา สามญฺญตา โลเก อโถ พฺรหฺมญฺญตา สุขา สุขํ ยาว ชรา สีลํ สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา สุโข ปญฺญาย ปฏิลาโภ ปาปานํ อกรณํ สุขํ. เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายทั้งหลายนำ ความสุขมาให้, ความยินดีด้วยปัจจัยนอกนี้ๆ (ตาม มีตามได้) นำความสุขมาให้, บุญนำความสุขมาให้ ในขณะสิ้นชีวิต, การละทุกข์ทั้งปวงเสียได้ นำความ สุขมาให้. ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา นำความสุขมา ให้ในโลก. อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา นำความ สุขมาให้. ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ นำความสุข มาให้ในโลก. อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่พราหมณ์ นำความสุขมาให้. ศีลนำความสุขมาให้ตราบเท่าชรา, ศรัทธาที่ ตั้งมั่นแล้วนำความสุขมาให้, การได้เฉพาะซึ่งปัญญา นำความสุขมาให้, การไม่ทำบาปทั้งหลาย นำความ สุขมาให้. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถมฺหิ ความว่า ก็เมื่อกิจ มีการทำจีวรเป็นต้นก็ดี มีการระงับอธิกรณ์เป็นต้นก็ดี บังเกิดขึ้นแก่บรรพชิตบ้าง. (หรือ) เมื่อกิจมีกสิกรรมเป็นต้นก็ดี มีการถูกเหล่าชนผู้อาศัยร่วมด้วยฝักฝ่ายที่มีกำลังย่ำยีก็ดี บังเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์บ้าง, สหายเหล่าใดสามารถเพื่อยังกิจนั้นให้สำเร็จได้ หรือให้สงบได้, สหายผู้เห็นปานนั้นนำความสุขมาให้.
สองบทว่า ตุฏฺฐี สุขา ความว่า ก็แม้คฤหัสถ์ทั้งหลาย ผู้ไม่สันโดษแล้วด้วยของแห่งตน จึงปรารภทุจริตกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้น, แม้บรรพชิตทั้งหลายผู้ไม่สันโดษแล้วด้วยปัจจัยของตน จึงปรารภอเนสนามีประการต่างๆ เพราะเหตุนี้ คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองนั้น จึงไม่ประสพความสุขเลย เพราะฉะนั้น ความสันโดษด้วยของมีอยู่แห่งตน นอกนี้ๆ คือเล็กน้อยหรือมากมายนี่เอง นำความสุขมาให้.
บทว่า ปุญฺญํ ความว่า ก็บุญกรรมที่เริ่มทำไว้ตามอัธยาศัยอย่างไรนั่นแล นำความสุขมาให้ในมรณกาล.
บทว่า สพฺพสฺส ความว่า อนึ่ง พระอรหัต กล่าวคือการละวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้นได้นั่นแล ชื่อว่านำความสุขมาให้ในโลกนี้.
การปฏิบัติชอบในมารดา ชื่อว่า มตฺเตยฺยตา.
การปฏิบัติชอบในบิดา ชื่อว่า เปตฺเตยฺยตา.
การทะนุบำรุงมารดาบิดานี่แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง.
อันที่จริง มารดาและบิดาทราบว่า บุตรทั้งหลายไม่บำรุงแล้ว ย่อมฝังทรัพย์อันเป็นของมีอยู่แห่งตนเสียในแผ่นดินบ้าง ย่อมสละให้แก่ชนเหล่าอื่นบ้าง
อนึ่ง การนินทาย่อมเป็นไปแก่บุตรเหล่านั้นว่า "คนพวกนี้ไม่ทะนุบำรุงมารดาบิดา" บุตรเหล่านั้นย่อมบังเกิดแม้ในคูถนรก เพราะกายแตกทำลายไป
ส่วนบุตรเหล่าใดทะนุบำรุงมารดาบิดาโดยเคารพ บุตรเหล่านั้นย่อมได้รับทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ของมารดาบิดาเหล่านั้น ทั้งย่อมได้ซึ่งการสรรเสริญ เพราะร่างกายแตกทำลายไป ย่อมบังเกิดในสวรรค์ เพราะฉะนั้น แม้ทั้งสองข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "นำความสุขมาให้" ดังนี้.
การปฏิบัติชอบในบรรพชิตทั้งหลาย ชื่อว่า สามญฺญตา.
การปฏิบัติชอบในพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วเท่านั้น ชื่อว่า พฺรหฺมญฺญตา.
ความเป็นคือการบำรุงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยปัจจัย ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแม้ด้วยบททั้งสอง. แม้ข้อนี้ พระองค์ก็ตรัสว่า ชื่อว่านำความสุขมาให้ในโลก (นี้).
บทว่า สีลํ เป็นต้น ความว่า แท้จริง เครื่องอลังการทั้งหลายมีแก้วมณี ตุ้มหู และผ้าแดงเป็นต้น ย่อมงดงามสำหรับชนผู้ตั้งอยู่แล้วในวัยนั้นๆ เท่านั้น เครื่องอลังการของคนหนุ่ม จะงดงามในกาลแก่ หรือเครื่องอลังการของคนแก่ จะงดงามในกาลหนุ่ม ก็หาไม่. อนึ่ง (เครื่องอลังการที่ตกแต่งไม่ถูกกาลนี้) ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายถ่ายเดียว เพราะให้การครหาบังเกิดขึ้นว่า "คนนั้นชะรอยจะเป็นบ้า" ส่วนประเภทแห่งศีลมีศีล ๕ และศีล ๑๐ เป็นต้น ย่อมงดงามในทุกๆ วัย ทั้งแก่คนหนุ่มทั้งแก่คนแก่ทีเดียว ย่อมนำมาแต่ความโสมนัสถ่ายเดียว เพราะให้ความสรรเสริญบังเกิดขึ้นว่า "โอ ท่านผู้นี้มีศีลหนอ" เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "สุขํ ยาว ชรา สีลํ."
สองบทว่า สทฺธา ปติฏฺฐิตา ความว่า ศรัทธาที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระแม้ทั้งสองอย่าง เป็นคุณชาติไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นแล้วเทียว นำความสุขมาให้.
บาทพระคาถาว่า สุโข ปญฺญาปฏิลาโภ ความว่า การได้เฉพาะปัญญาแม้ที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ นำความสุขมาให้.
สองบทว่า ปาปานํ อกรณํ ความว่า อนึ่ง การไม่กระทำบาปทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งเสตุฆาตะ (คืออริยมรรค) นำความสุขมาให้ในโลกนี้.
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาเป็นอันมาก ดังนี้แล. เรื่องมาร จบ.
นาควรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๒๓ จบ. อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๒๕ ข้อ ๓๓ จาก 84000.org
รายงานข้อผิดพลาดอรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที