ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เปตวัตถุ
  10. /
  11. ๔. มหาวรรค
  12. /
  13. ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๑๒๑ · บรรทัด ๔๓๒๓

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. มหาวรรค

หมวดใหญ่

๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

เรื่องเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีกับเปรตเปลือย

[๕๑๗]

ชาวเมืองวัชชีมีนครนามว่าไพสาลี

ในนครไพสาลีนั้น มีกษัตริย์ลิจฉวี พระนามว่าอัมพสักขระ ๑-

ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตที่ภายนอกพระนคร

มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ

จึงได้ตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า

[๕๑๘]

บุคคลที่ถูกเสียบอยู่บนปลายหลาวนี้

ไม่มีการนอน การนั่ง การเดินไปเดินมา

และการลิ้ม การดื่ม การเคี้ยวกิน การนุ่งห่มผ้า

แม้หญิงบำเรอของเขาก็ไม่มี

[๕๑๙]

ชนเหล่าใดเป็นญาติ เป็นมิตรสหายซึ่งเคยเห็นหรือเคยได้ยินกันมา

เคยเอ็นดูกันมาในกาลก่อนของผู้นี้

เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียนเขาก็ไม่ได้

เพราะว่าผู้นี้มีสภาพที่ชนนั้นสละแล้ว

[๕๒๐]

ผู้ที่ตายแล้วย่อมไม่มีมิตรสหาย

พวกมิตรสหายทราบถึงความขาดแคลนจึงพากันละทิ้ง

และเห็นประโยชน์จึงพากันห้อมล้อม

ส่วนผู้ที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติย่อมมีมิตรสหายมากมาย

[๕๒๑]

ชีวิตของบุรุษที่เสื่อมจากเครื่องอุปโภคและบริโภคทุกอย่างฝืดเคือง

ถูกหลาวเสียบตัว มีร่างกายเปื้อนเลือด

จักดับในวันนี้ หรือในวันพรุ่งนี้เป็นแน่

ดุจหยาดน้ำค้างซึ่งติดอยู่บนปลายหญ้า

@เชิงอรรถ :

@๑ เจ้าลิจฉวีองค์นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ นับถือลัทธินัตถิกวาทว่า ‘ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทำดีทำชั่วไม่มีผล’

@(ขุ.เป.อ. ๑๒๑/๒๒๙)

[๕๒๒]

ยักษ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร

ท่านจึงพูดกับบุรุษผู้ได้รับความลำบากอย่างยิ่ง

นอนหงายอยู่บนหลาวด้ามไม้สะเดาเช่นนี้ว่า

บุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด

การมีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นความประเสริฐ

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๒๓]

ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ระลึกได้ว่า ในชาติก่อน

บุรุษนี้เป็นญาติสายโลหิตของข้าพระองค์

ก็ข้าพระองค์เห็นแล้ว มีความกรุณาต่อเขาว่า

ขอบุรุษผู้เลวทรามนี้อย่าตกนรกเลย

[๕๒๔]

ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ตายจากอัตภาพนี้แล้ว

จักบังเกิดในนรกซึ่งแน่นขนัดไปด้วยสัตว์ผู้กระทำความชั่วไว้

เป็นนรกร้ายกาจ

มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อน น่ากลัว

[๕๒๕]

หลาวนี้แหละยังดีกว่านรกนั้นมากมายหลายส่วน

ขอบุรุษนี้อย่าตกนรก ซึ่งมีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว

เผ็ดร้อนอย่างน่ากลัว รุนแรงยิ่ง

[๕๒๖]

เพราะฟังคำของข้าพระองค์นี้แล้ว บุรุษนี้เป็นประหนึ่งว่า

น้อมจิตเข้าไปหาทุกข์ในนรก พึงละบาปเสียได้

เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จะไม่พูดในที่ใกล้เขาด้วยหวังว่า

ชีวิตของบุรุษนี้จงอย่าดับไปเพราะข้าพระองค์แต่ผู้เดียว

(เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงขอโอกาสเพื่อ จะตรัสถามความเป็นไปของเปรตนั้นอีก จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า)

[๕๒๗]

เรื่องของบุรุษนี้ เรารู้แล้ว

แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่นบ้าง

ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา

เราจะถาม และท่านไม่ควรโกรธเรา

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๒๘]

ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญญาไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว

จะไม่บอกแก่ผู้ที่ไม่เลื่อมใส

(แต่บัดนี้)ข้าพระองค์ไม่ประสงค์(จะบอก)

(แต่)มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ เพราะเหตุดังว่ามานี้

ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์

ข้าพระองค์จะทูลตอบเท่าที่จะทูลตอบได้

(เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว เจ้าอัมพสักขระลิจฉวีจึงตรัสถามว่า)

[๕๒๙]

เราจะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นด้วยตา

ถ้าแม้นเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ

ก็ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิด ยักษ์

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๓๐]

นี้ขอจงเป็นสัจปฏิญญาของพระองค์ต่อข้าพระองค์

พระองค์ได้ทรงฟังธรรมแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใสดีงาม

ข้าพระองค์ต้องการทราบ มิได้มีจิตคิดประทุษร้าย

จักขอกราบทูลถวายทุกเรื่องที่พระองค์ได้สดับแล้วบ้าง

หรือไม่ได้สดับแล้วบ้าง แด่พระองค์ เท่าที่รู้มา

(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

[๕๓๑]

ท่านขี่ม้าขาวประดับประดาแล้ว

เข้าไปใกล้บุรุษที่ถูกเสียบด้วยหลาว

ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมอะไร

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๓๒]

ที่ท่ามกลางเมืองไพสาลีนั้น

มีหลุมที่หนทางลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส

จึงใส่หัวโคหัวหนึ่งลงไปในหลุมใช้เป็นสะพาน

[๕๓๓]

ข้าพระองค์และบุคคลอื่น

เหยียบบนหัวโคนั้นเดินข้ามไปได้

ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมนั้น

(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

[๕๓๔]

ท่านมีรัศมีกายสว่างไสวทั่วทุกทิศ

และมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ

เข้าถึงเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก

แต่ยังเปลือยกายอยู่ นี้เป็นผลกรรมอะไร

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๓๕]

เมื่อก่อน ข้าพระองค์ไม่เป็นคนมักโกรธ มีจิตผ่องใสเป็นนิตย์

พูดกับคนทั่วไปด้วยวาจาอ่อนหวาน ด้วยผลกรรมนั้น

ข้าพระองค์จึงมีรัศมีกายเป็นทิพย์ สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์

[๕๓๖]

ข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียงของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม

มีจิตเลื่อมใส กล่าวสรรเสริญ ด้วยผลกรรมนั้น

ข้าพระองค์จึงมีกลิ่นทิพย์ฟุ้งไปเนืองๆ

[๕๓๗]

เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ

ข้าพระองค์ลักเอาผ้าที่เขาซ่อนไว้บนบก

มีความประสงค์จะล้อเล่น แต่ไม่ได้มีจิตคิดประทุษร้าย

เพราะกรรมนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย

และเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง

(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

[๕๓๘]

ผู้ที่ทำบาปเล่นๆ (โดยเห็นแก่ความสนุก)

นักปราชญ์ยังกล่าวว่ามีผลกรรมถึงเพียงนี้

แล้วผู้ที่จงใจทำบาปเล่า

นักปราชญ์ได้กล่าวว่าจะมีผลกรรมสักเพียงไหน

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๓๙]

มนุษย์ทั้งหลายมีใจดำริชั่วร้าย

เป็นผู้เศร้าหมองทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา

ตายไปจะต้องตกนรกในสัมปรายภพ อย่างไม่ต้องสงสัย

[๕๔๐]

ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติ

ยินดีให้ทาน เลี้ยงอัตภาพแล้ว

เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพอย่างไม่ต้องสงสัย

(เมื่อเปรตชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระราชาไม่ทรงเชื่อจึงตรัสถามว่า)

[๕๔๑]

เราจะพึงรู้เรื่องนั้นโดยไม่ต้องอาศัยบุคคลอื่นอย่างไรว่า

นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว

เราเห็นอะไรแล้วจึงควรเชื่อ

หรือใครบ้างจะพึงช่วยชี้แจงให้เราเชื่อเรื่องนั้นได้

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๔๒]

พระองค์ทรงเห็นและทรงสดับมาแล้วก็จงทรงเชื่อเถิดว่า

นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว

เมื่อกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองไม่มี

สัตว์ทั้งหลายที่ไปสู่สุคติหรือทุคติจะพึงมีได้อย่างไรเล่า

[๕๔๓]

ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว

เหล่าสัตว์ในมนุษยโลกที่จะไปสุคติหรือทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง

ก็มีไม่ได้

[๕๔๔]

แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก

ได้ทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้

ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกจึงไปสุคติหรือทุคติ

เลวบ้าง ประณีตบ้าง

[๕๔๕]

บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวกรรม

อันเป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ไว้ทั้งสองอย่าง

เทวดาเหล่านั้นห้อมล้อมเหล่าชนที่ได้รับผลอันเป็นเหตุให้เสวยสุข

ส่วนพวกคนพาลมักไม่เห็นกรรมและผลกรรมทั้งสอง

จึงถูกกรรมแผดเผาอยู่

[๕๔๖]

ข้าพระองค์มิได้มีบุญกรรมที่ทำไว้ด้วยตนเอง

ทั้งไม่มีผู้ที่จะพึงถวายผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ข้าวและน้ำ แล้วอุทิศให้

เหตุนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย

มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง

(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

[๕๔๗]

ท่านยักษ์ จะพึงมีเหตุอะไรๆ บ้างหนอ

ที่จะทำให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่ม

เชิญบอกเราได้ ถ้ามีเหตุ

เรารับฟังคำที่มีเหตุควรเชื่อถือได้

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๔๘]

เมืองไพสาลีนี้ มีภิกษุนามว่ากัปปิตกะ ๑-

สำเร็จฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นแล้ว

คุ้มครองอินทรีย์ได้ สำรวมในพระปาติโมกข์

เยือกเย็น มีสัมมาทิฏฐิอันสูงสุด

[๕๔๙]

เป็นผู้อ่อนโยน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ว่าง่าย

มีหน้าเบิกบาน มาดี ไปดี พูดโต้ตอบได้ดี

เป็นเนื้อนาบุญ มีเมตตาจิตเป็นประจำ

และเป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

@เชิงอรรถ :

@๑ เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนอดีตชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ท่านเป็นอุปัชฌาย์ของท่านพระอุบาลีเถระ

@(ขุ.เป.อ. ๕๔๘/๒๔๕)

[๕๕๐]

สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้

หมดทุกข์ หมดตัณหา

หลุดพ้นแล้ว ปราศจากกิเลสเป็นเหตุเสียบแทง

ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ไม่คด ไม่มีอุปธิ

หมดสิ้นกิเลสเป็นเหตุเนิ่นช้า

ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความรุ่งเรือง

[๕๕๑]

ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ แม้ใครๆ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นปราชญ์

ในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่านว่า ปราชญ์

ส่วนพวกยักษ์และเทวดารู้จักท่านว่า ผู้ไม่หวั่นไหว

มีกัลยาณธรรม เที่ยวไปในโลก

[๕๕๒]

ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่พระมุนีนั้น

ทรงอุทิศส่วนบุญให้ข้าพระองค์

พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น

และพระองค์ก็จะทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย

(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

[๕๕๓]

บัดนี้ สมณะนั้นอยู่ที่ไหน

เราไปแล้วจักพึงพบเห็นได้

และสมณะนั้น คือใคร จะพึงแก้ไขความสงสัยและความสนเท่ห์

ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นในวันนี้ได้

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๕๔]

ท่านนั่งอยู่ที่กปินัจจนานั่น

มีเทวดาแวดล้อมเป็นจำนวนมาก

เป็นผู้มีเกียรติคุณอันแท้จริง

และเป็นผู้ไม่ประมาทในคุณอันอัศจรรย์ของตน

กล่าวธรรมีกถา

(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

[๕๕๕]

เราไปแล้วจักทำตามที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้

จักให้สมณะนุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง

พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น

และเราจะพึงเห็นท่านผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๕๖]

ข้าแต่เจ้าลิจฉวี ขอประทานวโรกาส

ขอพระองค์อย่าได้เสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่สมควร

นั่นเป็นธรรมเนียมไม่เหมาะสำหรับพระองค์

และต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีตรัสว่า

เราจะเข้าไปพบบรรพชิตผู้นั่งอยู่ในที่ลับ ณ ที่นั้นในเวลาอันสมควร

(พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)

[๕๕๗]

ครั้นตรัสแล้วอย่างนี้ เจ้าลิจฉวีมีหมู่ข้าทาสบริพารแวดล้อม

เสด็จไปในพระนครนั้น

ครั้นเสด็จเข้าไปยังพระนครนั้นแล้ว

จึงเสด็จเข้าประทับอาศัยในพระราชนิเวศน์ของพระองค์

[๕๕๘]

ต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย

ทรงสรงสนาน และเสวยน้ำแล้ว

ได้เวลาอันสมควร จึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ

รับสั่งให้หมู่ข้าทาสบริพารถือไป

[๕๕๙]

พระองค์ ครั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว

ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะนั้นมีจิตสงบระงับ

เดินกลับจากโคจรคาม เป็นผู้เยือกเย็น

นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้

[๕๖๐]

จึงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสถามสมณะนั้น

ถึงความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ความอยู่สำราญ

แล้วได้ตรัสกับสมณะนั้นว่า

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเป็นกษัตริย์ลิจฉวี ในเมืองไพสาลี

ชนทั้งหลายรู้จักโยมว่า เจ้าอัมพสักขรลิจฉวี

[๕๖๑]

พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าจงรับผ้า ๘ คู่นี้ของโยม

โยมถวายพระคุณเจ้า

โยมมาในที่นี้เพราะต้องการความสบายใจที่โยมจะพึงสบายใจ

(พระเถระทูลถามว่า)

[๕๖๒]

สมณพราหมณ์ทั้งหลายพากันละเว้นราชนิเวศน์

ของมหาบพิตรเสียห่างไกล

เพราะในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ บาตรก็แตก

และแม้ผ้าสังฆาฏิก็ยังถูกฉีกทำลาย

[๕๖๓]

ครั้นต่อมา สมณะอีกพวกหนึ่งถูกมัดเท้าจับห้อยหัวลง

สมณะทั้งหลายได้รับการเบียดเบียน

ที่มหาบพิตรทรงกระทำกับบรรพชิตเช่นนั้น

[๕๖๔]

มหาบพิตรไม่เคยพระราชทาน

แม้แต่น้ำมันสักหยดหนึ่งด้วยยอดหญ้า

ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง

ชิงเอาไม้เท้าของคนตาบอดเสียเอง

เป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร

หรือเพราะทรงเห็นอะไร

มหาบพิตร จึงทรงจำแนกแจกจ่ายให้แก่อาตมาเล่า

(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

[๕๖๕]

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเบียดเบียนสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย

โยมขอรับผิดตามที่ท่านพูด

แต่โยมมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่ได้คิดประทุษร้าย

กรรมชั่วแม้นั้นโยมกระทำแล้วจริง

[๕๖๖]

เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะเพียงเล็กน้อย

ได้สร้างบาปกรรมด้วยการล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์

ก็เปรตนั้นจะมีทุกข์อะไรเล่า

ที่เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความเปลือยกายนั้น

[๕๖๗]

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเห็นสิ่งอันน่าสังเวช

และผลอันเป็นมลทินนั้นแล้ว

จึงถวายทานแม้เพราะเหตุนั้นเป็นปัจจัย

นิมนต์พระคุณเจ้ารับผ้าทั้ง ๘ คู่เถิด

ทักษิณา ๑- นี้จงสำเร็จแก่เปรต

(พระเถระถวายพระพรว่า)

[๕๖๘]

เพราะบัณฑิตทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น

สรรเสริญการให้ทานไว้โดยมากแท้

และเมื่อมหาบพิตรทรงถวายทาน ขอให้ทานอย่าหมดเปลืองไป

อาตมภาพรับผ้าของมหาบพิตรทั้ง ๘ คู่

ขอทักษิณาทานเหล่านี้จงสำเร็จแก่เปรต

[๕๖๙]

ลำดับนั้น เจ้าลิจฉวีนั้น ทรงบ้วนพระโอษฐ์

ทรงถวายผ้า ๘ คู่แด่พระเถระ พระเถระรับผ้า ๘ คู่นั้นแล้ว

และเจ้าลิจฉวีนั้นก็ทอดพระเนตรเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย

@เชิงอรรถ :

@๑ ทานที่ให้โดยเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม, หรือไทยธรรมที่ถวายแก่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เพื่อประโยชน์

@แก่เปตชน

[๕๗๐]

(เจ้าลิจฉวีนั้น)ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้น

ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง มีรูปงาม ประดับประดา

นุ่งผ้าอย่างดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวารห้อมล้อม มีเทวฤทธิ์มาก

[๕๗๑]

พระองค์ทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระหฤทัย เบิกบาน

มีพระหฤทัยร่าเริง งามสง่า

ได้ทรงเห็นกรรมและผลกรรมมากอย่างแจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เอง

[๕๗๒]

จึงเสด็จเข้าไปหาเปรตนั้นแล้วรับสั่งกับเปรตนั้นว่า

เราจักให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย

สิ่งไรๆ ที่เราไม่ควรให้ไม่มีเลย

และท่านมีอุปการะแก่เรามาก

(เปรตนั้นกราบทูลว่า)

[๕๗๓]

ข้าแต่เจ้าลิจฉวี พระองค์ได้พระราชทานสิ่งของอย่างหนึ่ง

แก่ข้าพระองค์ ทานนั่นมิได้ไร้ผล

ข้าพระองค์นั้นซึ่งเป็นอมนุษย์

จักเป็นพยานร่วมกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์

(พระราชาตรัสว่า)

[๕๗๔]

ท่านเป็นตัวอย่าง เป็นพวกพ้อง เป็นที่ยึดเหนี่ยว

เป็นมิตรและเป็นเทพของเรา

เราขอไหว้ อ้อนวอนท่าน ต้องการจะพบท่านอีก

(เปรตกราบทูลว่า)

[๕๗๕]

ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา

ยังกระด้างกระเดื่อง มีจิตดำเนินไปผิด ๑-

ขอเดชะเจ้าลิจฉวี พระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์

และข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้วก็จักไม่เจรจาด้วย

@เชิงอรรถ :

@๑ มีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ ละทางถูกไปปฏิบัติทางผิด (ขุ.เป.อ. ๕๗๕/๒๕๘)

[๕๗๖]

แต่ถ้าพระองค์จักทรงเคารพธรรม

ยินดีบริจาคทานเครื่องบำรุงอัตภาพ

เป็นเสมือนบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

ขอเดชะเจ้าลิจฉวี เมื่อเป็นดังนี้ พระองค์จักได้เห็นข้าพระองค์

[๕๗๗]

และข้าพระองค์จักได้เห็นได้เจรจากับพระองค์

ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จากหลาวโดยเร็ว

เพราะการมาหาบุรุษนี้เป็นเหตุ

เราทั้งสองได้เป็นพยานร่วมกัน

เพราะเหตุแห่งบุรุษถูกเสียบที่หลาว ข้าพระองค์เข้าใจว่า

[๕๗๘]

เราทั้งสองนั้นได้เป็นพยานร่วมกัน

ฝ่ายบุรุษถูกเสียบที่หลาวนี้ ถูกปล่อยโดยเร็วโดยทันที

แล้วประพฤติธรรมโดยเคารพ

พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอน

กรรมที่เว้นการให้ผล ๑- ก็พึงมีได้

[๕๗๙]

พระองค์เสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว

ทรงถวายทานแก่ท่าน ในเวลาที่สมควร

ประทับนั่งใกล้แล้วเชิญตรัสถามด้วยพระโอษฐ์เอง

ท่านจักทูลความข้อนั้นแก่พระองค์

[๕๘๐]

พระองค์ทรงประสงค์บุญ และมีจิตไม่ประทุษร้าย

เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นแล้วตรัสถามเถิด

ท่านจักทูลธรรมทั้งที่ทรงสดับแล้ว

และยังไม่ได้ทรงสดับทั้งหมดแด่พระองค์ตามความรู้

(พระองค์ทรงสดับธรรมแล้วจักได้ตรัสบอกสุคติ)

@เชิงอรรถ :

@๑ กรรมที่เว้นผลอันบุคคลพึงเสวยในภพต่อๆ ไป (อโหสิกรรม) พึงมีได้ เมื่อยังมีการเวียนว่ายตายเกิด

@(ขุ.เป.อ. ๕๙๐/๒๕๙)

[๕๘๑]

ท้าวเธอทรงเจรจาความลับในที่นั้นแล้ว

ได้เป็นพยานร่วมกับเปรต เสด็จหลีกไป

ครั้นแล้วท้าวเธอได้กล่าวกับข้าราชบริพารของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย

ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ใกล้ๆ ว่า

[๕๘๒]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดฟังคำอย่างหนึ่งของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจักเลือกพร จักได้ประโยชน์

บุรุษที่ถูกเสียบที่หลาว มีกรรมหยาบช้า

ถูกลงอาชญา มีสภาพที่จะต้องติดอยู่ร่ำไป

[๕๘๓]

เขาถูกหลาวเสียบมาอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี

จะตายหรือไม่ตาย เราจักปล่อยเขาด้วยความเต็มใจ

หมู่ชนจงอนุญาตตามชอบใจ

[๕๘๔]

พระองค์โปรดจงรีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นโดยเร็ว

และใครเล่าจะพึงว่ากล่าวพระองค์ผู้ทรงทำอย่างนั้นอยู่ได้

พระองค์ทรงทราบอย่างไร ขอจงทรงทำอย่างนั้น

หมู่ชนย่อมอนุญาตตามชอบใจ

[๕๘๕]

เจ้าลิจฉวีนั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว

ทรงรีบปล่อยบุรุษที่ถูกหลาวเสียบ

และได้ตรัสกับบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อน

และรับสั่งให้พวกหมอพยาบาลรักษา

[๕๘๖]

แล้วเสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุ

ทรงถวายทานแก่ท่านในเวลาที่สมควร

มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงประทับนั่งใกล้

แล้วได้รับสั่งถามท่าน ณ ที่นั้นนั่นแหละด้วยพระองค์เองว่า

[๕๘๗]

บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ มีกรรมหยาบช้า

ถูกลงอาชญา มีสภาพจะต้องติดอยู่ร่ำไป

เขาถูกเสียบอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี จะตายหรือไม่ตาย

[๕๘๘]

โยมไปปล่อยเขามาเดี๋ยวนี้ตามคำของเปรตนั้น

พระคุณเจ้าผู้เจริญ จะพึงมีเหตุอะไรหรือ

ที่เปรตนั้นไม่ต้องตกนรก

[๕๘๙]

ถ้ามีเหตุขอนิมนต์ท่านบอกโยมเถิด พระคุณเจ้าผู้เจริญ

โยมกำลังรอฟังคำมีเหตุที่น่าเชื่อถืออยู่

(กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า)

เพราะยังไม่ได้เสวย

ผลกรรมเหล่านั้นจะไม่มีการสูญหาย

ภาวะที่กรรมเหล่านั้นจะสูญสิ้นไปจะพึงมีได้ในโลกนี้

[๕๙๐]

ถ้าเขาประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ

ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวัน

เขาจะพึงพ้นจากนรกนั้นไปได้

และกรรมที่เว้นการให้ผล พึงมีได้

(พระราชาตรัสว่า)

[๕๙๑]

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมรู้ประโยชน์ของบุรุษนี้อย่างทั่วถึง

บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าจงอนุเคราะห์โยมบ้าง

ขอได้กล่าวตักเตือนพร่ำสอนโยม

โดยวิธีที่โยมไม่พึงตกนรกด้วยเถิด

ท่านผู้มีปัญญากว้างขวาง

(กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า)

[๕๙๒]

วันนี้ ขอมหาบพิตรจงมีพระหฤทัยเลื่อมใส

ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกถึง

อนึ่ง จงทรงศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ

ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ

[๕๙๓]

จงทรงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน

เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก

ไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ ไม่ตรัสเท็จ

และทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์

อนึ่ง ขอจงทรงสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘

อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร

[๕๙๔]

ขอพระองค์จงทรงถวายจีวร บิณฑบาต

คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว

ผ้า และที่อยู่อาศัย ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลาย

บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ

[๕๙๕]

ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ

เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ บุญจึงเจริญทุกเมื่อ

[๕๙๖]

ผู้ที่ประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ

ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น

และกรรมที่เว้นการให้ผลพึงมีได้

(พระราชาตรัสว่า)

[๕๙๗]

วันนี้แหละ โยมมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้า

พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

อนึ่ง ขอศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ

ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ

[๕๙๘]

ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์พลัน

เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก

ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่กล่าวเท็จ

และยินดีเฉพาะภรรยาของตน

อนึ่ง ขอสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘

อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร

[๕๙๙]

โยมจะถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง

ข้าว น้ำ ของกินของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัย

[๖๐๐]

โยมยินดีในพระพุทธศาสนา ไม่หวั่นไหว

จะถวายแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล

ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต

[๖๐๑]

เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีทรงเป็นอุบาสกคนหนึ่งในเมืองไพสาลี

ทรงมีศรัทธา และมีพระหฤทัยอ่อนโยนเช่นนั้น

ทรงทำอุปการะ บำรุงพระภิกษุสงฆ์โดยเคารพในกาลนั้น

[๖๐๒]

บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ หายโรค

มีอิสระ สบายดี ได้บรรพชาแล้ว

แม้คนทั้งสองอาศัยกัปปิตกภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุสามัญญผล ๑-

[๖๐๓]

การคบสัตบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากแก่สัตบุรุษทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่

บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบได้บรรลุอรหัตตผล

ส่วนเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีได้บรรลุโสตาปัตติผล

อัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑ จบ

๒. เสรีสกเปตวัตถุ

เรื่องเสรีสกเปรต

(พระควัมปติกล่าวว่า)

[๖๐๔]

ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดาและพวกพ่อค้า

ที่ได้มาพบกันในทางทะเลทรายในคราวนั้น

และขอเชิญทุกท่านฟังถ้อยคำตามที่เทวดา

และพวกพ่อค้ากล่าวสนทนากัน

@เชิงอรรถ :

@๑ สามัญญผล แปลว่า ผลแห่งความเป็นสมณะ ความเป็นสมณะ หมายถึงการบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา

@พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชได้ผลเห็นประจักษ์ (หมายถึงการบรรลุมรรค ๔ ผล ๔

@นิพพาน ๑ ไปตามลำดับ) (สุตฺต ๙/๒๑)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๔. มหาวรรคหัวข้อถัดไป๒. เสริสสกเปตวัตถุ