ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เปตวัตถุ
  10. /
  11. ๔. มหาวรรค
  12. /
  13. ๓. นันทิกาเปตวัตถุ

๓. นันทิกาเปตวัตถุ

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๑๒๓ · บรรทัด ๔๕๙๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. นันทกเปตวัตถุ ๑-

เรื่องนันทกเปรต

(เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า)

[๖๕๘]

มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปิงคลกะ

เป็นใหญ่แห่งชาวสุรัฏฐวิสัย เสด็จไปเฝ้าพระเจ้าโมริยะแล้ว

กลับมาถึงทางที่จะไปยังสุรัฏฐวิสัยอีก

[๖๕๙]

เสด็จมาถึงทางโค้ง ในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาร้อน

ได้ทอดพระเนตรเห็นทางที่น่ารื่นรมย์

เป็นทางทรายที่เปรตเนรมิตไว้นั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ เรื่องนี้เกิดหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๒๐๐ ปี (ขุ.เป.อ. ๑๒๓/๒๖๑)

[๖๖๐]

จึงตรัสบอกนายสารถีว่า

“ทางนี้น่ารื่นรมย์ ปลอดภัย สะดวก ปลอดโปร่ง

สารถี พวกเราตรงไปทางนี้แหละ

จากที่นี้ไปไม่ไกลก็จะถึงสุรัฏฐประเทศ”

[๖๖๑]

พระเจ้าสุรัฏฐ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทางนั้น

พร้อมด้วยกองทัพ ๔ เหล่า

บุรุษคนหนึ่งตกใจกลัวได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฏฐ์ ดังนี้ว่า

[๖๖๒]

“พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัว

น่าขนพองสยองเกล้า

เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ

[๖๖๓]

พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต

กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งมา ข้าพระองค์ได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว”

[๖๖๔]

พระเจ้าสุรัฏฐ์ทรงตกพระทัย ตรัสกับนายสารถีดังนี้ว่า

“พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัวน่าขนพองสยองเกล้า

ทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ

[๖๖๕]

พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต

กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งมา เราได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว”

[๖๖๖]

จึงเสด็จขึ้นคอช้าง ทอดพระเนตรไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ

ทรงเห็นต้นไทรย้อยต้นหนึ่ง มีร่มหนาทึบดี

เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ

[๖๖๗]

จึงรับสั่งกับนายสารถีว่า “ป่าใหญ่เขียวชอุ่มดุจสีเมฆ

ทั้งสีและสัณฐานคล้ายเมฆ ปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม”

(นายสารถีกราบทูลว่า)

[๖๖๘]

“ข้าแต่พระมหาราชเจ้า นั้นต้นไทรย้อย มีร่มหนาทึบดี

เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ”

[๖๖๙]

พระเจ้าสุรัฏฐ์เสด็จพระราชดำเนินไปจนถึงป่าใหญ่

ซึ่งเขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ

ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ ปรากฏอยู่

[๖๗๐]

เสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ต้นไม้

ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมทั้งหมู่อำมาตย์ข้าราชบริพาร

ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ำเต็มและขนมที่ถูกพระทัย

[๖๗๑]

บุรุษผู้มีรูปลักษณ์ดั่งเทพ ประดับอาภรณ์พร้อมสรรพ

เข้าไปเฝ้าพระเจ้าสุรัฏฐ์แล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า

[๖๗๒]

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว

และก็มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงกำจัดศัตรู

เชิญพระองค์ผู้ประเสริฐเสวยน้ำ และเสวยขนมเถิด

[๖๗๓]

พระเจ้าสุรัฏฐ์พร้อมด้วยอำมาตย์และข้าราชบริพาร

พากันดื่มน้ำและกินขนมแล้ว จึงตรัสถามว่า

[๖๗๔]

ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

พวกเราไม่รู้จักจึงขอถามท่าน

พวกเราจะพึงรู้จักท่านได้อย่างไร

(นันทกเปรตกราบทูลว่า)

[๖๗๕]

ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์

ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ

ข้าพระองค์เป็นเปรต มาจากถิ่นสุรัฏฐวิสัย มาอยู่ที่นี้

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๖๗๖]

เมื่อก่อน ท่านอยู่ในสุรัฏฐวิสัย

มีปกตินิสัยอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร

เพราะความดีอะไร ท่านจึงมีอานุภาพอย่างนี้

(นันทกเปรตกราบทูลว่า)

[๖๗๗]

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราชศัตรู

ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น

อำมาตย์ ข้าราชบริพาร และพราหมณ์ ปุโรหิต ก็เชิญสดับด้วย

[๖๗๘]

ขอเดชะ(เมื่อก่อน) ข้าพระองค์เป็นบุรุษ อยู่ในสุรัฏฐวิสัย

เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๑- ทุศีล ตระหนี่

และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

[๖๗๙]

เมื่อชนเหล่าอื่นกำลังทำบุญให้ทาน

ข้าพเจ้าก็ทำอันตรายเสีย ซ้ำยังห้ามหมู่ชนว่า

[๖๘๐]

ผลทานไม่มี ผลแห่งความสำรวมจักมีแต่ที่ไหน

ใครผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี

ใครเล่าจักฝึกฝนบุคคลผู้ไม่เคยฝึกฝนได้

[๖๘๑]

สัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกัน

ผู้อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลจึงไม่ต้องมี

กำลังหรือความเพียรก็ไม่ต้องมี

ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน

[๖๘๒]

ธรรมดาผลทานย่อมไม่มี

ใครจะทำบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดด้วยทานไม่ได้

สัตว์ย่อมได้สุขหรือทุกข์ที่ควรได้เอง

สุขหรือทุกข์ที่เกิดจากการแปรผัน สัตว์นำมาเอง

[๖๘๓]

มารดาไม่มี บิดาไม่มี พี่ชายไม่มี น้องชายไม่มี

โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี

ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล การบูชาก็ไม่มีผล

ทานและการบูชาที่ตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล

@เชิงอรรถ :

@๑ แสดงความเห็นผิดว่า การทำบุญ การให้ทานเป็นต้นไม่มีผล (ขุ.เป.อ. ๖๗๘/๒๖๙)

[๖๘๔]

คนแม้ฆ่าคน (หรือ) ตัดคอคนอื่น ก็ไม่ชื่อว่าใครฆ่าใคร

เป็นแต่ศัสตรา เสียบเข้าไปในระหว่างช่องกายทั้ง ๗ ช่อง ๑-

[๖๘๕]

ชีวะ ๒- ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ถูกตัด ไม่ถูกทำลาย

บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้ำอ้อย

บางคราวสูง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถจะตัดชีวะให้ขาดได้

[๖๘๖]

เหมือนเมื่อกลุ่มด้ายที่ถูกขว้างไป

กลุ่มด้ายนั้นย่อมคลายกลิ้งไปได้ ฉันใด

ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแหวกหนีออกไปจากร่างได้

[๖๘๗]

เหมือนบุคคลออกจากบ้านหนึ่ง เข้าสู่บ้านหนึ่ง ฉันใด

ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง

[๖๘๘]

เหมือนบุคคลออกจากเรือนหลังหนึ่ง เข้าสู่อีกเรือนหลังหนึ่ง ฉันใด

ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง

[๖๘๙]

ครั้นสิ้นกำหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป

สัตว์ทั้งหลายจะเป็นพาลหรือบัณฑิตก็ตาม

จักยังสังสารวัฏให้สิ้นไปแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง

[๖๙๐]

สุขและทุกข์ เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกระบุง

พระชินเจ้าย่อมรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หมู่สัตว์นอกนี้ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง

[๖๙๑]

เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้ จึงได้เป็นคนหลง

ถูกโมหะครอบงำ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่

และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

[๖๙๒]

ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักตาย

จักตกนรกอันเร่าร้อนแสนสาหัส

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า กายทั้ง ๗ ในลัทธินี้ หมายถึงสภาวะ ๗ กอง ได้แก่ กองแห่งธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทุกข์และชีวะ

@(ดู ลัทธิของครูปกุธะ กัจจายตนะ ใน ที.สี. ๙/๑๗๓)

@๒ คำว่า ชีวะ ในที่นี้ เทวดากล่าวหมายถึง ดวงชีพ ตรงกับอาตมันหรืออัตตาของลัทธิพราหมณ์

[๖๙๓]

นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม มีประตู ๔ ด้าน

กรรมสร้างจำแนกไว้เป็นส่วนๆ

ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็ก ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก

[๖๙๔]

พื้นนรกนั้นล้วนเป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิง

ประกอบด้วยความร้อน

แผ่ไปรอบตลอดร้อยโยชน์อยู่ตลอดกาล

[๖๙๕]

ล่วงไป ๑๐๐,๐๐ ปี ในกาลนั้น ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอื้ออึง

(ว่า เพื่อนยากทั้งหลายเมื่อพวกท่านไหม้อยู่ในนรกนี้

กาลประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปีล่วงไปแล้ว)

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ๑๐๐ โกฏิปีเป็นกำหนดของนรก

[๖๙๖]

ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล และติเตียนพระอริยะ

ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิปี

[๖๙๗]

ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นเป็นเวลายาวนาน

นี้เป็นผลกรรมอันชั่วช้าของข้าพระองค์

เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกอย่างหนัก

[๖๙๘]

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช ทรงผดุงรัฐให้เจริญ

ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น

ขอความเจริญจงมีแด่ข้าพระองค์และอุตตราธิดาของข้าพระองค์

[๖๙๙]

นางทำแต่กรรมดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล

รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ และยินดีในทาน

[๗๐๐]

เป็นสะใภ้ตระกูลอื่นก็ยังคงรักษาศีลไม่บกพร่องอยู่เป็นนิตย์

และเป็นอุบาสิกาของพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสิริ

[๗๐๑]

ภิกษุรูปหนึ่ง มีศีลสมบูรณ์ สำรวมตา มีสติ คุ้มครองอินทรีย์

สำรวมระวังเป็นอันดี เข้ามาบิณฑบาตยังหมู่บ้าน

[๗๐๒]

เดินไปตามลำดับตรอก ได้มาถึงบ้านนั้น

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์

นางอุตตราได้เห็นภิกษุนั้นแล้ว

[๗๐๓]

นางได้ถวายน้ำดื่มเต็มขันและขนมอย่างวิจิตรแล้ว

อุทิศว่า ขอผลทานที่ดิฉันถวายแล้วนี้

จงสำเร็จแก่บิดาของดิฉันซึ่งตายไปแล้วเถิด เจ้าค่ะ

[๗๐๔]

ในขณะที่นางอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง วิบากก็เกิดขึ้น

ข้าพระองค์สำเร็จความประสงค์ดังปรารถนา

บริโภคกามสุขอยู่ เหมือนท้าวเวสวัณมหาราช

[๗๐๕]

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช

ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์จงทรงสดับความนั้น

บัณฑิตกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เลิศของโลก

พร้อมทั้งเทวโลก ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส

และพระอัครมเหสี ทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า

เป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

[๗๐๖]

ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตบทด้วยมรรคมีองค์ ๘

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบอริราช

ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี

จงทรงถึงพระธรรมนั้น ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

[๗๐๗]

พระอริยบุคคลผู้บรรลุอริยมรรค ๔

และพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในอริยผล ๔ ชื่อว่าพระสงฆ์

ผู้ปฏิบัติตรง มีศีล สมาธิและปัญญา

ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี

ทรงถึงพระสงฆ์นั้น ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

[๗๐๘]

ขอพระองค์ทรงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

เว้นขาดจากการลักทรัพย์

ทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์

ไม่ตรัสคำเท็จ ไม่เสวยน้ำจัณฑ์เถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐๙]

เทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็นผู้มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา

เราจะทำตามคำของท่าน

ท่านเป็นอาจารย์ของเรา

[๗๑๐]

เราขอถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์

พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

[๗๑๑]

เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก

ยินดีเฉพาะภรรยาของตน

จะไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

[๗๑๒]

เราจะผ่อนคลายความเห็นชั่ว

เหมือนโปรยแกลบให้ลอยไปตามลมแรง

หรือเหมือนทิ้งเศษไม้ใบหญ้าลงกระแสน้ำเชี่ยว

และยินดีในพระพุทธศาสนา

[๗๑๓]

พระเจ้าสุรัฏฐ์เมื่อตรัสดังนี้แล้ว

ทรงงดเว้นจากความเห็นชั่ว

ทรงนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว

เสด็จทรงรถพระที่นั่ง

บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก

นันทกเปตวัตถุที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. เสริสสกเปตวัตถุกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๔. มหาวรรคหัวข้อถัดไป๔. เรวดีเปตวัตถุ