ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. วีสตินิบาต
  12. /
  13. ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา

๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๘๙ · บรรทัด ๗๕๖๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา

ภาษิตของพระมาลุงกยบุตรเถระ

(พระมาลุงกยบุตรเถระได้กล่าวภาสิตเหล่านี้ว่า)

[๗๙๔]

เมื่อเห็นรูป มัวใส่ใจถึงอารมณ์อันเป็นที่รักอยู่

ย่อมหลงลืมสติได้

ผู้ที่มีจิตกำหนัดนักยังเสวยรูปารมณ์อยู่

[๗๙๕]

เวทนาต่างๆ ซึ่งมีรูปเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา

อภิชฌา ๑- และวิหิงสา ๒- ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา

เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป

ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน

[๗๙๖]

เมื่อฟังเสียงแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์อันเป็นที่รักอยู่

ย่อมหลงลืมสติได้

ผู้ที่มีจิตกำหนัดนัก ยังเสวยสัททารมณ์อยู่

สัททารมณ์นั้นย่อมผูกพันเขาไว้

[๗๙๗]

เวทนาต่างๆ ซึ่งมีเสียงเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา

อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา

เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป

ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน

[๗๙๘]

เมื่อบุคคลดมกลิ่นแล้ว ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่น่ายินดี

ก็เป็นอันหลงลืมสติ

ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก

เพลิดเพลิน และติดคันธารมณ์นั้นอยู่

@เชิงอรรถ :

@๑ ความเพ่งเล็งอยากได้จัด (ขุ.เถร.อ. ๒/๗๙๕/๓๓๕)

@๒ ความพยาบาท (ขุ.เถร.อ. ๒/๗๙๒/๓๓๕)

[๗๙๙]

เวทนาต่างๆ ซึ่งมีกลิ่นเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา

อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา

เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป

ท่านกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน

[๘๐๐]

เมื่อบุคคลลิ้มรสแล้ว ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่อร่อย

ก็เป็นอันหลงลืมสติ

ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก

เพลิดเพลิน และติดรสารมณ์นั้นอยู่

[๘๐๑]

เวทนาต่างๆ ซึ่งมีรสเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา

อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา

เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป

ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน

[๘๐๒]

เมื่อบุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่น่าติดใจ

ก็เป็นอันหลงลืมสติ

ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก

เพลิดเพลิน และติดโผฏฐัพพารมณ์นั้นอยู่

[๘๐๓]

เวทนาต่างๆ ซึ่งมีผัสสะเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา

อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา

เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป

ท่านกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน

[๘๐๔]

เมื่อบุคคลรู้ธรรมารมณ์แล้ว

ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่น่าเพลิดเพลิน

ก็เป็นอันหลงลืมสติ

ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก

เพลิดเพลิน และติดธรรมารมณ์นั้นอยู่

[๘๐๕]

เวทนาต่างๆ ซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นเหตุ ย่อมเจริญแก่เขา

อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา

เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป

ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน

[๘๐๖]

ผู้ที่เห็นรูปแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า

ไม่กำหนัดยินดีในรูป มีจิตคลายความกำหนัด

รู้แจ้งรูปารมณ์นั้น และไม่ติดรูปารมณ์นั้นอยู่

[๘๐๗]

เมื่อพระโยคีนั้นพิจารณาเห็นรูป

โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น

หรือแม้เสวยเวทนาโดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้

กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด

ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ก็ฉันนั้น

เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้ ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน

[๘๐๘]

ผู้ที่ฟังเสียงแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า

ไม่กำหนัดยินดีในเสียง

มีจิตคลายความกำหนัด

รู้แจ้งสัททารมณ์นั้น และไม่ติดสัททารมณ์นั้นอยู่

[๘๐๙]

เมื่อพระโยคีนั้น ฟังเสียง หรือแม้เสวยเวทนา

โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้

กิเลสวัฏ ย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้

ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้

ท่านกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน

[๘๑๐]

ผู้ที่ดมกลิ่นแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า

ไม่กำหนัดยินดีในกลิ่น มีจิตคลายความกำหนัด

รู้แจ้งคันธารมณ์นั้น และไม่ติดคันธารมณ์นั้นอยู่

[๘๑๑]

เมื่อพระโยคีนั้น ดมกลิ่น หรือแม้เสวยเวทนา

โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้

กิเลสวัฏ ย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้

ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้

ท่านกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน

[๘๑๒]

ผู้ที่ลิ้มรสแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า

ไม่กำหนัดยินดีในรส มีจิตคลายความกำหนัด

รู้แจ้งรสารมณ์นั้น และไม่ติดรสารมณ์นั้นอยู่

[๘๑๓]

เมื่อพระโยคีนั้นลิ้มรส หรือแม้เสวยเวทนา

โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้

กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้

ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้

ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน

[๘๑๔]

ผู้ที่ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า

ไม่กำหนัดยินดีในโผฏฐัพพะ มีจิตคลายความกำหนัด

รู้แจ้งโผฏฐัพพารมณ์นั้น และไม่ติดโผฏฐัพพารมณ์นั้นอยู่

[๘๑๕]

เมื่อพระโยคีนั้น ถูกต้องโผฏฐัพพะ หรือแม้เสวยเวทนา

โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้นเป็นไปไม่ได้

กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้

ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้

ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน

[๘๑๖]

ผู้ที่รู้ธรรมารมณ์แล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า

ไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์

มีจิตคลายความกำหนัด รู้แจ้งธรรมารมณ์นั้น

และไม่ติดธรรมารมณ์นั้นอยู่

[๘๑๗]

เมื่อพระโยคีนั้น รู้แจ้งธรรมารมณ์หรือแม้เสวยเวทนา

โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้

กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้

ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้

ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๔. รัฏฐปาลเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖วีสตินิบาตหัวข้อถัดไป๖. เสลเถรคาถา