ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. ติงสนิบาต
  12. /
  13. ๓. อานันทเถรคาถา

๓. อานันทเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๙๗ · บรรทัด ๘๑๓๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. อานนทเถรคาถา

ภาษิตของพระอานนทเถระ

(พระอานนทเถระ เมื่อสังคายนาพระธรรมได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๐๑๗]

บัณฑิตไม่พึงทำความเป็นสหายกับคนพูดส่อเสียด ๑

คนมักโกรธ ๑ คนตระหนี่ ๑ คนชอบใจที่จะให้ผู้อื่นพินาศ ๑

เพราะการสมาคมกับคนชั่วเป็นความเลว ๑

[๑๐๑๘]

บัณฑิตพึงทำความเป็นสหายกับคนที่มีศรัทธา ๑

มีศีลเป็นที่รัก ๑ มีปัญญา ๑ เป็นพหูสูต ๑

เพราะการสมาคมกับคนดีทั้งหลายเป็นความเจริญ

[๑๐๑๙]

ขอเชิญดูอัตภาพที่ผ้าและอาภรณ์เป็นต้นทำให้วิจิตร

มีกายเป็นแผล มีกระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่าง

กระสับกระส่าย ที่พวกคนเขลาดำริหวังกันส่วนมาก

ซึ่งไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น

[๑๐๒๐]

ขอเชิญดูอัตภาพที่สตรีใช้แก้วมณีและต่างหูแต่งให้วิจิตร

ซึ่งมีหนังหุ้มกระดูกไว้ภายใน งามพร้อมเสื้อผ้า

[๑๐๒๑]

เท้าทั้งสองย้อมด้วยครั่งสด หน้าทาด้วยจุรณ

ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง

แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้

[๑๐๒๒]

ผมที่ตบแต่งให้เป็นลอนดังกระดานหมากรุก

ตาทั้งสองที่หยอดด้วยยาหยอดตาก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง

แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้

[๑๐๒๓]

กายที่มีสภาพเปื่อยเน่าเป็นธรรมดาซึ่งตบแต่งแล้ว

เหมือนกล่องยาหยอดตาใหม่ๆ ที่งดงาม

ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง

แต่ไม่สามารถทำคนแสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้

[๑๐๒๔]

พระอานนทเถระผู้โคตมโคตร เป็นพหูสูต

กล่าวธรรมได้อย่างวิจิตร เป็นพุทธอุปัฏฐาก

ปลงภาระได้แล้ว พรากจากกิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้

พอเอนกายลงนอน

[๑๐๒๕]

สิ้นอาสวะ พรากจากกิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้

ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง ดับกิเลสได้สนิท

ถึงฝั่งแห่งความเกิดและความตาย

ยังทรงร่างกาย ซึ่งมีในภพสุดท้ายอยู่

[๑๐๒๖]

ธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์

ตั้งอยู่เฉพาะในบุรุษพิเศษใด

บุรุษพิเศษนั้น คือพระอานนทโคตมโคตร

ยังดำรงอยู่ในหนทางเป็นที่ดำเนินไปสู่นิพพาน

[๑๐๒๗]

เราได้เรียนมาจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

จากภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

จึงรวมธรรมที่เราช่ำชองคล่องปากได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

[๑๐๒๘]

คนที่มีการศึกษาน้อยนี้ย่อมแก่ไปเปล่าเหมือนโคพลิพัท ๑-

เขาเจริญแต่เนื้อหนัง ส่วนปัญญาหาเจริญไม่

[๑๐๒๙]

ผู้ที่มีการศึกษามาก กลับดูหมิ่นผู้ที่มีการศึกษาน้อย

เพราะการศึกษาเป็นเหตุ ย่อมปรากฏแก่เรา

เหมือนคนตาบอดถือดวงประทีปไป

[๑๐๓๐]

บุคคลพึงเข้าไปนั่งใกล้ท่านผู้เป็นพหูสูต

ทั้งไม่ควรทำสุตะ ๒- ให้เสื่อมสูญไป

เพราะความเป็นพหูสูตนั้นเป็นรากเง่าของพรหมจรรย์

ฉะนั้น จึงควรเป็นผู้ทรงธรรม

[๑๐๓๑]

บุคคลรู้เบื้องต้นและเบื้องปลายภาษิต

รู้อรรถแห่งภาษิต ฉลาดในนิรุตติ และในบท ๓-

เรียนธรรมให้รู้ให้เข้าใจดีและพิจารณาเนื้อความ

[๑๐๓๒]

เขาก็ทำความพอใจด้วยความอดทน

พยายามพิจารณาไตร่ตรองถึงนามรูปนั้น

เริ่มตั้งความเพียรในเวลา(ที่ควรประคองจิตเป็นต้น)

จึงจะพึงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีในภายในได้

[๑๐๓๓]

ผู้หวังความรู้แจ้งธรรมพึงคบหาท่านผู้เป็นพหูสูต

ทรงธรรม มีปัญญา เป็นพุทธสาวกเช่นนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ โคถึกที่มีกำลัง (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๒๘/๔๖๖)

@๒ ความเป็นผู้มีการศึกษามากด้วยการเล่าเรียน (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๓๐/๔๖๗)

@๓ ปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ คือในนิรุตติปฏิสัมภิทาและในปฏิสัมภิทา ๓ ที่เหลือ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๓๑/๔๖๗)

[๑๐๓๔]

บุคคลผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม

รักษาคลังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ผู้เป็นพหูสูตเช่นนั้นเป็นดวงตาและเป็นปูชนียบุคคล

ของชาวโลกทั้งมวล

[๑๐๓๕]

ภิกษุมีธรรม ๑- เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม

พิจารณาใคร่ครวญถึงธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่

ก็ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม

[๑๐๓๖]

ภิกษุผู้หนักในความตระหนี่กาย

เมื่อกายและชีวิตเสื่อมไปอยู่

เธอไม่ขยันหมั่นเพียร ยังติดความสุขทางกาย

จะมีความอยู่ผาสุกด้วยความเป็นสมณะได้แต่ที่ไหน

[๑๐๓๗]

ทิศทุกทิศ ไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่เรา

เมื่อพระธรรมเสนาบดีซึ่งเป็นกัลยาณมิตร นิพพานเสียแล้ว

โลกนี้ทั้งหมดปรากฏเหมือนกับว่ามืดมิด

[๑๐๓๘]

กัลยาณมิตรเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้ปราศจากสหาย

ผู้มีพระศาสดาล่วงลับหมือนกายคตาสติ

[๑๐๓๙]

มิตรเก่า ก็ล่วงลับไป จิตของเราไม่ยอมสมาคมกับมิตรใหม่

วันนี้เรานั้น ขอเข้าฌานอยู่คนเดียว

เหมือนกับนกเข้าอยู่ประจำรังในฤดูฝน

(พระศาสดาได้ตรัสกับพระอานนทเถระด้วยพระพุทธภาษิตว่า)

[๑๐๔๐]

เธออย่าได้ห้ามชนหมู่มากผู้เป็นชาวต่างรัฐต่างถิ่น

ที่พากันมาไม่ทันพบเรา

ชนเหล่านั้นซึ่งมุ่งฟังธรรม จงเข้าพบเราได้

นี้แหละเป็นเวลาเข้าพบเรา

@เชิงอรรถ :

@๑ สมถะและวิปัสสนา (ขุ.เถร.อ. ๑๐๓๕/๔๖๘)

(พระอานนทเถระได้ฟังพุทธดำรัสนั้นแล้ว ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๐๔๑]

พระศาสดาผู้มีพระจักษุทรงประทานพระวโรกาส

ไม่ทรงห้ามชนหมู่มากซึ่งเป็นชาวต่างรัฐต่างถิ่น

ที่พากันมาไม่ทันเข้าเฝ้า

[๑๐๔๒]

เมื่อเราเป็นเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี กามสัญญา ๑- มิได้เกิดขึ้น

ท่านจงมองเห็นธรรมว่าเป็นธรรมดีงาม

[๑๐๔๓]

เมื่อเราเป็นเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี โทสสัญญา ๒- มิได้เกิดขึ้น

ท่านจงมองเห็นธรรมว่าเป็นธรรมดีงาม

[๑๐๔๔]

เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตากายกรรม

ดุจพระฉายาที่ติดตามพระองค์เป็นเวลา ๒๕ ปี

[๑๐๔๕]

เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตาวจีกรรม

ดุจพระฉายาที่ติดตามพระองค์เป็นเวลา ๒๕ ปี

[๑๐๔๖]

เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตามโนกรรม

ดุจพระฉายาที่ติดตามพระองค์เป็นเวลา ๒๕ ปี

[๑๐๔๗]

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจงกรม

เราได้จงกรมตามเบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์

เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ ญาณได้เกิดขึ้นแก่เรา

[๑๐๔๘]

เรายังเป็นเสขะมีกิจที่ต้องทำ ยังไม่ได้บรรลุอรหัต

แต่พระศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์เรา ปรากฏว่าปรินิพพานเสียแล้ว

[๑๐๔๙]

เวลานั้น(เรา)ได้มีความสะพรึงกลัว และขนพองสยองเกล้า

ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระคุณอย่างประเสริฐ

โดยอาการทั้งปวง เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ความกำหนดหมายในความใคร่

@๒ ความกำหนดหมายในความโกรธ

(พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายเมื่อจะสรรเสริญพระอานนทเถระ จึงได้ กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๐๕๐]

พระอานนทเถระ เป็นพหูสูต ทรงธรรม

รักษาคลังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่

เป็นดวงตาของชาวโลกทั้งมวล ปรินิพพานเสียแล้ว

[๑๐๕๑]

พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม

รักษาคลังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

เป็นดวงตาของชาวโลกทั้งมวล กำจัดความมืดในโลกที่มืดมนได้

[๑๐๕๒]

พระอานนทเถระ มีคติ ๑- มีสติ มีธิติ ๒- แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

และทรงพระสัทธรรมไว้ ได้เป็นบ่อเกิดรัตนะ ๓-

(พระอานนทเถระก่อนจะปรินิพพาน ได้กล่าวภาษิตสุดท้ายว่า)

[๑๐๕๓]

เราได้ปรนนิบัติพระศาสดา

ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ปลงภาระที่หนักเสียได้ บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก

ติงสนิบาต จบ

รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ

๑. พระปุสสเถระ ๒. พระสารีบุตรเถระ

๓. พระอานนทเถระ

ในติงสนิบาตนี้ มีพระเถระที่ระบุไว้ ๓ รูป

และมี ๑๐๕ ภาษิต ฉะนี้แล

@เชิงอรรถ :

@๑ ญาณคือความหยั่งรู้ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๕๒/๔๗๑)

@๒ ปัญญาเครื่องทรงจำ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๕๒/๔๗๑)

@๓ พระสัทธรรม (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๕๒/๔๗๑)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. สารีปุตตเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖ติงสนิบาตหัวข้อถัดไปมหากัสสปเถรคาถา