ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีคาถา
  10. /
  11. จัตตาฬีสนิบาต
  12. /
  13. อิสิทาสีเถรีคาถา

อิสิทาสีเถรีคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๔๗๓ · บรรทัด ๑๐๐๒๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๕. จัตตาฬีสนิบาต

๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ภาษิตของพระอิสิทาสีเถรี

(พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๔๐๒]

ในเมืองปาฏลีบุตรได้ชื่อว่าเป็นเมืองดอกไม้

เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส

มีพระภิกษุณี ผู้ทรงคุณธรรม

เป็นกุลธิดาในศากยสกุล ๒ รูป

[๔๐๓]

ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่าอิสิทาสี รูปที่ ๒ ชื่อว่าโพธิ

ล้วนมีศีลสมบูรณ์ ยินดีเข้าฌาน เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสได้แล้ว

[๔๐๔]

ทั้งสองรูปนั้นเที่ยวบิณฑบาต ฉันและล้างบาตรแล้ว

ก็นั่งพักอย่างสบายในที่สงัด ได้เปล่งถ้อยคำเหล่านี้ถามตอบกัน

(พระโพธิเถรีถามว่า)

[๔๐๕]

แม่เจ้าอิสิทาสี แม่เจ้าเป็นผู้น่าเลื่อมใสอยู่

แม้วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม

แม่เจ้าเห็นโทษอะไร จึงขวนขวายในเนกขัมมะเล่า

[๔๐๖]

พระอิสิทาสีเถรีนั้นฉลาดในการแสดงธรรม

เมื่อถูกซักถามในที่สงัด จึงได้กล่าวตอบดังนี้ว่า

แม่เจ้าโพธิ ขอแม่เจ้าจงฟังเหตุที่ฉันออกบวช

(ต่อไปนี้เป็นคำวิสัชนา)

[๔๐๗]

ในกรุงอุชเชนนีราชธานี

บิดาของดิฉันเป็นเศรษฐี สำรวมในศีล

ดิฉันเป็นธิดาคนเดียวของท่าน

จึงเป็นที่รักที่โปรดปราน และน่าเอ็นดู

[๔๐๘]

ภายหลังพวกคนสนิทของดิฉัน

ที่มีตระกูลสูงมาจากเมืองสาเกต

ขอดิฉันว่า เศรษฐีมีรัตนะมากขอดิฉัน

บิดาได้ให้ดิฉันเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น

[๔๐๙]

ดิฉันต้องเข้าไปทำความนอบน้อมพ่อผัวและแม่ผัวทุกเช้าเย็น

ต้องกราบเท้าด้วยเศียรเกล้า ตามที่ถูกสั่งสอนมา

[๔๑๐]

พี่สาวน้องสาว พี่ชายน้องชาย

หรือบ่าวไพร่ของสามีดิฉันไม่ว่าคนใด

ดิฉันเห็นแล้วแม้ครั้งเดียว ก็หวาดกลัวต้องให้ที่นั่งเขา

[๔๑๑]

ดิฉันต้องรับรองเขาด้วยข้าว น้ำ ของเคี้ยว

และสิ่งของที่จัดเตรียมไว้ในที่ที่เขาเข้าไปนั้น

นำเข้าไปให้ และต้องให้ของที่สมควรแก่เขา

[๔๑๒]

ดิฉันลุกขึ้นตามเวลา เข้าไปยังเรือนสามี

ล้างมือและเท้าที่ใกล้ประตู ประนมมือเข้าไปหาสามี

[๔๑๓]

ต้องจัดหาหวี เครื่องผัดหน้า ยาหยอดตา

และกระจก แต่งตัวให้สามีเอง เสมอเหมือนหญิงรับใช้

[๔๑๔]

หุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเองทั้งนั้น

ปรนนิบัติสามี เสมือนมารดาปรนนิบัติบุตรน้อยคนเดียว

[๔๑๕]

จงรักภักดี ทำหน้าที่ครบถ้วน

เลิกถือเนื้อถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน

มีศีลอย่างนี้ สามีก็ยังเกลียด

[๔๑๖]

สามีนั้น บอกมารดาและบิดาว่า

ลูกจักลาไปละ ลูกไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี

ทั้งไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกันด้วย

(มารดาบิดาของเขากล่าวว่า)

[๔๑๗]

อย่าพูดอย่างนี้สิลูก

อิสิทาสีเป็นบัณฑิต ฉลาดรอบครอบ

ขยันไม่เกียจคร้าน ทำไมลูกจึงไม่ชอบใจล่ะ

(สามีของดิฉันพูดว่า)

[๔๑๘]

อิสิทาสี ไม่ได้เบียดเบียนอะไรลูกดอก

แต่ลูกไม่อยากอยู่ร่วมกับอิสิทาสี

ลูกเกลียด ลูกพอแล้ว จักขอลาไป

[๔๑๙]

แม่ผัวและพ่อผัว ฟังคำของสามีดิฉันนั้นแล้ว

ได้ถามดิฉันว่า เจ้าประพฤติผิดอะไร

เจ้าจึงถูกเขาทอดทิ้ง

จงพูดไปตามความเป็นจริงสิ

(ดิฉันตอบว่า)

[๔๒๐]

ดิฉันไม่ได้ประพฤติผิดอะไร ไม่ได้เบียดเบียนเขา

ทั้งไม่ได้พูดคำหยาบคาย ดิฉันกล้าหรือ

ที่จะทำสิ่งที่สามีเกลียดดิฉันได้นะคุณแม่

[๔๒๑]

มารดาบิดาของเขานั้น เสียใจ ถูกทุกข์ครอบงำ

หวังทะนุถนอมบุตร จึงนำดิฉันส่งกลับไปเรือนบิดา

ฉันเป็นผู้ชนะสิริที่สวยงามแล้วหนอ

[๔๒๒]

ภายหลัง บิดาได้ยกดิฉันให้แก่กุลบุตร

ผู้ร่ำรวยน้อยกว่าสามีคนแรกครึ่งหนึ่ง

โดยสินสอดครึ่งหนึ่งจากสินสอดที่เศรษฐีให้เราครั้งแรก

[๔๒๓]

ดิฉัน อยู่ในเรือนสามีคนที่ ๒ นั้นได้เดือนเดียว

ต่อมา เขาขับไล่ดิฉันซึ่งบำรุงบำเรออยู่ดุจทาสี

ไม่คิดประทุษร้าย มีศีลสมบูรณ์

[๔๒๔]

บิดาของดิฉัน บอกบุรษผู้หนึ่ง ที่ฝึกกายและวาจาแล้ว

มีหน้าที่ฝึกจิตของชนเหล่าอื่น กำลังเที่ยวขอทานอยู่ว่า

เจ้าจงทิ้งผ้าเก่าๆ และกระเบื้องขอทานเสีย

มาเป็นลูกเขยข้าเถิด

[๔๒๕]

แม้บุรุษนั้น อยู่ได้ครึ่งเดือน ก็พูดกับบิดาว่า

โปรดคืนผ้าเก่า กระเบื้องขอทาน

และภาชนะขอทานแก่ฉันเถิด

ฉันจักไปขอทานตามเดิม

[๔๒๖]

ครั้งนั้น บิดามารดาและหมู่ญาติของดิฉันทุกคน

พูดกับคนขอทานนั้นว่า เจ้าทำอะไรไม่ได้ในที่นี้ รีบบอกมา

เธอจักทำกิจนั้นแทนเจ้าเอง

[๔๒๗]

เขาถูกบิดามารดาและหมู่ญาติของดิฉันถามอย่างนี้แล้ว

จึงพูดว่า ถึงตัวฉันจะเป็นใหญ่และเป็นไท

ฉันพอแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ร่วมกับอิสิทาสี

ฉันไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี

ทั้งไม่ขออยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกับเธอ

[๔๒๘]

ชายขอทานนั้นถูกบิดาปล่อยก็ไป

แม้ดิฉันอยู่คนเดียว ก็คิดว่า

จะลาบิดามารดาไปตายหรือไปบวชเสีย

[๔๒๙]

ขณะนั้น พระแม่เจ้าชินทัตตาเถรี

ผู้ทรงวินัย เป็นพหูสูต มีศีลสมบูรณ์

เที่ยวบิณฑบาตมายังตระกูลบิดา

[๔๓๐]

ดิฉันเห็นท่าน จึงลุกไปจัดที่นั่งของดิฉันถวายท่าน

และเมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว

ดิฉันก็กราบเท้าแล้วถวายอาหาร

[๔๓๑]

ดิฉันเลี้ยงดูท่านด้วยข้าวน้ำ ของควรเคี้ยว

และสิ่งของที่จัดไว้ในเรือนนั้นให้อิ่มหนำสำราญ

จึงเรียนท่านว่า ดิฉันประสงค์จะบวช เจ้าค่ะ

[๔๓๒]

ลำดับนั้น บิดาพูดกับดิฉันว่า

ลูกเอ๋ย ลูกจงประพฤติธรรมในเรือนนี้ก็แล้วกัน

จงเลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย

ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเถิด

[๔๓๓]

ขณะนั้น ดิฉันร้องไห้ประนมมือพูดกับบิดาว่า

ความจริง ลูกทำบาปมามากแล้ว

ลูกจักชำระกรรมนั้นให้เสร็จสิ้นกันเสียที

[๔๓๔]

ครั้งนั้น บิดาจึงให้พรดิฉันว่า

ขอให้ลูกบรรลุอรหัตตมรรค อรหัตตผลอันเลิศ

และจงได้นิพพานที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์

ทรงกระทำให้แจ้งเถิด

[๔๓๕]

ดิฉันกราบลามารดาบิดาและหมู่ญาติทุกคน

บวชได้ ๗ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓

[๔๓๖]

รู้ระลึกชาติได้ ๗ ชาติ จักบอกกรรมที่มีผลวิบากแก่แม่เจ้า

ขอแม่เจ้าโปรดสำรวมใจฟังวิบากกรรมนั้นเถิด

[๔๓๗]

ชาติก่อน ดิฉันเป็นช่างทองในเมืองเอรกกัจฉะ

มีทรัพย์มาก มัวเมาในวัยหนุ่ม ได้เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

[๔๓๘]

ดิฉันนั้นตายจากชาตินั้นแล้ว

ต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกเป็นเวลานาน ถูกไฟนรกเผาแล้ว

ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้ว ก็เกิดในท้องนางลิง

[๔๓๙]

พอเกิดได้ ๗ วัน วานรใหญ่ จ่าฝูง ก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์

นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

[๔๔๐]

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดวานรนั้นแล้ว

เกิดในท้องแม่แพะตาบอด และเป็นง่อยอยู่ในป่า แคว้นสินธุ

[๔๔๑]

พออายุได้ ๑๒ ปี พาเด็กขึ้นหลังไป

ถูกเด็กตัดอวัยวะสืบพันธุ์ ป่วยเป็นโรค

หมู่หนอนชอนไชที่อวัยวะสืบพันธุ์

นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

[๔๔๒]

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดแพะนั้นแล้ว

ก็เกิดในท้องแม่โคของพ่อค้าโค

เป็นลูกโคมีขนแดงดังน้ำครั่ง

อายุ ๑๒ เดือนก็ถูกตอน

[๔๔๓]

ดิฉันถูกเขาใช้ให้ลากไถและเทียมเกวียน

ป่วยเป็นโรคตาบอด มีความลำบาก

นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

[๔๔๔]

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดโคนั้นแล้ว

เกิดในท้องสาวใช้ข้างถนนในพระนคร

เป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง

นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

[๔๔๕]

อายุ ๓๐ ปีก็ตาย

มาเกิดเป็นเด็กหญิง

ในตระกูลช่างเกวียนที่เข็ญใจ

มีโภคทรัพย์น้อย

มีเจ้าหนี้มากมาย

[๔๔๖]

เมื่อหนี้พอกพูนทับถมมากขึ้น

แต่นั้น นายกองเกวียนก็ริบเอาทรัพย์สมบัติแล้ว

ฉุดคร่าดิฉันนั้นผู้กำลังรำพันอยู่ออกจากเรือนของสกุล

[๔๔๗]

ภายหลัง บุตรของนายกองเกวียนนั้นชื่อคิริทาส

เห็นดิฉันเป็นสาวรุ่นอายุ ๑๖ ปี

ก็มีจิตปฏิพัทธ์ จึงขอไปเป็นภรรยา

[๔๔๘]

แต่นายคิริทาสนั้น มีภรรยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง

เป็นคนมีศีล มีคุณธรรม และมีชื่อเสียง

รักใคร่สามีอย่างดียิ่ง ดิฉันได้ทำให้สามีเกลียดนาง

[๔๔๙]

ข้อที่สามีทั้งหลาย เลิกร้างดิฉัน

ซึ่งปรนนิบัติอยู่เสมือนสาวใช้ไป

ก็เป็นผลกรรมที่ดิฉันนั้นกระทำแล้วในครั้งนั้น

ดิฉันสิ้นสุดกรรมนั้นแล้ว

จัตตาฬีสนิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้าสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖จัตตาฬีสนิบาตหัวข้อถัดไปสุเมธาเถรีคาถา