ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. วิมานวัตถุ
  10. /
  11. ๗. สุนิกขิตวรรค
  12. /
  13. ๑๐. เสริสสกวิมาน

๑๐. เสริสสกวิมาน

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๘๔ · บรรทัด ๒๗๗๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๐. เสริสสกวิมาน

ว่าด้วยวิมานไม้ซึกที่เกิดขึ้นแก่เจ้าปายาสิ

(พระควัมปติกล่าวว่า)

[๑๒๒๘]

ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดาและพวกพ่อค้า

ที่ได้มาพบกันในทะเลทรายในคราวนั้น

และขอเชิญทุกท่านฟังถ้อยคำตามที่เทวดาและพวกพ่อค้าสนทนากัน

[๑๒๒๙]

ยังมีพระราชาพระนามว่าปายาสิได้เกิดร่วมกับหมู่ภุมเทวดา

มีบริวารยศ บันเทิงอยู่ในวิมานของตน

เป็นเทวดาแต่ได้มาสนทนากับพวกมนุษย์

(เสริสสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า)

[๑๒๓๐]

มนุษย์ทั้งหลาย ผู้กลัวทางคดเคี้ยว มีใจหวาดหวั่นอยู่

ในที่น่าระแวงว่ามีภัย ในป่า ในถิ่นของอมนุษย์

ในทางกันดารซึ่งมีน้ำ มีอาหารไม่เพียงพอ

เดินไปได้แสนยาก ท่ามกลางทะเลทราย

[๑๒๓๑]

ในทางทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน

ไม่มีเชื้อไฟ ในทางทะเลทรายนี้ จักหาอาหารได้แต่ที่ไหน

นอกจากฝุ่นและทรายที่แดดแผดเผาทั้งร้อนทั้งทารุณ

[๑๒๓๒]

ที่นี้เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็กเผาไฟ

หาความสบายมิได้ เทียบเท่านรก

สถานที่นี้เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของพวกหยาบช้ามีปีศาจเป็นต้น

เป็นภูมิประเทศเหมือนถูกสาปไว้

[๑๒๓๓]

อนึ่ง พวกท่านหวังอะไร

เพราะเหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน

ตามกันเข้ามายังประเทศถิ่นนี้พร้อมกัน

เพราะความโลภ ความกลัว หรือเพราะหลงทาง

(พวกพ่อค้าตอบว่า)

[๑๒๓๔]

พวกข้าพเจ้านั้น เป็นพ่อค้าเกวียนอยู่ในแคว้นมคธและแคว้นอังคะ

ต้องการทรัพย์ หวังกำไร จึงบรรทุกสินค้ามามาก

พากันไปยังสินธุและโสวีระประเทศ

[๑๒๓๕]

กลางวัน พวกข้าพเจ้าทุกคนทนความกระหายน้ำไม่ได้

ทั้งมุ่งหวังจะอนุเคราะห์สัตว์พาหนะ

จึงรีบเดินทางมาในกลางคืนซึ่งเป็นเวลาวิกาล

[๑๒๓๖]

พวกข้าพเจ้านั้นไปผิดทาง จึงหลงทาง

สับสนเหมือนคนตาบอด เดินหลงเข้าไปในป่าที่ไปได้ยากแสนยาก

ท่ามกลางทะเลทราย เกิดงุนงงสงสัยไม่รู้ทิศทาง

[๑๒๓๗]

ท่านที่ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอันประเสริฐ

และตัวท่านซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนนี้

จึงหวังจะรอดชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน

เพราะได้เห็นจึงพากันร่าเริง ดีใจและเบิกบานใจ

(เทพบุตรถามว่า)

[๑๒๓๘]

เพราะโภคทรัพย์เป็นเหตุ พวกท่านจึงพากันไปยังทิศต่างๆ

คือ ฝั่งสมุทร ทะเลทราย ทางที่ต้องใช้เครือหวาย

ทางที่ต้องตอกทอย ทางที่มีแม่น้ำ และทางภูเขาที่ไปได้ยาก

[๑๒๓๙]

พ่อค้าทั้งหลาย พวกท่านได้ไปยังแคว้นของพระราชาอื่นๆ

พบเห็นผู้คนชาวต่างประเทศ

พวกเราขอฟังสิ่งอัศจรรย์ที่พวกท่านได้ยินหรือได้เห็นมา

(พวกพ่อค้าตอบว่า)

[๑๒๔๐]

พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่ผ่านมาทั้งหมด

ซึ่งอัศจรรย์กว่าวิมานของท่านแม้นี้

พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นมาก่อน

วิมานของท่านซึ่งมีรัศมีไม่เลว พวกข้าพเจ้าแลดูแล้วไม่อิ่มเลย

[๑๒๔๑]

ที่วิมานของท่านนี้ มีสระโบกขรณีลอยอยู่ในอากาศ

มีสวนดอกไม้มากมาย มีบัวขาวมาก

มีหมู่ไม้ผลิดอกออกผลเป็นนิตย์ โชยกลิ่นหอมตลบอบอวล

[๑๒๔๒]

เสาวิมานเหล่านี้เป็นเสาแก้วไพฑูรย์ สูง ๑๐๐ ศอก

ประดับด้วยแก้วผลึก แก้วประพาฬ แก้วเพทาย

และทับทิม มีรัศมีโชติช่วง

[๑๒๔๓]

วิมานของท่านนี้มีเสา ๑,๐๐๐ ต้น ภายในประกอบด้วยแก้ว

ภายนอกล้อมรอบด้วยไพทีทองคำ และมุงบังอย่างดีด้วยแผ่นทองคำ

มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ งามอยู่บนเสาเหล่านั้น

[๑๒๔๔]

วิมานของท่านนี้สว่างไสวด้วยทองชมพูนุทชั้นเยี่ยม

ทุกส่วนของวิมานเกลี้ยงเกลาดี ประกอบด้วยบันไดและพื้นน่าพอใจ

มั่นคง งดงาม มีส่วนประกอบกลมกลืน ชวนพิศอย่างยิ่ง น่าชอบใจ

[๑๒๔๕]

ภายในวิมานแก้ว มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์

ตัวท่านมีหมู่เทพอัปสรห้อมล้อม

กึกก้องด้วยเสียงตะโพน เปิงมางและดุริยางค์

เป็นผู้ที่ทวยเทพนอบน้อมแล้วด้วยการชมเชยและกราบไหว้

[๑๒๔๖]

ตัวท่านนั้นมีอานุภาพสุดที่จะคิด ประกอบด้วยคุณทุกอย่าง

อันหมู่เทพนารีปลุกเร้า บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาทที่ประเสริฐ

น่ารื่นรมย์ ดังท้าวเวสวัณ บันเทิงอยู่ในนฬินีสถาน ๑-

[๑๒๔๗]

ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์

เป็นท้าวสักกะจอมเทพหรือเป็นมนุษย์

พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน โปรดบอกเถิด

ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร

@เชิงอรรถ :

@๑ สถานที่ทรงเล่นกีฬา, สนามกีฬา (ขุ.วิ.อ. ๑๒๔๖/๔๐๐)

(เทพบุตรตอบว่า)

[๑๒๔๘]

ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสรีสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดาร

คุ้มครองทางทะเลทราย ทำตามคำสั่งของท้าวเวสวัณ

จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๑๒๔๙]

วิมานนี้ท่านได้ตามความปรารถนาหรือเกิดโดยความเปลี่ยนแปลง

ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายมอบให้

พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า วิมานที่น่าชอบใจนี้ท่านได้มาอย่างไร

(เทพบุตรตอบว่า)

[๑๒๕๐]

วิมานนี้มิใช่ข้าพเจ้าได้ตามความปรารถนา

มิใช่เกิดโดยการเปลี่ยนแปลง

มิใช่ข้าพเจ้าทำเอง ทั้งมิใช่เทวดาทั้งหลายมอบให้

วิมานที่น่าชอบใจนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามของตน

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๑๒๕๑]

อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน

นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว

พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร

(เทพบุตรตอบว่า)

[๑๒๕๒]

ข้าพเจ้าได้มีนามว่า ปายาสิ

เมื่อครั้งข้าพเจ้าครองราชสมบัติในแคว้นโกศล

ข้าพเจ้าเป็นนัตถิกทิฏฐิ ๑- เป็นคนตระหนี่

มีธรรมเลวทราม และมีปกติกล่าวว่าขาดสูญ ๒-

@เชิงอรรถ :

@๑ ลัทธิที่ถือว่า ไม่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง (ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๖)

@๒ ลัทธิที่ถือว่า ตายแล้วไม่เกิดอีก (ที.สี.อ. ๘๔/๑๑๐)

[๑๒๕๓]

ได้มีสมณะนามว่า กุมารกัสสปะ เป็นพหูสูต

ผู้เลิศทางกล่าวธรรมได้อย่างวิจิตรไพเราะ

ครั้งนั้นท่านได้กล่าวธรรมกถาโปรดข้าพเจ้า

ได้ช่วยบรรเทาทิฏฐิที่เป็นข้าศึกทางใจ ๑- ของข้าพเจ้าได้

[๑๒๕๔]

ข้าพเจ้าฟังธรรมกถาของท่านนั้นแล้ว ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก

งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์

ยินดีเฉพาะภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

[๑๒๕๕]

ข้อนั้นเป็นวัตร และเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า

นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมนั้นที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว

วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามนั้นนั่นเอง

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๑๒๕๖]

ทราบมาว่า คนมีปัญญาทั้งหลายพูดแต่คำจริง

คำพูดของบัณฑิตทั้งหลายจึงไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น

คนทำบุญไว้จะไปในที่ใดย่อมมีแต่สิ่งที่น่ารักน่าใคร่

บันเทิงอยู่ในที่นั้น

[๑๒๕๗]

ณ ที่ใดมีความโศก ความร่ำไห้

การฆ่า การจองจำ และเหตุเกิดเรื่องเลวร้าย ๒-

คนทำบาปไว้ก็จะไปในที่นั้น

ไม่พ้นจากคติที่ชั่วไปได้ ไม่ว่ากาลไหนๆ

[๑๒๕๘]

พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ

เทพบริวารจึงเป็นเสมือนผู้ฟั่นเฟือนไปในชั่วครู่นี้

เหมือนน้ำใสถูกกวนให้ขุ่น

เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารนี้และตัวท่านจึงได้มีความโทมนัส

@เชิงอรรถ :

@๑ มิจฉาทิฏฐิ

@๒ ความหายนะ (พินาศ) (ขุ.วิ.อ. ๑๒๕๗/๔๐๓)

(เทพบุตรตอบว่า)

[๑๒๕๙]

พ่อทั้งหลาย กลิ่นทิพย์เหล่านี้โชยกลิ่นหอมระรื่นจากป่าไม้ซึก

หอมตลบอบอวลไปทั่ววิมานนี้

กำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

[๑๒๖๐]

ล่วงไป ๑๐๐ ปี ฝักไม้ซึกเหล่านี้แต่ละฝักก็จะแตกออก

เป็นที่รู้กันว่า ๑๐๐ ปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว

ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในหมู่เทวดานี้

[๑๒๖๑]

พ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้เห็นแล้วว่า

ข้าพเจ้าจักดำรงอยู่ในวิมานนี้เพียง ๕๐๐ ปีทิพย์

แล้วจึงจุติเพราะสิ้นบุญ สิ้นอายุ

ข้าพเจ้าจึงซบเซาเพราะความโศกนั้นนั่นเอง

(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

[๑๒๖๒]

ผู้ที่ได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานานเช่นนั้น

จะพึงเศร้าโศกไปทำไมเล่า

แต่พวกผู้มีบุญน้อยเข้าอยู่วิมานชั่วเวลาสั้นๆ

นั้นแหละควรเศร้าโศกแท้

(เทพบุตรกล่าวว่า)

[๑๒๖๓]

พ่อทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าววาจาที่น่ารักกับข้าพเจ้า

นั่นเป็นการกล่าวตักเตือนอันสมควรแก่ข้าพเจ้า

ส่วนข้าพเจ้าจะตามคุ้มครองท่านทั้งหลาย

เชิญท่านทั้งหลายไปยังที่ที่ท่านทั้งหลายปรารถนาโดยความสวัสดีเถิด

(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

[๑๒๖๔]

ข้าพเจ้าทั้งหลายต้องการทรัพย์ หวังกำไร

จึงพากันไปยังสินธุและโสวีระประเทศ

แล้วจักพยายามค้าขายตามที่ตั้งใจไว้ มีการเสียสละอย่างบริบูรณ์

ทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรอย่างโอฬาร

(เทพบุตรกล่าวว่า)

[๑๒๖๕]

ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรเลย

สิ่งที่ท่านทั้งหลายพูดถึงทั้งหมดจักมีแก่พวกท่าน

ท่านทั้งหลายจงงดเว้นกรรมชั่วและจงตั้งใจประพฤติธรรมเถิด

[๑๒๖๖]

ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต

ประกอบด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีจาคะ มีศีลเป็นที่รักยิ่ง

มีวิจารณญาณ สันโดษ มีความรู้

[๑๒๖๗]

ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น

ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน

พูดแต่วาจาอ่อนหวานละมุนละม่อม

[๑๒๖๘]

เขามีความเคารพ ยำเกรง มีวินัย

ไม่เป็นคนเลว เป็นคนบริสุทธิ์ในอธิศีล

มีความประพฤติประเสริฐ เลี้ยงดูมารดาบิดาโดยชอบธรรม

[๑๒๖๙]

เขาเห็นจะแสวงหาโภคทรัพย์ เพราะเหตุแห่งมารดาบิดา

มิใช่เพราะเหตุแห่งตน เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป

เขาก็น้อมไปในเนกขัมมะ ประพฤติพรหมจรรย์

[๑๒๗๐]

เขาเป็นคนซื่อตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่เจ้าเล่ห์

ไม่พูดมีเลศนัย เขาทำแต่กรรมดี

ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึงได้รับทุกข์อย่างไรเล่า

[๑๒๗๑]

เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว

พ่อค้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเห็นธรรมเถิด

เพราะเว้นอุบาสกนั้นเสียแล้ว ท่านทั้งหลายจะสับสน

เหมือนคนตาบอดหลงเข้าไปในป่าเป็นเถ้าถ่านไป

การทอดทิ้งผู้อื่นเป็นการง่ายสำหรับคนทั่วไป

(แต่เป็นการยากสำหรับสัตบุรุษ)

การคบหาสัตบุรุษจึงนำความสุขมาให้อย่างแท้จริง

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๑๒๗๒]

อุบาสกคนนั้นคือใคร และทำงานอะไร

เขาชื่ออะไร และโคตรอะไร

เทวดา แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ต้องการจะเห็นอุบาสกนั้น

ที่ท่านมาที่นี้เพื่อช่วยเหลือ อุบาสกที่ท่านชอบ เป็นคนโชคดี

(เทพบุตรตอบว่า)

[๑๒๗๓]

ผู้ใดเป็นกัลบก ๑- มีชื่อว่า สัมภวะ อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ

เขาเป็นคนรับใช้ของพวกท่าน

ท่านทั้งหลายจงรู้ว่าผู้นั้นเป็นอุบาสก

ท่านทั้งหลายอย่าได้ดูหมิ่นเขา เขาเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักยิ่ง

(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

[๑๒๗๔]

เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่ท่านพูดถึงดี

แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนเช่นนี้เลย

เทวดา แม้พวกเราฟังคำของท่านแล้ว

ก็จักบูชาอุบาสกนั้นอย่างโอฬาร

(เทพบุตรกล่าวว่า)

[๑๒๗๕]

พวกผู้คนในกองเกวียนนี้ ไม่ว่าคนหนุ่ม คนแก่

หรือคนปูนกลาง ทุกคนนั้นแหละเชิญขึ้นวิมาน

พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย

(พระธรรมสังคีติกาจารย์กล่าว ๖ คาถาในตอนจบเรื่องว่า)

[๑๒๗๖]

พ่อค้าทุกคน ณ ที่นั้นต่างคนต่างเข้าห้อมล้อมช่างตัดผมนั้น

พากันขึ้นวิมานซึ่งเสมือนภพดาวดึงส์ของท้าววาสวะ

พร้อมกับกล่าวว่าเราก่อนๆ

@เชิงอรรถ :

@๑ ช่างแต่งกาย (ขุ.วิ.อ. ๑๒๗๓/๔๑๐)

[๑๒๗๗]

พ่อค้าทุกคนนั้นต่างก็ประกาศความเป็นอุบาสก ณ ที่นั้นว่า

เราก่อนๆ แล้วได้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์

เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ในโลก

ยินดีเฉพาะภรรยาของตน

ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

[๑๒๗๘]

พ่อค้าทุกคนนั้นครั้นประกาศความเป็นอุบาสก ณ ที่นั้นแล้ว

ได้ไปยังประเทศที่ตนปรารถนาโดยสวัสดี

หมู่พ่อค้าเกวียนบันเทิงอยู่ด้วยฤทธิ์ของเทวดาเนืองๆ

ได้รับอนุญาตแล้วหลีกไป

[๑๒๗๙]

พ่อค้าเหล่านั้นต้องการทรัพย์ หวังกำไร

ไปถึงสินธุและโสวีระประเทศ

พยายามค้าขายตามที่ตั้งใจไว้

มีลาภบริบูรณ์ กลับมาเมืองปาฏลีบุตรโดยปลอดภัย

[๑๒๘๐]

พ่อค้าเหล่านั้นไปเรือนของตน

มีความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา

มีจิตเพลิดเพลิน ดีใจ ปลาบปลื้ม

ทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรอย่างโอฬาร

ได้ช่วยกันสร้างเทวาลัยชื่อเสริสสกะขึ้น

[๑๒๘๑]

การคบสัตบุรุษให้สำเร็จประโยชน์อย่างนี้

การคบผู้มีคุณธรรมมีประโยชน์มาก

พ่อค้าทั้งหมดได้ประสบความสุข

เพราะผลอันสืบเนื่องมาจากอุบาสกคนเดียว

เสริสสกวิมานที่ ๑๐ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๙. มัฏฐกุณฑลีวิมานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๗. สุนิกขิตวรรคหัวข้อถัดไป๑๑. สุนิกขิตตวิมาน