ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๗
  6. /
  7. วิสตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๑๓. หัตถิปาลชาดก

๑๓. หัตถิปาลชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๔๕ · บรรทัด ๘๙๘๗เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๓. หัตถิปาลชาดก (๕๐๙)

ว่าด้วยหัตถิปาลกุมาร

(หัตถิปาลกุมารเห็นฤๅษีเหล่านั้นแล้วดีใจเลื่อมใส ได้กล่าว ๓ คาถาว่า)

[๓๓๗]

นานแล้วหนอ ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้พบเห็นพราหมณ์

ผู้มีเพศดังเทพ มีชฎาใหญ่ ทรงไว้ซึ่งหาบคอน

มีขี้ฟันเขรอะ มีศีรษะหมักหมมด้วยธุลี

[๓๓๘]

นานแล้วหนอ ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้พบเห็น

ฤๅษีผู้ยินดีในธรรมคุณ

นุ่งผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด มีผ้าคากรองปิดร่างกาย

[๓๓๙]

ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญจงรับอาสนะ น้ำ

และผ้าเช็ดเท้าของข้าพเจ้าเถิด

ข้าพเจ้าขอถวายของมีค่าต้อนรับพระคุณเจ้าผู้เจริญ

ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญจงใช้สอยของมีค่าของข้าพเจ้าด้วยเถิด

(ต่อมาพระราชบิดาเมื่อทรงพร่ำสอนพระกุมารตามอัธยาศัย จึงตรัสคาถาว่า)

[๓๔๐]

หัตถิบาลลูกรัก เจ้าจงเล่าเรียนวิทยาแสวงหาทรัพย์

ปลูกฝังบุตรธิดาให้ดำรงอยู่ในเหย้าเรือน

แล้วจงเสวยคันธารมณ์ รสารมณ์ และวัตถุกาม ๑- ทั้งปวงเถิด

เป็นนักบวชได้ในเวลาแก่ เป็นการดี

พระอริยะสรรเสริญผู้บวชนั้นว่าเป็นมุนี

(หัตถิปาลกุมารได้กล่าวคาถาว่า)

[๓๔๑]

เวทวิทยาเป็นของไม่จริง

ลาภคือทรัพย์มีสภาพเป็นอันเดียวก็หาไม่

ชนทั้งหลายห้ามความชราได้เพราะลาภคือบุตรก็หาไม่

สัตบุรุษกล่าวยกย่องการปล่อยวางคันธารมณ์และรสารมณ์

ผลสำเร็จย่อมมีได้ เพราะการกระทำของตน

(พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสคาถาว่า)

[๓๔๒]

คำของเจ้านั้นเป็นคำสัตย์อย่างแท้จริง

ผลสำเร็จย่อมมีได้เพราะการกระทำของตน

แต่มารดาบิดาของเจ้าเหล่านี้แก่เฒ่าแล้ว

พึงเห็นเจ้ามีอายุ ๑๐๐ ปี ไม่มีโรค

(หัตถิปาลกุมารสดับดังนั้นแล้วจึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า)

[๓๔๓]

ขอเดชะพระมหาราช ผู้แกล้วกล้าประเสริฐกว่านรชน

ความเป็นเพื่อนกับความตาย

ความเป็นมิตรไมตรีกับความแก่ พึงมีแก่ผู้ใด

และแม้ผู้ใดพึงรู้ในกาลบางคราวว่า เราจักไม่ตาย

มารดาบิดาพึงเห็นผู้นั้นมีอายุ ๑๐๐ ปี ไม่มีโรค

@เชิงอรรถ :

@๑ คันธารมณ์ อารมณ์ที่เกิดแต่กลิ่น รสารมณ์ อารมณ์ที่เกิดแต่รส วัตถุกาม วัตถุที่น่าใคร่ น่าปรารถนา

@น่าอยากได้ โดยความได้แก่กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ

[๓๔๔]

ถ้าคนยกเรือลงน้ำพายไป นำคนข้ามฟากไปยังฝั่งได้แม้ฉันใด

พยาธิและชราก็ฉันนั้น ย่อมนำสัตว์ไปสู่อำนาจ

ของมัจจุราชผู้ทำที่สุดแน่นอน

(อัสสปาลกุมารเมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชบิดา จึงตรัส ๒ คาถาว่า)

[๓๔๕]

กามทั้งหลายเสมือนเปือกตม เสมือนหล่ม

เป็นเครื่องนำใจเหล่าสัตว์ไปได้ ข้ามได้ยาก

เป็นที่ตั้งแห่งพญามัจจุราช

สัตว์ทั้งหลายผู้จมอยู่ในเปือกตมและหล่มคือกามนั้น

เป็นผู้มีอัตภาพเลวทรามย่อมข้ามถึงฝั่งคือพระนิพพานหาได้ไม่

[๓๔๖]

เมื่อก่อน อัตภาพนี้ได้กระทำกรรมอันหยาบช้าไว้

ข้าพระพุทธเจ้าได้รับวิบากกรรมนั้นแล้ว

ความพ้นจากวิบากกรรมนี้ไม่มีแก่ข้าพระพุทธเจ้าเลย

ข้าพระพุทธเจ้าจะปิดกั้นปกปักรักษาอัตภาพนั้นไว้

ขออัตภาพนี้อย่าได้กระทำกรรมหยาบช้าอีกเลย

(โคปาลกุมารทรงปฏิเสธพระราชบิดาแล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

[๓๔๗]

ขอเดชะพระมหาราช นายโคบาลเมื่อไม่เห็นโคที่หายไปในป่า

ย่อมตามหาฉันใด ขอเดชะพระเจ้าเอสุการีมหาราช

ประโยชน์ของข้าพระพุทธเจ้าก็หายไปแล้วฉันนั้น

ไฉนเล่า ข้าพระพุทธเจ้านั้นจะไม่พึงแสวงหา

(และท่านได้ฟังพระดำรัสขอร้องของพระราชบิดาแล้ว จึงตรัสคาถาอีกว่า)

[๓๔๘]

คนกล่าวผัดเพี้ยนว่า พรุ่งนี้ก็เสื่อม ว่า มะรืนนี้ก็ยิ่งเสื่อม

ธีรชนคนใดเล่าจะพึงรู้ว่า อนาคตนั้นไม่มี

แล้วบรรเทาความพอใจที่เกิดขึ้นได้

(อชปาลกุมารกราบทูลปฏิเสธพระราชบิดาแล้ว จึงตรัส ๒ คาถาว่า)

[๓๔๙]

ข้าพระพุทธเจ้าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง

ท่องเที่ยวไปเหมือนคนเมา มีดวงตาเหมือนดอกการะเกด

พญามัจจุราชได้คร่าชีวิตนางในปฐมวัยซึ่งยังมิได้บริโภคโภคะไป

[๓๕๐]

สามชายหนุ่มมีชาติกำเนิดที่ดี

มีใบหน้างดงาม ทรวดทรงน่าทัศนา

มีหนวดประปรายเหมือนเกษรดอกโกสุม

ยังตกอยู่ในอำนาจของพญามัจจุราช

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ

ข้าพระพุทธเจ้าจักรีบละกามคุณและเคหสถานบวช

ขอทรงพระกรุณาโปรดอนุญาต

ให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด พระเจ้าข้า

(ปุโรหิตเมื่อจะปรึกษากับนางพราหมณี จึงกล่าวคาถาว่า)

[๓๕๑]

ต้นไม้ได้โวหารว่าต้นไม้ เพราะมีกิ่งทั้งหลาย

แต่ต้นไม้ที่ขาดกิ่ง ชาวโลกเรียกว่าตอไม้

แม่วาเสฏฐีผู้เจริญ บัดนี้เราขาดบุตร

ถึงเวลาที่จะเที่ยวภิกขาจาร

(นางพราหมณีเมื่อจะนำตัวอย่างที่เป็นอดีตมา กล่าวอุทานคาถาว่า)

[๓๕๒]

นกกระเรียนทั้งหลายบินไปในอากาศได้ฉันใด

หงส์ทั้งหลายทำลายข่ายคือใยที่แมงมุมชักขึงไว้

ในปลายฤดูฝนบินไปได้ฉันนั้น

ลูกและผัวของเราก็พากันไปหมด ไฉนเรารู้อยู่จะไม่พึงไปตาม

(พระอัครมเหสีเมื่อจะให้พระราชาทรงทราบเรื่องกามด้วยอุปมา จึงตรัส ๒ คาถาว่า)

[๓๕๓]

นกเหล่านี้กินเนื้อแล้วสำรอกแล้วด้วย ย่อมบินหลีกไปได้

ส่วนนกเหล่าใดกินเนื้อแล้วไม่สำรอก

นกเหล่านั้นก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของหม่อมฉัน

[๓๕๔]

ขอเดชะพระมหาราช พราหมณ์ได้สำรอกกามทั้งหลายทิ้งแล้ว

พระองค์นั้นกลับจะบริโภคกามนั้นอีก

คนบริโภคสิ่งที่เขาคายทิ้งแล้วเป็นคนที่บัณฑิตไม่สรรเสริญเลย

(พระราชาเกิดความสลดพระทัยเมื่อจะทรงชมเชยพระเทวี จึงตรัสคาถาว่า)

[๓๕๕]

บุรุษผู้มีกำลังฉุดบุรุษผู้มีกำลังทราม

ที่จมอยู่ในเปือกตมและหล่มเลนขึ้นได้ฉันใด

แม่ธิดาแห่งปัญจาลนครผู้เจริญ แม้พระนางก็ฉันนั้น

พยุงพี่ให้ข้ามขึ้นจากเปือกตมคือกามได้ด้วยคาถาสุภาษิต

(พระศาสดาเมื่อจะประกาศว่าพระราชาทรงผนวชแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า)

[๓๕๖]

พระเจ้าเอสุการีมหาราช ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ

ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้วละแคว้นทรงผนวชแล้ว

เหมือนพญาช้างตัดเครื่องผูกได้ขาด

(ชาวเมืองประชุมกันไปกราบทูลพระราชเทวี จึงกล่าวคาถาว่า)

[๓๕๗]

ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐกว่านรชน

ทรงพอพระทัยการบรรพชา ละแคว้นไปแล้ว

แม้พระนางก็จงทรงเป็นพระราชาของพวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด

พวกข้าพระพุทธเจ้าถวายความคุ้มครองแล้ว

ขอพระนางทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรมเหมือนพระราชาเถิด

(พระราชเทวีทรงสดับคำกราบทูลของมหาชนแล้ว จึงตรัสคาถาที่เหลือว่า)

[๓๕๘]

ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐกว่านรชน

ทรงพอพระทัยการบรรพชา ละแคว้นไปแล้ว

ถึงเราก็จักละกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์ยินดี

ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก

[๓๕๙]

ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐกว่านรชน

ทรงพอพระทัยการบรรพชา ละแคว้นไปแล้ว

ถึงเราก็จักละกามทั้งหลายที่มีอยู่โดยทั่วไป

ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก

[๓๖๐]

กาลเวลาย่อมล่วงเลยไป ราตรีย่อมผ่านพ้นไป

ชั้นแห่งวัยก็ละลำดับไป ถึงเราก็จักละกามทั้งหลาย

ซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์ยินดีท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก

[๓๖๑]

กาลเวลาย่อมล่วงเลยไป ราตรีย่อมผ่านพ้นไป

ชั้นแห่งวัยก็ละลำดับไป

ถึงเราก็จักละกามทั้งหลายที่มีอยู่โดยทั่วไป

ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก

[๓๖๒]

กาลเวลาย่อมล่วงเลยไป ราตรีย่อมผ่านพ้นไป

ชั้นแห่งวัยก็ละลำดับไป

ถึงเราก็จักเป็นผู้เยือกเย็น ล่วงเครื่องข้องทั้งปวง

ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก

หัตถิปาลชาดกที่ ๑๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๒. ปัญจปัณฑิตชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๗วิสตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๑๔. อโยฆรชาดก