ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๗
  6. /
  7. ติงสตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๖. มหากปิชาดก

๖. มหากปิชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๗๐ · บรรทัด ๙๖๑๘เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๖. มหากปิชาดก (๕๑๖)

ว่าด้วยพญาวานร

(พระศาสดาทรงประกาศเนื้อความนี้ว่า)

[๑๗๘]

ได้มีพระราชาแห่งชนชาวกาสี ทรงผดุงรัฐให้เจริญ

ในกรุงพาราณสี แวดล้อมด้วยมิตรและอำมาตย์

ได้เสด็จไปยังมิคาชินอุทยาน

[๑๗๙]

ณ ที่นั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์เป็นโรคเรื้อน

ขาวพราวเป็นจุดๆ และกลากเกลื้อน

มีเนื้อหลุดออกจากปากแผลเช่นกับดอกทองกวาว

มีร่างกายผ่ายผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น

[๑๘๐]

ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนตกยาก

ถึงความลำบากน่าสงสารยิ่งนัก

พระราชาทรงหวาดหวั่นพระหฤทัย

จึงตรัสถามว่า เจ้าเป็นยักษ์ประเภทไหน

[๑๘๑]

มือและเท้าของเจ้าก็ด่าง ศีรษะยิ่งด่างกว่านั้น

เนื้อตัวของเจ้าก็ด่างพร้อย และมากไปด้วยกลากเกลื้อน

[๑๘๒]

หลังของเจ้าเป็นปุ่มเป็นปมเหมือนกับเถาวัลย์ที่ขดกลม

อวัยวะของเจ้าก็เหมือนกับเถาวัลย์ที่มีข้อดำ

เรายังไม่เคยเห็นอะไรอื่นเป็นเช่นนี้

[๑๘๓]

เจ้ามีเท้าหงิกงอ น่าหวาดเสียว มีร่างกายผ่ายผอม

สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูหิวกระหาย อดโซ

เจ้ามาจากที่ไหน และจะไปไหน

[๑๘๔]

เจ้ามีรูปร่างอัปลักษณ์ ดูน่าเกลียด

ผิวพรรณก็ทราม ดูน่ากลัว

มารดาบิดาผู้ให้กำเนิดของเจ้าคงไม่ปรารถนาที่จะเห็นเจ้าเลย

[๑๘๕]

ในชาติปางก่อนเจ้าได้ทำกรรมอะไรไว้ ได้ฆ่าคนที่ไม่ควรฆ่าหรือ

หรือเพราะทำกรรมอันโหดร้ายทารุณอย่างใดไว้

เจ้าจึงประสบทุกข์อย่างนี้

(ต่อแต่นั้นไป พราหมณ์จึงกล่าวว่า)

[๑๘๖]

เชิญสดับเถิด พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักกราบทูล

ให้พระองค์ทรงทราบตามอย่างคนฉลาด

เพราะบัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้สรรเสริญคนพูดความจริง

[๑๘๗]

เมื่อข้าพระพุทธเจ้าผู้เดียวเที่ยวแสวงหาโค

ได้หลงล่วงเลยเข้าไปในป่าเปลี่ยวที่แห้งแล้งกันดาร

เงียบสงัด ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยแห่งช้างนานาชนิด

[๑๘๘]

ข้าพระพุทธเจ้าได้หลงทางเข้าไปในป่าทึบ

ซึ่งเป็นที่สัญจรไปมาแห่งเนื้อร้าย

มีความหิวกระหาย ได้ท่องเที่ยวไปในป่านั้นตลอด ๗ วัน

[๑๘๙]

ณ ที่ป่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นต้นมะพลับต้นหนึ่ง

ซึ่งอยู่หมิ่นเหม่ มีกิ่งทอดตรงไปยังปากเหว

มีผลดก ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะกิน

[๑๙๐]

ข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่ลมพัดหล่น

ข้าพระพุทธเจ้าพอใจผลมะพลับเหล่านั้นมาก แต่ยังไม่อิ่ม

จึงปีนขึ้นไปบนต้นด้วยคิดว่า จักกินให้สบายบนต้นนั้น

[๑๙๑]

ข้าพระพุทธเจ้ากินผลหนึ่งแล้วปรารถนาผลที่ ๒ ต่อไป

แต่นั้นกิ่งมันได้หักเหมือนถูกขวานตัด

[๑๙๒]

ข้าพระพุทธเจ้านั้นพร้อมทั้งกิ่งไม้ มีเท้าชี้ฟ้า

ศีรษะปักลงตกไปในซอกเขา ซึ่งไม่มีที่จะยึดเหนี่ยว

[๑๙๓]

ก็เพราะน้ำลึก ข้าพระพุทธเจ้าจึงหยั่งไม่ถึง

นอนทอดอาลัยอยู่ในซอกเขานั้น ไม่น้อยกว่า ๑๐ ราตรี

[๑๙๔]

ต่อมา วานรตัวหนึ่งมีหางคล้ายหางโค

ท่องเที่ยวไปมาตามซอกเขาเป็นประจำ

ไต่ไปตามกิ่งไม้กัดกินผลไม้อยู่ ได้มาถึงสถานที่นั้น

[๑๙๕]

มันเห็นข้าพระพุทธเจ้ามีร่างกายผอมเหลือง

ได้มีความการุญแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถามไถ่ว่า

ท่านผู้เจริญ ท่านชื่ออะไร ทำไมจึงมาทนทุกข์อยู่ที่นี่อย่างนี้

[๑๙๖]

เป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ จงแนะนำตัวให้ข้าพเจ้าทราบด้วย

ข้าพระพุทธเจ้าได้ประนมอัญชลีแล้วกล่าวแก่มันอย่างนี้ว่า

[๑๙๗]

ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ประสบความพินาศ

ข้าพเจ้าไม่มีทางที่จะไปจากที่นี่

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอบอกให้ท่านทราบ

ขอท่านจงมีความเจริญ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าด้วย

[๑๙๘]

วานรผู้กล้าหาญเที่ยวไปหาก้อนศิลาที่มีน้ำหนักที่ภูเขา

ผูกเถาวัลย์ที่ก้อนศิลาแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า

[๑๙๙]

มาเถิด มาขึ้นเกาะหลังข้าพเจ้า

ท่านจงใช้แขนทั้ง ๒ ข้างกอดคอข้าพเจ้าไว้

ข้าพเจ้าจะใช้กำลังช่วยท่านขึ้นไปจากซอกเขา

[๒๐๐]

ข้าพระพุทธเจ้าสดับคำนั้นแล้ว

จึงขึ้นเกาะหลังพญาวานรผู้มีสิริ เป็นปราชญ์ตนนั้น

แล้วใช้แขนทั้ง ๒ กอดคอมันไว้

[๒๐๑]

พญาวานรผู้มีเดช มีกำลังตนนั้น มีความลำบาก

กระโดดพาข้าพระพุทธเจ้าขึ้นจากซอกเขานั้นด้วยความยาก

[๒๐๒]

ครั้นนำข้าพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้ว

พญาวานรผู้เป็นบัณฑิต กล้าหาญ ได้กล่าวคำนี้ว่า

เพื่อนรัก ท่านโปรดรักษาความปลอดภัยให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้าพเจ้าจักหลับสักครู่หนึ่ง

[๒๐๓]

สิงโต เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า

และเสือดาวพึงเบียดเบียนข้าพเจ้าผู้หลับไป

ท่านเห็นพวกมันจงห้ามกันไว้ด้วย

[๒๐๔]

พญาวานรนั้นครั้นให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ป้องกันแล้ว

จึงหลับไปครู่หนึ่ง

ครั้งนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากลับได้ความคิดเห็นชั่วช้า

โดยไม่ทันคิดให้รอบคอบว่า

[๒๐๕]

วานรนี้ก็เป็นอาหารของพวกมนุษย์

เช่นเดียวกับเนื้ออื่นๆ ในป่าเหมือนกัน

ถ้ากระไร เราหิวพึงฆ่าวานรนี้กิน

[๒๐๖]

อนึ่ง เราบริโภคอิ่มแล้วจักถือเอาเนื้อเป็นเสบียงเดินทาง

จักข้ามทางกันดาร และเราจักมีเสบียงเดินทาง

[๒๐๗]

ทันใดนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงหยิบก้อนหินแล้วทุ่มลงไป

ยังกระหม่อมวานร แต่การประหารของข้าพระพุทธเจ้า

ผู้มีร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพราะอดอาหารจึงมีกำลังด้อยไป

[๒๐๘]

ก็พญาวานรนั้นทะลึ่งขึ้นโดยเร็วเพราะกำลังก้อนหินที่ทุ่มลงไป

มีตัวอาบไปด้วยเลือด ร้องไห้ มองดูข้าพระพุทธเจ้าด้วยดวงตา

ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตา พลางกล่าวว่า

[๒๐๙]

ท่านอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ

ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันไม่สมควรเช่นนี้

อนึ่ง ท่านได้ชื่อว่ามีอายุยืนยาว ควรจะห้ามปรามคนเหล่าอื่น

[๒๑๐]

ท่านคนผู้กระทำกรรมที่คนอื่นทำได้ยากนัก น่าอนาถจริงหนอ

เราช่วยท่านขึ้นจากเหวลึกที่ขรุขระยากที่จะขึ้นได้เช่นนี้

[๒๑๑]

ท่านเป็นดุจเรานำมาจากปรโลก

ยังสำคัญเราว่าเป็นคนควรประทุษร้าย

ท่านนั้นเป็นคนชั่ว มีสันดานชั่วช้า จึงคิดแต่เหตุที่ชั่วนั้น

[๒๑๒]

โอ ท่านผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ขอท่านอย่าประสบเวทนาอันเผ็ดร้อนเลย

ขอบาปธรรมอย่าได้ฆ่าท่านเหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่เลย

[๒๑๓]

แน่ะท่านผู้มีบาปกรรม ไม่สำรวม เราไม่ไว้ใจท่าน

มาเถิด ท่านจงตามหลังเราไปใกล้ๆ พอเห็นกัน

[๒๑๔]

ท่านพ้นแล้วจากเงื้อมมือของสัตว์ร้าย ถึงถิ่นมนุษย์แล้ว

นี่แนะท่านผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม นั่นหนทาง

ท่านจงไปทางนั้นตามสบายเถิด

[๒๑๕]

ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

วานรผู้มีปกติท่องเที่ยวไปตามขุนเขาล้างศีรษะที่เปื้อนเลือด

เช็ดน้ำตาแล้วกระโดดจากที่นั้นขึ้นไปยังภูเขา

[๒๑๖]

ข้าพระพุทธเจ้านั้นถูกวานรนั้นแช่งด่า

ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน

มีกายเร่าร้อน จึงลงไปยังสายน้ำเพื่อจะดื่ม

[๒๑๗]

ห้วงน้ำทั้งปวงปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้า

เหมือนเดือดพล่านเพราะไฟ

เจือด้วยโลหิตเหมือนช้ำเลือดช้ำหนอง

[๒๑๘]

หยาดน้ำมีประมาณเพียงใดตกต้องกายของข้าพระพุทธเจ้า

หัวฝีมีขนาดเท่าผลมะตูมครึ่งผลก็ผุดขึ้นมีประมาณเพียงนั้น

[๒๑๙]

ฝีเหล่านั้นแตกแล้ว น้ำเลือดและน้ำหนอง

ไหลออกจากร่างกายของข้าพระพุทธเจ้าประดุจซากศพ

ข้าพระพุทธเจ้าจะไปทางใด จะเป็นหมู่บ้านและนิคมทั้งหลายก็ตาม

[๒๒๐]

พวกมนุษย์ทั้งหญิงทั้งชายถูกกลิ่นเหม็นรบกวน

ต่างถือท่อนไม้ ห้ามกันข้าพระพุทธเจ้าว่า เจ้าอย่ามาทางนี้

[๒๒๑]

บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าเสวยกรรมของตน

ที่ตนเองกระทำไว้ไม่ดีในปางก่อน

ข้าพระพุทธเจ้ามีทุกข์เช่นนี้ อยู่อย่างนี้ตลอด ๗ ปี

[๒๒๒]

เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงขอกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ

ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายเท่าที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้

ขอพระองค์อย่าทรงเป็นผู้ประทุษร้ายมิตรเลย

เพราะคนประทุษร้ายมิตรจัดเป็นคนเลว

[๒๒๓]

บุคคลใดในโลกนี้ย่อมประทุษร้ายมิตร

บุคคลนั้นย่อมเป็นโรคเรื้อน โรคกลาก เกลื้อน

คนผู้มีปกติประทุษร้ายมิตรเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงนรก

มหากปิชาดกที่ ๖ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๕. สัมภวชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๗ติงสตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๗. ทกรักขสชาดก