ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๖. ภูริทัตชาดก

๖. ภูริทัตชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๘๗ · บรรทัด ๔๓๒๘เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๖. ภูริทัตตชาดก ๑- (๕๔๓)

ว่าด้วยพระเจ้าภูริทัต

(เหล่านาคมาณพเมื่อจะประกาศข้อความนี้ จึงกราบทูลพระราชาว่า)

[๗๘๔]

รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ในนิเวศน์ของท้าวธตรัฏฐะ

รัตนะทั้งหมดจงมาสู่พระราชนิเวศน์ของพระองค์

ขอพระองค์จงพระราชทานพระราชธิดาแก่พระราชา

(พระเจ้าพรหมทัตครั้นได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๘๕]

ไม่ว่ากาลไหนๆ พวกเราไม่เคยทำการวิวาห์กับพวกนาคเลย

พวกเราจะทำการวิวาห์อันไม่สมควรนั้นได้อย่างไร

(เหล่านาคมาณพได้ฟังพระดำรัสนั้น จึงขู่พระราชาว่า)

[๗๘๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งมนุษย์

พระองค์จำต้องเสียสละพระชนมชีพ

หรือแคว้นเป็นแน่ เพราะเมื่อนาคโกรธแล้ว

คนเช่นพระองค์จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้นาน

[๗๘๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์เป็นมนุษย์ไม่มีฤทธิ์

แต่มาดูหมิ่นพญานาคธตรัฏฐะผู้มีฤทธิ์

ซึ่งเป็นลูกในอกของท้าววรุณนาคราชที่เกิดอยู่ใต้แม่น้ำยมุนา

(พระเจ้าพรหมทัตตรัสว่า)

[๗๘๘]

เราไม่ได้ดูหมิ่นท้าวธตรัฏฐะผู้ทรงยศ

เพราะท้าวธตรัฏฐะเป็นใหญ่แม้แห่งนาคเป็นอันมาก

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก อุบาสิกา

@ผู้รักษาอุโบสถศีล ตรัสภูริทัตตชาดกนี้ ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ดังนี้ เป็นต้น

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑)

[๗๘๙]

ถึงจะเป็นพญานาคผู้มีอานุภาพมาก

ก็ไม่สมควรกับธิดาของเรา

ส่วนเราเป็นกษัตริย์ของชาวแคว้นวิเทหะ

และนางสมุททชาธิดาของเราก็เป็นอภิชาตบุตร

(ท้าวธตรัฏฐะเมื่อทรงสั่งให้ประชุมบริษัท จึงตรัสว่า)

[๗๙๐]

พวกนาคกัมพลอัสสดร ๑- จงเตรียมตัว

จงไปประกาศให้นาคทั้งปวงรู้กัน

จงพากันไปกรุงพาราณสี แต่อย่าได้เบียดเบียนใครๆ

(ท้าวธตรัฏฐะตรัสบอกนาคมาณพเหล่านั้นว่า)

[๗๙๑]

นาคทั้งหลายจงแผ่พังพานห้อยอยู่ที่นิเวศน์

บึง ถนน ทาง ๔ แพร่ง ยอดไม้ และเสาระเนียด

[๗๙๒]

แม้เราก็จะนิรมิตตัวให้ใหญ่ ขาวล้วน

วงล้อมเมืองใหญ่ด้วยขนดหาง

ทำความกลัวให้เกิดแก่ชาวกาสี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๙๓]

นาคทั้งหลายได้ฟังคำของท้าวธตรัฏฐะแล้ว

ต่างก็แปลงเพศเป็นหลายอย่าง

พากันเข้าไปยังกรุงพาราณสี แต่มิได้เบียดเบียนใครเลย

[๗๙๔]

นาคเหล่านั้นต่างพากันแผ่พังพานห้อยอยู่ที่นิเวศน์

บึง ถนน ทาง ๔ แพร่ง ยอดไม้ และเสาระเนียด

[๗๙๕]

พวกหญิงสาวจำนวนมากได้เห็นนาคเหล่านั้น

แผ่พังพานห้อยอยู่ตามที่ต่างๆ

หายใจฟู่ๆ อยู่ ต่างก็พากันร้องคร่ำครวญ

@เชิงอรรถ :

@๑ นาคกัมพลอัสสดร หมายถึงพวกนาคที่อาศัยอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุและเป็นญาติฝ่ายพระมารดาของท้าวธตรัฏฐะ

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๗๙๐/๑๑)

[๗๙๖]

ชาวกรุงพาราณสีต่างก็สะดุ้ง ตกใจ กลัว เดือดร้อน

พากันไปประชุมกอดอกร้องทุกข์ว่า

ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระราชธิดาแก่พระราชาเถิด

(พราหมณ์เนสาทะไปยังสำนักพระโพธิสัตว์ถามว่า)

[๗๙๗]

ท่านชื่ออะไร มีนัยน์ตาแดง มีอกผึ่งผาย

นั่งอยู่ในท่ามกลางป่าอันเต็มไปด้วยดอกไม้

นารี ๑๐ คนทรงเครื่องประดับสร้อยสังวาลทองคำ

นุ่งผ้าสวยงาม ยืนไหว้อยู่เป็นใคร

[๗๙๘]

ท่านเป็นใคร มีแขนใหญ่ รุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางป่า

เหมือนไฟอันลุกโชนด้วยเปรียง

ท่านคงจะเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่คนใดคนหนึ่ง

เป็นยักษ์หรือเป็นนาคผู้มีอานุภาพมาก

(พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น ตรัสบอกว่าตนเป็นพญานาคว่า)

[๗๙๙]

เราเป็นนาคผู้มีฤทธิ์เดช ยากที่ใครๆ จะล่วงล้ำได้

ถ้าแม้ว่าเราโกรธแล้ว จะพึงขบกัดชนบทที่เจริญ

ให้แหลกลาญไปได้ด้วยเดช

[๘๐๐]

เรามีมารดาชื่อสมุททชาและบิดาชื่อธตรัฏฐะ

เราเป็นน้องคนเล็กของสุทัศนะ คนทั้งหลายรู้จักเราว่า ภูริทัต

(พระโพธิสัตว์ตรัสบอกที่อยู่ของตนว่า)

[๘๐๑]

ท่านจงมองดูห้วงน้ำลึกน่ากลัวไหลวนอยู่ทุกเมื่อ

นั่นเป็นที่อยู่อันดีเลิศของเรา ลึกหลายร้อยชั่วคน

[๘๐๒]

ท่านอย่ากลัวเลย จงเข้าไปยังแม่น้ำยมุนาที่มีน้ำสีเขียว

ไหลมาจากกลางป่า จอแจไปด้วยเสียงนกยูงและนกกระเรียน

เป็นที่อยู่อันเกษมสำราญของพวกผู้มีอาจารวัตร

(พระโพธิสัตว์พาพราหมณ์กับบุตรทั้ง ๒ ไปยังฝั่งแม่น้ำยมุนา ยืนอยู่ที่ริมฝั่ง แล้วกล่าวว่า)

[๘๐๓]

พราหมณ์ ท่านพร้อมด้วยบุตร

และภรรยาไปถึงนาคพิภพแล้ว

เราจะบูชาท่านด้วยกามทั้งหลาย

ท่านจักได้ความสุขในนาคพิภพนั้น

(พราหมณ์เนสาทะพรรณนาสมบัติของพระโพธิสัตว์ว่า)

[๘๐๔]

แผ่นดินมีพื้นราบเรียบรอบด้าน

มีกฤษณาเป็นอันมาก

ดารดาษไปด้วยหมู่แมลงค่อมทอง

มีหญ้าสีเขียวชะอุ่มอุดมสวยงาม

[๘๐๕]

แนวป่าไม้อันน่ารื่นรมย์

สระโบกขรณีที่นิรมิตขึ้นด้วยดีน่ารื่นรมย์ใจ

มีดอกปทุมบานสะพรั่งร่วงหล่นลงดารดาษ

[๘๐๖]

มีเสา ๘ เหลี่ยมที่ทำไว้ดีแล้ว

ทุกต้นล้วนสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์

ปราสาทมีเสา ๑,๐๐๐ ต้น ส่องแสงแวววาว

เต็มไปด้วยนางนาคกัญญา

[๘๐๗]

พระองค์เป็นผู้เข้าถึงทิพยวิมานอันกว้างขวาง

เกษมสำราญรื่นรมย์

ประกอบไปด้วยความสุขอย่างเลอเลิศด้วยบุญของตน

[๘๐๘]

พระองค์เห็นจะไม่ทรงหวังวิมานของท้าวสหัสสนัยน์

เพราะฤทธิ์อันยิ่งให้ไพบูลย์ของพระองค์นี้

ก็เหมือนของท้าวสักกะผู้รุ่งเรือง

(พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๘๐๙]

อานุภาพของท้าวสักกะผู้รุ่งเรือง

ใครๆ ไม่พึงบรรลุได้แม้ด้วยใจ

ยศของเราทั้งหลายย่อมไม่ถึงเสี้ยว

ของท้าววสวัตดีผู้รับใช้พระอินทร์

(พระโพธิสัตว์ตรัสบอกความปรารถนาของตนว่า)

[๘๑๐]

เราปรารถนาวิมานของเหล่าเทวดาผู้ดำรงอยู่ในความสุขนั้น

จึงเข้าไปจำอุโบสถศีล นอนอยู่บนจอมปลวก

(พราหมณ์เมื่อจะลากลับ จึงกล่าวว่า)

[๘๑๑]

ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตรเข้าไปป่าแสวงหาเนื้อ

พวกญาติๆ ก็ยังไม่ทราบว่า

ข้าพระองค์นั้นตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่

[๘๑๒]

ข้าพระองค์ขอทูลลาพระภูริทัตผู้ทรงยศ

ผู้เป็นพระโอรสของพระธิดาแคว้นกาสี

พระองค์ทรงอนุญาตแล้วก็จะได้ไปเยี่ยมญาติๆ

(ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๑๓]

แท้จริง นั่นเป็นความพอใจของเราหนอ

ที่ให้ท่านอยู่ในสำนักของเรา

เพราะว่ากามทั้งหลายเช่นนี้จะหาได้ไม่ง่ายในหมู่มนุษย์

[๘๑๔]

ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะอยู่ เราจะบูชาท่านด้วยกามารมณ์

เราอนุญาตให้ท่านไปเยี่ยมญาติๆ ได้โดยความสวัสดี

(พระโพธิสัตว์ทรงให้แก้วมณีแก่พราหมณ์แล้วตรัสว่า)

[๘๑๕]

เมื่อท่านทรงทิพยมณีนี้อยู่

ย่อมจะได้ทั้งปศุสัตว์และลูกๆ

ขอท่านจงถือเอาทิพยมณีนี้ไปเถิด

จงปราศจากโรคภัย ประสบสุขเถิด พราหมณ์

(พราหมณ์จึงกล่าวว่า)

[๘๑๖]

ข้าแต่พระภูริทัต พระดำรัสของพระองค์เป็นกุศล

ข้าพระองค์ยินดียิ่งนัก

ข้าพระองค์แก่แล้วจักบวช ไม่ปรารถนากามทั้งหลาย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๑๗]

หากพรหมจรรย์มีการแตกทำลาย

กิจที่ต้องทำด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายจะเกิดขึ้น

ท่านอย่าได้มีความหวั่นใจ ควรมาหาเรา

เราจะให้ทรัพย์แก่ท่านมากๆ

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๑๘]

ข้าแต่พระภูริทัต พระดำรัสของพระองค์เป็นกุศล

ข้าพระองค์ยินดียิ่งนัก

ข้าพระองค์จักกลับมาอีก ถ้ามีความต้องการ

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๑๙]

พระภูริทัตได้ฟังคำนี้แล้วจึงใช้ให้ชน ๔ คนไปส่งว่า

ท่านทั้งหลายจงลุกขึ้นมาไปเถิด

จงเตรียมตัวพาพราหมณ์ไปส่งโดยเร็ว

[๘๒๐]

ชนทั้ง ๔ ที่พระภูริทัตใช้ให้ไปส่ง

ฟังพระดำรัสของพระภูริทัตแล้ว

ลุกขึ้นพาพราหมณ์ไปส่งจนถึงโดยเร็ว

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวกับพราหมณ์อลัมปายนะว่า)

[๘๒๑]

แก้วมณีที่สมมติกันว่าเป็นมงคล เป็นของดี

เป็นเครื่องปลื้มใจ น่ารื่นรมย์ใจ เกิดแต่หิน

สมบูรณ์ด้วยลักษณะที่ท่านถืออยู่นี้ ใครให้มา

(ลำดับนั้น พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๒๒]

แก้วมณีนี้พวกนางนาคมาณวิกาประมาณ ๑,๐๐๐

ล้วนแต่มีนัยน์ตาแดง วงล้อมไว้โดยรอบ

เราเดินทางไปได้แก้วมณีนี้มาในวันนี้

(พราหมณ์เนสาทะประสงค์จะลวงพราหมณ์อลัมปายนะ ประกาศโทษ ของแก้วมณี ประสงค์จะรับเป็นของตน จึงได้กล่าวว่า)

[๘๒๓]

แก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้ที่หามาได้ด้วยดี

ที่บุคคลบูชานับถือ วางไว้ เก็บไว้เป็นอย่างดีทุกเมื่อ

พึงทำประโยชน์ทุกอย่างให้สำเร็จได้

[๘๒๔]

เมื่อบุคคลปราศจากการระมัดระวังในการเก็บรักษา

หรือในการวางไว้ เก็บไว้

แก้วมณีที่เกิดแต่หินนี้ที่บุคคลหามาได้แล้วไม่ใส่ใจ

ย่อมนำมาซึ่งความพินาศ

[๘๒๕]

คนผู้ไม่มีกุศลไม่ควรประดับแก้วมณีทิพย์นี้

เราจักให้ทองคำ ๑๐๐ แท่งแก่ท่าน

ท่านจงให้แก้วมณีนี้แก่เราเถิด

(ลำดับนั้น พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๒๖]

แก้วมณีของเรานี้ไม่ควรแลกเปลี่ยนด้วยโคหรือรัตนะ

เพราะแก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ

ฉะนั้น เราไม่ควรแลกเปลี่ยนเลย

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๒๗]

ถ้าท่านไม่แลกเปลี่ยนแก้วมณีด้วยโคหรือรัตนะ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะแลกเปลี่ยนแก้วมณีด้วยอะไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๒๘]

ผู้ใดบอกนาคใหญ่ผู้มีเดชยากที่บุคคลจะล่วงเกินได้แก่เรา

เราจะให้แก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้

อันเป็นเหมือนรุ่งเรืองด้วยเดชแก่ผู้นั้นไป

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๒๙]

ครุฑตัวประเสริฐหรืออะไรหนอ

แปลงเพศเป็นพราหมณ์มาแสวงหานาค

ประสงค์จะนำไปเป็นภักษาของตน

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๓๐]

ท่านพราหมณ์ เรามิได้เป็นพญาครุฑ

เราไม่เคยเห็นครุฑ เราเป็นผู้สนใจด้วยงูพิษ

ชนทั้งหลายรู้จักเราว่า เป็นหมองู

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๓๑]

ท่านมีกำลังอะไร มีศิลปะอะไร

ท่านเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนในเรื่องอะไร

จึงไม่ยำเกรงนาค

(พราหมณ์อลัมปายนะนั้นเมื่อจะแสดงพลังของตน จึงกล่าวว่า)

[๘๓๒]

ครุฑมาบอกวิชาหมองูอย่างยอดเยี่ยม

แก่ฤๅษีโกสิยโคตรผู้อยู่ป่าประจำ

ประพฤติตบะมาเป็นเวลานาน

[๘๓๓]

เราเข้าไปหาฤๅษีตนหนึ่งบรรดาฤๅษี

ผู้บำเพ็ญตนอยู่ในระหว่างภูเขา

ได้บำรุงท่านด้วยความเคารพ

มิได้เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน

[๘๓๔]

ในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญวัตรและพรหมจรรย์

เป็นผู้มีโชค เมื่อได้สมาคมกับเรา

จึงสอนมนต์ทิพย์ให้แก่เราด้วยความรัก

[๘๓๕]

เราได้รับการสนับสนุนในมนต์นั้น จึงไม่กลัวนาค

เราเป็นอาจารย์ของพวกหมอขจัดพิษ

ชนทั้งหลายรู้จักเราว่า อลัมปายนะ

(พราหมณ์เนสาทะได้ฟังดังนั้น เมื่อปรึกษากับบุตร จึงกล่าวว่า)

[๘๓๖]

พ่อโสมทัต พวกเรารับแก้วมณีไว้สิ เจ้าจงเข้าใจ

เราทั้ง ๒ อย่าละสิริที่มาถึงตนด้วยอาชญาตามความชอบใจสิ

(โสมทัตผู้เป็นบุตรของพราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๓๗]

พ่อพราหมณ์ ภูริทัตนาคราชบูชาคุณพ่อผู้ไปถึงที่อยู่ของตน

เพราะเหตุไร คุณพ่อจึงปรารถนาที่จะประทุษร้าย

ต่อมิตรผู้ทำความดีเพราะความหลงอย่างนี้เล่า

[๘๓๘]

ถ้าคุณพ่อต้องการทรัพย์ พระภูริทัตก็คงจะให้

คุณพ่อจงไปขอเถิด พระภูริทัตคงจะให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่คุณพ่อ

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๓๙]

โสมทัต การกินของที่ถึงมือถึงภาชนะ

หรือตั้งอยู่เบื้องหน้าเป็นความประเสริฐ

ประโยชน์ที่เห็นประจักษ์อย่าได้ล่วงเลยเราไปเลย

(โสมทัตกล่าวว่า)

[๘๔๐]

คนผู้ประทุษร้ายมิตรสละความเกื้อกูล

จะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายแรง

แผ่นดินย่อมสูบผู้นั้น หรือถึงมีชีวิตอยู่ก็ซูบซีด

[๘๔๑]

ถ้าพ่อต้องการทรัพย์ ลูกเข้าใจว่า

พ่อจักต้องประสบเวรที่ตนได้ทำไว้ในไม่ช้า

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๔๒]

พราหมณ์ทั้งหลายบูชามหายัญอย่างนี้แล้วย่อมบริสุทธิ์ได้

เราจักบูชามหายัญ ก็จักพ้นจากบาปได้อย่างนี้

(โสมทัตกล่าวว่า)

[๘๔๓]

เชิญเถิด บัดนี้ ลูกจะขอแยกทางไป

วันนี้ ลูกจะไม่ขออยู่ร่วมกับพ่อ จะไม่ขอเดินทาง

ร่วมกับพ่อผู้ทำกรรมหยาบช้าอย่างนี้สักก้าวเดียว

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๔๔]

โสมทัตผู้เป็นพหูสูตครั้นกล่าวคำนี้กับบิดา

ประกาศกับเทวดาทั้งหลายแล้ว ได้หลีกไปจากที่นั้น

(พราหมณ์เนสาทะพาพราหมณ์อลัมปายนะไป เห็นพญานาคภูริทัตนอนขนด อยู่บนจอมปลวกจึงชี้มือบอกว่า)

[๘๔๕]

ท่านจงจับนาคใหญ่นั้น จงส่งแก้วมณีนี้มาให้แก่เรา

นาคใหญ่นี้มีผิวพรรณดังสีแมลงค่อมทอง ศีรษะแดง

[๘๔๖]

กายนั้นปรากฏดั่งกองปุยฝ้ายนอนอยู่บนจอมปลวกนั่น

ท่านจงจับเอาเถิด พราหมณ์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๔๗]

ลำดับนั้น พราหมณ์อลัมปายนะเอาทิพยโอสถลูบทาตัว

และร่ายมนต์ป้องกันตัวอย่างนี้ จึงสามารถจับพญานาคนั้นได้

(ลำดับนั้น นาคสุทัศนะพระโอรสองค์โตของพระนางสมุททชา ทูลถามมารดาว่า)

[๘๔๘]

เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์

ผู้ให้สำเร็จสิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงมาเฝ้าแล้ว

อินทรีย์ของพระแม่เจ้าจึงไม่ผ่องใส

พระพักตร์ของพระแม่เจ้าก็เกรียมดำ

[๘๔๙]

เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์เช่นนี้

พระพักตร์ของพระแม่เจ้าก็เกรียมดำ

เหมือนดอกบัวที่ถูกขยี้อยู่ในมือ

[๘๕๐]

ใครด่าทอท่านหรือ พระแม่เจ้ามีเวทนาอะไรหรือ

เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้มาเฝ้า

พระพักตร์ของพระแม่เจ้าเกรียมดำเพราะเหตุไร

(พระนางสมุททชาตรัสบอกแก่สุทัศนะว่า)

[๘๕๑]

ลูกรัก แม่ได้ฝันล่วงมาได้หนึ่งเดือนแล้วว่า

มีชายมาตัดแขนของแม่ดูเหมือนจะเป็นข้างขวา

ถือเอาไปทั้งที่ยังเปื้อนเลือด เมื่อแม่กำลังร้องไห้อยู่

[๘๕๒]

ตั้งแต่แม่ได้ฝันเห็นแล้ว พ่อสุทัศนะ เจ้าจงรู้เถิดว่า

แม่ไม่ได้ความสุขทั้งกลางวันทั้งกลางคืน

(พระนางสมุททชาครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็คร่ำครวญอยู่ว่า)

[๘๕๓]

เมื่อก่อน พระภูริทัตผู้ที่นางนาคกัญญา

ผู้มีร่างกายสวยงาม คลุมด้วยข่ายทองคำพากันบำเรอ

ยังไม่ปรากฏตัว

[๘๕๔]

เมื่อก่อน พระภูริทัตผู้ซึ่งเสนาทั้งหลายถือดาบอันคมกล้า

แวดล้อมดังดอกกรรณิการ์บานสะพรั่งยังไม่ปรากฏตัว

[๘๕๕]

เอาละ บัดนี้ เราจักไปที่อยู่ของพระภูริทัต

จะไปเยี่ยมเยือนน้องชายของเจ้า

ผู้ดำรงอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๕๖]

ภรรยาทั้งหลายของนาคภูริทัต

ครั้นได้เห็นพระมารดาของนาคภูริทัตกำลังเสด็จมา

จึงพากันเข้าประคองแขนคร่ำครวญว่า

[๘๕๗]

ข้าแต่พระแม่เจ้า ตลอดหนึ่งเดือนล่วงไปแต่วันนี้

พวกหม่อมฉันยังไม่ทราบว่า

พระภูริทัตผู้ทรงยศพระโอรสของพระแม่เจ้าสิ้นชีพแล้ว

หรือว่ายังดำรงพระชนม์อยู่

[๘๕๘]

เมื่อพวกเราไม่เห็นพระภูริทัตก็จักระทมทุกข์สิ้นกาลนาน

เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าตายเห็นแต่รังที่ว่างเปล่า

[๘๕๙]

เมื่อพวกเราไม่เห็นพระภูริทัตก็จักระทมทุกข์สิ้นกาลนาน

เหมือนแม่นกเขาที่ลูกถูกฆ่าตายเห็นแต่รังที่ว่างเปล่า

[๘๖๐]

เมื่อพวกเราไม่เห็นพระภูริทัต

ก็จักหม่นไหม้ไปด้วยทุกข์สิ้นกาลนาน

เหมือนนางนกจักรพากบนเปือกตมที่ปราศจากน้ำเป็นแน่

[๘๖๑]

เหมือนเบ้าหลอมทองของพวกช่างทอง

ย่อมไหม้อยู่ข้างในหาไหม้ข้างนอกไม่ฉันใด

พวกเราเมื่อไม่เห็นพระภูริทัตก็ย่อมหม่นไหม้ด้วยความโศกฉันนั้น

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๖๒]

บุตรและภรรยาในที่อยู่ของพระภูริทัต

ต่างพากันล้มนอนระเกะระกะ

เหมือนต้นรังที่ถูกลมพัดทำให้ย่อยยับไป

[๘๖๓]

ครั้นได้ยินเสียงกึกก้องของบุตรและภรรยาเหล่านั้น

ในที่อยู่ของพระภูริทัตแล้ว

นาคอริฏฐะและสุโภคะต่างก็วิ่งวุ่นไปในระหว่างพูดขึ้นว่า

[๘๖๔]

ข้าแต่พระแม่เจ้า จงเบาพระทัยเถิด อย่าเศร้าโศกเลย

เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา

คือ ย่อมเกิด ย่อมตาย

การตายและการเกิดนี้เป็นความแปรผันของสัตว์นั้น

(พระนางสมุททชามารดากล่าวว่า)

[๘๖๕]

ลูกรัก ถึงแม่จะทราบว่า

สัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา

แต่ว่าเมื่อไม่เห็นพระภูริทัต แม่ก็ได้รับความเศร้าโศก

[๘๖๖]

พ่อสุทัศนะ เจ้าจงรู้ไว้เถิด

ถ้าคืนวันนี้ เมื่อยังไม่เห็นพระภูริทัต

แม่เข้าใจว่าจักต้องตายแน่

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๖๗]

ข้าแต่พระแม่เจ้า จงเบาพระทัยเถิด อย่าเศร้าโศกเลย

ลูกทั้งหลายจักนำท่านพี่ภูริทัตมา

จักเที่ยวไปตามหาท่านพี่ภูริทัตตามทิศน้อยใหญ่

[๘๖๘]

ที่ภูเขา ซอกเขา บ้าน และนิคม

พระแม่เจ้าจะได้ทรงเห็นท่านพี่กลับมาภายใน ๗ วัน

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๖๙]

นาคหลุดจากมือเลื้อยไปฟุบลงที่เท้าโดยกะทันหัน

ข้าแต่พ่อ คุณพ่อถูกมันกัดเอากระมังหนอ

คุณพ่ออย่ากลัวเลย จงได้รับความสุขเถิด

(สุทัศนกุมารผู้ปลอมตัวเป็นดาบสตามหานาคภูริทัตพี่ชายกล่าวว่า)

[๘๗๐]

นาคตัวนี้ไม่สามารถจะทำความทุกข์อะไรให้เราได้เลย

หมองูเท่าที่มีอยู่ก็ไม่มีคนไหนจะดียิ่งกว่าเรา

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๗๑]

ใครกันหนอ เงอะงะ แปลงเพศเป็นพราหมณ์

มายังสำนักบริษัท อวดอ้างยุทธการที่ดี

ขอบริษัทจงฟังข้าพเจ้า

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๗๒]

หมองู ท่านจงต่อสู้กับเราด้วยนาค

เราจักต่อสู้กับท่านด้วยลูกเขียด ในการรบของเรานั้น

เราทั้ง ๒ จงพนันกันด้วยทรัพย์เพียง ๕,๐๐๐

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๗๓]

มาณพ เราเท่านั้นเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์

ท่านเป็นคนจน ใครหนอจะเป็นคนค้ำประกันท่าน

และอะไรเป็นเดิมพันของท่านเล่า

[๘๗๔]

ส่วนข้าพเจ้ามีทั้งเดิมพัน และมีทั้งคนค้ำประกันเช่นนั้น

ในการขันสู้ของเราทั้ง ๒ นั้น

เราทั้ง ๒ จงพนันกันด้วยทรัพย์เพียง ๕,๐๐๐

(สุทัศนกุมารเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า)

[๘๗๕]

มหาบพิตร ขอพระองค์โปรดสดับคำของอาตมภาพ

ขอมหาบพิตรจงทรงพระเจริญ ขอมหาบพิตรผู้ทรงเกียรติ

จงทรงค้ำประกันทรัพย์ ๕,๐๐๐ ให้อาตมภาพเถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๘๗๖]

หนี้เป็นของตกค้างมาแต่บิดา หรือท่านก่อมันขึ้นมาเอง

ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไร

ท่านจึงขอทรัพย์ข้าพเจ้ามากมายอย่างนี้

(สุทัศนกุมารกราบทูลว่า)

[๘๗๗]

พราหมณ์อลัมปายนะปรารถนาจะต่อสู้กับอาตมภาพด้วยนาค

อาตมภาพจะให้ลูกเขียดกัดพราหมณ์อลัมปายนะ

[๘๗๘]

มหาบพิตรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญ

ขอเชิญพระองค์ผู้ทรงคับคั่งไปด้วยหมู่กษัตริย์

เสด็จออกไปทอดพระเนตรนาคในวันนี้เถิด

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๗๙]

มาณพ เรามิได้ดูหมิ่นท่านด้วยวาทศิลป์เลย

แต่ท่านมัวเมาศิลปะเกินไป จึงไม่ยำเกรงนาค

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๘๐]

ท่านพราหมณ์ แม้อาตมาก็มิได้ดูหมิ่นท่านด้วยวาทศิลป์

แต่ท่านกล้าลวงประชาชนด้วยนาคที่ปราศจากพิษ

[๘๘๑]

ประชาชนจะพึงรู้เรื่องนี้เหมือนอาตมภาพรู้จักท่าน

ท่านจักไม่ได้แกลบสักกำมือหนึ่งเลย

ท่านจะได้ทรัพย์แต่ที่ไหนเล่า อลัมปายนะ

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๘๒]

ท่านคนสกปรก ม้วนชฎา รุ่มร่าม

นุ่งห่มหนังสัตว์ขรุขระ เหมือนคนเงอะงะเข้ามายังบริษัท

ซึ่งดูหมิ่นนาคผู้มีพิษถึงอย่างนี้ว่าไม่มีพิษ

[๘๘๓]

ท่านเข้ามาใกล้แล้วนั่นแหละ จึงจะรู้นาคนั้นได้ว่า

เต็มไปด้วยเดชร้ายแรง ๑- ข้าพเจ้าแน่ใจว่า

นาคตัวนี้จักทำท่านให้เป็นเหมือนกองเถ้าไปทันที

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๘๔]

งูเรือน งูปลา งูเขียวต่างหากมีพิษ

แต่นาคหัวแดงไม่มีพิษเลย

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๘๕]

ข้าพเจ้าได้ยินมาจากเหล่าพระอรหันต์

ผู้สำรวม ผู้บำเพ็ญตบะอย่างนี้ว่า

ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้แล้วย่อมไปสวรรค์

ท่านจงให้ทานเสียแต่ยังมีชีวิตเถิด ถ้าท่านมีความประสงค์จะให้

@เชิงอรรถ :

@๑ เต็มไปด้วยเดชร้ายแรง หมายถึงเต็มไปด้วยพิษร้ายแรง (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๘๘๘/๕๔)

[๘๘๖]

นาคนี้มีฤทธิ์มาก มีเดชยากที่ใครจะล่วงเกินได้

ข้าพเจ้าจะให้มันฉกท่าน มันจักทำท่านให้เป็นเถ้าไปได้

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๘๗]

สหาย แม้เราก็ได้ยินมาจากเหล่าพระอรหันต์

ผู้สำรวม ผู้บำเพ็ญตบะอย่างนี้ว่า

ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้แล้วย่อมไปสวรรค์

ท่านนั่นแหละเมื่อยังมีชีวิตอยู่จงให้ทาน

ถ้าท่านมีความประสงค์จะให้

[๘๘๘]

ลูกเขียดชื่อว่าอัจจิมุขีนี้เต็มไปด้วยเดชร้ายแรง

เราจะให้ลูกเขียดนั้นกัดท่าน มันจักทำท่านให้เป็นเถ้าไปได้

[๘๘๙]

นางเป็นธิดาของท้าวธตรัฏฐะเป็นน้องสาวต่างมารดาของเรา

นางอัจจิมุขีเต็มไปด้วยเดชร้ายแรงจงกัดท่าน

[๘๙๐]

พรหมทัตมหาบพิตร

ขอพระองค์ได้โปรดทราบไว้เถิด

หากอาตมภาพหยดพิษลงบนแผ่นดิน

ต้นหญ้าลดาวัลย์และรุกขชาติที่เป็นยาทั้งหลาย

ก็จะพึงเฉาแห้งไปโดยไม่ต้องสงสัย

[๘๙๑]

พรหมทัตมหาบพิตร

ขอพระองค์ได้โปรดทราบไว้เถิด

หากอาตมภาพจักขว้างพิษขึ้นไปบนอากาศ

ฝนก็จะไม่ตก หิมะก็จะไม่ตกตลอด ๗ ปี

[๘๙๒]

พรหมทัตมหาบพิตร

ขอพระองค์ได้โปรดทราบไว้เถิด

หากอาตมภาพจักหยดพิษลงไปในแม่น้ำ

ฝูงสัตว์คือปลาและเต่าที่เกิดในน้ำ

ต่างก็จะพึงล้มตายไปทั้งหมด

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๙๓]

เมื่อเรากำลังอาบน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของโลก ๑-

ซึ่งขังอยู่ที่ท่าน้ำปยาคะ

มีภูตอะไรมาฉุดเราลงสู่แม่น้ำยมุนาอันลึก

(สุโภคกุมารน้องชายนาคภูริทัตกล่าวว่า)

[๘๙๔]

พญานาคตัวประเสริฐใดที่เป็นใหญ่ในโลก

เรืองยศ ปกคลุมกรุงพาราณสีไว้โดยรอบ

เราเป็นลูกของพญานาคตัวประเสริฐนั้น

พราหมณ์ นาคทั้งหลายเรียกเราว่า สุโภคะ

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๙๕]

ถ้าท่านเป็นโอรสของพญานาคผู้ประเสริฐ

เป็นเจ้าแห่งชาวกาสี เป็นใหญ่แห่งเทวดา

พระบิดาของท่านมีศักดามากผู้หนึ่ง

และพระมารดาของท่านก็ไม่มีใครเทียมเท่าได้ในหมู่มนุษย์

ผู้มีอานุภาพมากเช่นท่าน

ไม่สมควรฉุดแม้เพียงแต่ทาสของพราหมณ์ให้จมน้ำเลย

(สุโภคกุมารกล่าวว่า)

[๘๙๖]

เจ้าแอบแฝงต้นไม้ ยิงเนื้อละมั่งที่มาเพื่อจะดื่มน้ำ

เจ้าเนื้อมายาตัวนั้นถูกยิงแล้ว

ยังวิ่งไปได้ไกลด้วยกำลังศร

[๘๙๗]

เจ้าได้เห็นมันล้มลงในป่าใหญ่

เจ้านั้นจึงหาบเนื้อของมันเข้าไปหาต้นไทรในเวลาเย็น

เป็นต้นไม้มีใบเหลือง ระเกะระกะไปด้วยราก

@เชิงอรรถ :

@๑ น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของโลก หมายถึงน้ำที่โลกสมมติว่าสามารลอยบาปได้อย่างนี้ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๘๙๓/๕๙)

[๘๙๘]

กึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกแขกเต้าและนกสาลิกา

มีฝูงนกดุเหว่าส่งเสียงร้องระงม น่ารื่นรมย์ใจ

มีหญ้าแพรกเขียวอยู่เป็นประจำ

[๘๙๙]

พี่ชายของเรานั้นมีอานุภาพมาก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ

แวดล้อมไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย

ปรากฏตัวต่อท่านผู้อยู่ที่ต้นไทรนั้น

[๙๐๐]

เขาบำเรอเจ้านั้นให้เอิบอิ่มด้วยสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง

เจ้ายังประทุษร้ายต่อเขาผู้มิได้ประทุษร้าย

เวรของเจ้านั้นมาถึงที่นี้แล้ว

[๙๐๑]

เจ้าจงรีบยื่นคอออกมา เราจักไม่ให้ชีวิตแก่เจ้า

เมื่อระลึกถึงเวรที่เจ้าก่อไว้ต่อพี่ชายของเรา

เราจักตัดศีรษะของเจ้า

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๙๐๒]

พราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

เป็นผู้ประกอบในการอ้อนวอน และเป็นผู้บูชาไฟ

จึงไม่ควรถูกฆ่าด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ ๑-

(สุโภคกุมารกล่าวว่า)

[๙๐๓]

เมืองของท้าวธตรัฏฐะอยู่ภายใต้แม่น้ำยมุนา

จรดภูเขาหิมพานต์ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำยมุนา

ล้วนไปด้วยทองคำงามรุ่งเรือง

[๙๐๔]

พี่น้องร่วมอุทรของเราล้วนแต่เป็นคนขึ้นชื่อลือชา

พี่น้องของเราเหล่านั้นในเมืองนั้นจักว่าอย่างใด

เจ้าก็จักต้องเป็นอย่างนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ หมายถึงพราหมณ์ไม่สมควรถูกฆ่าคือใครๆ จะฆ่าพราหมณ์ไม่ได้ด้วยเหตุ ๓ ประการ

@มีความเป็นผู้ควรถูกฆ่าเป็นต้นเหล่านี้ เพราะผู้ที่ฆ่าพราหมณ์ย่อมเกิดในนรก (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๐๒/๖๑)

(นาคกาณาริฏฐะ กล่าวถ้อยคำที่ผิดว่า)

[๙๐๕]

พี่สุโภคะ ยัญและพระเวททั้งหลายในโลก

ที่พวกพราหมณ์ประกอบขึ้น มิใช่ของเล็กน้อย ๑-

เพราะฉะนั้น ผู้ติเตียนพราหมณ์ผู้ที่ไม่ควรติเตียน

ชื่อว่าย่อมละเลยทรัพย์เครื่องปลื้มใจและธรรมของสัตบุรุษ

[๙๐๖]

พวกพราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน

พวกแพศย์ยึดเกษตรกรรมและพวกศูทรยึดการรับใช้

วรรณะทั้ง ๔ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้างมาแต่ละอย่าง

กล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจสร้างขึ้นไว้

[๙๐๗]

แม้พวกเทพเจ้าเหล่านี้ คือ ท้าวธาดา วิธาดา

วรุณ กุเวร โสมะ พระยม พระจันทร์ พระวายุ

และพระอาทิตย์ ต่างก็บูชายัญโดยวิธีการต่างๆ

และให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่างแก่พวกพราหมณ์ผู้สาธยาย

[๙๐๘]

ท้าวอัชชุนะและภีมเสนผู้มีกำลังมาก

มีแขนตั้งพัน ไม่มีใครเสมอเหมือนในแผ่นดิน

ยกธนูขึ้นได้ถึง ๕๐๐ คัน ก็ได้ทรงบูชาไฟในครั้งนั้น

[๙๐๙]

พี่สุโภคะ ผู้เลี้ยงดูพวกพราหมณ์มาเป็นเวลานาน

ด้วยข้าวและน้ำตามกำลังความสามารถ

มีจิตเลื่อมใสอนุโมทนาอยู่ ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง

[๙๑๐]

พระเจ้ามุจลินท์สามารถบูชาเทวดาคือไฟผู้กินมาก

มีรัศมีไม่ต่ำทรามให้อิ่มหนำด้วยเนยใส

ทรงบูชายัญวิธีแก่เทวดาคือไฟผู้ประเสริฐแล้ว

ได้ไปบังเกิดในทิพยคติ

@เชิงอรรถ :

@๑ มิใช่ของเล็กน้อย หมายถึงยัญและเวททั้งหลายในโลกนี้มิใช่ของเล็กน้อย คือ ไม่ต่ำต้อย มีอานุภาพมาก

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๐๕/๖๓)

[๙๑๑]

พระเจ้าทุทีปะผู้มีอานุภาพมาก

มีพระชนมายุยืนถึง ๑,๐๐๐ ปี มีพระรูปงามน่าดูยิ่ง

ทรงละแคว้นอันไม่มีที่สุดพร้อมทั้งเสนา

เสด็จออกผนวชแล้ว ได้เสด็จไปสู่สวรรค์

[๙๑๒]

พี่สุโภคะ พระเจ้าสาคระทรงปราบแผ่นดินอันมีสาครเป็นที่สุด

รับสั่งให้ตั้งเสาเจว็ดอันงามยิ่ง ล้วนแล้วด้วยทองคำ

ทรงบูชาไฟแล้ว ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง

[๙๑๓]

พี่สุโภคะ แม่น้ำคงคาที่ไหลไปสู่มหาสมุทรเป็นที่สั่งสมนมส้ม

ย่อมเป็นไปด้วยอานุภาพของผู้ใด

ผู้นั้นคือพระเจ้าอังคโลมบาท ทรงบูชาไฟแล้ว

เสด็จไปเกิดในพระนครของท้าวสหัสสนัยน์

[๙๑๔]

เทวดาผู้ประเสริฐมีฤทธ์มาก เรืองยศ

เป็นเสนาบดีของท้าววาสวะในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

กำจัดมลทินด้วยวิธีโสมยาคะ ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง

[๙๑๕]

เทพผู้ประเสริฐมีฤทธิ์มียศองค์ใดได้ทรงสร้างโลกนี้

โลกหน้า แม่น้ำภาคีรถี ภูเขาหิมพานต์ และภูเขาวิชฌะ

แม้เทพองค์นั้นก็ทรงได้บำเรอไฟในกาลนั้น

[๙๑๖]

ภูเขามาลาคีรีก็ดี ภูเขาหิมพานต์ก็ดี ภูเขาคิชฌกูฏก็ดี

ภูเขาสุทัศนะก็ดี ภูเขานิสภะก็ดี ภูเขากากเวรุก็ดี

ภูเขาเหล่านี้และภูเขาใหญ่อื่นๆ ว่ากันว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญสร้างขึ้นไว้

[๙๑๗]

ชนทั้งหลายเรียกพราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

ผู้เข้าถึงคุณแห่งมนต์ ผู้มีตบะในโลกนี้ว่า

ผู้ประกอบการอ้อนวอนมหาสมุทรซัดท่วมพราหมณ์นั้น

ผู้กำลังตระเตรียมน้ำอยู่ที่ฝั่งสมุทร

เพราะฉะนั้น น้ำในสมุทรจึงดื่มไม่ได้

[๙๑๘]

วัตถุที่ควรบูชาทั้งหลาย คือ พวกพราหมณ์

มีอยู่มากในแผ่นดินของท้าววาสวะ

พราหมณ์เหล่านั้นมีอยู่ทั้งในทิศตะวันออก ทิศตะวันตก

ทิศใต้ และทิศเหนือย่อมทำความรู้ให้เกิด

(พระโพธิสัตว์กล่าวเฉลยว่า)

[๙๑๙]

พ่ออริฏฐะ แท้จริง การเรียนรู้พระเวท

เป็นโทษของเหล่านักปราชญ์

แต่เป็นการกระทำของพวกคนพาล

เหมือนอาการของพยับแดด

เพราะเป็นของมองเห็นไม่ได้เสมอไป

มีคุณทางหลอกลวง พาเอาคนผู้มีปัญญาไปไม่ได้

[๙๒๐]

เวททั้งหลายมิได้มีเพื่อป้องกันคนผู้ประทุษร้ายมิตร

ผู้ล้างผลาญความเจริญ เหมือนไฟที่บุคคลบำเรอแล้ว

ย่อมป้องกันคนโทสจริตให้ทำกรรมชั่วไม่ได้

[๙๒๑]

ถ้าคนทั้งหลายจะนำเอาไม้ที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด

พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติของตนผสมกับหญ้าให้ไฟเผา

ไฟที่มีเดชอันไม่มีใครเทียมเผาสิ่งทั้งหมด

แนะพ่อลิ้นสองแฉก ใครเล่าจะพึงทำให้ไฟนั้นอิ่มได้

[๙๒๒]

นมสดแปรไปได้เป็นธรรมดา คือ

เป็นนมส้มแล้วก็กลับกลายไปเป็นเนยข้นฉันใด

ไฟก็มีความแปรไปเป็นธรรมดาได้ฉันนั้น

ไฟที่ประกอบด้วยความเพียรในการสีไฟจึงเกิดไฟได้

[๙๒๓]

ไม่ปรากฏว่าไฟเข้าไปอยู่ในไม้แห้งและไม้สด

เมื่อคนไม่สีไฟ ไฟก็ไม่เกิด

ไฟย่อมไม่เกิดเพราะไม่มีคนทำให้เกิด

[๙๒๔]

ก็ถ้าไฟจะพึงเข้าไปอยู่ภายในไม้แห้งและไม้สด

ป่าทั้งหมดในโลกก็จะพึงแห้งไป

และไม้แห้งก็จะพึงลุกโพลงขึ้นเองได้

[๙๒๕]

ถ้าคนเลี้ยงดูไฟที่มีเปลวควันกำลังส่องแสงอยู่

ให้เผา(กิน)ไม้และหญ้า ชื่อว่าได้ทำบุญ

คนเผาถ่าน คนต้มเกลือ พ่อครัว และคนเผาศพ

ก็ชื่อว่าพึงได้ทำบุญด้วย

[๙๒๖]

ถ้าหากพราหมณ์เหล่านี้ทำบุญได้เพราะเลี้ยงไฟ

ด้วยการเรียนมนต์ เพราะเลี้ยงไฟให้อิ่มหนำ

คนบางคนในโลกนี้ผู้เอาเชื้อไฟให้ไฟเผาไหม้

จะไม่ชื่อว่าได้ทำบุญอย่างไรเล่า

[๙๒๗]

แนะพ่อลิ้นสองแฉก เพราะเหตุไร

เพราะไฟเป็นสิ่งที่โลกยำเกรง

พึงกินได้ทั้งของที่มีกลิ่นไม่น่าพอใจ คนเป็นอันมากไม่ชอบ

และของที่พวกมนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ประเสริฐนั้น

[๙๒๘]

ความจริง คนบางพวกนับถือไฟเป็นเทวดา

ส่วนพวกมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดา

คนทั้งหมดนี้กล่าวเท็จ ไฟและน้ำไม่ใช่เทพเจ้าตนใดตนหนึ่ง

[๙๒๙]

ชาวโลกบำเรอไฟที่ไม่มีอินทรีย์ ไม่มีกายที่จะรับรู้สึกได้

ส่องแสงสว่าง เป็นเครื่องทำการงานของประชาชน

เมื่อยังทำบาปกรรมอยู่ จะพึงถึงสุคติได้อย่างไร

[๙๓๐]

พวกพราหมณ์ผู้ต้องการเลี้ยงชีวิตของตนในโลกนี้กล่าวว่า

พระพรหมครอบงำได้ทั้งหมด และว่าพระพรหมบำเรอไฟ

เมื่อพระพรหมมีอานุภาพและมีอำนาจทุกสิ่ง

ทำไมจึงไม่สร้างตนเอง แต่กลับมาไหว้ไฟที่ตนสร้างขึ้น

[๙๓๑]

คำของพวกพราหมณ์น่าหัวเราะเยาะ ๑-

ไม่ควรสวด ไม่เป็นความจริง

พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวคำเท็จไว้ก่อน

เพราะเหตุแห่งสักการะ พราหมณ์เหล่านั้น

เมื่อลาภสักการะยังไม่ปรากฏขึ้น ก็ร้อยกรองยัญที่ชื่อว่า

“สันติธรรม” โยงเข้ากับการฆ่าสัตว์ ๒- (บูชายัญ)

[๙๓๒]

พวกพราหมณ์ถือการสาธยาย (มนต์)

พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน

พวกแพศย์ยึดเกษตรกรรม และพวกศูทรยึดการรับใช้

วรรณทั้ง ๔ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้างมาแต่ละอย่าง

กล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจได้สร้างขึ้นไว้

[๙๓๓]

ถ้าคำนี้จะพึงเป็นคำจริงเหมือนที่พวกพราหมณ์ได้กล่าวไว้

ผู้ที่มิใช่กษัตริย์ก็ไม่พึงได้ราชสมบัติ

ผู้ที่มิใช่พราหมณ์ก็ไม่พึงศึกษามนต์

คนนอกจากแพศย์ก็ไม่พึงทำเกษตรกรรม

และพวกศูทรก็ไม่พึงพ้นจากการรับใช้ผู้อื่น

[๙๓๔]

แต่เพราะคำนี้ไม่จริง เป็นคำเท็จ

ฉะนั้น พวกคนเหล่านี้จึงกล่าวเท็จทั้งนั้นเพราะเห็นแก่ท้อง ๓-

พวกคนมีปัญญาน้อยย่อมเชื่อถือคำนั้น

พวกบัณฑิตย่อมพิจารณาเห็นคำนั้นด้วยตนเอง

@เชิงอรรถ :

@๑ น่าหัวเราะเยาะ หมายความว่า ขึ้นชื่อว่า คำของพวกพราหมณ์ สมควรต้องหัวเราะเยาะ เพราะอด

@ทนต่อความเพ่งพินิจ(ตรวจสอบ)ของบัณฑิตไม่ได้ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๓๑/๗๘)

@๒ โยงเข้ากับการฆ่าสัตว์ หมายถึงพวกพราหมณ์โยงลาภสักการะซึ่งไม่ปรากฏประมาณเท่านี้เข้ากับหมู่สัตว์

@แล้วเชื่อมสันติธรรม กล่าวคือ ลัทธิธรรมของตนอันประกอบด้วยการฆ่าสัตว์แล้วร้อยกรองคัมภีร์ชื่อ

@ยัญญสูตรขึ้นไว้ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๓๑/๗๘)

@๓ เพราะเห็นแก่ท้อง หมายถึงผู้อาศัยท้องเลี้ยงชีวิตหรือเพราะเหตุต้องการจะบรรจุให้เต็มท้อง

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๓๔/๗๘)

[๙๓๕]

เพราะพวกกษัตริย์ย่อมเก็บภาษีอากรจากพวกแพศย์

พวกพราหมณ์ก็ถือศัสตราเที่ยวฆ่าสัตว์

เพราะเหตุไร พระพรหมจึงไม่บันดาล

โลกที่ปั่นป่วนแตกต่างกันเช่นนั้นให้เที่ยงตรงเสียเล่า

[๙๓๖]

เพราะถ้าพระพรหมเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์

เพราะเหตุไร จึงทำโลกทั้งปวงให้มีทุกข์

เพราะเหตุไร จึงไม่บันดาลโลกทั้งปวงให้มีแต่ความสุข

[๙๓๗]

เพราะถ้าพระพรหมนั้นเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์

เพราะเหตุไร จึงชักจูงให้โลกทำแต่ความพินาศโดยไม่เป็นธรรม

เช่น มีมายา พูดเท็จ และมัวเมาเล่า

[๙๓๘]

อริฏฐะ เพราะถ้าพระพรหมนั้นเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์ แต่เป็นเจ้าชีวิตที่ไม่ชอบธรรม

เมื่อธรรมมีอยู่ ก็ไม่จัดตั้งธรรม กลับจัดตั้งอธรรม

[๙๓๙]

ตั๊กแตน ผีเสื้อ งู แมลงภู่ หนอน

และแมลงวัน ใครฆ่าแล้วย่อมบริสุทธิ์

ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมของอนารยชน

ซึ่งเป็นธรรมที่ผิดของชาวกัมโพชะจำนวนมาก

[๙๔๐]

ก็ถ้าคนฆ่าผู้อื่นจะบริสุทธิ์ได้

แม้คนผู้ถูกฆ่าก็เข้าถึงแดนสวรรค์ได้

พวกพราหมณ์ก็ควรฆ่าพวกพราหมณ์

และพวกคนที่เชื่อพราหมณ์เหล่านั้นด้วย

[๙๔๑]

พวกเนื้อ ปศุสัตว์ และโคแต่ละพวก

ไม่ได้อ้อนวอนเพื่อให้ฆ่าตนเองเลย

ล้วนแต่ดิ้นรนต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

คนทั้งหลายย่อมนำสัตว์และปศุสัตว์เข้าผูกไว้ที่เสายัญ

[๙๔๒]

พวกคนพาลยื่นหน้าพูดนำไปที่เสาบูชายัญซึ่งเป็นที่ผูกสัตว์

ด้วยการพรรณนาอย่างวิจิตรว่า เสายัญนี้จักให้

สิ่งที่น่าใคร่แก่เจ้าในโลกอื่นในสัมปรายภพแน่นอน

[๙๔๓]

ถ้าบุคคลจะพึงได้แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ข้าวเปลือก

ทรัพย์ เงิน ทอง ที่เสายัญทั้งที่ไม้แห้งและไม้สด

ถ้าเสายัญจะพึงให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่างในไตรทิพย์ได้

หมู่พราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในไตรเพทเท่านั้นจึงควรบูชายัญ

ผู้ไม่ใช่พราหมณ์ก็ไม่ควรให้พราหมณ์บูชายัญให้เลย

[๙๔๔]

แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน ทอง

จักมีที่เสายัญ ที่ไม้แห้ง และไม้สดที่ไหน

เสายัญจะพึงให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงในไตรทิพย์ที่ไหนเล่า

[๙๔๕]

พราหมณ์เหล่านี้เป็นผู้โอ้อวด หยาบช้า

โง่เขลา โลภจัด ยื่นปากพูดนำไป

ด้วยการพรรณนาอย่างหยดย้อยต่างๆ ว่า

จงรับเอาไฟไป จงให้ทรัพย์แก่เรา

แต่นั้น ท่านจักมีความสุขในสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง

[๙๔๖]

พวกพราหมณ์พาคนเข้าไปโรงบูชาไฟแล้ว

ต่างก็ยื่นหน้าพูดนำไปด้วยการพรรณนาอย่างวิจิตรต่างๆ

ให้เขาโกนผม โกนหนวด และตัดเล็บ

ยังทรัพย์ของเขาให้สิ้นไปด้วยเวททั้งหลาย

[๙๔๗]

พวกพราหมณ์ผู้หลอกลวง แอบหลอกลวงได้คนหนึ่ง

ก็มาประชุมกินกันเป็นอันมาก เหมือนฝูงกาตอมนกเค้า

หลอกเอาจนเกลี้ยงแล้วเก็บไว้ที่บริเวณบูชายัญ

[๙๔๘]

พวกพราหมณ์ลวงผู้นั้นได้คนหนึ่งอย่างนี้แล้ว

ก็พากันมาเป็นอันมาก ใช้ความพยายามแล้วพยายามอีก

ล่อหลอกพรรณนาสิ่งที่มองไม่เห็น ปล้นเอาทรัพย์ที่มองเห็นไป

[๙๔๙]

เหมือนพวกราชบุรุษที่พระราชาสอนสั่งให้เก็บส่วย

ถือเอาทรัพย์ของพระราชาไป

อริฏฐะ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นเหมือนโจร มิใช่สัตบุรุษ

เป็นผู้ควรจะฆ่าเสีย แต่ไม่มีใครฆ่าในโลก

[๙๕๐]

พวกพราหมณ์กล่าวว่า

ไม้ทองหลางเป็นแขนขวาของพระอินทร์

จึงตัดเอาไม้ทองหลางมาใช้ในยัญนี้

หากคำนั้นเป็นจริง พระอินทร์ก็แขนขาด

เพราะเหตุไร พระอินทร์ชนะพวกอสูรด้วยกำลังแขนนั้นได้

[๙๕๑]

หากคำนั้นแหละเป็นเท็จ

พระอินทร์ก็ยังมีอวัยวะสมบูรณ์

เป็นเทวดาชั้นดีเยี่ยม ไม่มีใครฆ่า แต่กำจัดพวกอสูรได้

มนต์ของพราหมณ์เหล่านี้เปล่าประโยชน์

นี้เป็นการลวงกันที่เห็นอยู่ในโลกนี้

[๙๕๒]

ภูเขามาลาคีรีก็ดี ภูเขาหิมพานต์ก็ดี ภูเขาคิชฌกูฏก็ดี

ภูเขาสุทัศนะก็ดี ภูเขานิสภะก็ดี ภูเขากากเวรุก็ดี

ภูเขาเหล่านี้ และภูเขาใหญ่อื่นๆ กล่าวกันว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญได้สร้างไว้

[๙๕๓]

ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญเอาอิฐเช่นใดมาสร้างภูเขา

อิฐเช่นนั้นมิใช่ภูเขา ภูเขาเป็นอย่างหนึ่ง

ไม่หวั่นไหว เห็นได้ชัดว่าเป็นหิน

[๙๕๔]

ภูเขามิใช่อิฐแต่เป็นหินมานานแล้ว

เหล็กและโลหะย่อมไม่เกิดในอิฐนั้น

แต่เขาจะพรรณนาถึงยัญนี้ จึงกล่าวว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญได้สร้างไว้

[๙๕๕]

ชนทั้งหลายเรียกพราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

ผู้เข้าถึงคุณแห่งมนต์ ผู้มีตบะในโลกนี้ว่า

“ผู้ประกอบในการอ้อนวอน”

มหาสมุทรซัดท่วมพราหมณ์นั้น

ผู้กำลังตระเตรียมน้ำอยู่ที่ฝั่งสมุทร

เพราะฉะนั้น น้ำในสมุทรจึงดื่มไม่ได้

[๙๕๖]

แม่น้ำพัดพาเอาพราหมณ์ผู้จบพระเวท

ทรงมนต์เกินกว่าพันคนไป น้ำมีรสไม่เสียมิใช่หรือ

เพราะเหตุไร มหาสมุทรที่กว้างใหญ่จึงดื่มไม่ได้

[๙๕๗]

บ่อน้ำเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกมนุษย์นี้

ที่พวกขุดบ่อขุดไว้ เกิดเป็นน้ำเค็มได้

แต่มิใช่เค็มเพราะท่วมพราหมณ์ตาย

น้ำในบ่อเหล่านั้นดื่มไม่ได้ นะพ่อลิ้นสองแฉก

[๙๕๘]

เมื่อก่อนครั้งต้นกัป ใครเป็นภรรยาของใคร

ใจให้มนุษย์เกิดก่อน ๑- แม้โดยธรรมดานั้น

ไม่มีใครเลวกว่าใครมาแต่กำเนิด

ท่านกล่าวจำแนกส่วนของสัตว์ไว้แม้อย่างนี้

[๙๕๙]

แม้บุตรของคนจัณฑาลก็เรียนพระเวท

สวดมนต์ได้ เป็นคนฉลาด มีความคิด

ศีรษะของเขาจะไม่พึงแตก ๗ เสี่ยง

มนต์เหล่านี้พวกพราหมณ์แต่งขึ้นไว้ฆ่าตน

@เชิงอรรถ :

@๑ ใครเป็นภรรยาของใคร หมายความว่า ใครจะชื่อว่าเป็นภรรยาของใคร เพราะในเวลานั้นยังไม่มีเพศชาย

@เพศหญิง ภายหลังเกิดชื่อว่ามารดาบิดา เพราะอำนาจเมถุนธรรม ใจให้มนุษย์เกิดก่อน หมายความว่า

@แท้จริง เวลานั้นใจเท่านั้นทำให้เกิดเป็นมนุษย์ คือ สัตว์ทั้งหลายบังเกิดขึ้นด้วยใจเท่านั้น

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๕๘/๘๗)

[๙๖๐]

มนต์เหล่านี้พวกพราหมณ์แต่งขึ้นด้วยวาจา

แต่งขึ้น (และ) ยึดถือไว้ด้วยความโลภ

เข้าถึงท่วงทำนองของพวกพราหมณ์นักแต่งกาพย์

ยากที่จะปลดเปลื้องได้

จิตของพวกคนโง่ตั้งอยู่ด้วยอาการที่ไม่สม่ำเสมอ

คนไม่มีปัญญาจึงหลงเชื่อคำนั้น

[๙๖๑]

พราหมณ์หามีกำลังเยี่ยงลูกผู้ชาย

ดุจกำลังของราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลืองไม่

ความเป็นมนุษย์ของพราหมณ์เหล่านั้นพึงเห็นเหมือนของโค ๑-

แต่ชาติพราหมณ์เหล่านั้นมีลักษณะไม่เสมอ

[๙๖๒]

ก็ถ้าพระราชาปกครองแผ่นดิน พร้อมทั้งอำมาตย์คู่ชีพ

และราชบริษัทผู้รับพระราชโองการ

ทรงชำนะหมู่ศัตรูลำพังพระองค์เอง

ประชาราษฎร์ของพระองค์นั้นก็จะพึงมีสุขอยู่เป็นนิตย์

[๙๖๓]

มนต์ของกษัตริย์และไตรเพทเหล่านี้มีความหมายเท่ากัน

ถ้าไม่วินิจฉัยความแห่งมนต์และไตรเพทนั้น ก็ไม่รู้ได้

เหมือนทางที่ถูกน้ำท่วม

[๙๖๔]

มนต์ของกษัตริย์และไตรเพทเหล่านี้มีความหมายเท่ากัน

มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ

ทั้งหมดทีเดียวเป็นธรรมดาของวรรณะ ๔ นั้น

[๙๖๕]

พวกคหบดีใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำงานบนแผ่นดิน

เพราะเหตุแห่งทรัพย์และข้าวเปลือกฉันใด

แม้หมู่พราหมณ์ผู้ทรงไตรเพทก็ฉันนั้น

ย่อมใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำงานบนแผ่นดินในวันนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ พึงเห็นเหมือนของโค อธิบายว่า ชาติพราหมณ์เหล่านั้นนั่นแหละเหมือนกับของโค เพราะมีปัญญาทราม

@แต่มีลักษณะไม่เสมอ เพราะมีรูปร่างสัณฐานต่างกับโค (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๖๑/๘๘)

[๙๖๖]

พราหมณ์เหล่านี้ก็เหมือนกับพวกคหบดี

ต่างมีความขวนขวายประกอบในกามคุณเป็นนิตย์

ย่อมใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำการงานบนแผ่นดิน

แนะพ่อลิ้นสองแฉก เพราะฉะนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงไร้ปัญญา

(พระเจ้าสาครพรหมทัตทูลถามพระบิดาผู้เป็นดาบสว่า)

[๙๖๗]

กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์

และมโหระทึกนำหน้าใครมา ยังพระราชาผู้จอมทัพให้ทรงร่าเริง

[๙๖๘]

ใครมีหน้าสีสุกใสด้วยกรอบอุณหิสทอง

ที่ติดอยู่ชายหน้าผากอันหนา มีประกายดังสายฟ้า

ใครยังหนุ่มแน่นสวมสอดแล่งธนู รุ่งเรืองด้วยสิริเดินมา

[๙๖๙]

ใครมีพักตร์เปล่งปลั่งดังทอง

เหมือนถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่ลุกโชนอยู่ที่ปากเบ้า

รุ่งเรืองไปด้วยสิริมาอยู่

[๙๗๐]

ใครมีฉัตรทองชมพูนุทพร้อมทั้งซี่ที่น่าพึงใจ

สำหรับใช้กันแสงดวงอาทิตย์ ใครรุ่งเรืองไปด้วยสิริมาอยู่

[๙๗๑]

ใครมีปัญญาประเสริฐ มีพัดวาลวีชนีอย่างดีเยี่ยม

ที่บุคคลประคองไว้บนเศียรทั้ง ๒ ข้าง

[๙๗๒]

ใครถือกำหางนกยูงอันวิจิตรอ่อนสลวย

มีด้ามล้วนแล้วด้วยทองและแก้วมณี

เที่ยวไปมาผ่านหน้าทั้ง ๒ ข้าง

[๙๗๓]

ใครมีตุ้มหูอันกลมเกลี้ยงเหล่านี้

ซึ่งมีประกายดังสีถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

ซึ่งลุกโชนอยู่ที่ปากเบ้างดงามข้างหน้าทั้ง ๒ ข้าง

[๙๗๔]

ใครมีปลายผมอ่อนสลวยดำสนิทเห็นปานนี้

ถูกลมพัดสบัดพลิ้วอยู่เหมือนสายฟ้าพุ่งขึ้นจากท้องฟ้า

ทำให้ชายหน้าผากงดงามอยู่

[๙๗๕]

ใครมีนัยน์ตาทั้ง ๒ ข้างกว้างและใหญ่

มีเนตรกว้างงดงาม มีพักตร์ผ่องใสดุจคันฉ่องทอง

[๙๗๖]

ใครมีฟันเหล่านี้เกิดที่ปาก

งามหมดจดดุจสังข์อันขาวผ่อง

เมื่อพูด ย่อมงามดังดอกมณฑาลกตูม

[๙๗๗]

ใครมีมือและเท้าทั้ง ๒ ข้าง

มีสีเหมือนน้ำครั่ง รักษาได้ง่าย

มีริมฝีปากแดงดังผลตำลึงสุก

เปล่งปลั่งดังดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน

[๙๗๘]

เขาเป็นใครห่มผ้าปาวารขนสัตว์ขาวสะอาด

ดังต้นสาละใหญ่มีดอกบานสะพรั่งข้างหิมวันตบรรพต

ในฤดูหิมะตก งามดังดวงจันทร์ได้ชัยชนะ

[๙๗๙]

เขาเป็นใครนั่งอยู่ในท่ามกลางบริษัท

สะพายดาบอันวิจิตรด้วยด้ามแก้วมณี

ล้อมสะพรั่งไปด้วยลายทอง

[๙๘๐]

เขาเป็นใครสวมรองเท้าที่ขลิบด้วยทองงดงาม

เย็บวิจิตรสำเร็จเรียบร้อยดี

ข้าพเจ้านมัสการแด่พระมเหสี

(พระดาบสกล่าวว่า)

[๙๘๑]

นาคที่มาเหล่านั้นเป็นนาคที่มีฤทธิ์

มียศ เป็นลูกของท้าวธตรัฏฐะ

เกิดจากนางสมุททชา

นาคเหล่านี้ต่างก็มีฤทธิ์มาก

ภูริทัตตชาดกที่ ๖ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๕. มโหสถชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๗. จันทกุมาร