ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๙. วิธุรชาดก

๙. วิธุรชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๘๙๓ · บรรทัด ๕๖๒๖เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. วิธุรชาดก ๑- (๕๔๖)

ว่าด้วยวิธุรบัณฑิตบำเพ็ญปัญญาบารมี

โทหฬกัณฑ์

ตอนว่าด้วยความแพ้ท้อง

(พญานาคตรัสถามนางนาควิมลามเหสีว่า)

[๑๓๔๖]

“เธอมีผิวพรรณเหลือง ซูบผอม มีกำลังน้อย

เมื่อก่อน ผิวพรรณของเธอมิได้เป็นเช่นนี้เลย

น้องวิมลา พี่ถามแล้ว ขอเธอจงบอก

เวทนาในร่างกายของเธอเป็นเช่นไร”

(นางนาควิมลาทูลตอบว่า)

[๑๓๔๗]

“พระองค์ผู้เป็นจอมชน ชื่อว่าความแพ้ท้อง

เป็นธรรมดาของมารดาทั้งหลายในหมู่มนุษย์

พระองค์ผู้ประเสริฐสุดในหมู่นาค

หม่อมฉันปรารถนาอย่างยิ่งซึ่งดวงหทัย

ของวิธุรบัณฑิตที่นำมาได้โดยชอบธรรม พระเจ้าข้า”

(พญานาคตรัสว่า)

[๑๓๔๘]

“เธอแพ้ท้องปรารถนาหทัยของวิธุรบัณฑิต

ก็จะเหมือนกับปรารถนาดวงจันทร์

และดวงอาทิตย์ หรือปรารถนาลม

เพราะว่าวิธุรบัณฑิตยากที่บุคคลจะพบได้

ใครเล่าจักนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้ได้”

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการบำเพ็ญปัญญาบารมี ตรัสวิธุรชาดกนี้ ซึ่งมีคำ

@เริ่มต้นว่า เธอมีผิวพรรณเหลือง ซูบผอม มีกำลังน้อย ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๙๙)

(นางนาคอิรันทดีผู้ธิดากราบทูลว่า)

[๑๓๔๙]

“ข้าแต่พระบิดา เหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงซบเซาอยู่

พระพักตร์ของพระองค์เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ

ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นอิสราธิบดี เป็นที่เกรงขามของศัตรู

เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงทุกข์พระทัย

ขออย่าทรงเศร้าโศกเลย พระเจ้าข้า”

(พญานาควรุณตรัสว่า)

[๑๓๕๐]

“อิรันทดีลูกรัก มารดาของเจ้าปรารถนาซึ่งดวงหทัย

ของวิธุรบัณฑิต เพราะวิธุรบัณฑิตยากที่ใครจะพบได้

ใครเล่าจักนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้ได้

[๑๓๕๑]

เจ้าจงเที่ยวไปแสวงหาสามี

ผู้ซึ่งจักนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้”

นางนาคมาณวิกานั้นได้สดับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว

มีจิตชุ่มด้วยกิเลสออกไปเที่ยวตลอดคืน

(นางนาคอิรันทดีกล่าวว่า)

[๑๓๕๒]

“คนธรรพ์ รากษส นาค กินนร หรือมนุษย์พวกไหน

คนไหนเป็นบัณฑิตสามารถจะให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงได้

เขาจักเป็นสามีของเราตลอดกาล”

(เสนาบดียักษ์กล่าวว่า)

[๑๓๕๓]

“นางผู้มีนัยน์ตาหาที่ติมิได้ ขอเธอจงเบาใจเถิด

เราจักเป็นผู้เลี้ยงดูเธอ

เพราะปัญญาของเราสามารถจะนำเนื้อดวงหทัย

ของวิธุรบัณฑิตมาให้ได้

ขอจงเบาใจเถิด เธอจักเป็นภรรยาของเรา

[๑๓๕๔]

นางอิรันทดีผู้มีใจกำหนัดรักใคร่

เพราะเคยร่วมอภิรมย์กันมาในภพก่อน

ได้กล่าวกับปุณณกยักษ์ว่า

“มาเถิดท่าน เราจักไปในสำนักของพระบิดาของฉัน

พระบิดาของฉันนี่แหละจักตรัสบอกเนื้อความนี้แก่ท่าน”

[๑๓๕๕]

นางอิรันทดีประดับตกแต่งนุ่งผ้าเรียบร้อยแล้ว

ทัดทรงดอกไม้ประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์

จูงมือปุณณกยักษ์เข้าไปยังสำนักของพระบิดา

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๓๕๖]

“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นาค

ขอพระองค์ได้โปรดสดับถ้อยคำของข้าพระองค์

ขอพระองค์จงทรงรับสินสอดตามสมควร

ข้าพระองค์ปรารถนาพระนางอิรันทดี

ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระองค์

ได้อยู่ร่วมกับพระนางอิรันทดีเถิด

[๑๓๕๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

ขอพระองค์โปรดได้ทรงพระกรุณารับสินสอดนั้น

คือ ช้าง ๑๐๐ เชือก ม้า ๑๐๐ ตัว

รถที่เทียมด้วยม้าอัสดร ๑๐๐ คัน

เกวียนบรรทุกของเต็มด้วยรัตนะต่างๆ ๑๐๐ เล่ม

ขอได้โปรดพระราชทานพระราชธิดาอิรันทดีให้แก่ข้าพระองค์เถิด”

(พญานาคตรัสว่า)

[๑๓๕๘]

“ขอท่านจงรออยู่จนกว่าเราจะได้ปรึกษาหารือ

กับบรรดาญาติ มิตร และเพื่อนที่สนิทเสียก่อน

(เพราะ)กรรมที่กระทำลงไปโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกันนั้น

ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๓๕๙]

ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์

ปรึกษากับพระชายา ตรัสคำนี้ว่า

[๑๓๖๐]

“ปุณณกยักษ์นี้นั้นมาขอลูกอิรันทดีกับเรา

เราจะให้ลูกอิรันทดีผู้เป็นที่รักของเราแก่ปุณณกยักษ์นั้น

เพราะได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจเป็นจำนวนมากหรือ”

(นางนาควิมลามเหสีกราบทูลว่า)

[๑๓๖๑]

“ปุณณกยักษ์ไม่พึงได้ลูกอิรันทดีของเรา

เพราะทรัพย์ เพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจ

แต่ถ้าปุณณกยักษ์จะพึงได้หทัยของบัณฑิต

นำมาในนาคพิภพนี้ได้โดยชอบธรรม

เขาจะพึงได้ลูกสาวของเราเพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจนั้น

หม่อมฉันไม่ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งกว่านี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๓๖๒]

ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จออกจากนิเวศน์

ตรัสเรียกปุณณกยักษ์มาแล้วตรัสดังนี้ว่า

[๑๓๖๓]

“ท่านไม่พึงได้ลูกอิรันทดีของเรา

เพราะทรัพย์ เพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจ

ถ้าท่านได้หทัยของบัณฑิตนำมาในนาคพิภพนี้ได้โดยชอบธรรม

ท่านจะพึงได้ลูกสาวของเราเพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจนั้น

เราไม่ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งไปกว่านี้”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๓๖๔]

“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในโลกนี้

คนบางคนย่อมเรียกคนใดว่าเป็นบัณฑิต

คนอีกพวกหนึ่งกลับเรียกคนนั้นนั่นแหละว่าเป็นพาล

ในเรื่องนี้ คนทั้งหลายยังกล่าวแย้งกันอยู่

ขอพระองค์ได้ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์

พระองค์ทรงเรียกใครเล่าว่า เป็นบัณฑิต”

(พญานาควรุณตรัสว่า)

[๑๓๖๕]

“บัณฑิตชื่อว่าวิธุระ ผู้ทำการสั่งสอนอรรถธรรม

แก่พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ ถ้าท่านได้ยินได้ฟังมาแล้ว

ขอท่านจงไปนำบัณฑิตนั้นมา

ครั้นท่านได้มาโดยชอบธรรมแล้ว

นางอิรันทดีจงเป็นผู้บำเรอเท้า (ภรรยา) ของท่านเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๓๖๖]

ฝ่ายปุณณกยักษ์ได้สดับพระดำรัสของท้าววรุณนาคราชนี้แล้ว

ก็ยินดียิ่งนัก ลุกขึ้นแล้วไปสั่งบุรุษคนใช้ของตน

ผู้อยู่ในที่นั้นนั่นแหละว่า

“เจ้าจงนำม้าอาชาไนยที่เตรียมไว้มาที่นี้นั่นแหละให้ได้

[๑๓๖๗]

ม้าอาชาไนยตัวนั้นมีหูทั้ง ๒ ข้างประดับด้วยทอง

มีกีบหุ้มแล้วด้วยแก้วมณีแดง

มีเครื่องประดับอกทำด้วยทองชมพูนุทอันสุกปลั่ง”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า)

[๑๓๖๘]

“ปุณณกยักษ์ผู้ประดับแล้ว

จัดแจงแต่งผมและหนวดดีแล้ว

ก็ขึ้นขี่ม้าอันเป็นยานพาหนะของเทวดา

เหาะไปในอากาศกลางหาว

[๑๓๖๙]

ปุณณกยักษ์นั้นกำหนัดด้วยกามราคะ

กำลังปรารถนานางอิรันทดีนาคกัญญา

ไปกราบทูลท้าวกุเวรเวสสุวรรณผู้เรืองยศเป็นใหญ่แห่งภูตว่า

[๑๓๗๐]

ภพนาคนั้นเขาเรียกว่า โภควดีนครบ้าง

วาสนานครบ้าง หิรัญวดีนครบ้าง

เป็นเมืองนิรมิตล้วนแต่ทองคำ

สำเร็จแก่พญานาคผู้สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ทุกอย่าง

[๑๓๗๑]

ป้อมและเชิงเทินสร้างมีรูปทรงเหมือนคออูฐ

ทำด้วยแก้วแดงและแก้วลาย

ในนาคพิภพนั้น มีปราสาททำด้วยศิลา

มุงด้วยกระเบื้องทองคำ

[๑๓๗๒]

ในนาคพิภพนั้น มีไม้มะม่วง ไม้หมากเม่า

ไม้หว้า ไม้ตีนเป็ด ไม้จิก

ไม้เกด ไม้ประยงค์ ไม้ราชพฤกษ์

ไม้มะม่วงหอม ไม้ชบา และไม้ย่านทราย

[๑๓๗๓]

ไม้จำปา ไม้กากะทิง มะลิซ้อน มะลิลา

และไม้กระเบา ต้นไม้ในนาคพิภพเหล่านี้

มีกิ่งโน้มเข้าหากัน ยังมณเฑียรของนาคราชให้งามยิ่งนัก

[๑๓๗๔]

ในนาคพิภพนั้น มีต้นอินทผลัมสำเร็จแล้วด้วยแก้วอินทนิล

ผลิดอกล้วนแต่ทองเป็นนิตย์จำนวนมาก

ซึ่งเป็นที่อยู่ของท้าววรุณนาคราชผู้มีฤทธิ์มาก ผู้ผุดเกิด

[๑๓๗๕]

พญานาคนั้นมีมเหสีกำลังสาวรุ่นทรงพระนามว่าวิมลา

มีพระรูปโฉมสง่างามดังแท่งทองคำ

สูงโปร่งสะโอดสะองดังหน่อเถาจิงจ้อดำ

ทั้งคู่มีสัณฐานดังผลมะพลับงดงามน่าชมยิ่งนัก

[๑๓๗๖]

มีพระฉวีวรรณแดงประดุจน้ำครั่ง

เปรียบเสมือนดอกกรรณิการ์ที่แย้มบานน้อมลง

เหมือนดังนางอัปสรที่เที่ยวไปในภพชั้นดาวดึงส์

หรือเหมือนสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ

[๑๓๗๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ พระนางวิมลานั้นทรงแพ้พระครรภ์

ทรงปรารถนาซึ่งดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต

ข้าพระองค์จะถวายดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตนั้น

แก่ท้าววรุณนาคราชและพระนางวิมลาทั้ง ๒ พระองค์นั้น

เพราะเหตุนั้น ท้าวเธอทั้ง ๒ พระองค์นั้น

จะพระราชทานพระนางอิรันทดีให้แก่ข้าพระองค์

[๑๓๗๘]

ปุณณกยักษ์นั้นทูลลาท้าวกุเวรเวสสุวรรณผู้เรืองยศ

เป็นใหญ่แห่งหมู่ยักษ์แล้ว

ไปสั่งบุรุษคนใช้ของตนในที่นั้นนั่นแหละว่า

เจ้าจงนำม้าอาชาไนยที่เตรียมไว้มา ณ ที่นี้เถิด

[๑๓๗๙]

ม้าอาชาไนยตัวนั้นมีหูทั้ง ๒ ข้างประดับด้วยทอง

มีกีบหุ้มแล้วแก้วมณีแดง

มีเครื่องประดับอกทำด้วยทองชมพูนุทอันสุกปลั่ง

[๑๓๘๐]

ปุณณกยักษ์ผู้ประดับแล้ว

จัดแจงแต่งผมและหนวดดีแล้ว

ก็ขึ้นขี่ม้าอันเป็นยานพาหนะของเทวดา

เหาะไปในอากาศกลางหาว

[๑๓๘๑]

ปุณณกยักษ์นั้นได้เหาะไปยังกรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์นัก

เป็นนครของพระเจ้าอังคะที่พวกข้าศึกไม่กล้าเข้าใกล้

มีภักษาหาร ข้าว และน้ำมากมาย

ดังภพของท้าววาสวะ ซึ่งชื่อว่ามสักกสาระ

[๑๓๘๒]

เป็นนครที่อึกทึกกึกก้องไปด้วยฝูงนกยูงและนกกระเรียน

อื้ออึงไปด้วยฝูงนกต่างๆ ชนิด

เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงนก

มีนกต่างๆ ส่งเสียงร่ำร้องอยู่อึงมี่

มีเนินสวยงาม ดารดาษไปด้วยดอกไม้เหมือนภูเขาหิมพานต์

[๑๓๘๓]

ปุณณกยักษ์นั้นขึ้นเวปุลลบรรพตซึ่งเป็นภูเขาศิลาล้วน

เป็นที่อาศัยอยู่ของหมู่กินนร

เที่ยวแสวงหาแก้วมณีดวงประเสริฐอยู่

จึงได้เห็นแก้วมณีนั้นในท่ามกลางยอดเขา

[๑๓๘๔]

ครั้นได้เห็นแก้วมณีอันมีรัศมีผุดผ่อง

เป็นแก้วมณีที่ประเสริฐสุด

สามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจมุ่งหมาย

รุ่งโรจน์โชติช่วงอยู่กับหมู่แก้วบริวารเป็นอันมาก

สว่างไสวอยู่ดังสายฟ้าในอากาศ

[๑๓๘๕]

จึงได้ถือแก้วไพฑูรย์ชื่อว่า มโนหรจินดา

อันมีค่ามาก มีอานุภาพมาก เป็นผู้มีวรรณะไม่ทราม

ขึ้นขี่หลังม้าอาชาไนยเหาะไปในอากาศกลางหาว

[๑๓๘๖]

ปุณณกยักษ์นั้นได้เหาะไปถึงกรุงอินทปัตถ์

ลงมาแล้วเข้าไปสู่ที่ประชุมของชาวกุรุรัฐ

ไม่เกรงกลัวพระราชา ๑๐๑ พระองค์

ที่ประชุมพร้อมเพรียงกันอยู่ ณ ที่นั้น

กล่าวท้าทายด้วยสะกาว่า

[๑๓๘๗]

บรรดาพระราชาในราชสมาคมนี้ พระองค์ไหนหนอ

จะทรงชิงเอาแก้วมณีอันประเสริฐของข้าพระองค์ได้

หรือข้าพระองค์จะพึงชนะพระราชาพระองค์ไหน

ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ

เมื่อชนะจะชิงเอาแก้วมณีอันประเสริฐอันยอดเยี่ยม

กับพระราชาพระองค์ไหน

อีกประการหนึ่ง พระราชาพระองค์ไหนจะทรงชนะข้าพระองค์

ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ”

(พระเจ้าโกรัพยะตรัสถามว่า)

[๑๓๘๘]

“ชาติภูมิของท่านอยู่แคว้นไหน

ถ้อยคำของท่านนี้ไม่ใช่ถ้อยคำของชาวกุรุรัฐเลย

ท่านมิได้เกรงกลัวเราทั้งมวลด้วยรัศมีแห่งผิวพรรณ

ท่านจงบอกชื่อและพวกพ้องของท่านแก่เรา”

(ปุณณกยักษ์ทูลตอบว่า)

[๑๓๘๙]

“ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์เป็นมาณพ

กัจจายนโคตรชื่ออนูนะ

ญาติๆ และพวกพ้องของข้าพระองค์อยู่ในแคว้นอังคะ

ต่างก็พากันเรียกข้าพระองค์อย่างนี้

ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์มาถึงเมืองนี้

ด้วยต้องการที่จะเล่นการพนันสะกา”

(พระราชาทั้งหลายตรัสว่า)

[๑๓๙๐]

“พระราชาทรงชำนาญการเล่นสะกา

เมื่อทรงชนะจะพึงนำเอาแก้วเหล่าใดไป

แก้วเหล่านั้นของมาณพมีอยู่หรือ

แก้วของพระราชามีอยู่เป็นจำนวนมาก

ท่านเป็นคนเข็ญใจจะมาพนันกับพระราชาเหล่านั้น

ผู้มีทรัพย์มากมายได้อย่างไร”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๓๙๑]

“แก้วมณีของข้าพระองค์นี้

ชื่อว่าสามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจปรารถนา

นักเลงสะกาชนะข้าพระองค์แล้วพึงนำแก้วมณีดวงประเสริฐ

สามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจปรารถนา

และม้าอาชาไนยเป็นที่เกรงขามของศัตรู

ของข้าพระองค์ทั้ง ๒ นี้ไป

(พระราชาทั้งหลายตรัสว่า)

[๑๓๙๒]

“มาณพ แก้วมณีดวงเดียวจักทำอะไรได้

ส่วนม้าอาชาไนยตัวเดียวจักทำอะไรได้

แก้วมณีของพระราชามีอยู่เป็นจำนวนมาก

ม้าอาชาไนยที่มีกำลังรวดเร็วดังลม

ของพระราชามีมิใช่น้อยเลย”

โทหฬกัณฑ์จบ

มณิกัณฑ์

ตอนว่าด้วยอานุภาพแก้วมณี

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๓๙๓]

“ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าประชาชน

ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูแก้วมณีของข้าพระองค์ดวงนี้เถิด

มีรูปหญิงและรูปชายปรากฏเป็นหมู่ๆ อยู่ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๓๙๔]

มีรูปเนื้อและรูปนกปรากฏเป็นหมู่ๆ อยู่ในแก้วมณีดวงนี้

มีพญานาคและพญาครุฑปรากฏอยู่ในแก้วมณีดวงนี้

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูสิ่งที่น่าอัศจรรย์

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด

[๑๓๙๕]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูจตุรงคินีเสนานี้

คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ที่สวมเกราะอันธรรมดาได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด

[๑๓๙๖]

ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดู

เหล่าพลทหารที่จัดไว้เป็นกรมๆ คือ

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด

[๑๓๙๗]

ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูพระนคร

ที่มีป้อมพร้อมมูล มีกำแพงและค่ายเป็นอันมาก

มีถนนสามแพร่ง สี่แพร่ง มีพื้นที่สวยงาม

อันธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด

[๑๓๙๘]

ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูเสาระเนียด

คูคลอง กลอนประตูเหล็ก ป้อมค่าย และซุ้มประตู

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด

[๑๓๙๙]

ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูฝูงนกนานาชนิด

เป็นจำนวนมากมายที่ปลายเสาค่าย

คือ ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจักรพาก และนกเขา

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด

[๑๔๐๐]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูพระนคร

อันเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกชนิดต่างๆ

คือ ฝูงนกดุเหว่าดำ นกดุเหว่าที่มีปีกลายงดงาม ไก่ฟ้า

และนกโพระดก เป็นจำนวนมาก

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด

[๑๔๐๑]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูพระนคร

ที่ล้อมด้วยกำแพงทองคำ

น่าอัศจรรย์ชวนให้ขนพองสยองเกล้า

ชักธงขึ้นเป็นประจำ น่ารื่นรมย์ ลาดด้วยทรายทอง

[๑๔๐๒]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรร้านตลาด

ที่เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด

เรือน สิ่งของในเรือน ถนน ซอย และถนนหลวง

[๑๔๐๓]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรโรงขายสุรา

นักเลงสุรา พ่อครัว เรือนครัว พ่อค้า

หญิงแพศยา หญิงงามเมือง

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๐๔]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกช่างดอกไม้

ช่างย้อม ช่างปรุงของหอม ช่างทอผ้า

ช่างทอง และพวกช่างแก้วมณี

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๐๕]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกคนทำของหวาน

คนทำของคาว พวกนักดนตรี คือ

บางพวกฟ้อนรำขับร้อง บางพวกปรบมือ บางพวกตีฉิ่ง

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๐๖]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรกลอง ตะโพน สังข์

บัณเฑาะว์ มโหระทึก และเครื่องดนตรีทุกชนิด

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๐๗]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเปิงมาง (ฉิ่ง) กังสดาล พิณ

การฟ้อนรำขับร้อง เครื่องดนตรีดีดสีตีเป่าที่เขาประโคมกึกก้อง

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๐๘]

อนึ่ง ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกนักกระโดด

นักมวย นักเล่นกล หญิงงาม ชายงาม คนเฝ้ายาม

และช่างตัดผม ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๐๙]

ก็ในแก้วมณีดวงนี้ มีมหรสพที่คลาคล่ำไปด้วยชายหญิง

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพื้นที่สำหรับเล่นมหรสพ

บนเตียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๑๐]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกนักมวย

ผู้กำลังชกต่อยกันอยู่ในสนามมวย

ที่วงรอบเป็นสองชั้น ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๑๑]

ขอทูลเชิญทอดพระเนตรฝูงเนื้อนานาชนิด

เป็นจำนวนมากที่เชิงเขา เช่น

ราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี หมาใน เสือดาว

[๑๔๑๒]

แรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง

เนื้อทราย ระมาด วัว สุกรบ้าน

[๑๔๑๓]

ชะมด แมวป่า กระต่าย และกระแต

ซึ่งมีอยู่มากมายหลายหลาก

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรฝูงเนื้อนานาชนิด

ที่มีอยู่กลาดเกลื่อนซึ่งธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๑๔]

ในแก้วมณีดวงนี้ มีแม่น้ำที่มีท่าน้ำสวยงาม

ลาดด้วยทรายทอง มีน้ำใสสะอาดไหลไปไม่ขาดสาย

เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลา

[๑๔๑๕]

อนึ่ง ในแม่น้ำนี้ มีฝูงจระเข้

มังกร ตะโขง เต่า ปลาสลาด

ปลากระบอก ปลากด ปลาเค้า

และปลาตะเพียนแหวกว่ายไปมา

[๑๔๑๖]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสระโบกขรณี

ที่ก่อสร้างด้วยแก้วไพฑูรย์

ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลานานาชนิด

ดารดาษไปด้วยหมู่ไม้ชนิดต่างๆ

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๑๗]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสระโบกขรณีในแก้วมณีดวงนี้

ที่ธรรมชาติเนรมิตไว้เป็นอย่างดีทั้ง ๔ ทิศ

เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลานานาชนิด

เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาใหญ่

[๑๔๑๘]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบ

เป็นแก่งแห่งสาครประกอบราวไพร

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๑๙]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรบุพพวิเทหทวีปทางข้างหน้า

อปรโคยานทวีปทางข้างหลัง

อุตตรกุรุทวีปและชมพูทวีปทางด้านขวา

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๐]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

ที่กำลังหมุนรอบภูเขาสิเนรุ

ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วทิศทั้ง ๔ และสิ่งมหัศจรรย์

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๑]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรภูเขาสิเนรุ ภูเขาหิมพานต์

สมุทรสาคร พื้นแผ่นดินใหญ่ และท้าวมหาราชทั้ง ๔

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๒]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพุ่มไม้ในสวน หินดาด

และเนินหินที่น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยกินนร

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๓]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสวนสวรรค์

คือ ปารุสกวัน จิตรลดาวัน มิสกวัน

นันทวัน และเวชยันตปราสาท

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๔]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสภาชื่อสุธรรมา

ต้นปาริฉัตรที่มีดอกบานสะพรั่ง และพญาช้างเอราวัณ

ซึ่งมีอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๕]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า

ขอทูลเชิญทอดพระเนตรเหล่านางเทพกัญญา

ผู้เลอโฉมยิ่งนัก ดังสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ

ผู้กำลังเที่ยวไปอยู่ในนันทวันนั้น

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๖]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า

ขอทูลเชิญทอดพระเนตรเหล่านางเทพกัญญา

ผู้ประเล้าประโลมเทพบุตร

ซึ่งกำลังอภิรมย์เหล่าเทพบุตรอยู่ในนันทวันนั้น

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๗]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรปราสาท

เกินกว่า ๑,๐๐๐ หลัง

ซึ่งมีพื้นลาดด้วยแผ่นแก้วไพฑูรย์ มีรัศมีเรืองรอง

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๘]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี

และชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้

[๑๔๒๙]

ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสระโบกขรณี

ที่มีน้ำใสสะอาด ซึ่งดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก

ดอกปทุม และดอกอุบลในสวรรค์นี้

[๑๔๓๐]

ในแก้วมณีดวงนั้น มีลายขาว ๑๐ ลาย

สวยงามน่ารื่นรมย์ใจ ลายสีเหลืองอ่อน ๒๑ ลาย

และลายเหลืองขมิ้น ๑๔ ลาย ปรากฏอยู่

[๑๔๓๑]

ในแก้วมณีดวงนั้น มีลายสีทอง ๒๐ ลาย

ลายสีเงิน ๒๐ ลาย ปรากฏอยู่

ลายสีแมลงค่อมทอง ๓๐ ลาย ปรากฏอยู่

[๑๔๓๒]

ในแก้วมณีดวงนี้ มีลายสีดำ ๑๖ ลาย

ลายสีดอกชบา ๒๕ ลาย แซมด้วยลายดอกหงอนไก่

อันงามตระการตาด้วยดอกอุบลเขียวปรากฏอยู่

[๑๔๓๓]

ข้าแต่มหาราชผู้สูงส่งกว่าชาวประชา

ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรแก้วมณีดวงนี้

ซึ่งมีรัศมีเรืองรองผ่องใส สมบูรณ์ทุกๆ ส่วนอย่างนี้

อันเป็นรางวัลแก่ผู้ชนะพนัน”

มณีกัณฑ์ จบ

อักขกัณฑ์

ตอนว่าด้วยการเล่นสะกา

(ต่อจากนั้น ปุณณกยักษ์ได้กราบทูลต่อไปว่า)

[๑๔๓๔]

“ข้าแต่พระราชา การงานในโรงเล่นการพนัน (สะกา)

สำเร็จลงแล้ว ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไป

สถานที่จะทรงเล่นการพนันเถิด

แก้วมณีเช่นนี้สำหรับพระองค์ไม่มี

เราทั้ง ๒ เมื่อเล่นก็จะพึงชนะกันโดยธรรม

ขอจงอย่าชนะกันโดยไม่ชอบธรรม

ถ้าพระองค์แพ้แล้ว ขออย่าได้ทรงทำให้เนิ่นช้า

[๑๔๓๕]

ข้าแต่พระเจ้าสุรเสนปัญจาละผู้มีพระกิตติศัพท์โด่งดัง

ข้าแต่พระเจ้ามัจฉะ พระเจ้ามัททะ

พร้อมด้วยชาวเกกกชนบททั้งหลาย

ขอพระราชาเหล่านี้จงทรงทอดพระเนตรการต่อสู้

ของข้าพระองค์ทั้งหลายโดยการไม่ฉ้อโกง

มิใช่ไม่ทรงทำใครให้เป็นพยานในที่ประชุมเลย”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า)

[๑๔๓๖]

“พระราชาของชาวแคว้นกุรุและปุณณกยักษ์ทั้ง ๒ นั้น

ต่างก็มัวเมาในการเล่นการพนันพากันเข้าไปสู่โรงเล่นการพนัน

พระราชาทรงเลือกอยู่จึงได้รับความปราชัย

ส่วนปุณณกยักษ์ได้ชัยชนะ

[๑๔๓๗]

พระราชาและปุณณกยักษ์ทั้ง ๒ นั้น

เมื่อลูกสะกามีพร้อมแล้วก็ได้เล่นการพนันในโรงเล่นการพนันนั้น

ปุณณกยักษ์ได้ชัยชนะพระราชาผู้แกล้วกล้าและประเสริฐกว่าชน

ในท่ามกลางพระราชาและพยานทั้งหลาย

เสียงบันลือลั่นได้มีขึ้นในสนามการพนันนั้น”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๔๓๘]

“ข้าแต่มหาราช บรรดาเราทั้ง ๒ ที่ยังพยายามเล่นอยู่

ความชนะและความแพ้ย่อมตกแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน

พระองค์ทรงเสื่อมจากทรัพย์อันประเสริฐแล้ว ทรงแพ้แล้ว

ขอพระองค์จงทรงพระราชทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์โดยเร็วเถิด”

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๔๓๙]

ท่านกัจจานะ ช้าง ม้า โค ตุ้มหูแก้วมณี

และรัตนะที่ประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลายมีอยู่ในแผ่นดินของเรา

ท่านจงรับไปเถิด เชิญขนไปตามปรารถนาเถิด”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๔๔๐]

“ช้าง ม้า โค ตุ้มหูแก้วมณี

รัตนะแม้อื่นใดที่มีอยู่ในแผ่นดินของพระองค์

บัณฑิตชื่อว่าวิธุระเป็นผู้ประเสริฐกว่ารัตนะทั้งปวงเหล่านั้น

ข้าพระองค์ได้ชนะพระองค์แล้ว

โปรดพระราชทานวิธุรบัณฑิตนั้นให้แก่ข้าพระองค์เถิด”

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๔๔๑]

“วิธุรบัณฑิตนั้นเป็นเหมือนตัวของเรา เป็นสรณะ เป็นคติ

เป็นที่พึ่ง เป็นที่เร้น และเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของเรา

ท่านไม่ควรเปรียบวิธุรบัณฑิตนั้นกับทรัพย์ของเรา

วิธุรบัณฑิตนี้เท่ากับชีวิตของเรา คือตัวเราเอง”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๔๔๒]

“การโต้แย้งกันของข้าพระองค์กับพระองค์จะพึงเป็นไปนาน

พวกเราไปถามวิธุรบัณฑิตนั้นดูดีกว่า

วิธุรบัณฑิตนี้แหละจะไขข้อข้องใจนี้แก่เราทั้งหลายได้

วิธุรบัณฑิตจักกล่าวคำใด คำนั้นก็จักเป็นอย่างนั้นแก่เราทั้ง ๒”

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๔๔๓]

“มาณพ ท่านพูดจริงทีเดียว และไม่ได้พูดคำรุนแรงแก่เรา

พวกเราไปถามวิธุรบัณฑิตกันดูเถิด

เราทั้ง ๒ คนจงยินดีคำที่วิธุรบัณฑิตพูดนั้น”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๔๔๔]

“เทวดาทั้งหลายรู้จักอำมาตย์ในแคว้นกุรุชื่อว่าวิธุระ

ผู้ตั้งอยู่ในธรรมจริงหรือ การบัญญัติชื่อว่าวิธุระในโลกนั้น

ท่านเป็นอะไร คือ เป็นทาสหรือเป็นพระญาติของพระราชา”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๔๔๕]

“ทาสมี ๔ จำพวก คือ

(๑) ทาสในเรือนเบี้ย (๒) ทาสที่ซื้อมาด้วยทรัพย์

(๓) ทาสที่ยอมตนเข้าเป็นข้าเฝ้า (๔) ทาสเชลย ๑-

[๑๔๔๖]

ในหมู่คนมีทาส ๔ จำพวกเหล่านี้

แม้ข้าพระองค์ก็เป็นทาสโดยกำเนิดแท้ทีเดียว

ความเจริญหรือความเสื่อมจะมีแก่พระราชาก็ตาม

ข้าพระองค์ไปสู่ที่อื่นก็ยังคงเป็นทาสของสมมติเทพอยู่นั่นเอง

มาณพ พระราชาก็จะพึงพระราชทานตัวข้าพเจ้าแก่ท่านโดยธรรม”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๔๔๗]

“ชัยชนะนี้เป็นชัยชนะครั้งที่ ๒ ของข้าพระองค์ในวันนี้

เพราะว่าวิธุรบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ถูกข้าพระองค์ถามแล้ว

ได้ชี้แจงปัญหาอย่างแจ่มแจ้ง

พระราชาผู้ประเสริฐไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรมหนอ

วิธุรบัณฑิตได้กล่าวไว้ถูกต้องดีแล้ว

พระราชาไม่ทรงอนุญาตให้วิธุรบัณฑิตนี้แก่ข้าพระองค์”

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๔๔๘]

“กัจจานะ หากวิธุรบัณฑิตได้ชี้แจงปัญหาแก่พวกเราอย่างนี้ว่า

เราเป็นทาส เรามิได้เป็นญาติเลย ท่านจงรับเอาวิธุรบัณฑิต

ผู้เป็นทรัพย์อันประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลาย

พาไปตามที่ท่านปรารถนาเถิด”

อักขกัณฑ์ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ทาสในเรือนเบี้ย หมายถึงทาสผู้เกิดในครรภ์ของนางทาสหรือนางทาสี ทาสที่ยอมตนเป็นข้าเฝ้า

@หมายถึงพวกคนที่เกิดในตระกูลผู้รับใช้ ยอมตนเข้าไปเป็นทาสเขา ทาสเชลย หมายถึงพวกคนที่พลัดที่

@อยู่ของตน เพราะราชภัย โจรภัย หรือตกเป็นเชลย ยอมไปอยู่ในแผ่นดินอื่น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๔๕/๒๔๔)

ฆราวาสปัญหา

ปัญหาในการอยู่ครองเรือน

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๔๔๙]

“ท่านวิธุระ คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนของตน

จะพึงมีความประพฤติที่ปลอดภัยได้อย่างไร

จะพึงมีการสงเคราะห์ได้อย่างไร

[๑๔๕๐]

จะพึงมีความไม่เบียดเบียนกันได้อย่างไร

และอย่างไรคนจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์

คนจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้าจะไม่เศร้าโศกได้อย่างไร

[๑๔๕๑]

วิธุรบัณฑิตผู้มีคติ มีความเพียร

มีปัญญาเห็นอรรถธรรม

กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ได้กราบทูลคำนี้

กับพระราชาพระองค์นั้นในธรรมสภานั้นว่า

[๑๔๕๒]

“ผู้อยู่ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณ์ ๑- เป็นภรรยา

ไม่ควรบริโภคอาหารอันมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว

ไม่ควรส้องเสพกล่าวถ้อยคำอันให้ติดอยู่ในโลก

เพราะว่าคำอันให้ติดอยู่ในโลกนี้ไม่เป็นทางเจริญแห่งปัญญา

[๑๔๕๓]

ผู้อยู่ครองเรือนควรเป็นคนมีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร

เป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาเห็นประจักษ์

มีความประพฤติถ่อมตน ไม่กระด้าง

สงบเสงี่ยม พูดคำไพเราะจับใจ สุภาพอ่อนโยน

[๑๔๕๔]

ผู้อยู่ครองเรือนพึงเป็นผู้สงเคราะห์มิตร

จำแนกแจกทาน รู้จักจัดทำกิจการงาน

บำรุงสมณะและพราหมณ์ด้วยข้าวน้ำทุกเมื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ หญิงสาธารณ์ หมายถึงภรรยาของคนอื่น ผู้ครองเรือนไม่พึงประทุษร้าย (เป็นชู้) ในภรรยาของคนอื่น

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๕๒/๒๔๗)

[๑๔๕๕]

ผู้อยู่ครองเรือนพึงเป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงสุตะ

หมั่นสอบถาม เข้าไปหาท่านผู้มีศีล เป็นพหูสูต โดยความเคารพ

[๑๔๕๖]

คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนของตน

ควรมีความประพฤติปลอดภัยอย่างนี้

ควรสงเคราะห์ได้อย่างนี้

[๑๔๕๗]

ไม่ควรเบียดเบียนกันและกันอย่างนี้

และคนควรปฏิบัติอย่างนี้จึงชื่อว่าเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์

จากโลกนี้แล้วไปสู่โลกหน้าจะไม่เศร้าโศกได้ด้วยประการฉะนี้”

ฆราวาสปัญหา จบ

ลักขณกัณฑ์

ตอนว่าด้วยลักษณะของบัณฑิต

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๔๕๘]

“มาเถิดท่าน ประเดี๋ยวเราจักไปกัน

พระราชาผู้เป็นใหญ่

ได้ทรงพระราชทานท่านให้แก่ข้าพเจ้าแล้ว

ขอท่านจงปฏิบัติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเท่านั้น

นี้เป็นธรรมเก่า

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๔๕๙]

“มาณพ ข้าพเจ้ารู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ท่านได้แล้ว

ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่พระราชาผู้เป็นใหญ่ทรงพระราชทานให้ท่านแล้ว

แต่พวกเราขอให้ท่านพักอยู่ในเรือนของตนสัก ๓ วัน

และขอให้ท่านยับยั้งรออยู่ตลอดเวลา

ที่ข้าพเจ้าจะได้สั่งสอนบุตรทั้งหลายก่อน”

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๔๖๐]

“คำที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดนั้น

จงเป็นไปตามที่ท่านกล่าวอย่างนั้น

ข้าพเจ้าจะพักอยู่ ๓ วัน ตั้งแต่วันนี้ไป

ขอท่านจงทำหน้าที่ในเรือนเถิด

จงสั่งสอนบุตรและภรรยาเสียแต่ในวันนี้

โดยวิธีที่บุตรและภรรยาของท่านจะพึงมีความสุขใจ

เมื่อท่านจากไปแล้ว

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๔๖๑]

ปุณณกยักษ์ผู้มีโภคทรัพย์จำนวนมากกล่าวว่า ตกลง

แล้วได้หลีกไปพร้อมกับวิธุรบัณฑิต

เป็นอารยชนผู้มีมรรยาทประเสริฐสุด

ได้เข้าไปสู่ภายในเมืองของวิธุรบัณฑิต

ที่เต็มไปด้วยช้างและม้าอาชาไนย

[๑๔๖๒]

ปราสาทของพระโพธิสัตว์มีอยู่ ๓ หลัง คือ

(๑) โกญจนปราสาท (๒) มยูรปราสาท (๓) ปิยเกตปราสาท

ในปราสาท ๓ หลังนั้น พระโพธิสัตว์ได้พาปุณณกยักษ์

เข้าไปยังปราสาทซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง

มีภักษาเพียงพอ มีข้าวน้ำมากมาย

ดังวิมานของท้าววาสวะ ซึ่งชื่อว่ามสักกสาระ

[๑๔๖๓]

ในปราสาทหลังนั้น มีนารีทั้งหลายประดับอย่างงดงาม

ฟ้อนรำขับร้องเพลงอย่างไพเราะจับใจ

เหมือนนางเทพอัปสรในเทวโลกกล่อมปุณณกยักษ์อยู่

[๑๔๖๔]

พระโพธิสัตว์ผู้รักษาธรรมได้รับรองปุณณกยักษ์

ด้วยนางบำเรอที่น่ายินดี ทั้งข้าวและน้ำแล้ว

คิดถึงประโยชน์ส่วนตน ได้เข้าไปในสำนักของภรรยาในกาลนั้น

[๑๔๖๕]

ได้กล่าวกับภรรยาผู้ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์และน้ำหอม

ผู้มีผิวพรรณผุดผ่องดังแท่งทองชมพูนุทว่า

นางผู้เจริญ ผู้มีดวงตาสีน้ำตาล มานี่เถิด

จงเรียกบุตรทั้งหลายมาฟังคำสั่งสอน

[๑๔๖๖]

นางอโนชาได้ฟังคำของสามีแล้ว

ได้กล่าวกับลูกสะใภ้ผู้มีเล็บแดง มีนัยน์ตางามว่า

“เจ้าผู้มีผิวพรรณดังดอกบัวเขียว

เจ้าจงเรียกบุตรทั้งหลายเหล่านั้นมาเถิด”

[๑๔๖๗]

พระโพธิสัตว์ผู้รักษาธรรมได้จุมพิตบุตรเหล่านั้น

ผู้มาแล้วที่กระหม่อม เป็นผู้ไม่หวั่นไหว

ครั้นเรียกมาแล้วได้สั่งสอนว่า

พระราชาในกรุงอินทปัตถ์นี้ได้พระราชทานพ่อให้แก่มาณพ

[๑๔๖๘]

ตั้งแต่วันนี้ไป พ่อจะมีความสุขของตนเองได้เพียง ๓ วัน

ต่อจากนั้นไป พ่อก็จะต้องเป็นอยู่ในอำนาจของมาณพนั้น

เขาจะพาพ่อไปตามที่เขาปรารถนา

พ่อกลับมาเพื่อจะสั่งสอนลูกๆ ว่า

พ่อยังมิได้ทำเครื่องป้องกันให้แก่ลูกๆ แล้วจะพึงไปได้อย่างไร

[๑๔๖๙]

ถ้าพระราชาแห่งชาวแคว้นกุรุผู้มีโภคทรัพย์ที่น่าใคร่เป็นจำนวนมาก

ทรงประสานชนผู้เป็นมิตร พึงตรัสถามลูกทั้งหลายว่า

เมื่อก่อน พวกเธอรู้เหตุการณ์เก่าๆ อะไรบ้าง

พ่อของพวกเธอได้พร่ำสอนอะไรไว้ในก่อนบ้าง

[๑๔๗๐]

ก็ถ้าพระราชาจะพึงตรัสว่า

พวกเธอเป็นผู้มีอาสนะเสมอกันกับเราในราชตระกูลนี้

คนอื่นใครเล่าจะเป็นคนมีชาติตระกูลสมควรกับพระราชาไม่มี

ลูกทั้งหลายพึงประนมมือกราบทูลพระราชานั้นอย่างนี้ว่า

ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าได้รับสั่งอย่างนี้เลย

เพราะนั่นมิใช่ธรรมของพวกข้าพระองค์

ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระองค์

จะพึงมีอาสนะเสมอกับพระองค์ได้อย่างไร

เหมือนสุนัขจิ้งจอกตัวมีชาติต่ำต้อย

จะพึงมีอาสนะเสมอกับเสือได้อย่างไร พระเจ้าข้า

ลักขณกัณฑ์ จบ

ราชวสตีธรรม

ว่าด้วยธรรมสำหรับผู้อยู่ในราชสำนัก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๔๗๑]

“วิธุรบัณฑิตนั้นมีความดำริในใจที่ไม่หดหู่

ได้กล่าวกับบุตร ธิดา อำมาตย์ ญาติ

และเพื่อนสนิทดังนี้ว่า

[๑๔๗๒]

“ลูกรักทั้งหลาย ลูกทั้งหลายจงพากันมา

นั่งฟังราชวสตีธรรม ๑- ที่เป็นเหตุให้บุคคล

ผู้เข้าไปสู่ราชตระกูลแล้วได้ยศ

[๑๔๗๓]

เพราะบุคคลผู้เข้าไปสู่ราชตระกูล

มีคุณความดียังไม่ปรากฏ ย่อมไม่ได้ยศ

ผู้เป็นราชเสวกไม่ควรกล้าเกินไป

ไม่ควรขลาดเกินไป ควรเป็นผู้ไม่ประมาทไม่ว่าในกาลไหนๆ

[๑๔๗๔]

เมื่อใด พระราชาทรงทราบปัญญา

และความบริสุทธิ์ของราชเสวกนั้น

เมื่อนั้น พระองค์ก็ทรงวางพระทัย

และไม่ทรงปกปิดความลับของพระองค์

@เชิงอรรถ :

@๑ ราชวสตีธรรม หมายถึงธรรมของผู้รับราชการ, ผู้ปฏิบัติราชการ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๗๒/๒๕๖)

[๑๔๗๕]

ราชเสวกที่พระราชาตรัสรับสั่งใช้

ก็ไม่พึงหวั่นไหวด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น

พึงเป็นผู้สม่ำเสมอเหมือนตาชั่งที่บุคคลจับประคอง

ให้มีคันเที่ยงตรงสม่ำเสมอดีฉะนั้น

ราชเสวกผู้เห็นปานนี้นั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๗๖]

ราชเสวกเมื่อกระทำราชกิจทุกอย่าง

เหมือนตาชั่งที่บุคคลจับประคอง

ให้มีคันเที่ยงตรงสม่ำเสมอดี

พึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๗๗]

ราชเสวกนี้ผู้ฉลาดในราชกิจทั้งหลาย

ที่พระราชาตรัสรับสั่งใช้ในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม

ไม่พึงหวาดหวั่น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๗๘]

ราชเสวกต้องเป็นผู้ฉลาดในราชกิจทั้งหลาย

ทำราชกิจทุกอย่างไม่ว่าเวลากลางวันหรือกลางคืน

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๗๙]

ทางใดที่เขาทำประดับตกแต่งไว้เรียบร้อยดี

เพื่อเสด็จพระราชดำเนินของพระราชา พระองค์ทรงอนุญาตแล้ว

ราชเสวกก็ไม่ควรเดินตามทางนั้น

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๘๐]

ราชเสวกไม่พึงบริโภคกามทัดเทียมกับพระราชา

ไม่ว่าในกาลไหนๆ พึงดำเนินการตามหลังในทุกๆ อย่าง ๑-

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

@เชิงอรรถ :

@๑ พึงดำเนินการตามหลังในทุกๆ อย่าง หมายถึงข้าราชสำนักพึงดำเนินการ (บริโภค) ในกามคุณทุก

@อย่างมีรูปเป็นต้นตามหลังพระราชา (ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้า) อย่างเดียว โดยความ คือใช้แต่ของที่

@ด้อยกว่าเท่านั้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๘๐/๒๕๘)

[๑๔๘๑]

ราชเสวกไม่พึงใช้สอยเสื้อผ้า ประดับประดาดอกไม้

เครื่องลูบไล้ทัดเทียมกับพระราชา

ไม่พึงประพฤติอากัปกิริยาหรือการพูดจาทัดเทียมกับพระราชา

แต่ควรทำอากัปกิริยาอีกอย่างหนึ่งต่างหาก

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๘๒]

เมื่อพระราชาทรงพระสำราญอยู่กับอำมาตย์

พระสนมกำนัลในเฝ้าแหนอยู่ อำมาตย์ต้องเป็นคนฉลาด

ไม่พึงทำการทอดสนิทในพระชายาทั้งหลายของพระราชา

[๑๔๘๓]

ราชเสวกไม่พึงเป็นคนฟุ้งซ่าน ตลบตะแลง

พึงมีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน

สำรวมอินทรีย์ ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๘๔]

ราชเสวกไม่พึงเล่นหัว เจรจาปราศรัย

ในที่ลับกับพระชายาทั้งหลายของพระราชานั้น

ไม่พึงเบียดบังทรัพย์จากพระคลังหลวง

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๘๕]

ราชเสวกไม่พึงหลับนอนมากนัก

ไม่พึงดื่มสุราจนเมามาย

ไม่พึงฆ่าเนื้อในสถานที่พระราชทานอภัย

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๘๖]

ราชเสวกไม่พึงนั่งร่วมพระภัทรบิฐ

พระบัลลังก์ เก้าอี้พระที่นั่ง

เรือพระที่นั่ง และรถพระที่นั่ง

ด้วยการทนงตัวว่าเป็นคนโปรดปราน

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๘๗]

ราชเสวกต้องเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา

ไม่ควรเฝ้าห่างนัก ใกล้นัก

ควรยืนเฝ้าในที่เฉพาะพระพักตร์

พอให้ทอดพระเนตรเห็นได้ถนัด

[๑๔๘๘]

ราชเสวกไม่ควรทำความวางใจว่า

พระราชาเป็นเพื่อนของเรา

พระราชาเป็นคู่หูกับเรา

พระราชาทั้งหลายทรงพิโรธได้เร็วไว

เหมือนนัยน์ตาถูกผงกระทบ

[๑๔๘๙]

ราชเสวกไม่ควรถือตัวว่าเป็นนักปราชญ์เป็นบัณฑิต

พระราชาทรงบูชา ไม่ควรเพ็ดทูลถ้อยคำที่ให้ทรงพิโรธ

กับพระราชาผู้ประทับอยู่ในราชบริษัท

[๑๔๙๐]

ราชเสวกผู้ได้รับพระราชทานพระทวารเป็นพิเศษ

ไม่ควรวางใจในพระราชาทั้งหลาย

ควรเป็นผู้สำรวม เหมือนอยู่ใกล้ไฟ

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๙๑]

พระราชาจะทรงยกย่องพระโอรส

หรือเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ด้วยบ้าน นิคม

แคว้น หรือชนบท ราชเสวกควรจะนิ่งดูก่อน

ไม่ควรเพ็ดทูลคุณหรือโทษในเวลานั้น

[๑๔๙๒]

พระราชาจะทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่กองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ และกองพลราบ ตามความชอบในราชการของเขา

ราชเสวกไม่ควรทัดทานคนเหล่านั้น

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๙๓]

ราชเสวกผู้เป็นปราชญ์พึงโอนอ่อนเหมือนคันธนู

และพึงโอนเอนไปตามเหมือนไม้ไผ่ ไม่ควรทูลทัดทาน

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๙๔]

ราชเสวกพึงเป็นผู้มีท้องน้อยเหมือนคันธนู

เป็นผู้ไม่มีลิ้นเหมือนปลา ๑- รู้จักประมาณในการบริโภค

มีปัญญารักษาตน แกล้วกล้า

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๙๕]

ราชเสวกไม่พึงสัมผัสหญิงซึ่งเป็นเหตุให้ถึงความสิ้นเดช

คนที่สิ้นปัญญาย่อมเข้าถึงโรคไอ โรคมองคร่อ

ความกระวนกระวาย ความอ่อนกำลัง

[๑๔๙๖]

ราชเสวกไม่ควรพูดมากเกินไป ไม่ควรนิ่งไปทุกเมื่อ

เมื่อถึงเวลา ควรพูดพอประมาณ ไม่พร่ำเพรื่อ

[๑๔๙๗]

ราชเสวกเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น

เป็นคนพูดจริง อ่อนหวาน ไม่ส่อเสียด ไม่พูดถ้อยคำเพ้อเจ้อ

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๙๘]

ราชเสวกพึงเลี้ยงดูมารดาและบิดา

ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

มีวาจาอ่อนหวาน กล่าววาจาละมุนละไม

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๔๙๙]

ราชเสวกเป็นผู้ได้รับแนะนำดี มีศิลปะ ฝึกฝนแล้ว

เป็นผู้ทำประโยชน์ แน่นอน อ่อนโยน

ไม่ประมาท สะอาดและขยัน

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

@เชิงอรรถ :

@๑ ไม่มีลิ้นเหมือนปลา หมายถึงข้าราชการควรมีกิริยาเหมือนไม่มีลิ้น โดยพูดให้น้อย (ทำงานให้มาก)

@เหมือนปลาพูดไม่ได้ เพราะไม่มีลิ้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๙๔/๒๖๐)

[๑๕๐๐]

ราชเสวกเป็นผู้มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

มีความเคารพยำเกรงในท่านผู้เจริญเป็นผู้สงบเสงี่ยม

อยู่ร่วมกันเป็นสุข ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๐๑]

ราชเสวกพึงเว้นไกลซึ่งทูตผู้ที่พระราชาฝ่ายปรปักษ์

ส่งมาเพื่อความลับ พึงดูแลแต่เฉพาะพระราชวงศ์เท่านั้น

ไม่พึงอยู่ในสำนักของพระราชาฝ่ายอื่น

[๑๕๐๒]

ราชเสวกพึงคบหาสมาคมกับสมณะและพราหมณ์

ผู้มีศีล เป็นพหูสูตโดยความเคารพ

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๐๓]

ราชเสวกเมื่อคบหาสมาคมกับสมณะและพราหมณ์

ผู้มีศีล เป็นพหูสูต

พึงสมาทานรักษาอุโบสถศีลโดยความเคารพ

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๐๔]

ราชเสวกพึงบำรุงเลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์

ผู้มีศีล เป็นพหูสูต ด้วยข้าวและน้ำ

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๐๕]

ราชเสวกผู้หวังความเจริญแก่ตน

พึงคบหาสมาคมกับสมณะและพราหมณ์

ผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีปัญญา

[๑๕๐๖]

ราชเสวกไม่พึงทำทานที่เคยพระราชทานมา

ในสมณะและพราหมณ์ให้เสื่อมไป

อนึ่ง เห็นพวกวณิพกที่มาในเวลาพระราชทาน

ไม่ควรห้ามอะไรเลย

[๑๕๐๗]

ราชเสวกพึงเป็นผู้มีปัญญา มีความรู้พร้อมมูล

ฉลาดในวิธีจัดการราชกิจ เป็นผู้รู้จักกาลสมัย

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๐๘]

ราชเสวกเป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่ประมาท

มีปัญญาสอดส่องพิจารณาในการงานที่ตนจะพึงทำ

จัดการงานได้สำเร็จเรียบร้อยดี

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๐๙]

อนึ่ง ราชเสวกพึงไปตรวจตราดูลานข้าวสาลี

ปศุสัตว์ และนาอยู่เสมอๆ

พึงตวงข้าวเปลือกให้รู้ประมาณแล้วให้เก็บไว้ในฉาง

พึงนับดูคนข้างเคียงในเรือนแล้ว

จึงให้หุงต้มข้าวแต่พอประมาณเท่านั้น

[๑๕๑๐]

ไม่พึงตั้งบุตรหรือพี่น้อง

ผู้ไม่ตั้งมั่นในศีลให้เป็นใหญ่

เพราะคนเหล่านั้นเป็นพาล ไม่จัดว่าเป็นพี่น้อง

คนเหล่านั้นเป็นเหมือนคนตายแล้ว

แต่เมื่อคนเหล่านั้นมาหานั่งอยู่แล้ว

ก็ควรให้ผ้า เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร

[๑๕๑๑]

พึงตั้งทาส กรรมกร คนใช้ ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีล

เป็นคนขยันหมั่นเพียรให้เป็นใหญ่

[๑๕๑๒]

ราชเสวกพึงเป็นผู้มีศีล ไม่โลภ

และคล้อยไปตามพระราชา

ประพฤติประโยชน์แก่พระราชานั้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๑๓]

ราชเสวกพึงเป็นผู้รู้จักพระอัธยาศัยของพระราชา

และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระราชา

ไม่ควรประพฤติขัดต่อพระประสงค์ของพระราชา

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๑๔]

ในเวลาผลัดเปลี่ยนพระภูษาทรงและในเวลาสรงสนาน

ราชเสวกควรก้มศีรษะลงชำระพระบาท

แม้จะถูกกริ้วก็ไม่ควรโกรธ

ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้

[๑๕๑๕]

บุรุษผู้หวังความเจริญแก่ตนพึงทำอัญชลีแม้หม้อน้ำ

และทำประทักษิณแม้นกแอ่นลมได้

ไฉนเล่า เขาจะไม่พึงนอบน้อมพระราชาผู้เป็นปราชญ์สูงสุด

ผู้พระราชทานสมบัติที่น่าใคร่ทุกอย่างให้

[๑๕๑๖]

พระราชาผู้ซึ่งทรงพระราชทานที่นอน

ผ้านุ่งห่ม ยาน เรือนที่อยู่อาศัย

ทรงยังโภคะให้ตกไปทั่วถึง

เหมือนเมฆยังน้ำฝนให้ตกไปเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั่วไปฉะนั้น

[๑๕๑๗]

แน่ะเจ้าทั้งหลาย นี้ชื่อว่าราชวสตีธรรม

เมื่อคนประพฤติตาม ย่อมทำให้พระราชาโปรดปราน

และย่อมได้การบูชาในเจ้านายทั้งหลาย

ราชวสตีธรรม จบ

อนันตรเปยยาล

ว่าด้วยเนื้อความที่ย่อไว้ในระหว่าง

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๕๑๘]

วิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา

ครั้นพร่ำสอนหมู่ญาติอย่างนี้แล้ว

มีหมู่ญาติเพื่อนที่สนิทแวดล้อมเข้าไปเฝ้าพระราชา

[๑๕๑๙]

ถวายบังคมพระบาทด้วยเศียรเกล้า

และทำประทักษิณพระองค์แล้ว ประนมมือกราบบังคมทูลดังนี้ว่า

[๑๕๒๐]

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบอริราชศัตรู

มาณพนี้ปรารถนาจะทำตามประสงค์ จึงนำข้าพระองค์ไป

ข้าพระองค์จักกราบทูลประโยชน์ของญาติทั้งหลาย

ขอพระองค์โปรดสดับประโยชน์นั้น

[๑๕๒๑]

ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเอาพระทัยใส่

ดูแลบุตรภรรยาของข้าพระองค์

และทรัพย์อย่างอื่นๆ ที่มีอยู่ในเรือน

โดยประการที่หมู่ญาติของข้าพระองค์จะไม่เสื่อมในภายหลัง

ในเมื่อข้าพระองค์ถวายบังคมลาไปแล้ว

[๑๕๒๒]

ความพลั้งพลาดของข้าพระองค์นี้

ก็เหมือนคนพลาดล้มลงบนแผ่นดิน

แล้วกลับยืนขึ้นได้บนแผ่นดินเหมือนกัน

ฉะนั้น ข้าพระองค์ย่อมเห็นโทษนั้น”

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๕๒๓]

“ท่านไม่อาจจะไปได้ นั่นแหละเป็นความพอใจของเรา

เราจะสั่งให้ฆ่าเชือดเฉือน(มาณพนั้น)ออกเป็นท่อนๆ

แล้วหมกไว้ให้มิดชิดในเมืองนี้ ท่านจงอยู่ที่นี้แหละ

การทำได้ดังนี้ เราชอบใจ

ท่านบัณฑิตผู้มีปัญญาอันสูงส่งกว้างขวางดุจแผ่นดิน

ท่านอย่าไปเลย”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๕๒๔]

“ขอพระองค์อย่าทรงตั้งพระทัยไว้ในอธรรมเลย

ขอจงทรงประกอบพระองค์ไว้ในอรรถและธรรมเถิด

กรรมอันเป็นอกุศลไม่ประเสริฐ บัณฑิตติเตียนว่า

ผู้ทำกรรมอันเป็นอกุศลพึงเข้าถึงนรกในภายหลัง

[๑๕๒๕]

นี่ไม่ใช่ธรรมเลย ไม่เข้าถึงกิจที่ควรทำ

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ธรรมดาว่านายผู้เป็นใหญ่ของทาส

จะทุบตีก็ได้ จะเผาก็ได้ จะฆ่าก็ได้

ข้าพระองค์ไม่มีความโกรธเลย และขอกราบบังคมทูลลาไป”

[๑๕๒๖]

พระมหาสัตว์นั้นมีนัยน์ตาทั้ง ๒ ข้างนองด้วยน้ำตา

กำจัดความกระวนกระวายในหทัยแล้ว

สวมกอดบุตรคนโตแล้วเข้าไปสู่เรือนหลวง

[๑๕๒๗]

บุตรทั้งหลายและภรรยาในบ้านของวิธุรบัณฑิต

ต่างก็นอนร้องไห้คร่ำครวญไปมาอยู่

เหมือนป่าไม้รังถูกพายุพัดล้มระเนระนาด

[๑๕๒๘]

ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน

ต่างประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ

ในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต

[๑๕๒๙]

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย

ต่างพากันประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต

[๑๕๓๐]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ

ในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต

[๑๕๓๑]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ต่างพากันประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต

[๑๕๓๒]

ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

“เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป”

[๑๕๓๓]

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

“เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป”

[๑๕๓๔]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

“เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป”

[๑๕๓๕]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

“เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป”

[๑๕๓๖]

พระมหาสัตว์ทำกิจทั้งหลายในเรือน

สั่งสอนคนของตน คือ มิตร อำมาตย์ คนใช้

บุตร ธิดา ภรรยา และพวกพ้อง

[๑๕๓๗]

จัดการงาน บอกมอบทรัพย์ในเรือน ขุมทรัพย์

และการใช้หนี้ แล้วจึงได้กล่าวกับปุณณกยักษ์ดังนี้ว่า

[๑๕๓๘]

“ท่านกัจจานะ

ท่านได้พักอยู่ในเรือนของข้าพเจ้า ๓ วันแล้ว

กิจทั้งหลายที่ควรทำในเรือนของข้าพเจ้าก็ได้ทำแล้ว

อนึ่ง บุตร ธิดา และภรรยา ข้าพเจ้าก็ได้สั่งสอนแล้ว

บัดนี้ ข้าพเจ้ายอมทำกิจตามอัธยาศัยของท่าน”

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๕๓๙]

“ท่านมหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชกิจทั้งปวง

ก็ถ้าท่านได้สั่งสอนบุตร ธิดา ภรรยา และคนอาศัยแล้ว

ขอเชิญท่านรีบไป ณ บัดนี้เถิด

เพราะทางข้างหน้ายังอยู่อีกไกลนัก

[๑๕๔๐]

ท่านอย่าได้กลัวเลย จงจับหางม้าอาชาไนยเถิด

นี้เป็นการเห็นชีวโลกครั้งสุดท้ายของท่าน”

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๔๑]

“ข้าพเจ้าจักสะดุ้งกลัวไปทำไม

เพราะข้าพเจ้าไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา และใจ

ที่จะเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ

[๑๕๔๒]

พญาม้านั้นนำวิธุรบัณฑิตเหาะไป

ในอากาศกลางหาวไม่กระทบกิ่งไม้และภูเขาเลย

เหาะไปถึงภูเขากาฬาคีรีอย่างรวดเร็ว

[๑๕๔๓]

ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป

[๑๕๔๔]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป

[๑๕๔๕]

ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

“บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน”

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

“บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน”

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

“บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน”

[๑๕๔๖]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ต่างพากันประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญว่า

“บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน”

[๑๕๔๗]

ถ้าบัณฑิตนั้นจักไม่มาภายใน ๗ วัน

ข้าพระพุทธเจ้าจักพากันเข้าไปสู่กองไฟทั้งหมด

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความต้องการด้วยชีวิต

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๕๔๘]

“วิธุรบัณฑิตเป็นคนฉลาดหลักแหลม

สามารถแสดงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ได้แจ้งชัด

มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา คงจะปลดเปลื้องตนได้ฉับพลัน

ท่านทั้งหลายอย่ากลัวไปเลย

วิธุรบัณฑิตปลดเปลื้องตนได้แล้วจักรีบกลับมา”

อนันตรเปยยาล จบ

สาธุนรธรรมกัณฑ์

ตอนว่าด้วยธรรมของคนดี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๕๔๙]

ปุณณกยักษ์นั้นไปยืนคิดอยู่บนยอดภูเขากาฬาคีรีนั้นว่า

เจตนาย่อมเป็นของสูงๆ ต่ำๆ

ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นอยู่ของวิธุรบัณฑิตนี้ไม่มีแก่เรา

เราจักฆ่าวิธุรบัณฑิตนี้แล้วจักนำแต่หัวใจของเขาไป

[๑๕๕๐]

ปุณณกยักษ์มีจิตคิดประทุษร้ายลงจากยอดเขา

ไปสู่เชิงเขา พักพระมหาสัตว์ไว้ในระหว่างภูเขา

ชำแรกเข้าไปภายในภูเขานั้น จับพระมหาสัตว์

เอาศีรษะหย่อนลงแล้วขว้างลงไปที่พื้นดินที่ไม่มีอะไรกีดขวาง

[๑๕๕๑]

วิธุรบัณฑิตเป็นอำมาตย์ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุ

เมื่อถูกห้อยศีรษะลงในเหวชันที่น่ากลัว

น่าสยดสยอง น่าหวาดเสียว ก็ไม่สะดุ้งกลัว

ได้กล่าวกับปุณณกยักษ์ดังนี้ว่า

[๑๕๕๒]

“ท่านมีรูปร่างดังผู้ประเสริฐแต่หาเป็นคนประเสริฐไม่

คล้ายจะเป็นคนสำรวม แต่ไม่สำรวม

ทำกรรมหยาบช้า ไม่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

กุศลแม้แต่น้อยหนึ่งก็ไม่มีในใจของท่าน

[๑๕๕๓]

ท่านปรารถนาจะโยนข้าพเจ้าลงไปในเหว

ท่านจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความตายของข้าพเจ้า

วันนี้ ผิวพรรณของท่านเหมือนของอมนุษย์

ท่านจงบอกข้าพเจ้า ท่านเป็นเทวดาได้อย่างไร”

(ปุณณกยักษ์ตอบว่า)

[๑๕๕๔]

“ถ้าท่านทราบมาแล้วว่าข้าพเจ้าชื่อปุณณกะ

และเป็นอำมาตย์คู่ชีพของท้าวกุเวรพญานาคใหญ่นามว่าวรุณ

ผู้ครอบครองนาคพิภพ มีรูปงามสะอาด

ถึงพร้อมด้วยผิวพรรณแห่งสรีระและกำลัง

[๑๕๕๕]

ข้าพเจ้ารักใคร่อยากได้นางนาคกัญญา

ชื่ออิรันทดี ผู้เป็นธิดาของพญานาคนั้น

ท่านผู้เป็นปราชญ์ เพราะเหตุแห่งนางอิรันทดี

ผู้มีเอวงามน่ารักนั้น ข้าพเจ้าจึงตกลงใจจะฆ่าท่าน”

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๕๖]

“ยักษ์ ท่านอย่าได้ลุ่มหลงนักเลย

สัตวโลกเป็นจำนวนมากพินาศไปเพราะความถือผิด

เพราะเหตุไร ท่านจึงทำความรักใคร่

ในนางอิรันทดีผู้มีเอวงามน่ารัก

ท่านจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความตายของข้าพเจ้า

เชิญเถิด ข้าพเจ้าขอฟังเรื่องทั้งหมด”

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๕๕๗]

“ข้าพเจ้าปรารถนาธิดาของพญาวรุณนาคราช

ผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้รับอาสา

นำญาติของนางอิรันทดีมา ญาติเหล่านั้นได้สำคัญข้าพเจ้าว่า

ถูกกามครอบงำด้วยดี

ฉะนั้น พญาวรุณนาคราช พ่อตาจึงได้ตรัสกับข้าพเจ้า

ผู้กำลังทูลขอนางอิรันทดีนาคกัญญานั้นว่า

[๑๕๕๘]

เราทั้งหลายพึงให้ธิดาของเราผู้มีร่างกายงดงาม

มีเนตรงามอย่างน่าพิศวง มีตัวลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

ถ้าท่านจะพึงให้ดวงหทัยของบัณฑิต

นำมาในนาคพิภพนี้โดยธรรม

เพราะความดีความชอบนี้ ท่านก็จะได้ธิดาของเรา

เราทั้งหลายมิได้ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งไปกว่านั้น

[๑๕๕๙]

ท่านมหาอำมาตย์ ข้าพเจ้ามิได้เป็นคนหลง

ท่านจงฟังให้ทราบเรื่องอย่างนี้

อนึ่ง ข้าพเจ้ามิได้มีความถือผิดอะไรๆ เลย

เพราะหทัยของท่านที่ข้าพเจ้าได้ไปโดยชอบธรรม

ท้าววรุณนาคราชและนางวิมลา

จะประทานนางอิรันทดีนาคกัญญาให้แก่ข้าพเจ้า

[๑๕๖๐]

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงพยายามฆ่าท่าน

ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์ด้วยการตายของท่านอย่างนี้

จึงผลักท่านให้ตกลงในเหวนี้

ฆ่าแล้วจะนำเอาดวงหทัยนั้นไป”

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๖๑]

“จงวางข้าพเจ้าลงโดยเร็วเถิด

ถ้าท่านมีความจำเป็นที่จะต้องทำด้วยหทัยของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจะทำธรรมเหล่านั้นทั้งหมดให้ปรากฏในวันนี้”

[๑๕๖๒]

ปุณณกยักษ์นั้นรีบวางวิธุรบัณฑิต

ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุลงบนยอดเขา

เห็นวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม

ได้ความเบาใจนั่งอยู่ จึงถามว่า

[๑๕๖๓]

ข้าพเจ้าได้ยกท่านขึ้นมาจากเหวแล้ว

วันนี้ ข้าพเจ้ายังมีความจำเป็นที่ต้องทำด้วยหทัยของท่านอยู่

ท่านจงทำธรรมเหล่านั้นทั้งหมดให้ปรากฏแก่ข้าพเจ้าในวันนี้เถิด”

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๖๔]

“ท่านได้ยกข้าพเจ้าขึ้นมาจากเหวแล้ว

ถ้าท่านยังมีความจำเป็นที่ต้องทำด้วยหทัยของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจะทำธรรมเหล่านั้นทั้งหมดให้ปรากฏในวันนี้

[๑๕๖๕]

มาณพ ท่านจงเดินไปตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว

จงอย่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่ม

อย่าได้ประทุษร้ายในมิตรทั้งหลายในกาลไหนๆ

อย่าตกอยู่ในอำนาจของเหล่าอสตรี ๑-”

@เชิงอรรถ :

@๑ อสตรี หมายถึงหญิงผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม (เมถุนธรรม) (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๕๖๕/๒๘๖)

(ปุณณกยักษ์ถามว่า)

[๑๕๖๖]

“บุคคลชื่อว่าเป็นผู้เดินไปตามทางที่เดินไปแล้วอย่างไร

ชื่อว่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่มอย่างไร บุคคลเช่นไร

จึงชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายมิตร หญิงเช่นไรชื่อว่าอสตรี

ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้เถิด”

(วิธุรบัณฑิตตอบว่า)

[๑๕๖๗]

“ผู้ใดพึงเชื้อเชิญคนที่ไม่เคยอยู่ร่วมกัน

ไม่เคยพบเห็นกันด้วยอาสนะ

บุรุษพึงทำประโยชน์แก่ผู้นั้นเท่านั้น

บัณฑิตกล่าวว่าบุรุษนั้นเดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว

[๑๕๖๘]

บุคคลพึงอยู่ในเรือนของผู้ใดแม้คืนเดียว

พึงได้ทั้งข้าวและน้ำ ไม่ควรคิดร้ายแก่ผู้นั้นแม้ด้วยใจ

ผู้คิดร้ายบุคคลเช่นนั้น ชื่อว่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่ม

และชื่อว่าประทุษร้ายมิตร

[๑๕๖๙]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มของต้นไม้ใด

ไม่ควรหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น

เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม

[๑๕๗๐]

หากบุรุษพึงให้แผ่นดินนี้ที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์

แก่หญิงผู้ที่สามียกย่องเป็นอย่างดี

หญิงนั้นได้โอกาสแล้วพึงดูหมิ่นบุรุษนั้นก็ได้

บุคคลไม่พึงตกอยู่ในอำนาจของอสตรี

[๑๕๗๑]

บุคคลชื่อว่าเป็นผู้เดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้วอย่างนี้

ชื่อว่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่มอย่างนี้

ชื่อว่าตกอยู่ในอำนาจของอสตรีอย่างนี้

และชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายมิตรอย่างนี้

ท่านจงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ละเลิกอธรรมเถิด”

สาธุนรธรรมกัณฑ์ จบ

กาฬาคิริกัณฑ์

ตอนว่าด้วยภูเขาสีดำ

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๕๗๒]

“ข้าพเจ้าได้พักอยู่ในเรือนของท่าน ๓ วัน

ทั้งเป็นผู้ที่ท่านบำรุงด้วยข้าวและน้ำ

ท่านเป็นมิตรของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปลดปล่อยท่าน

ท่านผู้มีปัญญาอันสูงส่ง

เชิญท่านกลับไปเรือนของท่านตามต้องการเถิด

[๑๕๗๓]

ความต้องการของตระกูลนาคจะเสื่อมไปก็ตามเถิด

เหตุที่จะได้นางนาคกัญญา ข้าพเจ้ายกเลิกแล้ว

ท่านผู้มีปัญญา เพราะคำสุภาษิตของตนเองแท้ๆ

ท่านจึงพ้นจากข้าพเจ้าผู้จะฆ่าท่านในวันนี้”

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๗๔]

“ปุณณกยักษ์ เชิญท่านนำข้าพเจ้าไป

ในสำนักของพ่อตาของท่านเถิด

จงประพฤติประโยชน์ในข้าพเจ้า

แม้ข้าพเจ้าก็อยากเห็นท้าววรุณอธิบดีของนาค

และวิมานของท้าวเธอที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น”

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๕๗๕]

“คนผู้มีปัญญาไม่ควรจะดู

สิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คน

ท่านผู้มีปัญญาอันสูงส่ง

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ

ท่านจึงปรารถนาจะไปยังบ้านของศัตรูเล่า

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๗๖]

“แม้ข้าพเจ้าก็รู้ชัดถึงสิ่งที่ผู้มีปัญญาไม่ควรจะดู

แต่ข้าพเจ้าไม่มีกรรมชั่วที่ได้ทำไว้แล้วในที่ไหนเลย

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รังเกียจความตายที่จะมาถึงตน”

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๕๗๗]

ท่านบัณฑิต เชิญเถิด ท่านจงมากับข้าพเจ้าไปดูพิภพ

ของพญานาค ซึ่งมีอานุภาพมาก หาที่เปรียบมิได้

เป็นที่อยู่อันมีการฟ้อนรำขับร้องตามปรารถนา

[๑๕๗๘]

เหมือนนิกีฬิตราชธานีเป็นที่ประทับอยู่ของท้าวเวสสุวรรณฉะนั้น

นาคพิภพนั้นเป็นที่เที่ยวเล่นเป็นหมู่ๆ

ของนางนาคกัญญาตลอดวันและคืนเป็นนิตย์

มีดอกไม้ดารดาษอยู่มากมายหลายชนิด

สว่างไสวดังสายฟ้าในอากาศ

[๑๕๗๙]

ประกอบด้วยข้าวและน้ำ

เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้องและการประโคม

เต็มไปด้วยนางนาคกัญญาที่ประดับอย่างสวยงาม

งดงามไปด้วยผ้านุ่งห่มและเครื่องประดับ

[๑๕๘๐]

ปุณณกยักษ์นั้นเชิญให้วิธุรบัณฑิต

ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุไปนั่งบนอาสนะข้างหลัง

ได้พาวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทรามเข้าสู่ภพของพญานาค

[๑๕๘๑]

วิธุรบัณฑิตถึงที่อยู่ของพญานาคซึ่งมีอานุภาพมาก

หาที่เปรียบมิได้แล้ว ได้อยู่ข้างหลังของปุณณกยักษ์

พญานาคได้ทอดพระเนตรเห็นลูกเขยของตนก่อความสามัคคี

ตนเองก็รีบตรัสทักทายปราศรัยก่อนเลยทีเดียวว่า

[๑๕๘๒]

ท่านได้ไปยังโลกมนุษย์

เที่ยวแสวงหาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต

กลับมาถึงนาคพิภพนี้ด้วยความสำเร็จหรือ

หรือว่าท่านได้พาเอาวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทรามมาด้วย”

(ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)

[๑๕๘๓]

“ท่านผู้นี้แหละคือวิธุรบัณฑิต

ที่พระองค์ทรงปรารถนามาแล้ว

ท่านวิธุรบัณฑิตผู้รักษาธรรม

ข้าพระพุทธเจ้าได้มาแล้วโดยธรรม

เชิญพระองค์ทอดพระเนตรวิธุรบัณฑิต

ผู้จะแสดงธรรมถวายด้วยเสียงอันไพเราะเฉพาะพระพักตร์

การสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลายเป็นเหตุนำสุขมาให้โดยแท้”

กาฬาคิริกัณฑ์ จบ

(พญานาคตรัสถามว่า)

[๑๕๘๔]

“ท่านเป็นมนุษย์มาเห็นนาคพิภพที่ตนไม่เคยเห็น

ถูกภัยคือความตายคุกคามแล้ว ไม่กลัวและไม่อภิวาท

อาการเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่มีแก่ผู้มีปัญญา”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๕๘๕]

“ข้าแต่พญานาค ข้าพระองค์ไม่กลัว

และไม่ถูกภัยคือความตายคุกคาม

นักโทษประหารไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาต

หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้นักโทษประหารไหว้ตน

[๑๕๘๖]

คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน

หรือผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่ตนจะฆ่า

กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ”

(พญานาคตรัสว่า)

[๑๕๘๗]

“บัณฑิต คำนั้นถูกอย่างที่ท่านพูด ท่านพูดจริง

นักโทษประหารไม่ควรกราบไหว้เพชฌฆาต

หรือเพชฌฆาตก็ไม่ควรให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน

[๑๕๘๘]

คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน

หรือผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่ตนจะฆ่า

กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๕๘๙]

“ข้าแต่นาคราช วิมานของพระองค์นี้

เป็นของไม่เที่ยง แต่เป็นเหมือนเที่ยง

ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร

และการอุบัติในนาคพิภพได้มีแล้วแก่พระองค์

ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้นกับพระองค์

วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาอย่างไรหนอ

[๑๕๙๐]

วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาเพราะอาศัยอะไร

หรือเป็นของเกิดขึ้นตามฤดูกาล

พระองค์ทรงสร้างขึ้นเองหรือเหล่าเทวดาถวายพระองค์

ข้าแต่พญานาค ขอพระองค์ตรัสบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์

ตามที่พระองค์ทรงได้วิมานนี้เถิด”

(พญานาคตรัสว่า)

[๑๕๙๑]

“วิมานนี้ เราจะได้มาเพราะอาศัยอะไรก็หามิได้

จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลก็หามิได้

เรามิได้ทำขึ้นเอง เหล่าเทวดาก็มิได้ถวาย

วิมานนี้เราได้มาด้วยบุญกรรมอันไม่ต่ำทรามของเราเอง”

(วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)

[๑๕๙๒]

“ข้าแต่นาคราช อะไรเป็นวัตร

อะไรเป็นพรหมจรรย์ของพระองค์

ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร

และการอุบัติในนาคพิภพ ทั้งวิมานใหญ่ของพระองค์นี้

เป็นผลของกรรมอะไรที่พระองค์ทรงประพฤติไว้ดีแล้ว”

(พญานาคตรัสว่า)

[๑๕๙๓]

“เราและภรรยาทั้ง ๒ เมื่อครั้งยังอยู่ในมนุษยโลก

เป็นผู้มีศรัทธา เป็นทานบดี

ครั้งนั้น เรือนของเราเป็นดังบ่อน้ำ

เราได้บำรุงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญแล้ว

[๑๕๙๔]

เราทั้ง ๒ ได้ถวายทาน คือ ดอกไม้ ของหอม

เครื่องลูบไล้ เครื่องประทีป ที่นอน ที่พัก

ผ้านุ่งห่ม ผ้าปูนอน ข้าว และน้ำ โดยเคารพ

[๑๕๙๕]

ทานที่ได้ถวายโดยความเคารพนั้นเป็นวัตรของเรา

และการสมาทานวัตรนั้นเป็นพรหมจรรย์ของเรา

ท่านนักปราชญ์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร

การอุบัติในนาคพิภพ และวิมานใหญ่ของเรานี้

เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์นั้นที่เราประพฤติดีแล้ว”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๕๙๖]

“ถ้าวิมานนี้พระองค์ทรงได้มาด้วยอานุภาพแห่งบุญอย่างนี้

พระองค์ย่อมทรงทราบผลบุญ

และทราบการอุบัติในนาคพิภพเพราะผลบุญ

เพราะเหตุนั้นแล ขอพระองค์อย่าทรงประมาท

จงทรงประพฤติธรรมตามที่จะได้ครอบครองวิมานนี้ต่อไปเถิด”

(พญานาคตรัสว่า)

[๑๕๙๗]

“ท่านบัณฑิต ในนาคพิภพนี้

ไม่มีสมณะและพราหมณ์ที่เราจะถวายข้าวและน้ำเลย

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา

โดยที่เราจะพึงได้ครอบครองวิมานต่อไปอีกเถิด”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๕๙๘]

“ข้าแต่พญานาค ก็นาคทั้งหลายที่เป็นพระโอรส

พระธิดา พระชายา ทั้งพระญาติและข้าเฝ้าของพระองค์

ผู้อุบัติในวิมานนี้มีอยู่ ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประทุษร้าย

ในนาคที่เป็นพระโอรสเป็นต้นเหล่านั้น

ด้วยพระกายและพระวาจาเป็นนิตย์เถิด

[๑๕๙๙]

พระองค์ทรงรักษาความไม่ประทุษร้าย

ด้วยพระกายและพระวาจาอย่างนี้

พระองค์ดำรงอยู่ในวิมานนี้ได้จนตลอดพระชนมายุแล้ว

จักเสด็จไปสู่เทวโลกซึ่งสูงขึ้นไปกว่านาคพิภพนี้”

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๖๐๐]

ท่านเป็นอำมาตย์คู่ชีพของพระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์ใด

พระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้นพรากจากท่านแล้ว

ย่อมทรงเศร้าโศกแน่ทีเดียว คนผู้ถูกความทุกข์ครอบงำก็ดี

คนผู้ป่วยหนักก็ดี ได้สมาคมกับท่านแล้วพึงได้ความสุข”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๖๐๑]

“ข้าแต่พญานาค พระองค์ตรัสธรรมของเหล่าสัตบุรุษ

ซึ่งเป็นส่วนแห่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม

ที่นักปราชญ์ได้ประพฤติดีแล้วโดยแท้

เพราะบรรดาอันตรายทั้งหลาย เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น

คุณวิเศษของเหล่าบุคคลผู้มีปัญญาเช่นข้าพระองค์ย่อมปรากฏ”

(พญานาคตรัสถามว่า)

[๑๖๐๒]

“ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ได้ท่านมาเปล่าๆ หรือ

ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ชนะในการเล่นการพนัน

จึงได้ท่านมา ปุณณกยักษ์นี้บอกว่า ได้ท่านมาโดยธรรม

ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของปุณณกยักษ์นี้ได้อย่างไร”

(วิธุรบัณฑิตทูลตอบว่า)

[๑๖๐๓]

“ปุณณกยักษ์นี้เล่นการพนันชนะพระราชาของข้าพระองค์

ผู้เป็นใหญ่ในกรุงอินทปัตถ์นั้น

พระราชาพระองค์นั้นที่ปุณณกยักษ์ชนะแล้ว

จึงได้ทรงพระราชทานข้าพระองค์แก่ปุณณกยักษ์นี้

ปุณณกยักษ์นี้จึงได้ข้าพระองค์มาโดยธรรม

มิใช่ได้มาโดยไม่เป็นธรรม”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๖๐๔]

“ในกาลนั้น พญานาคผู้ประเสริฐทรงสดับคำสุภาษิต

ของวิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์แล้ว

ทรงชื่นชมโสมนัสมีพระทัยเต็มตื้นด้วยปีติ

ทรงจูงมือวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม

ได้เสด็จเข้าไปในที่อยู่ของพระชายา” ตรัสว่า

[๑๖๐๕]

“น้องวิมลา เพราะเหตุใด น้องจึงผอมเหลือง

เพราะเหตุใด น้องจึงไม่ชอบเสวยพระกระยาหาร

ก็เกียรติคุณเช่นนั้นของเราไม่มี

ท่านผู้นี้คือวิธุรบัณฑิตผู้บรรเทาความมืดของโลกทั้งปวง

[๑๖๐๖]

นี้คือผู้ที่น้องต้องการหัวใจ ผู้ทำความสว่างไสวมาถึงแล้ว

เชิญน้องตั้งใจฟังถ้อยคำของท่าน

การที่จะได้เห็นท่านอีกเป็นการหาได้ยาก”

(พระศาสดาตรัสต่อไปว่า)

[๑๖๐๗]

“นางวิมลาทอดพระเนตรเห็นวิธุรบัณฑิตนั้น

ผู้มีปัญญาดุจแผ่นดินแล้ว มีพระทัยยินดีโสมนัส

ทรงยกพระองคุลีทั้ง ๑๐ นิ้วขึ้นไหว้และตรัสกับวิธุรบัณฑิต

ผู้เป็นนักปราชญ์ประเสริฐที่สุดแห่งชาวกุรุรัฐว่า

[๑๖๐๘]

“ท่านเป็นมนุษย์มาเห็นนาคพิภพที่ตนไม่เคยเห็น

ถูกภัยคือความตายคุกคามแล้ว ไม่กลัวและไม่อภิวาท

อาการเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่มีแก่ผู้มีปัญญา”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๖๐๙]

“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี ข้าพระองค์ไม่กลัว

และไม่ถูกภัยคือความตายคุกคาม

นักโทษประหารไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาต

หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน

[๑๖๑๐]

คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน

หรือผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่ฆ่าตน

กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ”

(นางนาควิมลาตรัสว่า)

[๑๖๑๑]

บัณฑิต คำนั้นถูกอย่างที่ท่านพูด ท่านพูดจริง

นักโทษประหารไม่ควรกราบไหว้เพชฌฆาต

หรือเพชฌฆาตก็ไม่ควรให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน

[๑๖๑๒]

คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน

หรือผู้ที่ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่จะฆ่าตน

กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ”

(วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)

[๑๖๑๓]

“ข้าแต่นางนาคกัญญา วิมานของพระองค์นี้

เป็นของไม่เที่ยง แต่เป็นเหมือนเที่ยง

ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร

และการอุบัติในนาคพิภพได้มีแล้วแก่พระองค์

ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้นกับพระองค์

วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาอย่างไรหนอ

[๑๖๑๔]

วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาเพราะอาศัยอะไร

หรือเป็นของเกิดขึ้นตามฤดูกาล

พระองค์งทรงสร้างขึ้นเองหรือเหล่าเทวดาถวายพระองค์

ข้าแต่นางนาคกัญญา ขอพระองค์ตรัสบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์

ตามที่พระองค์ทรงได้วิมานนี้เถิด”

(นางนาควิมลาตอบว่า)

[๑๖๑๕]

“วิมานนี้ ฉันจะได้มาเพราะอาศัยอะไรก็หามิได้

จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลก็หามิได้

ฉันมิได้ทำขึ้นเอง เหล่าเทวดาก็มิได้ถวาย

วิมานนี้ฉันได้มาด้วยบุญกรรมอันไม่ต่ำทรามของฉันเอง

(วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)

[๑๖๑๖]

“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี อะไรเป็นวัตร

อะไรเป็นพรหมจรรย์ของพระองค์

ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร

และการอุบัติในนาคพิภพ ทั้งวิมานใหญ่ของพระองค์นี้

เป็นผลของกรรมอะไรที่พระองค์ได้ประพฤติไว้ดีแล้ว”

(นางนาควิมลาตอบว่า)

[๑๖๑๗]

“ฉันและพระสวามีของฉันทั้ง ๒

เป็นผู้มีศรัทธา เป็นทานบดี

ครั้งนั้น เรือนของฉันเป็นดังบ่อน้ำ

ฉันได้บำรุงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญแล้ว

[๑๖๑๘]

ฉันและพระสวามีได้ถวายทาน คือ ดอกไม้ ของหอม

เครื่องลูบไล้ เครื่องประทีป ที่นอน ที่พัก

ผ้านุ่งห่ม ผ้าปูนอน ข้าว และน้ำ โดยเคารพ

[๑๖๑๙]

ทานที่ได้ถวายโดยเคารพนั้นเป็นวัตรของฉัน

และการสมาทานวัตรนั้นเป็นพรหมจรรย์ของฉัน

ท่านนักปราชญ์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร

การอุบัติในนาคพิภพ และวิมานใหญ่ของฉันนี้

เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์นั้นที่ฉันประพฤติดีแล้ว”

(วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)

[๑๖๒๐]

“ถ้าวิมานนี้พระองค์ทรงได้มาด้วยอานุภาพแห่งบุญอย่างนี้

พระองค์ย่อมทรงทราบผลบุญ

และทราบการอุบัติในนาคพิภพเพราะผลบุญ

เพราะเหตุนั้นแล ขอพระองค์อย่าทรงประมาท

จงทรงประพฤติธรรมตามที่จะได้ครอบครองวิมานนี้ต่อไปเถิด

(นางนาควิมลากล่าวว่า)

[๑๖๒๑]

“ท่านบัณฑิต ในนาคพิภพนี้

ไม่มีสมณะและพราหมณ์ที่ฉันจะถวายข้าวและน้ำเลย

ฉันถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ฉัน

โดยที่ฉันจะพึงได้ครอบครองวิมานต่อไปอีกเถิด”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๖๒๒]

“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี ก็นาคทั้งหลายที่เป็นพระโอรส

พระธิดา พระสวามี ทั้งพระญาติ และข้าเฝ้าของพระองค์

ผู้อุบัติในวิมานนี้มีอยู่ ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประทุษร้าย

ในนาคที่เป็นพระโอรสเป็นต้นเหล่านั้น

ด้วยพระกายและพระวาจาเป็นนิตย์เถิด

[๑๖๒๓]

พระองค์ทรงรักษาความไม่ประทุษร้าย

ด้วยพระกายและพระวาจาอย่างนี้

พระองค์ดำรงอยู่ในวิมานนี้ได้จนตลอดพระชนมายุแล้ว

จักเสด็จไปสู่เทวโลกซึ่งสูงขึ้นไปกว่านาคพิภพนี้”

(นางนาควิมลาตรัสว่า)

[๑๖๒๔]

“ท่านเป็นอำมาตย์คู่ชีพของพระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์ใด

พระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้นพรากจากท่านแล้ว

ย่อมทรงเศร้าโศกแน่ทีเดียว คนผู้ถูกความทุกข์ครอบงำก็ดี

คนผู้ป่วยหนักก็ดี ได้สมาคมกับท่านแล้วพึงได้ความสุข”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๖๒๕]

“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี พระองค์ตรัสธรรมของเหล่าสัตบุรุษ

ซึ่งเป็นส่วนแห่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม

ที่นักปราชญ์ได้ประพฤติดีแล้วโดยแท้

เพราะบรรดาอันตรายทั้งหลาย เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น

คุณวิเศษของบุคคลผู้มีปัญญาเช่นข้าพระองค์ย่อมปรากฏ”

(นางนาควิมลาตรัสถามว่า)

[๑๖๒๖]

“ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ได้ท่านมาเปล่าๆ หรือ

ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ชนะในการเล่นการพนัน

จึงได้ท่านมา ปุณณกยักษ์นี้บอกว่า ได้ท่านมาโดยธรรม

ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของปุณณกยักษ์นี้ได้อย่างไร”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๖๒๗]

“ปุณณกยักษ์นี้เล่นการพนันชนะพระราชาของข้าพระองค์

ผู้เป็นใหญ่ในกรุงอินทปัตถ์นั้น

พระราชาพระองค์นั้นที่ปุณณกยักษ์ชนะแล้ว

จึงได้ทรงพระราชทานข้าพระองค์แก่ปุณณกยักษ์นี้

ปุณณกยักษ์นี้จึงได้ข้าพระองค์มาโดยธรรม

มิใช่ได้มาโดยไม่เป็นธรรม”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า)

[๑๖๒๘]

พญานาควรุณได้ตรัสถามปัญาหากับบัณฑิตฉันใด

แม้พระนางวิมลานาคกัญญาก็ตรัสถามปัญหากับบัณฑิตฉันนั้น

[๑๖๒๙]

วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ที่พญานาควรุณตรัสถามแล้ว

ได้พยากรณ์ปัญหาให้พญานาควรุณทรงยินดีฉันใด

แม้พระนางวิมลานาคกัญญาก็ให้ทรงยินดีฉันนั้น

[๑๖๓๐]

วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ทราบว่า พญานาคผู้ประเสริฐ

และนางนาคกัญญาทั้ง ๒ พระองค์นั้นพอพระทัย

ก็ไม่ครั่นคร้าม ไม่กลัว ไม่ขนพองสยองเกล้า

ได้กราบทูลท้าววรุณนาคราชว่า

[๑๖๓๑]

“ข้าแต่พญานาค พระองค์อย่าทรงวิตกเลย

ข้าพระองค์เป็นส่วย ๑- ขอพระองค์จงทรงทำกิจ

ด้วยเนื้อหทัยตามที่พระองค์ทรงประสงค์เถิด

ข้าพระองค์จะทำลายสรีระนี้ตามพระประสงค์ของพระองค์เอง”

(พญานาคตรัสว่า)

[๑๖๓๒]

“ปัญญานั่นเอง เป็นหัวใจของบัณฑิตทั้งหลาย

พวกเรายินดีด้วยปัญญาของท่านยิ่งนัก

ขอปุณณกเสนาบดีของยักษ์จงได้ภรรยา ณ วันนี้

และจงไปส่งท่านให้ถึงแคว้นกุรุในวันเดียวกันนี้เถิด”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๖๓๓]

ปุณณกยักษ์นั้นได้นางอิรันทดีนาคกัญญาแล้ว

ก็มีใจชื่นชมโสมนัส ได้กล่าวกับวิธุรบัณฑิต

ผู้ประเสริฐที่สุดแห่งชาวแคว้นกุรุว่า

@เชิงอรรถ :

@๑ ส่วย หมายถึงของที่เรียกเก็บจากพื้นเมืองส่งเป็นภาคหลวง ตามวิธีเรียกเก็บภาษีอากรในสมัยโบราณ

@(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๗๙๔)

[๑๖๓๔]

“ท่านวิธุรบัณฑิต ท่านได้ทำให้ข้าพเจ้า

พร้อมเพรียงกับภรรยา

ข้าพเจ้าจะทำกิจให้แก่ท่าน จะให้รัตนะคือแก้วมณีนี้แก่ท่าน

และจะนำท่านไปส่งให้ถึงแคว้นกุรุในวันนี้เลยทีเดียว”

(วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๖๓๕]

“กัจจานะ ขอท่านจงมีไมตรี

อย่าได้แตกแยกกับภรรยาผู้น่ารักของท่านตลอดไปเถิด

ขอท่านจงเป็นผู้มีจิตเบิกบานมีปีติโสมนัส

ท่านได้ให้แก้วมณีแล้ว

ขอจงนำข้าพเจ้าไปยังกรุงอินทปัตถ์ด้วยเถิด

(พระศาสดาตรัสต่อไปว่า)

[๑๖๓๖]

ปุณณกยักษ์นั้นเชิญให้วิธุรบัณฑิต

ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุ ซึ่งมีปัญญาไม่ต่ำทราม

ให้ขึ้นนั่งบนอาสนะข้างหน้าของตนแล้ว

นำไปยังกรุงอินทปัตถ์

[๑๖๓๗]

ปุณณกยักษ์นั้นได้นำวิธุรบัณฑิต

ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุไปสู่กรุงอินทปัตถ์

ได้เร็วยิ่งกว่าใจของมนุษย์คิดไปรับอารมณ์ ๑- เสียอีก

(ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)

[๑๖๓๘]

“โน่น กรุงอินทปัตถ์ปรากฏอยู่

และป่ามะม่วงที่น่ารื่นรมย์ก็เห็นเป็นหย่อมๆ

ข้าพเจ้าพร้อมกับภรรยาและท่านก็ได้ถึงที่พักอาศัยของตน”

@เชิงอรรถ :

@๑ เร็วยิ่งกว่าใจของมนุษย์คิดไปรับอารมณ์ หมายถึงธรรมดาใจไปหาอะไรไม่ได้ เป็นแต่ว่ารับอารมณ์ได้ไกล

@ท่านจึงเรียกว่า ใจไป อธิบายว่า การเดินทางของม้าสินธพมโนมัย(ของปุณณกยักษ์)นั้น เร็วยิ่งกว่าใจ

@รับอารมณ์ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๓๖๗/๓๐๕)

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๖๓๙]

ปุณณกยักษ์ผู้มีผิวพรรณผุดผ่องนั้น

ได้ยกวิธุรบัณฑิตผู้ประเสริฐที่สุดของชาวแคว้นกุรุ

ลงไว้ในท่ามกลางธรรมสภาแล้ว

ก็ขึ้นม้าอาชาไนยเหาะไปในอากาศกลางหาว

[๑๖๔๐]

พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นวิธุรบัณฑิตนั้นแล้ว

ทรงพระปรีดาปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง

เสด็จลุกขึ้นสวมกอดวิธุรบัณฑิตด้วยพระพาหาทั้ง ๒

ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะ

ท่ามกลางธรรมสภาตรงพระพักตร์ ตรัสว่า

[๑๖๔๑]

“ท่านเป็นผู้แนะนำพวกเรา

เหมือนนายสารถีบังคับรถหุ้มเกราะ

ชาวแคว้นกุรุทั้งหลายยินดีเพราะได้เห็นท่าน

เราได้ถามท่านแล้ว ขอจงบอกเนื้อความนั้น

ท่านพ้นจากมาณพมาได้อย่างไร”

(วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๑๖๔๒]

“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน

ซึ่งแกล้วกล้าและประเสริฐกว่าคน

ผู้ที่พระองค์เรียกว่ามาณพนั้นมิใช่มนุษย์

เขาเป็นยักษ์ชื่อปุณณกะ

พระองค์ก็ทรงเคยได้ทราบชื่อมาแล้ว

ก็ปุณณกยักษ์นั้นเป็นอำมาตย์คู่ชีพของท้าวกุเวร

[๑๖๔๓]

พญานาคทรงพระนามว่าวรุณผู้ครองนาคพิภพ

มีพระกายใหญ่ สะอาด สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณและกำลัง

ปุณณกยักษ์รักปรารถนานางนาคกัญญาชื่ออิรันทดี

ผู้เป็นธิดาของพญานาคนั้น

[๑๖๔๔]

ปุณณกยักษ์นั้นจึงตกลงใจจะฆ่าข้าพระองค์

เพราะเหตุแห่งนางอิรันทดีผู้มีเอวบางร่างน้อยน่ารัก

ก็ปุณณกยักษ์นั้นแลเป็นผู้พร้อมเพรียงกับภรรยา

ส่วนข้าพระองค์ได้รับอนุญาตพญานาคมา

และได้แก้วมณีมาด้วย”

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๖๔๕]

“มีต้นไม้ต้นหนึ่งเกิดริมประตูราชมณเฑียรของเรา

มีปัญญาเป็นลำต้น มีศีลเป็นกิ่ง

ต้นไม้นั้นผลิผลต้องตามอรรถและธรรม

มีผลเป็นปัญจโครส ๑- ดารดาษไปด้วยช้าง ม้า และโค

[๑๖๔๖]

เมื่อมหาชนกำลังทำการบูชาต้นไม้นั้น

เล่นเพลินอยู่ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง และดนตรี

มีบุรุษคนหนึ่งไล่ทหารให้หนีไปแล้วถอนต้นไม้นั้นไปด้วย

ต้นไม้ของเรานั้นกลับคืนมาตั้งอยู่ตามเดิม

วิธุรบัณฑิตนี้ก็เหมือนต้นไม้ใหญ่นั้น

กลับคืนมาสู่ที่อยู่ของตนตามเดิมแล้ว

ขอท่านทั้งหลายจงทำความเคารพนบนอบแก่ต้นไม้นี้เถิด

[๑๖๔๗]

ขอเชิญอำมาตย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้มีความปลื้มใจด้วยยศ

ที่ได้เพราะอาศัยเราทุกๆ ท่านทีเดียว

จงแสดงความปลื้มใจของตนให้ปรากฏในวันนี้เถิด

ท่านกระทำบรรณาการให้มากแล้ว

จงทำความเคารพนบนอบแก่ต้นไม้นี้เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ปัญจโครส หมายถึงผลที่ได้จากนมโค ๕ ประการ (นมสด, นมส้ม, เนยใส, เนยข้น, เปรียง)

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๖๔๕/๓๑๑)

[๑๖๔๘]

สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ถูกผูกไว้และขังไว้

ซึ่งมีอยู่ในแว่นแคว้นของเรา

ขอชนทั้งหลายจงปล่อยสัตว์เหล่านั้นจากเครื่องผูกให้หมดเถิด

วิธุรบัณฑิตนี้หลุดพ้นจากการจองจำแล้วฉันใด

ขอสัตว์เหล่านั้นจงหลุดพ้นจากเครื่องผูกฉันนั้นเหมือนกัน

[๑๖๔๙]

ขอพวกชาวนาชาวไร่จงหยุดพักคราดไถไว้

เล่นมหรสพตลอดเดือนหนึ่งนี้เถิด

ขอเชิญพราหมณ์ทั้งหลายจงมาบริโภคข้าวที่เจือด้วยเนื้อ

พวกนักเลงสุราและพวกที่ชอบดื่มสุราจงดื่มจากถ้วยที่เต็มเปี่ยม

[๑๖๕๐]

พวกหญิงแพศยาที่อาศัยอยู่ตามถนนใหญ่

จงเล้าโลมชายผู้มีความต้องการเป็นนิตย์

อนึ่ง ราชบุตรทั้งหลายจงจัดแจงการรักษาในแคว้นให้เข้มแข็ง

อย่าได้เบียดเบียนกันและกัน

ขอท่านทั้งหลายจงทำความเคารพยำเกรงแก่ต้นไม้นี้เถิด”

(เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว)

[๑๖๕๑]

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพวกพราหมณ์

ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมาให้วิธุรบัณฑิต

[๑๖๕๒]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมาให้วิธุรบัณฑิต

[๑๖๕๓]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ต่างพากันนำข้าวและน้ำเป็นอันมากมาให้วิธุรบัณฑิต

[๑๖๕๔]

ชนเป็นจำนวนมากเห็นวิธุรบัณฑิตกลับมาถึงแล้ว

ต่างก็เลื่อมใส ครั้นวิธุรบัณฑิตมาถึงโดยลำดับแล้ว

ต่างโบกผ้าไปมาด้วยประการฉะนี้แล

วิธุรชาดกที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๘. มหานารทกัสสปชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๑๐. มหาเวสสันตรชาดก