ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๑๐. มหาเวสสันตรชาดก

๑๐. มหาเวสสันตรชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๐๔๕ · บรรทัด ๖๕๑๑เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๐. เวสสันดรชาดก ๑- (๕๔๗)

ว่าด้วยพระเจ้าเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีชาติสุดท้าย

กัณฑ์ทศพร

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๑๖๕๕]

ผุสดีผู้มีรัศมีผิวพรรณอันประเสริฐ

มีอวัยวะส่วนด้านหน้าสวยงาม

เธอจงเลือกเอาพร ๑๐ ประการ

ในปฐพีอันเป็นที่รักแห่งหฤทัยของเธอเถิด

(เทพธิดาผุสดีกราบทูลว่า)

[๑๖๕๖]

ข้าแต่ท้าวเทวราช หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์

หม่อมฉันได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หรือ

พระองค์จึงให้หม่อมฉันจุติจากสถานอันน่ารื่นรมย์

ดุจลมพัดต้นไม้ใหญ่ให้โค่นไป

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๑๖๕๗]

เธอมิได้ทำบาปกรรมอะไรไว้เลย

และเธอจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้

แต่บุญของเธอได้หมดสิ้นแล้ว

เหตุนั้น เราจึงกล่าวกับเธออย่างนี้

[๑๖๕๘]

ความตายใกล้เธอแล้ว

เธอจักต้องพลัดพรากจากไป

เธอจงรับพร ๑๐ ประการนี้ของเราผู้กำลังจะให้

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงปรารภฝนโบกขรพรรษ (ฝนดุจน้ำตกในใบบัว

@มีสีแดง ผู้ต้องการให้เปียกจึงเปียก) ให้เป็นเหตุ ตรัสเวสสันดรชาดกแก่ภิกษุทั้งหลาย

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๕๔๗/๓๑๕)

(เทพธิดาผุสดีกราบทูลว่า)

[๑๖๕๙]

ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง

ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่หม่อมฉัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้หม่อมฉัน

พึงเกิดในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากรุงสีพี

[๑๖๖๐]

ข้าแต่ท้าวปุรินททะ ขอให้หม่อมฉัน

(๑) พึงเป็นผู้มีตาดำเหมือนลูกเนื้อทราย ซึ่งมีนัยน์ตาดำ

(๒) พึงมีขนคิ้วดำ

(๓) พึงมีนามว่าผุสดีในพระราชนิเวศน์นั้น

[๑๖๖๑]

(๔) พึงได้โอรสผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐ

ประกอบความเกื้อกูลในยาจก

มิได้ตระหนี่ ซึ่งพระราชาทุกประเทศบูชา มีเกียรติยศ

[๑๖๖๒]

(๕) เมื่อหม่อมฉันตั้งครรภ์ ขออย่าให้ครรภ์นูนขึ้น

พึงมีครรภ์ไม่นูนเสมอดังคันศร

ที่นายช่างศรเหลาเกลี้ยงเกลาแล้ว

[๑๖๖๓]

(๖) ข้าแต่ท้าววาสวะ ขอถันทั้งคู่ของหม่อมฉันอย่าได้หย่อนยาน

(๗) ขอผมหงอกจงอย่าได้มี

(๘) ขอผงธุลีอย่าได้ติดเปรอะเปื้อนกาย

(๙) ขอหม่อมฉันพึงได้ปลดปล่อยนักโทษผู้ต้องประหาร

[๑๖๖๔]

(๑๐) ขอให้หม่อมฉันได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสีพี

ในพระราชนิเวศน์นั้นอันกึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกยูง

และนกกระเรียน แวดล้อมด้วยหมู่ขัตติยนารี

มีทั้งคนเตี้ยและคนค่อมเกลื่อนกล่น ที่พ่อครัวชาวแคว้นมคธเลี้ยงดู

[๑๖๖๕]

กึกก้องไปด้วยเสียงกลอนและเสียงบานประตูอันวิจิตร

มีคนเชิญให้ดื่มสุราและกินกับแกล้มเถิด พระเจ้าข้า

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๑๖๖๖]

นางผู้งามทั่วทั้งสรรพางค์กาย

พร ๑๐ ประการใด ที่เราได้ให้เธอ

เธอจักได้พรเหล่านั้นทั้งหมด

ในแคว้นของพระเจ้ากรุงสีพี

[๑๖๖๗]

ท้าววาสวมฆวานสุชัมบดีเทวราช

ครั้นตรัสพระดำรัสนี้ จึงโปรดประทานพร

แก่พระนางผุสดีแล้วทรงอนุโมทนา

กัณฑ์ทศพร จบ

กัณฑ์หิมพานต์

(พระศาสดาตรัสเนื้อความนี้ว่า)

พระนางผุสดีนั้น

จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้ว

มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์

ได้ทรงอยู่ร่วมกับพระเจ้าสัญชัยในกรุงเชตุดร

พระนางผุสดีทรงครรภ์ถ้วนทศมาสแล้ว

เมื่อทรงทำประทักษิณพระนคร

ได้ประสูติเราในท่ามกลางถนนของพวกพ่อค้า

ชื่อของเรามิได้เนื่องมาแต่พระมารดาและมิได้เกิดแต่พระบิดา

เราเกิดที่ถนนของพวกพ่อค้า

ฉะนั้น เราจึงชื่อว่า เวสสันดร

เมื่อเรายังเป็นเด็กเล็กเกิดได้ ๘ ขวบ

นั่งอยู่บนปราสาท คิดที่จะบริจาคทานว่า

เราพึงให้หทัย ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกาย

ถ้าว่าจะมีใครมาขอเรา เราก็ยินดีบริจาคให้

เมื่อเราคิดจะบริจาคทานตามสภาพความเป็นจริง

ใจก็ไม่หวั่นไหวมุ่งมั่นอยู่ในกาลนั้น

เหมือนแผ่นดินมีภูเขาสิเนรุและหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ

(พระเวสสันดรตรัสกับพวกพราหมณ์ผู้มาทูลขอช้างว่า)

[๑๖๖๘]

พวกพราหมณ์ผู้มีขนรักแร้ดก

และมีเล็บยาว มีขี้ฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ

เหยียดแขนข้างขวาออก จะขออะไรฉันหรือ

(พวกพราหมณ์กราบทูลว่า)

[๑๖๖๙]

ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลขอรัตนะ

ที่เป็นเครื่องทำให้แคว้นของชาวกรุงสีพีเจริญ

ขอได้โปรดพระราชทานช้างตัวประเสริฐ

มีงาดุจงอนไถ มีกำลังสามารถเถิด

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๖๗๐]

เราจะให้ช้างพลายซับมันตัวประเสริฐ

ซึ่งเป็นช้างพาหนะอันสูงสุด

ที่พวกพราหมณ์ขอเรา เรามิได้หวั่นไหว

[๑๖๗๑]

พระราชาผู้ทรงผดุงแคว้นให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

มีพระทัยน้อมไปในการบริจาค

เสด็จลงจากคอช้าง ทรงให้ทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๖๗๒]

เมื่อพระเจ้ากรุงสีพีพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว

คราวนั้นความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าก็ได้เกิดขึ้น

แผ่นดินก็กัมปนาทหวั่นไหว

[๑๖๗๓]

เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว

คราวนั้นความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าก็ได้เกิดขึ้น

ชาวพระนครก็กำเริบเสิบสาน

[๑๖๗๔]

เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว

ชาวเมืองก็วุ่นวายสับสนเสียงดังเซ็งแซ่

เป็นที่น่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปมากมาย

พระนครก็ปั่นป่วน เมื่อพระเวสสันดร

ผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ได้พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว

เสียงอื้ออึงอันน่าสะพรึงกลัวเป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น

(พระศาสดาตรัสว่า)

[๑๖๗๕]

พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร

แพศย์ ชาวนา พราหมณ์

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ

[๑๖๗๖]

ชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลมาประชุมพร้อมกัน

ชนเหล่านั้นเห็นพวกพราหมณ์นำพญาช้างไป

จึงกราบทูลแด่พระเจ้ากรุงสญชัยให้ทรงทราบว่า

[๑๖๗๗]

ข้าแต่สมมติเทพ

แคว้นของพระองค์ถูกกำจัดแล้ว

เพราะเหตุไร พระเวสสันดรพระโอรสของพระองค์

จึงพระราชทานช้างตัวประเสริฐของเราทั้งหลาย

ที่ชาวแคว้นบูชา

[๑๖๗๘]

ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน

พญากุญชรของเราทั้งหลายตัวมีงาดุจงอนไถ

แกล้วกล้าสามารถ รู้จักเขตแห่งการรบทั้งปวง

เผือกผ่องประเสริฐสุด

[๑๖๗๙]

คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง ซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้

มีงาน่าชอบใจ เผือกผ่องดังภูเขาไกรลาส

พร้อมทั้งพัดวาลวีชนี

[๑๖๘๐]

ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน

พญาช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ

เป็นทรัพย์อย่างประเสริฐ พร้อมทั้งฉัตรขาว เครื่องลาด

หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์

[๑๖๘๑]

พระเวสสันดรนั้นควรจะพระราชทาน

ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม และที่นั่งที่นอน

ทานเช่นนี้แหละเหมาะสม ทานนั้นแหละสมควรแก่พราหมณ์

[๑๖๘๒]

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสญชัย ทำไม พระเวสสันดรพระโอรส

ผู้เป็นพระราชาโดยสืบพระราชวงศ์ของพระองค์นี้

ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจึงพระราชทานพญาคชสารไป

[๑๖๘๓]

ถ้าพระองค์จักไม่ทรงทำตามคำนี้ของชาวกรุงสีพี

ชาวกรุงสีพีเห็นทีจักยึดอำนาจพระองค์

พร้อมทั้งพระโอรสไว้ในเงื้อมมือ

(พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า)

[๑๖๘๔]

ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด

เราจะไม่พึงเนรเทศพระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ

ออกไปจากแคว้นของตนตามคำของชาวกรุงสีพี

เพราะพระราชบุตรเกิดจากอกของเรา

[๑๖๘๕]

ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด

เราจะไม่พึงเนรเทศพระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ

ออกไปจากแคว้นของตนตามคำของชาวกรุงสีพี

เพราะพระราชบุตรเกิดแต่ตัวของเรา

[๑๖๘๖]

อนึ่ง เราจะไม่พึงประทุษร้ายในพระราชบุตรนั้น

เพราะเธอเป็นผู้มีศีลและวัตรอันประเสริฐ

แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา และเราจะพึงประสบบาปเป็นอันมาก

เราจะให้ประหารพระเวสสันดรโอรสของเราด้วยศัสตราได้อย่างไร

(ชาวเมืองกราบทูลว่า)

[๑๖๘๗]

พระองค์อย่าได้รับสั่งให้ประหารพระเวสสันดรนั้น

ด้วยท่อนไม้หรือด้วยศัสตรา

พระเวสสันดรนั้นไม่ควรแก่เครื่องจองจำ

แต่จงทรงขับไล่พระเวสสันดรนั้น

จากแคว้นไปอยู่ที่เขาวงกตเถิด

(พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า)

[๑๖๘๘]

ถ้าความพอใจของชาวกรุงสีพีเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ขัด

ขอเธอจงอยู่และบริโภคกามทั้งหลายตลอดคืนนี้

[๑๖๘๙]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว

ชาวกรุงสีพีจงพร้อมเพรียงกันขับไล่เธอเสียจากแคว้นเถิด

[๑๖๙๐]

นายนักการ ท่านจงลุกขึ้นรีบไปทูลพระเวสสันดรว่า

ขอเดชะ ชาวกรุงสีพี ชาวนิคม

พากันโกรธเคืองพระองค์ มาชุมนุมกันแล้ว

[๑๖๙๑]

พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ

ทั้งชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลก็มาประชุมพร้อมกันแล้ว

[๑๖๙๒]

เมื่อสิ้นราตรีนี้แล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว

ชาวกรุงสีพีจะชุมนุมกันขับไล่พระองค์ออกไปจากแคว้น

[๑๖๙๓]

นายนักการนั้น เมื่อได้รับพระราชดำรัสสั่ง

จึงรีบสวมสอดเครื่องประดับมือ

นุ่งห่มเรียบร้อย ประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์

[๑๖๙๔]

สระศีรษะในน้ำ สวมกุณฑลแก้วมณีแล้ว

รีบเข้าไปตำหนักอันน่ารื่นรมย์

ซึ่งเป็นพระราชนิเวศน์ของพระเวสสันดร

[๑๖๙๕]

ได้เห็นพระเวสสันดรราชกุมาร

ซึ่งกำลังทรงพระสำราญรื่นรมย์อยู่

ในพระราชวังของพระองค์ซึ่งแน่นขนัดไปด้วยหมู่อำมาตย์

ปานประหนึ่งท้าววาสวะแห่งสวรรค์ชั้นไตรทศ

[๑๖๙๖]

นายนักการนั้นครั้นรีบไปในพระราชนิเวศน์นั้นแล้ว

จึงได้กราบทูลพระเวสสันดรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ

ข้าพระองค์จะกราบทูลความทุกข์แด่พระองค์

ขอพระองค์อย่าได้ทรงกริ้วข้าพระองค์เลย

[๑๖๙๗]

นายนักการนั้นถวายบังคมแล้วพลางร้องไห้คร่ำครวญ

กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช

พระองค์ทรงชุบเลี้ยงข้าพระองค์

ทรงนำมาซึ่งรสที่น่าใคร่ทุกอย่าง

[๑๖๙๘]

ข้าพระบาทจะกราบทูลแด่พระองค์

เมื่อข้าพระองค์กราบทูลข่าวสาส์นเรื่องทุกข์ร้อนนั้นแล้ว

ขอพระองค์จงทรงยังข้าพระองค์ให้เบาใจด้วยเกิด

ขอเดชะ ชาวกรุงสีพีและชาวนิคมโกรธเคืองพระองค์

มาชุมนุมกันแล้ว

[๑๖๙๙]

พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ

ทั้งชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลล้วนมาประชุมกัน

[๑๗๐๐]

เมื่อสิ้นราตรีนี้แล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว

ชาวกรุงสีพีจะชุมนุมกันขับไล่พระองค์ออกไปจากแคว้น

(พระเวสสันดรตรัสถามว่า)

[๑๗๐๑]

นายนักการ เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงโกรธเคืองเรา

ขอท่านจงบอกความชั่วที่เรามองไม่เห็น

ทำไม พวกเขาจึงจะขับไล่เรา

(นายนักการกราบทูลว่า)

[๑๗๐๒]

พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ

ต่างพากันติเตียน เพราะพระองค์พระราชทานพญาช้าง

เหตุนั้น พวกเขาจึงจะขับไล่พระองค์

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๗๐๓]

เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์

หรือแก้วมณีซึ่งเป็นทรัพย์ภายนอกของเราก็จะเป็นไรไป

[๑๗๐๔]

เมื่อยาจกมาถึง เราเห็นแล้วจะพึงให้แขนขวาแขนซ้าย

ก็ไม่หวั่นไหวเลย ใจของเรายินดีในการให้

[๑๗๐๕]

ถึงชาวกรุงสีพีทั้งมวลจะขับไล่เราหรือจะเข่นฆ่าเรา

หรือตัดเราให้เป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด

เราจะไม่งดการให้เลย

[๑๗๐๖]

ชาวกรุงสีพีและชาวนิคมประชุมพร้อมกันกล่าวอย่างนี้ว่า

พระเวสสันดรผู้มีวัตรอันงามจงเสด็จไป

สู่อารัญชรคีรีทางฝั่งแม่น้ำโกนติมารา

ตามทางที่พระราชาผู้ถูกขับไล่เสด็จออกไปนั้นเถิด

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๗๐๗]

เรานั้นจักไปตามทางที่พระราชาผู้มีโทษเสด็จไป

ขอให้ท่านทั้งหลายจงงดโทษแก่เราคืนหนึ่งและวันหนึ่ง

พอให้เราได้ให้ทานก่อนเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๗๐๘]

พระราชาตรัสตักเตือนพระนางมัทรี

ผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กายว่า

ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้ให้แก่พระนาง

และสิ่งของที่ควรสงวนอันเป็นของพระนาง

[๑๗๐๙]

คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา หรือแก้วไพฑูรย์มีอยู่เป็นอันมาก

และทรัพย์ฝ่ายบิดาของพระนางเอง ควรเก็บไว้ทั้งหมด

[๑๗๑๐]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย

ได้ทูลถามพระเวสสันดรนั้นว่า ข้าแต่สมมติเทพ

หม่อมฉันจะเก็บไว้ที่ไหน หม่อมฉันได้ทูลถามพระองค์แล้ว

ขอได้โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้นเถิด

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๗๑๑]

มัทรี เธอพึงให้ทานในท่านผู้มีศีลทั้งหลายตามสมควรเถิด

เพราะที่พึ่งอย่างอื่นของสัตว์ทั้งปวงยิ่งไปกว่าทานไม่มี

[๑๗๑๒]

มัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งหลาย

พึงเอาใจใส่ในแม่ผัวและพ่อผัว

อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่าจะเป็นพระสวามีของเธอ

ก็พึงบำรุงผู้นั้นโดยความเคารพ

[๑๗๑๓]

ถ้าไม่มีผู้ใดตกลงปลงใจเป็นพระสวามีของเธอ

เพราะเธอกับพี่จะต้องพลัดพรากจากกัน

เธอก็จงแสวงหาผู้อื่นมาเป็นพระสวามีเถิด

อย่าลำบากเพราะขาดเราเลย

[๑๗๑๔]

เพราะเราจะไปสู่ป่าที่น่าสะพรึงกลัวอันประกอบไปด้วยสัตว์ร้าย

เมื่อเราคนเดียวอยู่ในป่าใหญ่ ชีวิตก็น่าสงสัย

[๑๗๑๕]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย

ได้ทูลถามพระเวสสันดรนั้นว่า ทำไมพระองค์

จึงตรัสเรื่องที่ไม่เป็นจริง ทำไมจึงตรัสเรื่องไม่ดี

[๑๗๑๖]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

การที่พระองค์จะพึงเสด็จไปตามลำพังนี้มิใช่ธรรม

แม้หม่อมฉันก็จะตามเสด็จไปตามทางที่พระองค์เสด็จไป

[๑๗๑๗]

ความตายร่วมกับพระองค์

หรือการมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์

ความตายร่วมกับพระองค์นั้นเท่านั้นประเสริฐกว่า

การมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร

[๑๗๑๘]

การก่อไฟให้ลุกโพลงมีเปลวเป็นอันเดียวกัน

แล้วจึงตายในไฟที่ลุกโพลงนั้นประเสริฐกว่า

การมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร

[๑๗๑๙]

ช้างพังติดตามพญาช้างผู้ได้รับการฝึกอยู่ในป่า

เที่ยวไปตามซอกเขาเสมอบ้าง ไม่เสมอบ้างฉันใด

[๑๗๒๐]

หม่อมฉันจะพาลูกทั้งหลายติดตามพระองค์ไปข้างหลังฉันนั้น

หม่อมฉันจักเป็นผู้เลี้ยงง่ายสำหรับพระองค์

จักไม่เป็นผู้เลี้ยงยากสำหรับพระองค์

[๑๗๒๑]

เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่งอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า

จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๒]

เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก กำลังเล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า

จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๓]

เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก อยู่ที่อาศรมอันน่ารื่นรมย์

จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๔]

เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ที่อาศรมอันน่ารื่นรมย์

จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๕]

เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ผู้ทัดทรงมาลาประดับองค์อยู่ที่อาศรมรมณียสถาน

จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๖]

เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ผู้ทัดทรงมาลาประดับองค์เล่นเพลิดเพลินอยู่

ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์

จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๗]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ทัดทรงมาลาอยู่ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๘]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งหลาย

ทัดทรงมาลา กำลังฟ้อนรำ

เล่นเพลิดเพลินอยู่ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๒๙]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นช้างพลาย

มีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี กำลังเที่ยวไปในป่าตามลำพัง

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๐]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นช้างพลาย

มีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี กำลังเที่ยวไปทั้งในเวลาเย็นเวลาเช้า

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๑]

เมื่อใด ช้างพลายมีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี

เดินนำหน้าโขลงช้างพังไป ส่งเสียงร้องดังกึกก้อง

พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของช้างที่บันลือลั่นอยู่นั้น

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๒]

เมื่อใด พระองค์ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ

ได้ทอดพระเนตรเห็นลำเนาไพรสองข้าง

แห่งทางอันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๓]

พระองค์ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นเนื้อที่เดินมาเป็นฝูง

ฝูงละ ๕ ตัวในเวลาเย็นและได้ทอดพระเนตรเห็นพวกกินนร

กำลังฟ้อนรำอยู่ ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๔]

เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงกระเซ็นของแม่น้ำ

ที่กำลังหลั่งไหลอยู่ และเสียงเพลงขับกล่อมของพวกกินนร

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๕]

เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของนกเค้า

ที่บินเที่ยวไปตามซอกเขา

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๖]

เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของเหล่าสัตว์ร้าย

คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง แรด และวัวลาน

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๗]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง

ซึ่งล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลาย

กำลังรำแพนหางจับอยู่บนยอดเขา

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๘]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง

ที่มีขนปีกงามตระการตา ซึ่งกำลังรำแพนหางอยู่

ล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลาย

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๓๙]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูงตัวมีคอสีเขียว

มีหงอนงามล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลายฟ้อนรำอยู่

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๔๐]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทั้งหลาย

มีดอกเบ่งบาน กลิ่นหอมอบอวลในฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๔๑]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพื้นดิน

อันดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง

มีสีเขียวสดชะอุ่มในเดือนท้ายฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๔๒]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทั้งหลาย

มีดอกบานสะพรั่ง คือ อัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน

ต้นโลท และบัวบกที่มีดอกบานสะพรั่ง

มีกลิ่นหอมอบอวลไปในฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

[๑๗๔๓]

เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่ไม้

มีดอกบานสะพรั่ง และปทุมชาติ

มีดอกร่วงหล่นลงในเดือนท้ายฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ

กัณฑ์หิมพานต์ จบ

กัณฑ์ทานกัณฑ์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๗๔๔]

พระนางผุสดีราชบุตรีผู้ทรงยศได้ทรงสดับคำ

ที่พระโอรสและพระสุณิสาพร่ำสนทนากัน

ทรงคร่ำครวญว่า

[๑๗๔๕]

เรากินยาพิษตายเสียดีกว่า

เรากระโดดเหวตายเสียดีกว่า

เราเอาเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า

เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดรผู้ไม่มีโทษเล่า

[๑๗๔๖]

เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร

ผู้ไม่มีโทษ ผู้ปราดเปรื่อง

เป็นทานบดี ควรแก่การขอ ไม่ตระหนี่

ผู้ที่พระราชาทุกๆ ประเทศบูชา มีเกียรติยศ

[๑๗๔๗]

เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร

ผู้ไม่มีโทษ ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา

ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

[๑๗๔๘]

เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร

ผู้ไม่มีโทษ ผู้เกื้อกูลแก่พระราชา พระเทวี

พระญาติทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลาย และทั่วทั้งแคว้น

[๑๗๔๙]

ชาวกรุงสีพีจะให้ขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษ

แคว้นของพระองค์ก็จะเป็นเหมือนรังผึ้งที่ตัวแมลงผึ้งหนีจากไป

และเหมือนผลมะม่วงสุกที่ร่วงหล่นลงบนดิน

[๑๗๕๐]

พระเจ้าแผ่นดินผู้อันพวกอำมาตย์ทอดทิ้งแล้ว

จักทรงลำบากอยู่ตามลำพัง

เหมือนหงส์มีขนปีกสิ้นแล้ว

ลำบากอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ

[๑๗๕๑]

ข้าแต่มหาราช เพราะฉะนั้น

หม่อมฉันจึงขอกราบทูลพระองค์ว่า

ประโยชน์อย่าได้ล่วงเลยพระองค์ไปเสีย

ขอพระองค์อย่าได้ทรงขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษนั้น

ตามคำของชาวกรุงสีพีเลย

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๑๗๕๒]

เราย่อมทำความยำเกรงต่อธรรม

เราจึงขับไล่ลูกของตนผู้เป็นธงชัยของชาวกรุงสีพี

ถึงแม้ลูกจะเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง

(พระนางผุสดีทรงคร่ำครวญว่า)

[๑๗๕๓]

เมื่อก่อน ยอดธงปลิวสะบัดตามเสด็จพระเวสสันดร

เหมือนดอกกรรณิการ์บานสะพรั่ง

วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น

[๑๗๕๔]

เมื่อก่อน ยอดธงปลิวสะบัดตามเสด็จพระเวสสันดร

เหมือนสวนดอกกรรณิการ์ที่บานสะพรั่ง

วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น

[๑๗๕๕]

เมื่อก่อน กองทหารเคยตามเสด็จพระเวสสันดร

เหมือนดอกกรรณิการ์ที่บานสะพรั่ง

วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น

[๑๗๕๖]

เมื่อก่อน กองทหารเคยตามเสด็จพระเวสสันดร

เหมือนสวนดอกกรรณิการ์ที่บานสะพรั่ง

วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น

[๑๗๕๗]

เมื่อก่อน กองทหารเคยแต่งเครื่องแบบ

ผ้ากัมพลเหลืองจากแคว้นคันธาระ

ทอแสงแวววับเหมือนแมลงค่อมทอง

เคยตามเสด็จพระเวสสันดร

วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น

[๑๗๕๘]

เมื่อก่อน พระเวสสันดรเคยเสด็จไป

ด้วยช้างพระที่นั่ง วอ และราชรถทรง ทำไมเล่า

วันนี้ จะเสด็จไปด้วยพระบาท

[๑๗๕๙]

เมื่อก่อน พระเวสสันดรเคยลูบไล้องค์ด้วยจุรณแก่นจันทน์

ตื่นอยู่ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทำไมเล่า

วันนี้ จักทรงหนังเสืออันหยาบแข็งและหาบบริขารไป

[๑๗๖๐]

เพราะเหตุไร กองทหารจึงไม่ขนเอาผ้า

ที่ย้อมด้วยน้ำฝาดและหนังเสือ

ติดตามพระเวสสันดรผู้เสด็จไปในป่าใหญ่เล่า

พระเวสสันดรจึงจะไม่ต้องนุ่งห่มผ้าคากรอง

[๑๗๖๑]

พวกคนที่เป็นเจ้าทรงผนวช

จะทรงครองผ้าคากรองได้อย่างไรหนอ

แม่มัทรีจักนุ่งห่มผ้าคากรองได้อย่างไร

[๑๗๖๒]

พระนางมัทรีเคยใช้แต่ผ้าแคว้นกาสี

แคว้นโขมะ และแคว้นโกทุมพร

แล้วมาใช้ผ้าคากรองจักทำได้อย่างไร

[๑๗๖๓]

พระนางมัทรีนั้นเคยไปด้วยยาน คานหาม วอ และรถ

วันนี้ จะเดินเท้าไปตามทางได้อย่างไร

[๑๗๖๔]

พระนางมัทรีผู้มีสิริโฉม มีฝ่ามืออันอ่อนนุ่ม

มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข

วันนี้ จะเดินเท้าไปตามทางได้อย่างไร

[๑๗๖๕]

พระนางมัทรีผู้มีฝ่าเท้าอันอ่อนนุ่ม

มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข

เดินไปอย่างลำบากด้วยรองเท้าทอง

วันนี้ จะเดินเท้าไปตามทางได้อย่างไร

[๑๗๖๖]

พระนางมัทรีผู้ทัดทรงมาลา

เดินนำหน้านางข้าหลวงเป็นพัน

วันนี้ จะเดินไปป่าคนเดียวได้อย่างไร

[๑๗๖๗]

พระนางมัทรีเมื่อก่อนได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอน

ก็สะดุ้งหวาดกลัวประจำ

วันนี้ จะเดินไปป่าได้อย่างไร

[๑๗๖๘]

พระนางมัทรีผู้ได้ยินเสียงนกเค้าแมว นกฮูกร้องครวญคราง

ก็หวาดกลัวตัวสั่นเหมือนนางวารุณี ๑-

วันนี้ จะเดินไปป่าได้อย่างไร

[๑๗๖๙]

หม่อมฉันกลับมายังนิเวศน์อันว่างเปล่านี้แล้ว

ก็จักระทมทุกข์ตลอดกาลนานเป็นแน่แท้

เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า

[๑๗๗๐]

เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย

ก็จักผอมเหลืองลง

เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า

[๑๗๗๑]

เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย

ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ

เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า

[๑๗๗๒]

หม่อมฉันมายังนิเวศน์อันว่างเปล่านี้แล้ว

ก็จักระทมทุกข์สิ้นกาลนาน

เหมือนแม่นกออกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า

[๑๗๗๓]

เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย

ก็จักผอมเหลืองเป็นแน่แท้

เหมือนแม่นกออกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า

[๑๗๗๔]

เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย

ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ

เหมือนแม่นกออกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า

@เชิงอรรถ :

@๑ นางวารุณี หมายถึงหญิงที่โดนผีสิง (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๗๖๘/๓๕๐)

[๑๗๗๕]

หม่อมฉันกลับมายังนิเวศน์อันว่างเปล่านี้แล้ว

ก็จักระทมทุกข์ตลอดกาลนานเป็นแน่แท้

เหมือนแม่นกจักรพากซบเซาอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ

[๑๗๗๖]

เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย

ก็จักผอมเหลืองเป็นแน่แท้

เหมือนแม่นกจักรพากซบเซาอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ

[๑๗๗๗]

เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย

ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ

เหมือนแม่นกจักรพากวิ่งพล่านอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ

[๑๗๗๘]

เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้

ถ้าพระองค์ยังทรงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร

ผู้ไม่มีความผิดจากแว่นแคว้นไปสู่ป่า

หม่อมฉันเห็นจะละชีวิตแน่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๗๗๙]

พระสนมกำนัลในพระเจ้ากรุงสีพีถ้วนหน้า

ได้ยินคำรำพันของพระนางผุสดีแล้ว

ต่างพากันมาประชุมประคองแขนทั้งหลายขึ้นร่ำไห้

[๑๗๘๐]

พระโอรสทั้งหลายและพระชายาในนิเวศน์

ของพระเวสสันดร ต่างก็นอนกันแสง

เหมือนหมู่ไม้รังที่ถูกพายุพัดล้มระเนระนาด

[๑๗๘๑]

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ในนิเวศน์

ของพระเวสสันดร ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายคร่ำครวญ

[๑๗๘๒]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างก็พากันประคองแขนคร่ำครวญในนิเวศน์ของพระเวสสันดร

[๑๗๘๓]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว

ต่อมาพระเวสสันดรก็เสด็จมาสู่โรงทาน

เพื่อทรงให้ทาน โดยรับสั่งว่า

[๑๗๘๔]

พวกท่านจงให้ผ้าแก่ผู้ต้องการผ้า

ให้เหล้าแก่พวกนักเลงเหล้า

ให้โภชนะแก่พวกคนผู้ต้องการโภชนะโดยทั่วถึงกัน

[๑๗๘๕]

และพวกท่านอย่าได้เบียดเบียนพวกวณิพกผู้มา ณ ที่นี้

จงเลี้ยงดูพวกเขาให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ

พวกเขาได้รับการบูชาแล้ว ก็จงไปเถิด

[๑๗๘๖]

คราวนั้น มีเสียงอึกทึกกึกก้องน่าสะพรึงกลัว

เป็นไปในพระนครนี้ว่า

ชาวกรุงสีพีขับไล่พระเวสสันดรนั้นเพราะทรงบริจาคทาน

ขอให้พระองค์ได้ทรงบริจาคทานต่อไปอีกเถิด

[๑๗๘๗]

เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก

วณิพกเหล่านั้นก็เป็นดังคนเมามีท่าทางอิดโรย

นั่งปรับทุกข์กันและกันว่า

[๑๗๘๘]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดร

ผู้ไม่มีความผิดไปจากแคว้น

ก็เหมือนได้พากันตัดต้นไม้ที่มีผลต่างๆ

[๑๗๘๙]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดร

ผู้ไม่มีความผิดไปจากแคว้น

ก็เหมือนได้พากันตัดต้นไม้ที่ให้สิ่งที่น่าต้องการทุกอย่าง

[๑๗๙๐]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดร

ผู้ไม่มีความผิดไปจากแคว้น

ก็เหมือนได้พากันตัดต้นไม้ที่นำรสที่น่าต้องการทุกอย่างมาให้

[๑๗๙๑]

เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก

ทั้งคนแก่ เด็ก และคนปานกลาง

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ

[๑๗๙๒]

เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก

พวกทรงเจ้า พวกขันที สนมฝ่ายใน และโหรหลวง

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ

[๑๗๙๓]

เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก

แม้หญิงทั้งหลายที่อยู่ในกรุงนั้นต่างก็พากันร้องไห้คร่ำครวญ

[๑๗๙๔]

สมณะ พราหมณ์ และพวกวณิพกเหล่าอื่น

ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เป็นการไม่ยุติธรรมเลย

[๑๗๙๕]

เพราะเหตุที่พระเวสสันดรกำลังบำเพ็ญทาน

อยู่ในพระราชวังของพระองค์

จะเสด็จออกไปจากแคว้นของพระองค์

เพราะคำของชาวกรุงสีพีเป็นเหตุ

[๑๗๙๖]

พระเวสสันดรได้พระราชทานช้าง ๗๐๐ เชือก

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

อันมีสายรัดทองและสัปคับทอง

[๑๗๙๗]

มีนายควาญช้างถือหอกซัดและขอ ขึ้นขี่คอประจำแล้ว

เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๗๙๘]

พระเวสสันดรทรงพระราชทานม้า ๗๐๐ ตัว

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

เป็นม้าสินธพชาติอาชาไนย มีฝีเท้าเร็ว

[๑๗๙๙]

มีนายสารถีถือทวนและธนู ขึ้นขี่ประจำแล้ว

เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๘๐๐]

พระเวสสันดรทรงพระราชทานรถ ๗๐๐ คัน

ซึ่งผูกสอดเครื่องรบชักธงขึ้น

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

[๑๘๐๑]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนู ขึ้นขับขี่แล้ว

เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๘๐๒]

พระเวสสันดรพระราชทานสตรี ๗๐๐ นาง

นั่งประจำในรถคันละนาง

สวมสอดด้วยสร้อยสังวาล ตบแต่งด้วยเครื่องทอง

[๑๘๐๓]

มีเครื่องประดับ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม

และประดับเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่มีสีเหลือง

มีดวงตากว้าง ใบหน้ายิ้มแย้ม สะโพกงาม

เอวบางร่างน้อย แล้วเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๘๐๔]

พระเวสสันดรพระราชทานแม่โคนม ๗๐๐ ตัว

พร้อมด้วยภาชนะเงินสำหรับรองรับน้ำนมทุกๆ ตัวแล้ว

เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๘๐๕]

พระเวสสันดรพระราชทานทาสี ๗๐๐ คน

และทาส ๗๐๐ คนแล้ว

จึงเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๘๐๖]

พระเวสสันดรนี้พระราชทานช้าง ม้า รถ

และนารีที่ประดับตบแต่งแล้ว

จึงเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๘๐๗]

ในสมัยนั้น ได้มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า

เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานมหาทานแล้ว

แผ่นดินก็สะท้านหวั่นไหว

[๑๘๐๘]

ในสมัยนั้น ได้มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า

เมื่อพระเวสสันดรทรงประนมมือ

เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์

[๑๘๐๙]

คราวนั้น เสียงอึกทึกกึกก้องน่าสะพรึงกลัว

เป็นไปในพระนครนี้ว่า

ชาวกรุงสีพีขับไล่พระเวสสันดรนั้นเพราะบริจาคทาน

ขอให้พระองค์ได้ทรงบริจาคทานต่อไปอีกเถิด

[๑๘๑๐]

เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก

วณิพกเหล่านั้นก็เป็นดังคนเมามีท่าทางอิดโรย

นั่งปรับทุกข์กันและกัน

[๑๘๑๑]

พระเวสสันดรกราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัย

ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงธรรมว่า

ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเนรเทศข้าพระองค์เถิด

ข้าพระองค์จะไปยังเขาวงกต

[๑๘๑๒]

ข้าแต่มหาราช สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีมาแล้ว

ที่จะมีมา และที่มีอยู่

สัตว์เหล่านั้นยังไม่อิ่มด้วยกามเลย

จะต้องพากันไปสู่สำนักของพญายม

[๑๘๑๓]

ข้าพระองค์นั้นบำเพ็ญทานอยู่ในบุรีของตน

ยังชื่อว่าเบียดเบียนชาวเมืองของตน

จะต้องออกจากแคว้นของตนเพราะเหตุแห่งคำของชาวกรุงสีพี

[๑๘๑๔]

หม่อมฉันจักต้องได้เสวยความคับแค้นนั้นๆ ในป่า

อันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย

ซึ่งแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัย

ข้าพระองค์จะบำเพ็ญบุญ

ขอพระองค์ประทับจมอยู่ในเปือกตมเถิด

[๑๘๑๕]

ข้าแต่พระแม่เจ้า ขอพระแม่เจ้า

ได้ทรงโปรดอนุญาตหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันพอใจการบวช

หม่อมฉันเมื่อบำเพ็ญทานอยู่ในบุรีของตน

ยังชื่อว่าเบียดเบียนชาวเมืองของตน

จะต้องออกจากแคว้นของตนเพราะเหตุแห่งคำของชาวกรุงสีพี

[๑๘๑๖]

หม่อมฉันจักต้องได้เสวยความคับแค้นนั้นๆ ในป่า

อันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย

ซึ่งแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัย

หม่อมฉันจะบำเพ็ญบุญ

ขอพระองค์ประทับจมอยู่ในเปือกตมเถิด

(พระนางผุสดีตรัสว่า)

[๑๘๑๗]

ลูกเอ๋ย แม่อนุญาตให้ลูก ขอการบวชของลูกจงสำเร็จ

ส่วนแม่มัทรีผู้มีโฉมงาม มีสะโพกผึ่งผาย เอวบางร่างน้อยนี้

จงอยู่กับลูกๆ เถิด จักทำอะไรในป่าได้

(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)

[๑๘๑๘]

หม่อมฉันไม่ต้องการนำแม้ทาสีไปสู่ป่าโดยที่เธอไม่ปรารถนา

ถ้าเธอปรารถนา จะติดตามไปก็ตามใจ

ถ้าไม่ปรารถนาก็จงอยู่เถิด

[๑๘๑๙]

ลำดับนั้น พระมหาราชเสด็จดำเนินไปทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า

แม่มัทรี ผู้มีร่างกายอันชโลมจันทน์

เจ้าอย่าได้ทรงไว้ซึ่งความหมักหมมด้วยละอองธุลีเลย

[๑๘๒๐]

แม่มัทรีเคยทรงผ้าแคว้นกาสี อย่าได้ทรงผ้าคากรองเลย

การอยู่ในป่าเป็นความลำบาก

แม่มัทรีผู้มีลักษณะงาม เจ้าอย่าได้ไปเลยนะ

[๑๘๒๑]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย

ได้กราบทูลพระสัสสุระนั้นว่า

ความสุขใดจะพึงมีแก่หม่อมฉันโดยเว้นจากพระเวสสันดร

หม่อมฉันไม่พึงปรารถนาความสุขนั้น

[๑๘๒๒]

พระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ได้ตรัสกับพระนางมัทรีนั้นว่า

เชิญฟังก่อนแม่มัทรี สัตว์อันจะรบกวน

ยากที่จะอดทนได้ สัตว์เหล่าใดมีอยู่ในป่า

[๑๘๒๓]

สัตว์เหล่านั้นเป็นอันมาก คือ เหลือบ ตั๊กแตน

ยุง และผึ้ง มันจะพึงเบียดเบียนเธอในป่านั้น

ความทุกข์อย่างยิ่งนั้นจะพึงมีแก่เธอ

[๑๘๒๔]

เธอจะต้องได้พบสัตว์ที่น่ากลัวอื่นอีก

ที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่นงูเหลือม

สัตว์ที่ไม่มีพิษ แต่มีกำลังมาก

[๑๘๒๕]

มันรัดมนุษย์ หรือแม้แต่เนื้อที่มาใกล้

ด้วยขนดแล้วนำมาสู่อำนาจของมัน

[๑๘๒๖]

แม้เนื้อร้ายอื่นๆ เช่นหมีดำ

คนที่มันได้เห็นแล้วหนีขึ้นต้นไม้ก็ไม่พ้น

[๑๘๒๗]

ควายเปลี่ยวขวิดลับปลายเขาทั้งคู่ให้แหลม

เที่ยวไปอยู่ในถิ่นที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโสตุมพะ

[๑๘๒๘]

แม่มัทรี เธอเปรียบเสมือนแม่โคนมรักลูก

เห็นฝูงเนื้อและโคถึกที่ท่องเที่ยวอยู่ในป่า จักทำอย่างไร

[๑๘๒๙]

แม่มัทรี เธอได้เห็นลิงทะโมนไพรที่น่าสะพรึงกลัว

ซึ่งบังเอิญประจวบเข้าที่หนทางที่เดินได้ยาก

ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอันใหญ่หลวง

ก็จักมีแก่เธอเพราะไม่รู้จักเขต

[๑๘๓๐]

แม่มัทรี เมื่อเธออยู่ในพระนคร

ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอน ยังสะดุ้งตกใจบ่อยๆ

เธอไปถึงเขาวงกตจักทำอย่างไร

[๑๘๓๑]

เมื่อฝูงนกพากันจับชุมนุมอยู่ในเวลาเที่ยงตรง

ป่าใหญ่เหมือนส่งเสียงกระหึ่ม

เธอปรารถนาจะไปในป่าใหญ่นั้นทำไม

[๑๘๓๒]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงสิริโฉม

ได้กราบทูลคำนี้กับพระเจ้ากรุงสญชัยนั้นว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอพระองค์ทรงพระกรุณา

ตรัสบอกสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่มีอยู่ในป่าแก่หม่อมฉัน

หม่อมฉันจักยอมอดทนต่อสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นทั้งหมด

หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๓๓]

หม่อมฉันจักแหวกต้นเป้ง หญ้าคา

หญ้าคมบาง แฝก หญ้าปล้อง

และหญ้ามุงกระต่ายไปด้วยอก

หม่อมฉันจักไม่เป็นผู้อันพระเวสสันดรนั้นนำไปได้โดยยาก

[๑๘๓๔]

กุมารีได้สามีด้วยวัตตจริยาเป็นอันมาก

คือ ด้วยการอดอาหาร ทรมานท้อง

และด้วยการผูกคาดด้วยไม้คางโค

[๑๘๓๕]

ด้วยการบำเรอไฟ และด้วยการดำน้ำ

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๓๖]

ชายใดจับมือหญิงหม้ายนั้นผู้ไม่ปรารถนาฉุดคร่าไป

ชายนั้นเป็นผู้ไม่ควรบริโภคของที่เป็นเดนของหญิงหม้ายนั้น

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๓๗]

ชายอื่นดูหมิ่นหญิงผู้ไม่มีสามี

ให้ทุกข์มากมายมิใช่น้อยแก่หญิงผู้ไม่มีสามีนั้น

ด้วยการจับผม เตะ ถีบ ถอง

และผลักให้ล้มลงบนพื้นดิน ไม่ยอมหลีกไป

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๓๘]

พวกผู้ชายเจ้าชู้ต้องการหญิงหม้ายผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง

ให้ทรัพย์เล็กน้อยแล้ว ก็เข้าใจว่า ตนเป็นผู้มีโชคดี

ย่อมยื้อยุดฉุดกระชากหญิงหม้ายผู้ไม่ปรารถนาจะไป

เหมือนฝูงกาพากันรุมทึ้งนกเค้า

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๓๙]

อันว่าหญิงหม้าย แม้จะอยู่ในตระกูลญาติ

ที่เจริญรุ่งเรืองไปด้วยเครื่องทองสัมฤทธิ์

จะไม่ได้รับคำติเตียนล่วงเกินจากพี่น้องและเพื่อนฝูงเป็นไปไม่ได้

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๔๐]

แม่น้ำที่ไม่มีน้ำก็ดี แว่นแคว้นที่ไม่มีเจ้าครองก็ดี ย่อมไร้ประโยชน์

แม้หญิงหม้ายถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ ก็เหมือนอยู่โดดเดี่ยว

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๔๑]

ธงเป็นเครื่องหมายแห่งรถ ควันเป็นเครื่องปรากฏแห่งไฟ

พระราชาเป็นสัญลักษณ์ของแผ่นดิน

ภัสดาเป็นศรีสง่าของสตรี

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๔๒]

หญิงใดผู้มีเกียรติ เป็นคนขัดสนในเวลาสามีขัดสน

เป็นคนมั่งคั่งในเวลาสามีมั่งคั่ง หญิงนั้นแล

เทพเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญว่า “กระทำสิ่งที่ทำไดัยาก”

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้

[๑๘๔๓]

หม่อมฉันจักบวชติดตามพระสวามีไปทุกเมื่อ

ในเมื่อแม้แต่แผ่นดินยังไม่แตกสลายไป

ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดของหญิง

[๑๘๔๔]

หม่อมฉันขาดพระเวสสันดรแล้ว

ก็ไม่ปรารถนาแม้แต่แผ่นดินอันมีสาครเป็นขอบเขต

ซึ่งมีทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย

บริบูรณ์ด้วยรัตนะนานัปปการ

[๑๘๔๕]

หญิงเหล่าใดเมื่อสามีมีทุกข์ ย่อมปรารถนาสุขเพื่อตน

หญิงเหล่านั้นเลวทรามแท้ หัวใจของพวกเธอเป็นอย่างไรหนอ

[๑๘๔๖]

เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก

หม่อมฉันจักขอติดตามพระองค์ไปด้วย

เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงประทาน

สิ่งที่น่าต้องการทั้งปวงแก่หม่อมฉัน

[๑๘๔๗]

พระมหาราชได้ตรัสพระดำรัสนี้

กับพระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กายว่า

แม่มัทรีผู้มีลักษณะสวยงาม พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา

ลูกทั้งหลายเหล่านี้ของเธอยังเป็นเด็ก เจ้าจงฝากฝังไว้แล้วไปเถิด

พวกเราจะรับเลี้ยงดูเด็กทั้งหลายนั้นไว้เอง

[๑๘๔๘]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย

ได้กราบทูลพระเจ้าสญชัยนั้นดังนี้ว่า ข้าแต่สมมติเทพ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาเป็นลูกรักของหม่อมฉัน

ลูกทั้ง ๒ นั้นจักชโลมใจหม่อมฉัน

ผู้มีชีวิตที่เศร้าโศกให้รื่นรมย์ในป่านั้นได้

[๑๘๔๙]

พระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ได้ตรัสกับพระนางมัทรีนั้นว่า

เด็กทั้งหลายเคยเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด

เมื่อมาเสวยผลไม้ จักทำอย่างไร

[๑๘๕๐]

เด็กทั้งหลายเคยเสวยในถาดทองหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ

เป็นของใช้ประจำราชตระกูล

เมื่อต้องมาเสวยในใบไม้ จักทำอย่างไร

[๑๘๕๑]

เด็กทั้งหลายเคยสวมใส่ผ้าแคว้นกาสี

แคว้นโขมะ และแคว้นโกทุมพร

เมื่อต้องมาสวมใส่ผ้าคากรอง ๑- จักทำอย่างไร

[๑๘๕๒]

เด็กทั้ง ๒ เคยไปด้วยคานหาม วอ และรถ

เมื่อต้องเดินด้วยเท้าเปล่า จักทำอย่างไร

[๑๘๕๓]

เด็กทั้งหลายเคยนอนในเรือนยอด มีบานหน้าต่างปิดมิดชิด

เมื่อต้องมานอนในที่โคนไม้ จักทำอย่างไร

[๑๘๕๔]

เด็กทั้งหลายเคยนอนบนพรมที่ปูลาดอย่างวิจิตรบนบัลลังก์

เมื่อต้องมานอนที่ลาดด้วยหญ้า จักทำอย่างไร

[๑๘๕๕]

เด็กทั้งหลายเคยลูบไล้ด้วยกฤษณาและจันทน์หอม

เมื่อต้องมาแปดเปื้อนละอองธุลี จักทำอย่างไร

[๑๘๕๖]

เด็กทั้งหลายเคยดำรงอยู่ในความสุข

มีผู้ใช้แส้จามรีและกำหางนกยูงพัดวีให้

ต้องถูกเหลือบและยุงกัด จักทำอย่างไร

[๑๘๕๗]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย

ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยดังนี้ว่า ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์อย่าได้ทรงปริเวทนาการ และอย่าได้เสียพระทัยเลย

หม่อมฉันทั้งหลายเป็นอย่างไร เด็กทั้งหลายก็จักเป็นอย่างนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ผ้าทำด้วยหญ้าคา

[๑๘๕๘]

พระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย

ครั้นกราบทูลดังนี้แล้วก็เสด็จจากไป

พระนางผู้มีลักษณะโสภาทรงพาพระโอรสทั้งหลาย

เสด็จไปตามทางที่พระเจ้ากรุงสีพีเคยเสด็จไป

[๑๘๕๙]

ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์

ครั้นได้ทรงบริจาคทานแล้วก็ถวายบังคม

พระบิดาและพระมารดา และทรงทำประทักษิณ

[๑๘๖๐]

รีบเสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่งอันเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัว

ทรงพาพระโอรสและพระชายาเสด็จไปสู่เขาวงกต

[๑๘๖๑]

ลำดับนั้น พระเวสสันดรเสด็จไป

ในสถานที่ที่มีหมู่ชนเป็นอันมากอยู่

ตรัสบอกลาว่า เราจะไปละนะ

ขอหมู่ญาติทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีโรคเถิด

[๑๘๖๒]

เชิญดูเถิดมัทรี ที่ประทับของพระเจ้ากรุงสีพีผู้ประเสริฐ

ปรากฏเป็นรูปอันน่ารื่นรมย์

ส่วนตำหนักของเราเป็นดังที่อยู่ของเปรต

[๑๘๖๓]

พราหมณ์ทั้งหลายได้ตามพระเวสสันดรนั้นไป

พวกเขาได้ทูลขอม้ากับพระองค์ พระองค์ถูกขอแล้ว

จึงได้ทรงมอบม้า ๔ ตัวให้แก่พราหมณ์ทั้ง ๔ คน

[๑๘๖๔]

เชิญดูเถิดมัทรี ละมั่งทองปรากฏร่างงดงาม

เป็นดังม้าที่ได้รับการฝึกมาดีแล้ว นำเราไป

[๑๘๖๕]

ต่อมา พราหมณ์คนที่ ๕ ในป่านั้น

ได้มาทูลขอราชรถกับพระองค์

พระองค์ถูกขอแล้ว ก็ทรงพระราชทานราชรถนั้นให้แก่เขา

และพระองค์มิได้มีพระทัยท้อแท้เลย

[๑๘๖๖]

ลำดับนั้น พระเวสสันดรรับสั่งให้คนของพระองค์ลงแล้ว

ทรงพอพระทัยมอบรถม้าพระที่นั่ง

ให้แก่พราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ไป

[๑๘๖๗]

มัทรี เธอจงอุ้มแม่กัณหาผู้เป็นน้องนี้ซึ่งเบากว่า

ส่วนพี่จักอุ้มพ่อชาลี เพราะเธอเป็นพี่คงจะหนักกว่า

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๘๖๘]

พระราชาทรงอุ้มพระกุมาร

ส่วนพระนางมัทรีราชบุตรีทรงอุ้มทาริกา

ทรงยินดีร่วมกัน ทั้งตรัสปราศรัยคำอันไพเราะ

กับกันและกันดำเนินไป

กัณฑ์ทานกัณฑ์ จบ

กัณฑ์วนปเวสน์

(พระศาสดาตรัสเนื้อความที่พระเวสสันดรตรัสกับพระนางมัทรีว่า)

[๑๘๖๙]

ถ้ามนุษย์บางคนเดินไปตามทาง หรือเดินสวนทางมา

เราจะได้ถามทางกับพวกเขาว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน

[๑๘๗๐]

พวกเขาพบเราในระหว่างทางนั้น

ต่างก็พากันคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร

ทุกข์ระทมตอบเราว่า เขาวงกตยังอยู่อีกไกล

(พระศาสดาตรัสเนื้อความนี้ว่า)

[๑๘๗๑]

ถ้าทารกทั้งหลาย

ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ที่มีผลในป่าใหญ่

ต่างก็ทรงกันแสง เพราะเหตุแห่งผลไม้เหล่านั้น

[๑๘๗๒]

หมู่ไม้สูงใหญ่ดังจะเห็นทารกทรงพระกันแสง

จึงโน้มกิ่งลงมาเอง จนใกล้จะถึงทารกทั้งหลาย

[๑๘๗๓]

พระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย

เห็นเหตุอัศจรรย์ไม่เคยมีมา

ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดขนพองสยองเกล้านี้แล้ว จึงกล่าวสาธุการว่า

[๑๘๗๔]

เหตุอันน่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาในโลก

เป็นเหตุให้เกิดขนพองสยองเกล้า

ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร ต้นไม้จึงโน้มกิ่งลงมา

[๑๘๗๕]

ทวยเทพทั้งหลายต่างก็ได้มาช่วยย่นทางเข้า

ให้กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์เสด็จถึงเจตราชได้

โดยใช้เวลาเสด็จเพียงวันเดียว

เพื่ออนุเคราะห์ทารกทั้งหลาย

[๑๘๗๖]

กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์นั้นทรงดำเนินไปสิ้นทางไกล

เสด็จถึงเจตราชซึ่งเป็นชนบทที่เจริญมั่งคั่ง

มีเนื้อและข้าวอย่างดีเป็นอันมาก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๘๗๗]

ชาวนครเจตราชเห็นพระนางมัทรี

ผู้มีลักษณะสวยงามเสด็จมา

ก็ห้อมล้อมแห่แหนด้วยกล่าวกันว่า

พระแม่เจ้าเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติหนอ

ดำเนินมาด้วยพระบาทเปล่า

[๑๘๗๘]

เคยทรงราชยานคานหามและราชรถ

วันนี้ พระนางมัทรีต้องดำเนินด้วยพระบาทเปล่าในป่า

[๑๘๗๙]

พระยาเจตราชทั้งหลายได้เห็นพระเวสสันดร

ต่างก็ทรงกันแสงเข้าไปเฝ้ากราบทูลถามว่า

ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทรงพระสำราญ

ปราศจากโรคาพาธหรือ พระองค์ไม่มีทุกข์หรือ

พระราชบิดาของพระองค์หาพระโรคาพาธมิได้หรือ

ชาวกรุงสีพีก็ไม่มีโรคหรอกหรือ

[๑๘๘๐]

ข้าแต่มหาราช พลนิกายของพระองค์อยู่ที่ไหน

กระบวนรถของพระองค์อยู่ที่ไหน พระองค์ไม่มีม้าทรง

ไม่มีรถทรง ทรงดำเนินมาสิ้นทางแสนไกล

ถูกพวกอมิตรย่ำยีหรือ จึงเสด็จมาถึงทิศนี้

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๘๘๑]

สหายทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความสุขไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง พระราชบิดาของข้าพเจ้าก็ทรงปราศจากพระโรค

และชาวกรุงสีพีก็ไม่มีโรคเบียดเบียน

[๑๘๘๒]

เพราะข้าพเจ้าได้ให้พญากุญชรมีงาดุจงอนไถ

แกล้วกล้าสามารถรู้จักเขตแห่งการรบทั้งปวง

เผือกผ่องประเสริฐสุด

[๑๘๘๓]

คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง ซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้

มีงาน่าชอบใจ เผือกผ่องดังภูเขาไกรลาส

พร้อมทั้งพัดวาลวีชนี

[๑๘๘๔]

ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน

พญาช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ

เป็นทรัพย์อย่างประเสริฐพร้อมทั้งฉัตรขาว เครื่องลาด

หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์

[๑๘๘๕]

เพราะเหตุนั้น ชาวกรุงสีพีจึงพากันโกรธเคืองข้าพเจ้า

ทั้งพระบิดาก็ทรงกริ้วขับไล่ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจะไปเขาวงกต สหายทั้งหลาย

ขอท่านทั้งหลายจงทราบโอกาสซึ่งเป็นที่อยู่ในป่าของข้าพเจ้าเถิด

(พระยาเจตราชกราบทูลว่า)

[๑๘๘๖]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดี มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ผู้ทรงเป็นใหญ่เสด็จมาถึงแล้ว

ขอพระองค์ตรัสบอกพระประสงค์สิ่งที่มีอยู่ในเมืองนี้

[๑๘๘๗]

ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสวยสุธาโภชนาหาร

ข้าวสาลี ผักดอง เหง้ามัน น้ำผึ้ง และเนื้อเถิด

พระองค์เป็นแขกที่ข้าพระองค์ทั้งหลายสมควรต้อนรับ

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๘๘๘]

สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายให้แล้ว

ขอสิ่งนั้นทั้งหมดจงเป็นอันเราได้รับไว้แล้วเถิด

บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายได้ทำแล้วทุกอย่าง

พระราชาทรงพิโรธข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปยังเขาวงกต

สหายทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทราบ

โอกาสซึ่งเป็นที่อยู่ในป่าของข้าพเจ้าเถิด

(พระยาเจตราชกราบทูลว่า)

[๑๘๘๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ

ขอเชิญพระองค์เสด็จประทับ ณ เจตราชนี้ก่อนเถิด

จนกว่าชาวเจตราชจักไปเฝ้าพระเจ้ากรุงสีพีเพื่อทูลขอถึงพระราชสำนัก

[๑๘๙๐]

เพื่อทูลขอพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ทรงอภัยโทษให้ชาวเจตราชได้ที่พึ่งแล้ว

มีความปรีดาแห่แหนแวดล้อมพระองค์ไป

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๘๙๑]

ท่านทั้งหลายอย่าได้ชอบใจเลย

การไปทูลขอถึงพระราชสำนักเพื่อให้พระราชาทรงอภัยโทษให้

แม้แต่พระราชาก็ไม่ทรงเป็นใหญ่ในเรื่องนี้

[๑๘๙๒]

เพราะถ้าชาวกรุงสีพีพร้อมทั้งพลนิกาย

และชาวนิคมโกรธเคืองยิ่งแล้ว

ก็ปรารถนาจะกำจัดพระราชาเสียเพราะสาเหตุแห่งเรา

(พระยาเจตราชกราบทูลว่า)

[๑๘๙๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ

ถ้าเหตุการณ์นี้ในรัฐนั้นเป็นไปเช่นนี้ ขอพระองค์ทรงมี

ชาวเจตราชแวดล้อมเสด็จครองราชสมบัติในรัฐนี้เถิด

[๑๘๙๔]

รัฐนี้มั่งคั่งสมบูรณ์ ชนบทก็มั่งคั่งกว้างใหญ่

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงตกลงพระทัยครองราชสมบัติเถิด

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๑๘๙๕]

ข้าพเจ้าไม่มีความพอใจ ไม่ตกลงใจที่จะครองราชสมบัติ

บุตรแห่งชาวเจตราชทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า

ผู้ถูกขับไล่จากแคว้นเถิด

[๑๘๙๖]

ชาวกรุงสีพี พลนิกาย และชาวนิคมคงไม่ยินดีว่า

ชาวเจตราชได้ราชาภิเษกข้าพเจ้าผู้ถูกขับไล่จากแคว้น

[๑๘๙๗]

แม้ความไม่เบิกบานใจจะพึงมีแก่ท่านทั้งหลาย

เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าแน่นอน

อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ชอบใจความบาดหมางใจ

และความทะเลาะกับชาวกรุงสีพีเลย

[๑๘๙๘]

มิใช่แต่เท่านั้น ความบาดหมางใจจะพึงรุนแรงขึ้น

สงครามใหญ่ก็อาจจะมีได้ คนเป็นจำนวนมากก็จะฆ่าฟันกันเอง

เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าผู้เดียว

[๑๘๙๙]

สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายให้แล้ว

ขอสิ่งนั้นทั้งหมดจงเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้วเถิด

บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายได้ทำแล้วทุกอย่าง

พระราชาทรงพิโรธข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปยังเขาวงกต

สหายทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทราบ

โอกาสซึ่งเป็นที่อยู่ในป่าของข้าพเจ้าเถิด

(ชาวเจตราชกราบทูลว่า)

[๑๙๐๐]

เชิญเถิด ราชฤๅษีทั้งหลายผู้ทรงบูชาไฟ

มีพระทัยตั้งมั่นประทับอยู่ ณ ประเทศใด

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักกราบทูลประเทศนั้น

ขอให้ทรงทราบเหมือนอย่างผู้ฉลาดในหนทางฉะนั้นเถิด

[๑๙๐๑]

ข้าแต่มหาราช โน่น ภูเขาคันธมาทน์ที่เป็นศิลาล้วน

ซึ่งเป็นสถานที่ประทับอยู่ของพระองค์

พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายา

[๑๙๐๒]

พระยาเจตราชทั้งหลายต่างก็ทรงกันแสง

มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

กราบทูลพระเวสสันดรให้ทรงทราบว่า ข้าแต่มหาราช

จากนี้ไป ขอเชิญพระองค์ทรงบ่ายพระพักตร์

ตรงไปทางทิศเหนือเถิด

[๑๙๐๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ต่อจากนั้น

พระองค์จักทรงทอดพระเนตรเห็นภูเขาเวปุลละ

ซึ่งดารดาษไปด้วยหมู่ไม้นานาพันธุ์

มีเงาร่มเย็น น่ารื่นรมย์ใจ

[๑๙๐๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ

พระองค์เสด็จเลยภูเขาเวปุลละนั้นไป

จากนั้นก็จะทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำเกตุมดี

ซึ่งเป็นแม่น้ำลึก ไหลมาจากซอกเขา

[๑๙๐๕]

เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลามากมาย

มีท่าน้ำราบเรียบดี มีน้ำมาก

พระองค์จะได้สรงสนานและเสวย ณ ที่นั้น

ปลุกปลอบพระโอรสและพระชายาให้สำราญพระทัย

[๑๙๐๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ต่อจากนั้นไป

พระองค์จักทอดพระเนตรเห็นต้นไทร

ที่มีผลหวาน มีร่มเงาเยือกเย็น เป็นที่รื่นรมย์ใจ

ซึ่งเกิดอยู่บนยอดเขาอันน่ารื่นรมย์

[๑๙๐๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ถัดจากนั้นไป

พระองค์จักทอดพระเนตรเห็นภูเขานาลิกะซึ่งเป็นศิลาล้วน

คลาคล่ำไปด้วยฝูงนกนานาพันธุ์และหมู่กินนร

[๑๙๐๘]

ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือแห่งภูเขานาลิกะนั้น

มีสระมุจลินท์ที่ดารดาษไปด้วยดอกบุณฑริก

ดอกอุบลขาว และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม

[๑๙๐๙]

ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์วนสถาน

อันเขียวชะอุ่มดังเมฆอยู่เป็นนิตย์ สะพรั่งไปด้วยไม้ดอก

และไม้ผลทั้ง ๒ เหมือนพญาราชสีห์ที่มุ่งเหยื่อ

[๑๙๑๐]

ในไพรสณฑ์นั้น มีฝูงนกมากมาย

ส่งเสียงขันคูกู่ร้องก้องไพเราะ ประสานเสียงกู่ร้องอยู่อึงมี่

บนต้นไม้ที่ผลิดอกออกช่อตามฤดูกาล

[๑๙๑๑]

พระองค์เสด็จดำเนินถึงซอกเขาซึ่งเป็นทางเดินลำบาก

และเป็นต้นของแม่น้ำทั้งหลาย จะได้ทอดพระเนตรเห็น

สระโบกขรณีอันสะพรั่งไปด้วยไม้กุ่มและไม้รกฟ้า

[๑๙๑๒]

เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลามากมาย

มีท่าน้ำงาม ราบเรียบดี มีน้ำมาก

เต็มเปี่ยมอยู่สม่ำเสมอ เป็นสระสี่เหลี่ยม

มีน้ำอร่อย ปราศจากกลิ่นเหม็น

[๑๙๑๓]

ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือแห่งสระโบกขรณีนั้น

พระองค์ได้ทรงสร้างบรรณศาลา

ครั้นแล้วพึงทรงบำเพ็ญเพียรเลี้ยงพระชนมชีพ

ด้วยการเที่ยวแสวงหามูลผลาหารอยู่เถิด

กัณฑ์วนปเวสน์ จบ

กัณฑ์ชูชก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า)

[๑๙๑๔]

ได้มีพราหมณ์ชื่อชูชก ซึ่งอยู่ประจำในแคว้นกาลิงคะ

เขามีภรรยาสาวชื่ออมิตตตาปนา

[๑๙๑๕]

ถูกพวกหญิงในหมู่บ้านนั้นที่พากันไปตักน้ำที่ท่าน้ำ

ต่างแตกตื่นกันมารุมด่าอย่างอึงมี่ว่า

[๑๙๑๖]

มารดาของเจ้าคงเป็นศัตรูแน่นอน

บิดาของเจ้าก็คงเป็นศัตรูแน่ จึงได้พากันยกเจ้า

ที่ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๑๗]

ไม่เกื้อกูลเลยหนอ

พวกญาติของเจ้าแอบไปปรึกษากันลับๆ

ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๑๘]

พวกญาติของเจ้าเป็นศัตรูหนอ

ได้พากันแอบไปปรึกษากันลับๆ

ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๑๙]

เป็นความชั่วจริงหนอ

ที่พวกญาติของเจ้าได้แอบไปปรึกษากันลับๆ

ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๒๐]

เป็นความเลวทรามจริงหนอ

ที่พวกญาติของเจ้าได้แอบไปปรึกษากันลับๆ

ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๒๑]

เป็นที่น่าเสียใจหนอ

ที่พวกญาติของเจ้าได้แอบไปปรึกษาลับๆ

ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๒๒]

เจ้าคงไม่พอใจอยู่กับผัวแก่

การที่เจ้าอยู่ในเรือนของพราหมณ์เฒ่า

เจ้าตายเสียยังดีกว่าอยู่

[๑๙๒๓]

แม่คนงามสุดสวย มารดาและบิดาของเจ้า

คงหาชายอื่นมาให้เป็นผัวเจ้าไม่ได้แน่

จึงยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๒๔]

ในดิถีที่ ๙ เจ้าคงจักบูชายัญไว้ไม่ดี

คงจักไม่ได้ทำการบูชาไฟ

มารดาและบิดาของเจ้าจึงยกเจ้า

ผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้

[๑๙๒๕]

เจ้าคงสาปแช่งสมณะและพราหมณ์

ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า

ผู้มีศีล เป็นพหูสูตในโลกแน่

เจ้าจึงได้มาอยู่ในเรือนของพราหมณ์เฒ่า

แต่ยังเป็นสาวแรกรุ่นอย่างนี้

[๑๙๒๖]

การถูกงูกัดก็ไม่เป็นทุกข์

การถูกแทงด้วยหอกก็ไม่เป็นทุกข์

การได้เห็นผัวแก่นั้นแหละเป็นทุกข์หนักหนา

[๑๙๒๗]

การเล่นหัวกับผัวแก่ก็ไม่มี การรื่นรมย์กับผัวแก่ก็ไม่มี

การสนทนาปราศรัยกับผัวแก่ก็ไม่มี แม้แต่การซิกซี้ก็ไม่งาม

[๑๙๒๘]

แต่เมื่อใด ผัวหนุ่มเมียสาวเล่นเย้าหยอกกันอยู่ในที่ลับ

เมื่อนั้น ความเศร้าโศกทุกอย่าง

ที่เสียดแทงหัวใจอยู่ ก็หายไปสิ้น

[๑๙๒๙]

เจ้ายังเป็นสาวรูปงาม พวกชายหนุ่มปรารถนายิ่งนัก

เจ้าจงไปอยู่อาศัยในตระกูลญาติเถิด

คนแก่จักทำให้เจ้ารื่นรมย์ได้อย่างไร

(นางอมิตตตาปนากล่าวว่า)

[๑๙๓๐]

พราหมณ์ ฉันจักไม่ไปตักน้ำที่ท่าน้ำเพื่อท่านต่อไปอีก

เพราะพวกหญิงชาวบ้านมันรุมกันด่าฉัน เหตุที่ท่านเป็นคนแก่

(ชูชกปลอบว่า)

[๑๙๓๑]

เธออย่าได้ทำการงานเพื่อฉัน

อย่าได้ตักน้ำมาเพื่อฉัน

ฉันจักตักน้ำเอง แม่มหาจำเริญ

เธออย่าได้โกรธเคืองฉัน

(นางอมิตตตาปนาตอบว่า)

[๑๙๓๒]

ฉันมิได้เกิดในตระกูลที่จะใช้สามีตักน้ำ

พราหมณ์ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน

[๑๙๓๓]

พราหมณ์ ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน

ท่านจงทราบอย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในสำนักของท่าน

(ชูชกกล่าวว่า)

[๑๙๓๔]

พราหมณี ศิลปกรรมหรือทรัพย์

และข้าวเปลือกของฉันไม่มีที่ไหน

ฉันจักนำทาสหรือทาสีมาให้แก่เธอผู้เจริญได้

ฉันจักอุปถัมภ์บำรุงเธอ เธออย่าได้โกรธเคืองเลย

(นางอมิตตตาปนาตอบว่า)

[๑๙๓๕]

มาเถิด ฉันจักบอกแก่ท่านตามที่ฉันได้ฟังมา

โน่นพระราชาเวสสันดรประทับอยู่ที่เขาวงกต

[๑๙๓๖]

พราหมณ์ ท่านจงไปทูลขอทาสและทาสี

กับพระองค์เถิด เมื่อท่านทูลขอแล้ว

พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์จักพระราชทานทาสและทาสีให้แก่ท่าน

(ชูชกกล่าวว่า)

[๑๙๓๗]

นางผู้เจริญ ฉันแก่แล้วเป็นคนทุพพลภาพ

ทั้งหนทางก็แสนไกล เดินไปได้แสนยาก

เธออย่าได้พิไรรำพัน อย่าได้เสียใจ

ฉันจักอุปถัมภ์บำรุงเธอ เธออย่าได้โกรธเคืองเลย

(นางอมิตตตาปนาพูดว่า)

[๑๙๓๘]

คนขลาดยังไม่ทันถึงสนามรบ

ยังไม่ทันได้รบก็ยอมแพ้ฉันใด

พราหมณ์ ท่านยังไม่ทันได้ไป

ก็ยอมแพ้เสียแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน

[๑๙๓๙]

พราหมณ์ ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน

ท่านจงทราบอย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน

จักทำการที่ไม่พอใจให้แก่ท่าน ข้อนั้นจักเป็นทุกข์แก่ท่าน

[๑๙๔๐]

ในคราวมหรสพซึ่งมีในต้นฤดูนักขัตฤกษ์

ท่านจักได้เห็นฉันแต่งตัวสวยงาม

รื่นรมย์อยู่กับชายอื่น ข้อนั้นจักเป็นทุกข์แก่ท่าน

[๑๙๔๑]

พราหมณ์ เมื่อท่านที่เป็นคนแก่รำพันอยู่

เพราะไม่เห็นฉัน ร่างกายที่งอก็จักงอยิ่งขึ้น

และผมที่หงอกก็จักหงอกมากขึ้น

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๙๔๒]

ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นตกใจกลัว

ตกอยู่ในอำนาจของนางพราหมณี

ถูกกามราคะบีบคั้น ได้กล่าวกับนางพราหมณีว่า

[๑๙๔๓]

พราหมณี เธอจงทำเสบียงเดินทางให้ฉัน

ทั้งขนมงา ขนมเทียน สัตตุก้อน สัตตุผง

และข้าวผอก เธอจงจัดให้ดี

[๑๙๔๔]

ฉันจักนำพระกุมารทั้ง ๒ มาให้เป็นทาส

พระกุมารทั้ง ๒ องค์นั้นเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน

จักปรนนิบัติเธอทั้งกลางคืนและกลางวัน

[๑๙๔๕]

พราหมณ์ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพรหม

ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ก็สวมรองเท้า พร่ำสั่งเสียต่อไป

ทำประทักษิณภรรยาแล้ว

[๑๙๔๖]

พราหมณ์นั้นสมาทานวัตร มีน้ำตานองหน้า

หลีกไปยังนครอันเจริญรุ่งเรืองของชาวกรุงสีพี

เที่ยวไปแสวงหาทาส

[๑๙๔๗]

พราหมณ์ชูชกนั้นไปในเมืองนั้นแล้ว

ได้ถามชนทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ในที่นั้นว่า

พระราชาเวสสันดรประทับอยู่ที่ไหน

เราจะไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ได้ที่ไหน

[๑๙๔๘]

ชนเหล่านั้นผู้มาประชุมกัน ณ ที่นั้น

ได้ตอบพราหมณ์ชูชกนั้นไปว่า

พราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์

ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป

จึงถูกขับไล่ไปจากแคว้นของพระองค์

บัดนี้ ประทับอยู่ ณ เขาวงกต

[๑๙๔๙]

พราหมณ์ พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์

ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป

จึงทรงพาพระโอรสและพระชายา

ไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต

[๑๙๕๐]

พราหมณ์ชูชกนั้นเป็นผู้มีความติดใจในกาม

ถูกนางพราหมณีอมิตตตาตักเตือน

จึงได้เสวยทุกข์เป็นอันมากในป่าที่มีสัตว์ร้ายพลุกพล่าน

เป็นที่อาศัยอยู่ของแรดและเสือเหลือง

[๑๙๕๑]

แกถือไม้เท้าสีเหมือนผลมะตูม เครื่องบูชาไฟ และเต้าน้ำ

เข้าไปสู่ป่าใหญ่ ในที่ที่จะได้ทราบข่าว

พระเวสสันดรผู้ประทานสิ่งที่น่าใคร่

[๑๙๕๒]

เมื่อแกเข้าไปยังป่าใหญ่ ถูกฝูงสุนัขรุมล้อมกัด

แกร้องเสียงหลง เดินผิดทางถอยห่างออกไปจากทาง

[๑๙๕๓]

ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นผู้โลภในโภคะ ไม่สำรวม

เดินผิดทางที่จะไปยังเขาวงกต ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

[๑๙๕๔]

ใครเล่าจะพึงบอกพระราชบุตร

พระนามว่าเวสสันดรผู้ประเสริฐสุด

ทรงชนะความตระหนี่ที่ใครๆ ให้แพ้ไม่ได้

ประทานความปลอดภัยในเวลามีภัยแก่เรา

[๑๙๕๕]

พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของพวกยาจก

เหมือนธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย

ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราชผู้เปรียบดังธรณีแก่เราได้

[๑๙๕๖]

พระองค์ทรงเป็นที่เข้าเฝ้าของพวกยาจก

เหมือนสาครเป็นที่ไหลรวมแห่งแม่น้ำทั้งหลาย

ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราชผู้เปรียบดังทะเลแก่เราได้

[๑๙๕๗]

ใครจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช

ผู้เปรียบเหมือนห้วงน้ำมีท่าสวยงาม สะอาด

มีน้ำเยือกเย็นเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดารดาษไปด้วยดอกบุณฑริก

สะพรั่งไปด้วยเกสรดอกบัวแก่เราได้

[๑๙๕๘]

ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช

ผู้เปรียบเหมือนต้นโพธิ์ที่เกิดอยู่ริมทาง

มีร่มเงาเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง

ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้

[๑๙๕๙]

ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช

ผู้เปรียบเหมือนต้นไทรที่เกิดอยู่ริมทาง

มีร่มเงาเยือกเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ

เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง

ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้

[๑๙๖๐]

ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช

ผู้เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่เกิดอยู่ริมทาง

ที่มีร่มเงาเยือกเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ

เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง

ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้

[๑๙๖๑]

ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช

ผู้เปรียบเหมือนต้นสาละที่มีร่มเงาเยือกเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ

เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง

ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้

[๑๙๖๒]

ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช

ผู้เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่เกิดอยู่ริมทาง มีร่มเงาเยือกเย็น

เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง

ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้

[๑๙๖๓]

ก็เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้

ผู้ใดพึงบอกว่า เรารู้จัก

ผู้นั้นจะพึงทำความเพลิดเพลินให้เกิดแก่เราได้

[๑๙๖๔]

ก็เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้

ผู้ใดพึงบอกสถานที่ประทับอยู่

ของพระเวสสันดรได้ว่า เรารู้จัก

ผู้นั้นพึงประสบบุญมิใช่น้อยด้วยคำคำเดียวนั้น

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๙๖๕]

เจตบุตรพรานป่าได้ตอบพราหมณ์ชูชกว่า

พราหมณ์ พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์ถูกพวกท่านรบกวน

เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป จึงถูกขับไล่ออกจากแคว้น

ของพระองค์ไปประทับอยู่ที่เขาวงกต

[๑๙๖๖]

พราหมณ์ พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์ถูกพวกท่านรบกวน

เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป จึงทรงพาพระโอรส

และพระชายาไปประทับอยู่ที่เขาวงกต

[๑๙๖๗]

ท่านเป็นคนโง่เขลา ทำสิ่งที่ไม่น่าทำ

จากแคว้นมาป่าใหญ่ เที่ยวแสวงหาพระราชบุตร

เหมือนนกยางเที่ยวเสาะหาปลาในน้ำ

[๑๙๖๘]

พราหมณ์ ณ ที่นี้ เราจักไม่ให้ท่านมีชีวิตอยู่ได้

ลูกศรที่เรายิงนี้แหละจักดูดกินโลหิตของท่าน

[๑๙๖๙]

พราหมณ์ เราจะตัดศีรษะของท่าน

ผ่าหัวใจพร้อมด้วยไส้พุง บูชายัญชื่อปันถสกุณะ ๑-

พร้อมด้วยเนื้อของท่าน

[๑๙๗๐]

พราหมณ์ เราจะเชือดเฉือนเอาหัวใจของท่าน

พร้อมด้วยเนื้อ มันข้น และมันสมองของท่าน

ยกขึ้นเป็นเครื่องบวงสรวง

[๑๙๗๑]

พราหมณ์ ข้อนั้นจักเป็นยัญที่เราบูชาดีแล้ว

บวงสรวงดีแล้ว ด้วยเนื้อของท่าน

และท่านจักนำพระชายาและพระโอรสทั้งหลาย

ของพระราชบุตรไปไม่ได้

@เชิงอรรถ :

@๑ ปันถสกุณะ หมายถึงการฆ่าแล้วผ่าเนื้อหัวใจควักออกมาพร้อมด้วยตับ ไต และลำไส้ แล้วบูชายัญแก่

@เทวดาประจำทาง (คล้ายการฆ่านกแล้วย่างไฟบูชา) (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๙๖๙/๓๙๒)

(ชูชกโกหกว่า)

[๑๙๗๒]

เจตบุตร ท่านจงฟังเราก่อน พราหมณ์ผู้เป็นทูตไม่ควรถูกฆ่า

เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ฆ่าทูต นี้เป็นธรรมอันเก่าแก่

[๑๙๗๓]

ชาวกรุงสีพีทุกคนตกลงยินยอมแล้ว

พระบิดาก็ทรงพระประสงค์จะพบพระราชบุตรนั้น

และพระมารดาของพระราชบุตรนั้นก็ทรงทุพพลภาพ

คงไม่นานนัก พระเนตรทั้ง ๒ ของพระองค์ก็จักขุ่นมัว

[๑๙๗๔]

เจตบุตร ท่านจงฟังเราก่อน

เราเป็นทูตที่พวกชาวกรุงสีพีนั้นส่งมา

เราจักทูลเชิญพระราชบุตรเสด็จกลับ

ถ้าท่านรู้ขอได้บอกทางแก่เราเถิด

(พรานเจตบุตรกล่าวว่า)

ท่านเป็นทูตที่โปรดปรานของพระเวสสันดรผู้เป็นที่รักของเรา

เราจะให้รางวัลแก่ท่าน

[๑๙๗๕]

พราหมณ์ เราจะให้น้ำเต้า และขาเนื้ออย่างดีแก่ท่าน

และจะบอกสถานที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดร

ผู้ให้สิ่งที่น่าใคร่แก่ท่าน

กัณฑ์ชูชก จบ

จูฬวนวัณณนา

พรรณนากัณฑ์จุลพน

(พรานเจตบุตรกล่าวว่า)

[๑๙๗๖]

มหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทย์ศิลาล้วน

ซึ่งเป็นที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดร

พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายา

[๑๙๗๗]

พระองค์ทรงเพศนักบวชอันประเสริฐ

ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา

ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดินและทรงบูชาไฟอยู่

[๑๙๗๘]

ทิวไม้เขียวนั้นมีผลหลากหลาย

และภูผาสูงยอดเสียดเมฆเขียวชะอุ่ม

นั่นแลเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยดอกอัญชัน

[๑๙๗๙]

นั่นหมู่ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง

ไม้สะคร้อ และย่านทราย อ่อนไหวไปตามลม

เหมือนมาณพดื่มสุราครั้งเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่

[๑๙๘๐]

ท่านจะได้ยินเสียงนกนานาชนิด

ที่จับอยู่บนกิ่งไม้ดุจทิพยสังคีต คือ

เหล่านกโพระดก นกดุเหว่า ส่งเสียงขันคูกู่ร้อง

บินขวักไขว่ไปมาจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง

[๑๙๘๑]

ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัดสะบัดกิ่งใบไหวพลิ้วเสียดสีกันไปมา

เหมือนจะเรียกคนผู้กำลังเดินไปให้หวนกลับมา

และเหมือนจะเชิญชวนเหล่าชนผู้กำลังเดินผ่านมา

ให้ชื่นชมรื่นรมย์พักผ่อน ณ สถานที่ที่พระเวสสันดร

พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายประทับอยู่

[๑๙๘๒]

พระองค์ทรงเพศเป็นบรรพชิตอันประเสริฐ

ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา

ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดินและทรงบูชาไฟอยู่

[๑๙๘๓]

ในบริเวณอาศรมสถานนั้นมีไม้มะม่วง

มะขวิด ขนุน ไม้รัง ชมพู่ สมอพิเภก

สมอไทย มะขามป้อม โพธิ และพุทรา

[๑๙๘๔]

ทั้งมะพลับทอง ไทร มะขวิด มะซางหวาน

และมะเดื่อ มีผลสุกแดงปลั่งอยู่ในที่ต่ำ

[๑๙๘๕]

หมู่ไม้ที่มองเห็น ณ เชิงเขาปาเรวตะ ผลองุ่น

ผลจันทน์มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง รวงผึ้งที่ปราศจากตัวผึ้ง

คนเอื้อมมือนำมาบริโภคได้เองในอาศรมนั้น

[๑๙๘๖]

ต้นมะม่วงบางต้นก็ผลิดอกออกช่อแย้มบาน

บางต้นมีดอกและใบร่วงหล่น ผลิผลดาษดื่น

บางผลดิบ บางผลสุก ผลมะม่วงทั้งดิบและสุก

มีสีคล้ายหลังกบ

[๑๙๘๗]

อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น

คนที่ยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเหล่านั้นก็เก็บเอาผลมะม่วงสุกได้

ผลมะม่วงทั้งดิบและสุกมีสีสวยงาม กลิ่นหอม และมีรสอร่อย

[๑๙๘๘]

สิ่งที่ว่ามาทั้งนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง

ถึงกับข้าพเจ้าออกอุทานว่า อือ

ที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดรนั้น

เหมือนกับที่อยู่ของพวกเทวดา

งดงามเปรียบด้วยพระอุทยานนันทวัน

[๑๙๘๙]

มีต้นตาล ต้นมะพร้าว และต้นอินทผาลัมอยู่ในป่าใหญ่

มีดอกสีหลากหลายเหมือนพวงดอกไม้

ที่เขาร้อยไว้บนต้นไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง

ต้นไม้เหล่านั้น ย่อมปรากฏดังยอดธงชัย

เหมือนดวงดาวประดับฟ้า

[๑๙๙๐]

ในบริเวณอาศรมนั้นมีหมู่ไม้นานาพันธุ์

คือ ไม้โมกมัน โกฐสะค้าน แคฝอย บุนนาค

บุนนาคเขา และไม้ซึก มีดอกบานสะพรั่ง

[๑๙๙๑]

อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้นมีต้นราชพฤกษ์

มะเกลือ กฤษณา รักดำ ไทรใหญ่ หงอนไก่

และประดู่ เป็นอันมาก มีดอกบานสะพรั่ง

[๑๙๙๒]

ในบริเวณอาศรมนั้นมีไม้โมกหลวง

ไม้สน ไม้กระทุ่ม ไม้ช่อ ไม้ตะแบก และไม้รัง

ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง เป็นพุ่มเหมือนลอมฟาง

[๑๙๙๓]

ในที่ไม่ไกลจากอาศรมนั้น

มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์

ดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบล

เหมือนสระโบกขรณีที่อยู่ในอุทยานนันทวันของเหล่าเทวดา

[๑๙๙๔]

อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น

มีฝูงนกดุเหว่าเมารสดอกไม้ ส่งเสียงร้องไพเราะจับใจ

ทำให้ป่าใหญ่ดังอึกทึกกึกก้อง

เมื่อหมู่ไม้ผลิดอกออกช่อเบ่งบานตามฤดูกาล

[๑๙๙๕]

รสหวานปานน้ำผึ้งพลัดร่วงลงจากเกสรดอกไม้

มาติดค้างอยู่บนใบบัว จึงชื่อว่าน้ำผึ้งใบบัว

อนึ่ง อาศรมนั้น เมื่อลมทิศใต้และทิศตะวันตกพัดมา

ก็เกลื่อนกลาดไปด้วยละอองเกสรดอกปทุม

[๑๙๙๖]

ในสระโบกขรณีนั้นมีกระจับขนาดใหญ่

ทั้งข้าวสาลีอ่อนบ้าง แก่บ้าง

เหล่านั้นนั่นแหละล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นดิน

และในสระโบกขรณีนั้น น้ำใสสะอาดมองเห็นฝูงปลา

เต่า และปูเป็นจำนวนมากที่กำลังว่ายไปมาเป็นกลุ่ม

รสที่ไหลออกจากเหง้าบัวและจากสายบัว

มีรสหวานปานน้ำผึ้ง นมสด และเนยใสที่เจือปนด้วยน้ำนม

[๑๙๙๗]

ไม้ป่านั้นมีกลิ่นต่างๆ มีลมโชยพัดมา

หอมฟุ้งตลบอบอวลเหมือนจะยังชนผู้มาถึงแล้ว

ให้บันเทิงเบิกบานด้วยกลิ่นและพวงดอกไม้

หมู่ภมรก็โผบินร่อนส่งเสียงกระหึ่มอยู่รายรอบ

เพราะกลิ่นหอมของดอกไม้

[๑๙๙๘]

อนึ่ง ที่ใกล้อาศรมนี้

มีฝูงนกจำนวนมากที่มีสีต่างๆ กัน

ต่างก็บันเทิงใจอยู่กับคู่ของตน

กู่ร้องประชันเสียงกันและกัน

[๑๙๙๙]

ยังมีฝูงนกอีก ๔ ฝูง ๑- อาศัยอยู่ใกล้สระโบกขรณี

คือ ฝูงนกนันทิกา ฝูงนกชีวปุตตา

ฝูงนกปุตตาปิยาจโน ฝูงนกปิยปุตตาปิยานันทา

[๒๐๐๐]

ดอกไม้ทั้งหลาย ตั้งเรียงรายกันอยู่

เหมือนพวงมาลัยที่เขาร้อยไว้

หมู่ไม้เหล่านั้นย่อมปรากฏดังยอดธงชัย มีดอกสีต่างๆ กัน

ดังนายช่างผู้ฉลาดได้เก็บมาเรียงร้อยไว้เป็นอย่างดี

ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระราชาเวสสันดร

พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายประทับอยู่

[๒๐๐๑]

พระองค์ทรงเพศเป็นนักบวชอันประเสริฐ

ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา

ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและทรงบูชาไฟอยู่

@เชิงอรรถ :

@๑ ฝูงนก ๔ ฝูง หมายถึงนกที่มีชื่อต่างกันตามเสียงร้อง ฝูงนกนันทิการ้องว่า “ข้าแต่พระเวสสันดรผู้เป็น

@นาย ขอให้ท่านอยู่ในป่านี้อย่างเพลิดเพลินเถิด” ฝูงนกชีวปุตตาร้องว่า “ขอให้พระองค์และพระราชโอรส

@จงเป็นอยู่สบาย” ฝูงนกปุตตาปิยาจโนร้องว่า “ขอให้พระองค์และพระโอรสสุดที่รักจงมีชีวิตอยู่” ฝูงนก

@ปิยปุตตาปิยานันทาร้องว่า “ขอให้พระองค์และพระราชโอรสสุดที่รักจงเพลิดเพลิน”

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๙๙๙/๓๙๘)

(ชูชกกล่าวว่า)

[๒๐๐๒]

ก็ข้าวสัตตุผงที่ระคนด้วยน้ำผึ้ง

และข้าวสัตตุก้อนที่มีรสหวานอร่อยของเรานี้

ที่นางอมิตตตาได้จัดแจงให้ เราจะแบ่งให้แก่เจ้า

(พรานเจตบุตรกล่าวว่า)

[๒๐๐๓]

ท่านพราหมณ์ ขอจงเอาไว้เป็นเสบียงทางของท่านเถิด

ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาเสบียงทาง ท่านพราหมณ์

ขอท่านจงรับเอาคืนไปจากที่นี้เถิด ขอท่านจงไปตามสบายเถิด

[๒๐๐๔]

ทางนี้เป็นทางเดินไปได้คนเดียว ตรงไปยังอาศรม

แม้อัจจุตฤๅษีผู้อยู่ในอาศรมนั้นเป็นผู้มีขี้ฟันเขรอะ

มีศีรษะเปื้อนด้วยธุลี ทรงเพศเป็นนักบวชอันประเสริฐ

ถือขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎาอยู่

[๒๐๐๕]

เป็นผู้นุ่งห่มหนังเสือ นอนเหนือพื้นดิน และบูชาไฟ

เชิญท่านไปถามฤๅษีนั้นดูเถิด ฤๅษีจักบอกทางให้แก่ท่าน

[๒๐๐๖]

ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์

ครั้นได้ฟังคำแนะนำนี้แล้วกระทำประทักษิณ

มีใจเบิกบาน อำลาพรานเจตบุตร

แล้วหลีกไปในทางที่อัจจุตฤๅษีอยู่

พรรณนากัณฑ์จุลพน จบ

มหาวนวัณณนา

พรรณนากัณฑ์มหาพน

[๒๐๐๗]

พราหมณ์ชูชกภารทวาชะนั้น

เมื่อเดินไปก็ได้พบอัจจุตฤๅษี ครั้นพบแล้ว

ได้ทักทายปราศรัยกับอัจจุตฤๅษีว่า

[๒๐๐๘]

พระคุณเจ้าไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ สุขสำราญดีหรือ

เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ

มูลผลาหารก็มีมากหรือ

[๒๐๐๙]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(อัจจุตฤๅษีกล่าวว่า)

[๒๐๑๐]

พราหมณ์ เราไม่มีโรคเบียดเบียน เราสุขสบายดี

อนึ่ง เราเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกดี

ทั้งมูลผลาหารก็มีมาก

[๒๐๑๑]

อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียนเราเลย

[๒๐๑๒]

หลายปีมาแล้ว เรามาอยู่อาศรมของเรา

ยังไม่รู้จักอาพาธที่ไม่น่ารื่นรมย์ซึ่งจะเกิดขึ้น

[๒๐๑๓]

มหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว มิได้มาร้าย

ท่านผู้เจริญ ขอเชิญเข้าไปข้างใน

เชิญล้างเท้าทั้ง ๒ ของท่านเถิด

[๒๐๑๔]

ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่า

มีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ผลดีๆ เถิด

[๒๐๑๕]

น้ำดื่มเย็นสนิทที่เรานำมาจากซอกเขา

มหาพราหมณ์ ถ้าท่านต้องการ ก็เชิญดื่มเถิด

(ชูชกกล่าวว่า)

[๒๐๑๖]

สิ่งใดที่พระคุณเจ้าให้แล้ว

สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว

บรรณาการพระคุณเจ้าได้ทำไว้ทุกอย่างแล้ว

ข้าพเจ้ามาก็เพื่อจะเยี่ยมเยือนพระราชาเวสสันดร

พระโอรสของพระเจ้ากรุงสญชัย

ซึ่งพลัดพรากจากชาวกรุงสีพีมาช้านาน

ถ้าพระคุณเจ้าทราบสถานที่ประทับ

ก็โปรดแจ้งแก่ข้าพเจ้าเถิด

(อัจจุตฤๅษีกล่าวว่า)

[๒๐๑๗]

ท่านผู้เจริญ มาเพื่อต้องการบุญ

เพื่อเยี่ยมเยือนพระเวสสันดรเจ้ากรุงสีพีก็หาไม่

เราเข้าใจว่าท่านปรารถนา(จะมาขอ)พระชายา

ผู้เคารพนบนอบพระราชาไปเป็นภรรยา

หรือมิฉะนั้น ท่านก็ปรารถนา(จะมาขอ)

พระกัณหาชินาไปเป็นทาสีและพระชาลีไปเป็นทาส

[๒๐๑๘]

หรือหาไม่ ก็มาเพื่อจะนำทั้งพระมารดา

และพระโอรสทั้ง ๓ พระองค์ไปจากป่า

ท่านพราหมณ์ โภคะทั้งหลาย ทรัพย์สิน

และข้าวเปลือกของพระเวสสันดรนั้นไม่มี

(ชูชกกล่าวว่า)

[๒๐๑๙]

ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ท่านยังไม่สมควรจะโกรธเคือง

เพราะข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อขอ

การพบเห็นพระอริยะเป็นการดี

การอยู่ร่วมกับพระอริยะเป็นสุขทุกเมื่อ

[๒๐๒๐]

ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบพระเวสสันดรเจ้ากรุงสีพี

ผู้ทรงพลัดพรากจากชาวกรุงสีพีมานาน

ข้าพเจ้ามาเพื่อเยี่ยมเยือนพระองค์

ถ้าพระคุณเจ้ารู้จักสถานที่ประทับ

โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

(อัจจุตฤๅษีกล่าวว่า)

[๒๐๒๑]

มหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์ศิลาล้วน

ซึ่งเป็นที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดร

พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายา

[๒๐๒๒]

พระองค์ทรงเพศนักบวชอันประเสริฐ

ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา

นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและทรงบูชาไฟอยู่

[๒๐๒๓]

ทิวไม้เขียวนั้นมีผลหลากหลาย

และภูผาสูงยอดเสียดเมฆเขียวชะอุ่ม

นั่นแลเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยดอกอัญชัน

[๒๐๒๔]

นั่นหมู่ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน

ไม้รัง ไม้สะคร้อ และย่านทราย อ่อนไหวไปตามลม

เหมือนมาณพดื่มสุราครั้งเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่

[๒๐๒๕]

ท่านจะได้ยินเสียงนกนานาชนิด

ที่จับอยู่บนกิ่งไม้ดุจดังเสียงทิพยสังคีต

คือ นกโพระดก นกดุเหว่า ส่งเสียงขันคูกู่ร้อง

บินขวักไขว่ไปมาจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง

[๒๐๒๖]

ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัดสะบัดกิ่งใบไหวพลิ้วเสียดสีกันไปมา

เหมือนจะเรียกคนผู้กำลังเดินผ่านไปให้หวนกลับมา

และเหมือนจะเชิญชวนเหล่าชนผู้กำลังเดินผ่านมา

ให้ชื่นชมรื่นรมย์พักผ่อน ณ สถานที่ที่พระราชาเวสสันดร

พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายาประทับอยู่

[๒๐๒๗]

พระองค์ทรงเพศนักบวชอันประเสริฐ

ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา

นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและทรงบูชาไฟอยู่

[๒๐๒๘]

ที่ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ มีดอกกุ่มร่วงหล่นเรี่ยราด

พื้นแผ่นดินเขียวชะอุ่มไปด้วยหญ้าแพรก

ณ ที่นั้น ไม่มีผงธุลีฟุ้งขึ้นเลย

[๒๐๒๙]

หญ้านั้นสีเขียวคล้ายสร้อยคอนกยูง

อ่อนนุ่มเหมือนสัมผัสสำลี

หญ้ารายรอบยาวไม่เกิน ๔ นิ้ว

[๒๐๓๐]

ต้นมะม่วง ชมพู่ มะขวิด

และมะเดื่อมีผลสุกอยู่ในที่ต่ำๆ

ป่านั้นเป็นสถานที่เพิ่มความรื่นรมย์มากขึ้น

เพราะมีหมู่ไม้ที่ใช้บริโภคได้

[๒๐๓๑]

มีน้ำใสสะอาดกลิ่นหอม สีเหมือนแก้วไพฑูรย์

เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาหลั่งไหลไปในป่านั้น

[๒๐๓๒]

ภูมิภาคเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ไม่ห่างไกลจากอาศรมนั้น

มีสระโบกขรณีดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบล

เหมือนมีในอุทยานนันทวันของพวกเทวดา

[๒๐๓๓]

พราหมณ์ ในสระโบกขรณีนั้น

มีอุบลอยู่ ๓ เหล่า คือ อุบลเขียว อุบลขาว

และอุบลแดง งามตระการตามากมาย

[๒๐๓๔]

ในสระนั้นมีดอกปทุมสีขาวดังผ้าโขมพัสตร์

สระนั้นชื่อสระมุจลินท์

ดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลนี และผักทอดยอด

[๒๐๓๕]

อนึ่ง ในสระนี้มีปทุมชาติบานสะพรั่ง

ปรากฏดังจะหาที่สุดมิได้

บ้างก็บานในฤดูคิมหันต์ บ้างก็บานในฤดูเหมันต์

ปรากฏเหมือนลอยอยู่บนน้ำซึ่งลึกประมาณเพียงเข่า

[๒๐๓๖]

ปทุมชาติงามตระการตาชูดอกสะพรั่ง

ส่งกลิ่นอบอวล

หมู่ภมรก็โผบินร่อนเสียงดังกระหึ่มอยู่รายรอบ

เพราะกลิ่นหอมของดอกไม้

[๒๐๓๗]

พราหมณ์ ณ ริมรอบขอบสระนี้

มีต้นไม้ขึ้นมากมายเช่นต้นกระทุ่ม

ต้นแคฝอย และต้นทองหลาง ผลิดอกออกช่อบานสะพรั่ง

[๒๐๓๘]

ต้นปรู ไม้ซาก ไม้ปาริชาติ ก็มีดอกบานสะพรั่ง

ต้นกากะทิงมีอยู่ที่ ๒ ฟากฝั่งของสระมุจลินท์

[๒๐๓๙]

ต้นซึก ต้นแคขาว บัวบกส่งกลิ่นฟุ้งไป

ต้นคนทีสอ ต้นคนที ต้นเขมา และต้นประดู่

ขึ้นอยู่ใกล้สระนั้น มีดอกบานสะพรั่ง

[๒๐๔๐]

ต้นมะคำไก่ ไม้มะซาง ต้นแก้ว ต้นมะรุม

การะเกด กรรณิการ์ และชบา ผลิดอกบานสะพรั่ง

[๒๐๔๑]

ต้นรกฟ้า ต้นอินทนิล ต้นกระท้อน และต้นทองกวาว

ต่างก็ผลิดอกออกช่อและยอดแดงระเรื่อ

[๒๐๔๒]

ไม้มะลื่น ตีนเป็ด กล้วย ต้นคำฝอย นมแมว

คนทา ประดู่ลาย และสลอด ผลิดอกบานสะพรั่ง

[๒๐๔๓]

ต้นมะไฟ ต้นงิ้ว ช้างน้าว พุดขาว กฤษณา

โกฐเขมา และโกฐสอ ผลิดอกบานสะพรั่ง

[๒๐๔๔]

ณ บริเวณสระนั้น มีต้นไม้ที่มีทั้งอ่อนและแก่

ต้นไม่คดงอ ผลิดอกแย้มบาน

ตั้งอยู่ทั้ง ๒ ข้างอาศรมรอบเรือนไฟ

[๒๐๔๕]

อนึ่ง ที่ริมรอบขอบสระนี้ มีพรรณไม้เกิดขึ้นมากมาย

คือ ตะไคร้ ถั่วเขียว ถั่วราชมาส สาหร่าย และสันตะวา

[๒๐๔๖]

น้ำในสระนี้ ถูกลมรำเพยพัด

เกิดเป็นระลอกคลื่นกระทบฝั่ง

มีหมู่แมลงโผบินเคล้าเกสรดอกไม้ที่แย้มบาน

สีเสียดเทศ เต่าร้าง และผักทอดยอดมีอยู่มาก

[๒๐๔๗]

พราหมณ์ ต้นไม้ทั้งหลายดารดาษไปด้วยกล้วยไม้ชนิดต่างๆ

กลิ่นของบุปผชาติเหล่านั้นหอมอบอวล

อยู่ได้ถึง ๗ วัน ไม่ระเหยหายไป

[๒๐๔๘]

บุปผชาติทั้งหลายเกิดอยู่เรียงราย ๒ ฟากฝั่ง

สระมุจลินท์ ล้วนแต่สวยงาม

ป่านั้นดารดาษไปด้วยต้นราชพฤกษ์ทำให้สวยงาม

[๒๐๔๙]

กลิ่นดอกราชพฤกษ์นั้นหอมอบอวล

อยู่ได้ถึงกึ่งเดือน ไม่ระเหยหาย

ดอกอัญชันเขียว อัญชันขาว และกุ่มแดง มีดอกบานสะพรั่ง

ป่านั้นดารดาษไปด้วยอบเชยและแมงลัก

[๒๐๕๐]

เหมือนป่านั้นจะให้คนบันเทิงใจ

ด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม

หมู่ภมรก็โผบินร่อนเสียงดังกระหึ่มอยู่รายรอบ

เพราะกลิ่นหอมของดอกไม้

[๒๐๕๑]

พราหมณ์ ณ ริมรอบขอบสระนั้น มีฟักแฟง แตง

น้ำเต้า ๓ ชนิด คือ ชนิดหนึ่งมีผลเขื่องขนาดเท่าหม้อ

อีก ๒ ชนิดเหล่านั้นมีผลโตขนาดเท่าตะโพน

[๒๐๕๒]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีเมล็ดพันธุ์ผักกาด

เป็นจำนวนมาก ทั้งกระเทียมที่มีใบเขียวสด

ต้นเหลาชะโอนตั้งอยู่เหมือนต้นตาล

ผักสามหาวเป็นจำนวนมากควรเด็ดดอกด้วยกำมือ

[๒๐๕๓]

มีเถาโคกกระออม นมตำเลีย เถาหญ้านาง

เถาชะเอม ไม้อโศก ต้นเทียน บอระเพ็ดไฟ ชิงช้าชาลี

[๒๐๕๔]

ว่านหางช้าง อังกาบ เถาพลุ และมะลิซ้อน มีดอกแย้มบาน

ต้นทองกวาวเครือมีดอกบานสะพรั่ง ขึ้นอยู่ตามต้นไม้

[๒๐๕๕]

ต้นก้างปลา กำยาน คัดเค้า ชะเอม มะลิเลื้อย

มะลิธรรมดา ชบา บัวบก งดงาม

[๒๐๕๖]

ต้นแคฝอย ฝ้ายทะเล และกรรณิการ์มีดอกเบ่งบาน

ปรากฏดังข่ายทองงดงาม ระเรื่อ เปรียบเหมือนเปลวเพลิง

[๒๐๕๗]

ดอกไม้ที่เกิดบนบกและเกิดในน้ำเหล่านั้น

ทั้งหมดต่างก็ปรากฏอยู่ในสระนั้น

เพราะมีน้ำขังอยู่มากน่ารื่นรมย์ ด้วยประการฉะนี้

[๒๐๕๘]

อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น

มีปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำมากชนิด

คือ ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก

จระเข้ ปลามังกร ปลากา

[๒๐๕๙]

ณ ที่ใกล้สระนั้น มีชะเอมต้น ชะเอมเครือ กำยาน

ประยงค์ เนระพูสี แห้วหมู สัตตบุษย์ สมุลแว้ง

[๒๐๖๐]

พิมเสน สามสิบ กฤษณา เถากระไดลิงเป็นจำนานมาก

บัวบก โกฐขาว กระทุ่มเลือด ต้นหนาด

[๒๐๖๑]

ขมิ้น แก้มหอม หรดาล กำคูณ สมอพิเภก

ไคร้เครือ การะบูร และกลิงคุก

[๒๐๖๒]

อนึ่ง ในป่านั้น มีสัตว์หลากหลายชนิด คือ

ราชสีห์ เสือโคร่ง ยักษิณีมีหน้าดุจฬา ช้างพัง

ช้างพลาย เนื้อทราย เนื้อฟาน ละมั่ง และอีเห็น

[๒๐๖๓]

สุนัขจิ้งจอก หมาใน บ่าง กระรอก

จามรี ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงจุ่น

[๒๐๖๔]

ณ ที่ใกล้สระนั้น มีกวาง กระทิง หมี วัวป่า แรด

หมู พังพอน และงูเห่า เป็นจำนวนมาก

[๒๐๖๕]

กระบือ หมาใน สุนัขจิ้งจอก กิ้งก่า ตะกวด เหี้ย

เสือดาว และเสือเหลืองมีอยู่โดยรอบด้าน

[๒๐๖๖]

กระต่าย แร้ง ราชสีห์ และเสือปลา

สกุณชาติหลายชนิด คือ นกกวัก นกยูง นกหงส์ขาว ไก่ฟ้า

[๒๐๖๗]

นกกะปูด ไก่ป่า นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องคูขันหากันและกัน

นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน

[๒๐๖๘]

เหยี่ยวดำ เหยี่ยวแดง นกช้อนหอย นกพริก นกคับแค

นกแขวก นกกด นกกระเต็นใหญ่ นกนางแอ่น

[๒๐๖๙]

นกคุ่ม นกกระทา นกกระทุง นกกระจอก

นกกระจาบ นกกระเต็นน้อย นกกางเขน

[๒๐๗๐]

นกการเวก นกแอ่นลม นกเงือก นกออก

สระมุจลินท์เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกนานาชนิด

กู่ร้องขานขันด้วยเสียงต่างๆ กัน

[๒๐๗๑]

อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกมากมายมีขนปีกงามวิจิตร

มีเสียงไพเราะเสนาะโสตบันเทิงใจอยู่กับคู่ของตน

กู่ร้องประชันเสียงกันและกัน

[๒๐๗๒]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกส่งเสียงร้องไพเราะเป็นนิตย์

มีตางามประกอบด้วยเบ้าตาขาว มีฝูงนกที่มีขนปีกงามวิจิตร

[๒๐๗๓]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกส่งเสียงร้องไพเราะเป็นนิตย์

มีหงอน มีสร้อยคอเขียว กู่ร้องประชันเสียงกันและกัน

[๒๐๗๔]

มีไก่เถื่อน ไก่ฟ้า นกเปล้า นกนางนวล เหยี่ยวดำ

เหยี่ยวนกเขา นกกาน้ำ นกแขกเต้า และนกสาลิกา

[๒๐๗๕]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีนกเป็นจำนวนมากเป็นพวกๆ

คือ เหลือง แดง ขาว นกหัสดีลิงค์ พญาหงส์ทอง

นกกาน้ำ นกแขกเต้า นกเอี้ยง

[๒๐๗๖]

นกดุเหว่า นกอกขาว หงส์ขาว

นกเงือก นกเค้าแมว ห่าน

นกยาง นกโพระดก นกต้อยตีวิด

[๒๐๗๗]

นกพิราบ หงส์แดง นกจักรพาก นกเป็ดน้ำ

นกหัสดีลิงค์ ส่งเสียงร้องที่น่ารื่นรมย์ใจ

นกเหล่านั้นต่างก็ส่งเสียงร้องกู่ก้องหากันและกันที่เชิงเขา

ทั้งเช้าและเย็นอยู่เป็นนิตย์

[๒๐๗๘]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกจำนวนมากที่มีสีต่างๆ กัน

บันเทิงใจอยู่กับคู่ของตนกู่ประชันเสียงกันและกัน

[๒๐๗๙]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกจำนวนมากที่สีต่างๆ กัน

ทั้งหมดต่างก็ขันคูกู่ร้องเสียงไพเราะ

อยู่ฟากฝั่งทั้ง ๒ ของสระมุจลินท์

[๒๐๘๐]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกการเวก

ต่างก็บันเทิงใจอยู่กับคู่ของตน กู่ประชันเสียงกันและกัน

[๒๐๘๑]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ ฝูงนกการเวกทั้งหมดนั้น

ต่างก็กู่ร้องเสียงไพเราะอยู่ฟากฝั่งทั้ง ๒ ข้างของสระมุจลินท์

[๒๐๘๒]

ป่านั้นเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อทราย เนื้อฟาน

เป็นที่อยู่อาศัยของช้างพลายและช้างพัง

ดารดาษไปด้วยเถาวัลย์นานาชนิด

เป็นที่อาศัยอยู่ของฝูงชะมด

[๒๐๘๓]

อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีธัญญชาติเป็นจำนวนมาก

คือ ข้าวฟ่าง ลูกเดือยเป็นอันมาก

ข้าวสาลีที่ไม่ต้องหุงด้วยฟืนไฟ และอ้อยมิใช่น้อยก็มีอยู่ในป่านั้น

[๒๐๘๔]

ทางนี้เป็นทางเดินไปได้คนเดียว ตรงไปยังอาศรม

คนผู้ไปถึงอาศรมซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเจ้าเวสสันดร

พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายประทับอยู่นั้น

จะไม่ประสบความหิว ความกระหาย และความไม่ยินดี

[๒๐๘๕]

พระองค์ทรงเพศเป็นนักบวชอันประเสริฐ

ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฏา

นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและบูชาไฟอยู่

[๒๐๘๖]

ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์

ครั้นได้ฟังคำแนะนำนี้แล้ว กระทำประทักษิณ

มีใจเบิกบาน อำลาท่านฤๅษี

แล้วหลีกไปยังสถานที่ที่พระเจ้าเวสสันดรประทับอยู่

พรรณนากัณฑ์มหาพน จบ

กัณฑ์กุมาร

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๐๘๗]

ลุกขึ้นยืนเถิดนะ พ่อชาลี การมาของพวกยาจกในวันนี้

ปรากฏเหมือนที่พ่อเห็นพราหมณ์มาเมื่อครั้งก่อนๆ

ความชื่นชมยินดีทำให้พ่อเกษมศานต์

(พระชาลีกราบทูลว่า)

[๒๐๘๘]

ข้าแต่พระบิดา แม้หม่อมฉันก็เห็นผู้นั้น

ปรากฏเหมือนพราหมณ์ ดูเหมือนคนเดินทาง

จักเป็นแขกของพวกเรา

(ชูชกทูลถามว่า)

[๒๐๘๙]

พระองค์ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ ทรงสุขสำราญดีหรือ

เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ

มูลผลาหารก็มีมากหรือ

[๒๐๙๐]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๐๙๑]

ท่านพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีโรคเบียดเบียนเป็นสุขสำราญดี

อนึ่ง เราเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกดี

ทั้งมูลผลาหารก็มีมาก

[๒๐๙๒]

อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียนเราเลย

[๒๐๙๓]

เมื่อเรามาอยู่ในป่ามีชีวิตอันหงอยเหงาตลอด ๗ เดือน

เราเพิ่งจะเห็นท่านผู้เป็นพราหมณ์บูชาไฟ

ทรงพรตอันประเสริฐ ถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม

และลักจั่นน้ำนี้เป็นคนแรก

[๒๐๙๔]

ท่านมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว มิได้มาร้าย

ท่านผู้เจริญ ขอเชิญเข้าไปข้างใน

เชิญล้างเท้าทั้ง ๒ ของท่านเถิด

[๒๐๙๕]

พราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง

ผลหมากเม่ามีรสหวานปานน้ำผึ้ง

เชิญท่านเลือกฉันแต่ผลดีๆ เถิด

[๒๐๙๖]

มหาพราหมณ์ แม้น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิท เรานำมาจากซอกเขา

ถ้าท่านต้องการก็เชิญดื่มเถิด

[๒๐๙๗]

อนึ่ง ท่านมาถึงป่าใหญ่ เพราะเหตุไร

หรือเพราะปัจจัยอะไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เรา

(ชูชกกราบทูลว่า)

[๒๐๙๘]

ห้วงน้ำเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลาไม่เหือดแห้งฉันใด

พระองค์ก็ฉันนั้น หม่อมฉันมาเพื่อทูลขอ

ขอพระองค์ผู้ที่หม่อมฉันทูลขอแล้ว

ทรงพระกรุณาพระราชทานพระโอรสทั้งหลายเถิด

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๐๙๙]

ท่านพราหมณ์ เรายอมให้ เรามิได้หวั่นไหว

ท่านจงเป็นใหญ่ นำลูกทั้ง ๒ ของเราไปเถิด

พระนางมัทรีราชบุตรีไปป่าแต่เช้า

จักกลับมาจากการแสวงหาผลไม้ในเวลาเย็น

[๒๑๐๐]

ท่านพราหมณ์ จงพักค้างคืนสักคืนหนึ่งเถิด พรุ่งนี้เช้าจึงค่อยไป

เมื่อกุมารและกุมารีที่พระมารดาของเธอให้อาบน้ำดำเกล้า

ประดับระเบียบดอกไม้ไว้แล้ว

[๒๑๐๑]

พราหมณ์ จงพักค้างคืนสักคืนหนึ่งเถิด พรุ่งนี้เช้าจึงค่อยไป

จงพากุมารและกุมารีที่ประดับตกแต่งด้วยกลิ่นหอมชนิดต่างๆ ไป

ในหนทางที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้นานาชนิด

เกลื่อนกล่นไปด้วยมูลผลาหารนานาประการ

(ชูชกกราบทูลว่า)

[๒๑๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ

ข้าพระองค์ไม่ชอบใจที่จะพักอยู่ ข้าพระองค์ยินดีที่จะไป

แม้อันตรายจะพึงมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไปให้ได้

[๒๑๐๓]

เพราะว่า ธรรมดาสตรีเหล่านี้เป็นผู้ไม่สมควรแก่การขอ

มีปกติกระทำอันตราย หญิงทั้งหลายรู้มนต์ ๑-

ย่อมรับทุกสิ่งโดยข้างซ้าย

[๒๑๐๔]

เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานด้วยพระศรัทธา

พระองค์อย่าได้เห็นพระมารดาของพระปิโยรสนั้นเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ

พระมารดาของพระปิโยรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น

จะพึงทำอันตรายได้ ข้าพระองค์จะไปให้ได้

[๒๑๐๕]

ขอพระองค์ตรัสเรียกพระโอรสเหล่านั้นมาเถิด

อย่าให้พระโอรสเหล่านั้นได้พบเห็นพระมารดาเลย

เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานอยู่ด้วยศรัทธา

บุญย่อมเจริญยิ่งขึ้นด้วยอาการฉะนี้

[๒๑๐๖]

ขอพระองค์ตรัสเรียกพระโอรสเหล่านั้นมาเถิด

อย่าให้พระโอรสเหล่านั้นได้พบเห็นพระมารดาเลย

ขอเดชะ พระองค์ทรงประทานทรัพย์คือพระโอรสทั้งหลาย

แก่ข้าพระองค์แล้วจักเสด็จไปสวรรค์

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๑๐๗]

ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะเห็นภริยาของเราผู้มีวัตรอันงาม

ก็จงทูลถวายพระกุมารทั้ง ๒ คือพระชาลีและพระกัณหาชินา

แด่พระเจ้ากรุงสญชัยผู้เป็นพระอัยกา

[๒๑๐๘]

พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารเหล่านี้

ผู้มีพระสุระเสียงไพเราะ ตรัสพระวาจาน่ารัก

ทรงปลื้มพระทัยปรีดาปราโมทย์

จักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก

@เชิงอรรถ :

@๑ มนต์ หมายถึงมารยา (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๒๑๐๓/๔๑๙)

(ชูชกกราบทูลว่า)

[๒๑๐๙]

ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์โปรดทรงฟังข้าพระองค์ก่อน

ข้าพระองค์กลัวการที่จะถูกหาว่าฉกชิงเอาไป

พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชจะพึงลงพระราชอาญาข้าพระองค์

คือ จะทรงปรับสินไหมหรือให้ประหารชีวิต

ข้าพระองค์จะขาดทั้งทรัพย์และทาส

และจะถูกนางพราหมณีผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ติเตียนได้

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๑๑๐]

พระมหาราชทรงตั้งอยู่ในธรรม ทรงเป็นผู้ผดุงรัฐ

ให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้

ผู้มีพระสุระเสียงไพเราะ ตรัสพระวาจาน่ารัก

ได้ปีติและโสมนัสแล้วจักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก

(ชูชกกราบทูลว่า)

[๒๑๑๑]

ข้าพระองค์จักทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงพร่ำสอนคงไม่ได้

จักนำทารกทั้งหลายไปเป็นทาสรับใช้

ของนางพราหมณีเท่านั้น

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๑๑๒]

ลำดับนั้น พระกุมารทั้ง ๒

คือ พระชาลีและพระกัณหาชินา ได้สดับคำของชูชกผู้หยาบช้า

ตกพระทัยจึงพากันเสด็จวิ่งหนีไปจากที่นั้น

(พระเวสสันดรตรัสเรียก ๒ กุมารว่า)

[๒๑๑๓]

ชาลีลูกรัก มานี่เถิด

เจ้าทั้ง ๒ จงช่วยกันบำเพ็ญบารมีของพ่อให้เต็มเถิด

จงช่วยกันโสรจสรงหทัยของพ่อให้เยือกเย็นเถิด

จงเชื่อฟังคำของพ่อเถิด

[๒๑๑๔]

เจ้าทั้ง ๒ จงเป็นดุจยานนาวาของพ่อ

อันไม่โยกโคลงในสาครคือภพเถิด พ่อจักข้ามฝั่งคือชาติ

จักช่วยสัตวโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้ข้ามด้วย

[๒๑๑๕]

แม่กัณหาลูกรัก มานี่เถิด ทานบารมีเป็นที่รักของพ่อ

เจ้าทั้ง ๒ จงช่วยกันโสรจสรงหทัยของพ่อให้เยือกเย็นเถิด

จงเชื่อฟังคำของพ่อเถิด

[๒๑๑๖]

เจ้าทั้ง ๒ จงเป็นดุจยานนาวาของพ่อ

อันไม่โยกโคลงในสาครคือภพเถิด พ่อจักข้ามฝั่งคือชาติ

จักช่วยสัตวโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้ข้ามด้วย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๑๑๗]

ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ทรงพาพระกุมารทั้ง ๒ คือ พระชาลีและพระกัณหาชินามา

ได้พระราชทานให้แก่พราหมณ์แล้ว

[๒๑๑๘]

ลำดับนั้น พระเวสสันดรทรงพาพระกุมารทั้ง ๒

คือพระชาลีและพระกัณหาชินามา

ได้พระราชทานให้แก่พราหมณ์แล้ว

ก็ทรงพระทัยชื่นบานในปุตตทานอันอุดม

[๒๑๑๙]

ครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรได้พระราชทาน

พระกุมารทั้ง ๒ แล้ว ความบันลือลั่น

น่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า ได้เกิดขึ้น

แผ่นดินก็สะท้านหวั่นไหว

[๒๑๒๐]

ครั้งนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ทรงประคองอัญชลี พระราชทานพระกุมาร

ผู้เจริญด้วยความสุขให้เป็นทานแก่พราหมณ์

ความบันลือลั่นน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า

ได้เกิดขึ้นแล้ว

[๒๑๒๑]

ลำดับนั้น พราหมณ์ผู้หยาบช้ากัดเถาวัลย์ให้ขาดแล้ว

เอาเถาวัลย์ผูกพระหัตถ์ของพระกุมารทั้ง ๒

ฉุดกระชากลากไปด้วยเถาวัลย์

[๒๑๒๒]

แต่นั้น พราหมณ์นั้นถือเอาเชือกและไม้เท้า

ทุบตีพระกุมารทั้ง ๒ นั้นไป

ทั้งที่พระเจ้าเวสสันดรพระเจ้ากรุงสีพีทอดพระเนตรเห็นอยู่

[๒๑๒๓]

ลำดับนั้น พระกุมารทั้งหลาย

พอหลุดจากพราหมณ์ก็รีบวิ่งหนีไป

พระชาลีมีพระเนตรทั้ง ๒ นองไปด้วยพระอัสสุชล

ชะเง้อมองดูพระบิดา

[๒๑๒๔]

ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบิดา

พระวรกายสั่นระริกเหมือนใบโพธิ์

ครั้นทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบิดาแล้ว

ก็ได้กราบทูลดังนี้ว่า

[๒๑๒๕]

ข้าแต่พระบิดา พระมารดากำลังเสด็จออกไปป่า

พระองค์ก็จะพระราชทานหม่อมฉันทั้ง ๒ เสียแล้ว

ข้าแต่พระบิดา ขอพระองค์โปรดประทานหม่อมฉันทั้ง ๒

เมื่อหม่อมฉันทั้ง ๒ เห็นพระมารดากลับมาก่อน

[๒๑๒๖]

ข้าแต่พระบิดา พระมารดากำลังเสด็จออกไปป่า

พระองค์ก็จะพระราชทานหม่อมฉันทั้ง ๒ เสียแล้ว

ขอพระองค์โปรดพระราชทานหม่อมฉันทั้ง ๒

จนกว่าพระมารดาของหม่อมฉันทั้ง ๒ จะได้เสด็จมา

เมื่อนั้น พราหมณ์นี้จะขายหรือจะฆ่า

ก็จงทำตามความปรารถนาเถิด

[๒๑๒๗]

พราหมณ์ผู้หยาบช้านี้ประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ ประการ ๑- คือ

๑. มีเท้าทู่ ๒. มีเล็บกุด

๓. มีปลีน่องหย่อนยาน ๔. มีริมฝีปากบนยาว

๕. มีน้ำลายไหล ๖. มีเขี้ยว

๗. มีจมูกหัก

[๒๑๒๘]

๘. มีพุงเหมือนหม้อ ๙. มีหลังค่อม

๑๐. มีตาเหล่ ๑๑. มีหนวดแดง

๑๒. มีผมเหลือง ๑๓. มีหนังย่นตกกระ

[๒๑๒๙]

๑๔. มีตาเหลือง ๑๕. มีกายคต

๑๖. มีขาโกง ๑๗. มีขนหยาบยาว

๑๘. นุ่งห่มหนังเสือ เป็นอมนุษย์ที่น่าสะพรึงกลัว

[๒๑๓๐]

เป็นมนุษย์หรือยักษ์ที่กินเนื้อและเลือด

ออกจากบ้านมาสู่ป่า มาทูลขอทรัพย์กับพระองค์ พระเจ้าข้า

(กัณหาชาลีกล่าวว่า)

[๒๑๓๑]

ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันทั้ง ๒ กำลังถูกปีศาจนำไปอยู่

เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงมองเมินอยู่

พระทัยของเสด็จพ่อเห็นจะเหมือนหิน

หรือมิฉะนั้น ก็เหมือนแผ่นเหล็กที่ตรึงไว้

@เชิงอรรถ :

@๑ บุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือ (๑) มีเท้าทู่ หมายถึงมีเท้าแบนเป็นแผ่น (๒) มีเล็บกุด หมายถึงมีเล็บเน่า

@(๓) มีปลีน่องหย่อนยาน หมายถึงเนื้อปลีน่องหย่อนยานลงข้างล่าง (๔) มีริมฝีปากบนยาว หมายถึง

@ริมฝีปากด้านบนยาวห้อยปิดริมฝีปากด้านล่าง (๕) มีน้ำลายไหล หมายถึงมีน้ำลายไหล(ตลอดเวลา)

@(๖) มีเขี้ยว หมายถึงมีเขี้ยวงอกขึ้นเหมือนเขี้ยวสุกร (๗) มีจมูกหัก หมายถึงมีจมูกทั้งหักทั้งคด (๘-๑๐

@ความชัดแล้ว) (๑๑) มีหนวดแดง หมายถึงมีหนวดสีแดงเหมือนเส้นลวดทองแดง (๑๒) มีผมเหลือง

@หมายถึงมีผมงอกขึ้นมาเป็นสีทอง (๑๓) มีหนังย่นตกกระ หมายถึงหนังตามตัวเต็มไปด้วยรอยย่นและ

@เกลื่อนกล่นไปด้วยมูลแมลงวัน (๑๔) มีตาเหลือง หมายถึงมีลูกตาเหลือกเหลืองเหมือนตาแมว (๑๕) มี

@กายคด หมายถึงมีที่คด ๓ แห่ง คือ สะเอว หลัง และคอ (๑๖) มีขาโกง หมายถึงมีเท้าเฉไปคนละทาง

@ข้อต่อกระดูกไม่สนิทกัน (เวลาเดิน)เสียงดังกฏะ กฏะ (๑๗) ความชัดแล้ว (๑๘) เป็นอมนุษย์ หมายถึง

@ไม่ใช่มนุษย์ คือ ผู้นั้นเป็นยักษ์จำแลงตัวเป็นมนุษย์เที่ยวไป (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๒๑๒๗-๒๑๒๙/๔๒๗-๔๒๘)

[๒๑๓๒]

พระองค์ไม่ทรงรู้สึกว่า หม่อมฉันทั้ง ๒

ถูกพราหมณ์ผู้หยาบช้าเหลือเกิน ผู้แสวงหาทรัพย์ผูกมัด

แกเฆี่ยนตีหม่อมฉันทั้ง ๒ เหมือนนายโคบาลเฆี่ยนตีโค

[๒๑๓๓]

ขอให้น้องกัณหาอยู่ ณ ที่นี้นี่แหละ

เธอยังไม่รู้จักทุกข์ร้อนอะไรๆ เธอจะคร่ำครวญ

เหมือนลูกเนื้อที่ยังดื่มนมพลัดจากฝูงไม่เห็นแม่

(พระกุมารคร่ำครวญถึงพระมารดาและพระบิดาว่า)

[๒๑๓๔]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ทุกข์ที่หม่อมฉันไม่เห็นพระมารดา

เป็นทุกข์ที่ยิ่งกว่านี้ของหม่อมฉัน

[๒๑๓๕]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ทุกข์ที่หม่อมฉันไม่เห็นเสด็จพ่อ

เป็นทุกข์ที่ยิ่งกว่านี้ของหม่อมฉัน

[๒๑๓๖]

พระมารดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่

เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี

ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน

[๒๑๓๗]

พระบิดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่

เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี

ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน

[๒๑๓๘]

พระมารดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่

เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี

ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหา

ในอาศรมตลอดกาลนาน

[๒๑๓๙]

พระบิดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่

เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี

ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหา

ในอาศรมตลอดกาลนาน

[๒๑๔๐]

พระมารดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่

จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน

ทรงหวนระลึกถึงเราทั้ง ๒ ตลอดครึ่งคืนหรือทั้งคืนแล้ว

จะทรงซูบผอมตายไปเหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูแล้งเหือดแห้งไป

[๒๑๔๑]

พระบิดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่

จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน

ทรงหวนระลึกถึงเราทั้ง ๒ ตลอดครึ่งคืนหรือทั้งคืนแล้ว

จะทรงซูบผอมตายไปเหมือนแม่น้ำเขินเหือดแห้งไป

[๒๑๔๒]

รุกขชาติชนิดต่างๆ เหล่านี้

คือ ต้นหว้า ต้นย่านทราย ที่มีกิ่งห้อยย้อย

วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งรุกขชาติต่างๆ เหล่านั้นไป

[๒๑๔๓]

รุกขชาติชนิดที่มีผลชนิดต่างๆ

คือ ต้นโพธิ์ใบ ต้นขนุน ต้นไทร

และต้นมะขวิด ที่เราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน

วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งรุกขชาติเหล่านั้นไป

[๒๑๔๔]

สวนเหล่านี้ก็ยังตั้งอยู่ นี้แม่น้ำที่เยือกเย็น

เราทั้ง ๒ เคยลงเล่นมาก่อน

วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งทั้ง ๒ นั้นไป

[๒๑๔๕]

บุปผชาติชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น

ที่เราทั้ง ๒ เคยทัดทรงมาก่อน

วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไป

[๒๑๔๖]

ผลไม้ชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น

ที่เราทั้ง ๒ เคยบริโภคมาก่อน

วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งผลไม้เหล่านั้นไป

[๒๑๔๗]

สิ่งของเหล่านี้ คือ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว

ที่พระบิดาทรงปั้นไว้ให้เราทั้ง ๒ เล่น

ซึ่งเราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน

วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งตุ๊กตาเหล่านั้นไป

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๑๔๘]

พระกุมารทั้ง ๒ พระองค์ถูกพราหมณ์ชูชกนำไปอยู่

ได้กราบทูลพระบิดาดังนี้ว่า

ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระองค์ทรงพระกรุณา

ตรัสบอกพระมารดาว่า ลูกทั้ง ๒ ไม่มีโรค

และขอพระองค์ทรงพระสำราญเถิด

(ชาลีกล่าวว่า)

[๒๑๔๙]

ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว

เหล่านี้เป็นของหม่อมฉันทั้ง ๒

ขอให้พระองค์โปรดประทานตุ๊กตาเหล่านั้นแก่พระมารดา

ความเศร้าโศกของพระองค์จักหายไปเพราะตุ๊กตาเหล่านั้น

[๒๑๕๐]

ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว

เหล่านี้เป็นของหม่อมฉันทั้ง ๒

พระมารดาได้ทอดพระเนตรเห็นตุ๊กตาเหล่านั้น

ก็จักทรงกำจัดความเศร้าโศกเสียได้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๑๕๑]

ลำดับนั้น พระเวสสันดรขัตติยราชทรงบำเพ็ญทานแล้ว

เสด็จเข้าไปสู่บรรณศาลาทรงกันแสงพิลาปว่า

(พระเวสสันดรทรงคร่ำครวญว่า)

[๒๑๕๒]

วันนี้ ลูกน้อยทั้ง ๒ จะหิวข้าว กระหายน้ำอย่างไรหนอ

จักเดินทางไกล ร้องไห้สะอึกสะอื้น

ครั้นในตอนเย็นเวลาบริโภคอาหาร

ใครจะให้อาหารแก่ลูกทั้ง ๒ นั้น

[๒๑๕๓]

วันนี้ ลูกน้อยทั้ง ๒ จะหิวข้าว กระหายน้ำอย่างไรหนอ

จักเดินทางไกล ร้องไห้สะอึกสะอื้น

ครั้นในตอนเย็นเวลาบริโภคอาหาร

ลูกทั้ง ๒ เคยอ้อนมัทรีผู้เป็นมารดาว่า พระเจ้าแม่

ลูกทั้ง ๒ หิวแล้ว ขอเสด็จแม่จงประทานแก่ลูกทั้ง ๒ เถิด

[๒๑๕๔]

ลูกทั้ง ๒ ไม่ได้สวมรองเท้า

จะเดินทางด้วยเท้าเปล่าได้อย่างไร

ลูกทั้ง ๒ จะเมื่อยล้ามีบาทาทั้ง ๒ ข้างฟกช้ำ

ใครจะจูงมือลูกทั้ง ๒ นั้นเดินทาง

[๒๑๕๕]

ทำไมหนอ พราหมณ์นั้นช่างร้ายกาจนักไม่ละอาย

เฆี่ยนตีลูกๆ ผู้ไม่ประทุษร้ายต่อหน้าเรา

[๒๑๕๖]

แม้แต่คนที่ตกเป็นทาสีเป็นทาสของเรา

หรือคนรับใช้อื่น ใครเล่าที่มีความละอาย

จักเฆี่ยนตีคนที่แสนต่ำต้อยแม้นั้นได้

[๒๑๕๗]

เมื่อเรายังอยู่ พราหมณ์ช่างด่า

ช่างเฆี่ยนลูกรักทั้ง ๒ ของเราผู้มองดูอยู่

เหมือนปลาที่ติดอยู่ที่หน้าไซ

[๒๑๕๘]

หรือเราจักถือเอาธนู จักเหน็บพระขรรค์ไว้ข้างซ้าย

นำเอาลูกทั้ง ๒ ของเรามา

เพราะว่าลูกทั้ง ๒ ถูกเฆี่ยนตีเป็นทุกข์ทรมาน

[๒๑๕๙]

การที่กุมารทั้งหลายเดือดร้อน

เป็นทุกข์แสนสาหัสนี้ไม่ควรเลย

ก็ใครเล่ารู้ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย

ให้ทานแล้วย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง

(ชาลีกล่าวว่า)

[๒๑๖๐]

ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ได้พูดความจริงไว้อย่างนี้ว่า

บุตรใดไม่มีมารดาของตนเอง บุตรนั้นก็เหมือนไม่มีบิดา

[๒๑๖๑]

มานี่เถิด น้องกัณหา เราทั้ง ๒ จักตายด้วยกัน

จะมีชีวิตอยู่ไปก็เปล่าประโยชน์

พระบิดาผู้ทรงเป็นจอมประชาชนได้ประทานเราทั้ง ๒

แก่ตาพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ ผู้หยาบช้าเหลือเกิน

แกเฆี่ยนตีหม่อมฉันทั้ง ๒ เหมือนนายโคบาลเฆี่ยนตีโค

[๒๑๖๒]

รุกขชาติชนิดต่างๆ เหล่านี้ คือ ต้นหว้า

ต้นย่านทรายมีกิ่งห้อยย้อย ที่เราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน

น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งรุกขชาติเหล่านั้นไป

[๒๑๖๓]

รุกขชาติที่มีผลต่างชนิดๆ คือ ต้นโพธิ์ใบ

ต้นขนุน ต้นไทร และต้นมะขวิด ที่เราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน

น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้ง

รุกขชาติเหล่านั้นไป

[๒๑๖๔]

สวนเหล่านี้ก็ยังตั้งอยู่ นี้แม่น้ำที่เยือกเย็น

เราทั้ง ๒ เคยลงเล่นมาก่อน

น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งทั้ง ๒ นั้นไป

[๒๑๖๕]

บุปผชาติชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น

ที่เราทั้ง ๒ เคยทัดทรงมาก่อน

น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไป

[๒๑๖๖]

ผลไม้ชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น

ที่เราทั้ง ๒ เคยบริโภคมาก่อน น้องกัณหา วันนี้

เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งผลไม้เหล่านั้นไป

[๒๑๖๗]

สิ่งของเหล่านี้ คือ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว

ที่พระบิดาทรงปั้นไว้ให้เราทั้ง ๒ เล่น

ซึ่งเราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน

น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งตุ๊กตาเหล่านั้นไป

[๒๑๖๘]

พระกุมารทั้ง ๒ เหล่านั้น คือ พระชาลี

และพระกัณหาชินาถูกพราหมณ์ชูชกนำไปอยู่

พอพ้นออกจากมือพราหมณ์ ก็พากันวิ่งไปทางนั้นๆ

[๒๑๖๙]

ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นถือเอาเชือกและไม้เท้า

ทุบตีราชกุมารและกุมารีทั้ง ๒ นั้นแล้วนำไป

ทั้งที่พระเวสสันดรพระเจ้ากรุงสีพีทอดพระเนตรเห็นอยู่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๑๗๐]

พระกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา

พราหมณ์นี้เฆี่ยนตีหม่อมฉันด้วยไม้เท้าเหมือนตีทาสีผู้เกิดในเรือนเบี้ย

[๒๑๗๑]

ข้าแต่พระบิดา ผู้นี้คงจะมิใช่พราหมณ์เป็นแน่

เพราะพราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้มีธรรม

แต่พราหมณ์คงจะเป็นยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์

นำลูกทั้ง ๒ ไปเพื่อจะกินเป็นอาหาร พระเจ้าข้า

ลูกทั้ง ๒ ถูกพราหมณ์ผู้เป็นปีศาจนำไป

ข้าแต่พระบิดา ทำไมหนอ พระองค์จึงเมินเฉยอยู่เล่า

(พระกัณหาชินาได้เดินคร่ำครวญไปว่า)

[๒๑๗๒]

เท้าของเราทั้ง ๒ นี้ยังเล็กนักเป็นทุกข์ ทั้งหนทางก็ไกล

เดินไปได้แสนยาก เมื่อพระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ

พราหมณ์ก็เร่งเราทั้ง ๒ ให้รีบเดิน

[๒๑๗๓]

เราทั้ง ๒ ขอโอดครวญกราบไหว้เทพเจ้าทั้งหลาย

ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขา ลำเนาไพร สระน้ำ

และบ่อน้ำ ที่มีท่าสวยงาม ด้วยเศียรเกล้า

[๒๑๗๔]

ขอเทพเจ้าทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่ ณ ป่าหญ้า ลดาวัลย์

ต้นไม้ที่เป็นโอสถ บนภูเขา และป่าไม้

ขอให้ช่วยกราบทูลพระมารดาว่า เราทั้ง ๒ นี้ไม่มีโรค

พราหมณ์นี้นำเราทั้ง ๒ ไป

[๒๑๗๕]

อนึ่ง เทพเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลาย

จงช่วยกราบทูลพระแม่เจ้ามัทรีผู้เป็นพระมารดาของเราทั้ง ๒ ว่า

ถ้าพระแม่เจ้าปรารถนาจะเสด็จติดตามมา

ก็ให้รีบเสด็จติดตามมาโดยเร็ว

[๒๑๗๖]

ทางนี้เป็นทางเดินไปได้คนเดียว ตรงไปยังอาศรม

พระมารดาพึงเสด็จติดตามมาทางนั้นเท่านั้น

ก็จะทันได้เห็นเราทั้ง ๒ อย่างเร็วไว

[๒๑๗๗]

โอหนอ พระเจ้าแม่ผู้ทรงเพศเป็นตาปสินี

ทรงนำมูลผลาหารมาจากป่า

ได้เห็นอาศรมอันว่างเปล่า พระองค์จักเป็นทุกข์

[๒๑๗๘]

พระมารดาเสด็จเที่ยวไปแสวงหามูลผลาหารจนล่วงเวลา

คงได้มามิใช่น้อย คงไม่ทราบว่า

เราทั้ง ๒ ถูกพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ผูกมัดพาไป

[๒๑๗๙]

ถูกพราหมณ์ผู้หยาบช้าเหลือเกิน ผู้แสวงหาทรัพย์ผูกมัด

แกเฆี่ยนตีหม่อมฉันทั้ง ๒ เหมือนนายโคบาลเฆี่ยนตีโค

เออก็วันนี้ เราทั้ง ๒ จะได้เห็นพระมารดา

เสด็จมาจากการแสวงหามูลผลาหารในเวลาเย็น

[๒๑๘๐]

พระมารดาพึงประทานผลไม้ที่เจือด้วยน้ำผึ้งแก่พราหมณ์

ครั้งนั้น พราหมณ์นี้หิวกระหาย จะไม่พึงเร่งให้เราทั้ง ๒ เดิน

[๒๑๘๑]

เท้าทั้ง ๒ ของเราบวมหนอ

พราหมณ์ก็เร่งให้เราทั้ง ๒ รีบเดิน

พระกุมารทั้งหลายทรงรักใคร่ในพระมารดา

ทรงกันแสงพิลาปอยู่ ณ ที่นั้นด้วยประการฉะนี้

กัณฑ์กุมาร จบ

กัณฑ์มัทรี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๑๘๒]

เทวดาเหล่านั้นได้ฟังพระกุมารทั้ง ๒ นั้น

ทรงพิลาปรำพันแล้ว จึงได้กล่าวกับเทพบุตรทั้ง ๓

ดังนี้ว่า “ท่านทั้ง ๓ จงแปลงเพศเป็นสัตว์ร้ายในป่า

คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง

[๒๑๘๓]

อย่าให้พระนางมัทรีราชบุตรีเสด็จกลับมาจากการแสวงหา

มูลผลาหารในตอนเย็น และอย่าให้สัตว์ร้ายในป่า

อันเป็นแคว้นของเราทั้งหลายรบกวนพระนางมัทรีราชบุตรีได้

[๒๑๘๔]

ถ้าราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง

พึงรบกวนพระนางผู้ทรงสิริโฉม

พระชาลีกุมารก็จะมีพระชนม์อยู่ไม่ได้เลย

แล้วพระกัณหาชินาจะมีพระชนม์อยู่ได้แต่ที่ไหน

พระนางผู้ทรงลักษณะอันสง่างาม

จะพึงสูญเสียทั้งพระภัสดาและพระลูกรักทั้ง ๒ ไปเท่านั้น”

(พระนางมัทรีใคร่ครวญว่า)

[๒๑๘๕]

“เสียมของเราก็หล่นลง ตาข้างขวาก็เขม่นอยู่ริกๆ

ต้นไม้ทั้งหลายที่เคยมีผลก็กลับไม่มีผล

และทุกๆ ทิศก็มืดมน”

[๒๑๘๖]

เมื่อพระนางเสด็จกลับบ่ายพระพักตร์มาสู่อาศรม

ในเวลาที่พระอาทิตย์อัสดงคต เหล่าสัตว์ร้ายก็มายืนขวางทาง

(พระนางมัทรีรำพึงว่า)

[๒๑๘๗]

เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง และอาศรมก็ยังอยู่ไกลนัก

พระเจ้าพี่เวสสันดรและพระลูกรักทั้ง ๒ นั้น

ก็คอยบริโภคมูลผลาหารที่เราจักนำไปจากป่านี้

[๒๑๘๘]

พระจอมกษัตริย์นั้นประทับอยู่ในบรรณศาลาพระองค์เดียว

คงจะทรงปลอบประโลมให้ลูกน้อยทั้ง ๒ ผู้หิวกระหาย

คอยทอดพระเนตรดูเราผู้ยังมาไม่ถึงให้ยินดีเป็นแน่แท้

[๒๑๘๙]

ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร

ในเวลาเย็นเป็นเวลากินเวลาดื่มก็จักคอย

เหมือนลูกเนื้อที่กำลังดื่มนมเป็นแน่แท้

[๒๑๙๐]

ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร

ในเวลาเย็นเป็นเวลากินเวลาดื่มก็จักคอย

เหมือนลูกเนื้อที่กำลังกระหายน้ำเป็นแน่แท้

[๒๑๙๑]

ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร

คงจะยืนคอยต้อนรับเรา

เหมือนลูกโคอ่อนคอยชะเง้อหาแม่เป็นแน่แท้

[๒๑๙๒]

ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร

คงจะยืนคอยต้อนรับเรา

เหมือนลูกหงส์ที่ตกอยู่ในเปือกตมเป็นแน่แท้

[๒๑๙๓]

ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร

คงจะยืนคอยต้อนรับเราอยู่ไม่ไกลจากอาศรม

[๒๑๙๔]

หนทางที่จะไปก็มีอยู่ทางเดียว

และเป็นทางที่เดินไปได้คนเดียว โดยข้างหนึ่งเป็นสระน้ำ

อีกข้างหนึ่งเป็นบึง เรายังไม่เห็นทางอื่นที่จะไปสู่อาศรมได้

[๒๑๙๕]

ข้าแต่พญาเนื้อทั้งหลายผู้มีกำลังมากในป่าใหญ่

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อท่านทั้งหลาย

ท่านทั้งหลายกับข้าพเจ้าก็เป็นพี่น้องกันโดยธรรม

ข้าพเจ้าขออ้อนวอน ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ข้าพเจ้าเถิด

[๒๑๙๖]

ข้าพเจ้าเป็นภรรยาของพระราชบุตรผู้มีสิริ

ผู้ถูกขับไล่จากกรุงสีพี

และข้าพเจ้ามิได้ดูหมิ่นพระสวามีพระองค์นั้นเลย

เหมือนดังนางสีดาคอยประพฤติตามพระราม

[๒๑๙๗]

ขอท่านทั้งหลายจงหลีกทางให้ดิฉัน

แล้วกลับไปเยี่ยมลูกน้อยของท่าน

ในเวลาออกหาอาหารในตอนเย็น

ส่วนดิฉันก็จะกลับไปเยี่ยมลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พระชาลีและพระกัณหาชินา

[๒๑๙๘]

อนึ่ง มูลผลาหารนี้ก็มีอยู่มาก

และภักษาก็มีอยู่ไม่น้อย ดิฉันขอแบ่งให้พวกท่านกึ่งหนึ่ง

ดิฉันอ้อนวอนแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ดิฉันเถิด

[๒๑๙๙]

พระมารดาของเราทั้งหลายเป็นราชบุตรี

และพระบิดาของเราทั้งหลายก็เป็นพระราชบุตร

ท่านทั้งหลายกับดิฉันเป็นพี่น้องกันโดยธรรม

ดิฉันอ้อนวอนแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ดิฉันเถิด

[๒๒๐๐]

พญาเนื้อร้ายทั้งหลายได้ฟังวาจาอันไพเราะ

ซึ่งประกอบด้วยความการุณย์เป็นอย่างมาก

ของพระนางผู้ทรงพิลาปรำพันอยู่

จึงได้พากันหลีกออกจากทางไป

[๒๒๐๑]

ลูกน้อยทั้งหลายคงขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น

คงจะยืนคอยต้อนรับเรา

เหมือนลูกโคอ่อนยืนคอยชะเง้อหาแม่เป็นแน่แท้

[๒๒๐๒]

ลูกน้อยทั้งหลายคงขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น

คงจะยืนคอยต้อนรับเราอยู่ตรงนี้

เหมือนลูกหงส์ที่ตกอยู่ในเปือกตมเป็นแน่แท้

[๒๒๐๓]

ลูกน้อยทั้งหลายคงขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น

คงจะยืนคอยต้อนรับเราอยู่ตรงนี้ ไม่ห่างไกลจากอาศรม

[๒๒๐๔]

ลูกน้อยเหล่านั้นเคยร่าเริงวิ่งมาต้อนรับเรา

เหมือนจะทำให้หทัยของเราหวั่นไหว

เหมือนลูกเนื้อเห็นแม่แล้วหูชันร่าเริงวิ่งไปวิ่งมารอบแม่

วันนี้ เรามิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย

[๒๒๐๕]

เราละลูกน้อยทั้งหลายไว้ออกไปหาผลไม้

เหมือนแม่แพะและแม่เนื้อละลูกน้อย ไปหากิน

เหมือนปักษีละลูกน้อยไปจากรัง หรือเหมือนแม่ราชสีห์

ผู้ต้องการอาหารละลูกน้อยไว้ออกไปหากิน

วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย

[๒๒๐๖]

นี้รอยเท้าวิ่งเล่นไปมาของลูกน้อยทั้ง ๒

ยังปรากฏอยู่เหมือนรอยเท้าช้างที่เชิงเขา

นี้กองทรายที่ลูกน้อยทั้ง ๒ ขนมาเล่น

ยังกระจัดกระจายอยู่ ณ ที่ใกล้อาศรม

วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย

[๒๒๐๗]

ลูกน้อยทั้งหลายเคยเกลื่อนกล่นไปด้วยทราย

และขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น วิ่งเข้ามาล้อมเราอยู่รอบๆ

เรามิได้เห็นทารกเหล่านั้น

[๒๒๐๘]

เมื่อก่อนลูกน้อยทั้งหลายเคยต้อนรับเราผู้กลับมา

จากป่าแต่ที่ไกล วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย

[๒๒๐๙]

ลูกน้อยทั้งหลายเคยไปคอยต้อนรับแม่ คอยมองดูเราแต่ที่ไกล

เหมือนลูกแพะหรือลูกเนื้อคอยชะเง้อหาแม่

เรามิได้เห็นทารกเหล่านั้นเลย

[๒๒๑๐]

ผลมะตูมสีเหลืองที่ตกอยู่นี้

เป็นของเล่นของลูกน้อยทั้ง ๒ นั้น

วันนี้ เรามิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย

[๒๒๑๑]

ถันทั้ง ๒ ของเรานี้ยังเต็มไปด้วยน้ำนม

และอกของเราเหมือนจะแตกดับ

วันนี้ เรามิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่ กัณหาชินานั้นเลย

[๒๒๑๒]

ใครเล่าจะค้นชายพก ใครเล่าจะเหนี่ยวถันทั้ง ๒ ของเรา

วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย

[๒๒๑๓]

เวลาเย็น ลูกน้อยทั้ง ๒ ขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น

เคยวิ่งเข้ามาเกาะที่ชายพกของเรา

วันนี้ เรามิได้เห็นทารกเหล่านั้นเลย

[๒๒๑๔]

เมื่อก่อน อาศรมนี้ปรากฏแก่เราเหมือนโรงมหรสพ

วันนี้ เมื่อเราไม่เห็นลูกน้อยเหล่านั้น

อาศรมปรากฏเหมือนดังจะหมุนไป

[๒๒๑๕]

นี่อย่างไร อาศรมจึงปรากฏกับเราดูเงียบสงัดจริงหนอ

แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของเราคงจะตายแน่

[๒๒๑๖]

นี่อย่างไร อาศรมจึงปรากฏกแก่เราดูเงียบสงัดจริงหนอ

แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของเราคงจะตายแน่

[๒๒๑๗]

นี่อย่างไร พระองค์จึงทรงนิ่งเฉยอยู่

แม้เมื่อคืนใจหม่อมฉันก็เหมือนฝันไป แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงจะตายแน่

[๒๒๑๘]

นี่อย่างไร พระองค์จึงทรงนิ่งเฉยอยู่

แม้เมื่อคืนใจหม่อมฉันก็เหมือนฝันไป แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงจะตายแน่

[๒๒๑๙]

ข้าแต่พระลูกเจ้า เหล่าเนื้อร้ายในป่าอันเงียบสงัด

ได้กินทารกทั้งหลายของหม่อมฉันแล้วหรือกระไรหนอ

หรือว่าใครนำทารกทั้งหลายของหม่อมฉันไป

[๒๒๒๐]

ทารกเหล่านั้นผู้กำลังพูดจาน่ารัก

พระองค์ทรงส่งไปเป็นทูต หรือว่ายังหลับอยู่

หรือทารกเหล่านั้นของเราออกไปเล่นภายนอก

[๒๒๒๑]

เส้นผม ลายมือ ลายเท้าของทารกเหล่านั้นมิได้ปรากฏเลย

หรือนกทั้งหลายมาโฉบเฉี่ยวเอาไป

หรือว่าใครนำทารกทั้งหลายของหม่อมฉันไป

[๒๒๒๒]

การที่หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาในวันนี้นั้น

เป็นทุกข์ยิ่งกว่าการถูกขับไล่จากแคว้น

เปรียบเหมือนแผลที่ถูกลูกศรแทง

[๒๒๒๓]

การที่หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒

และฝ่าพระบาทมิได้ตรัสกับหม่อมฉันนี้

เป็นดุจลูกศรเสียบแทงหทัยของหม่อมฉันซ้ำสอง

หทัยของหม่อมฉันย่อมหวั่นไหว

[๒๒๒๔]

ข้าแต่พระราชบุตร ถ้าคืนวันนี้พระองค์มิได้ตรัสกับหม่อมฉัน

พรุ่งนี้เช้าพระองค์น่าจะได้ทอดพระเนตรหม่อมฉัน

ผู้ปราศจากชีวิตตายไปแล้ว

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๒๒๕]

แม่มัทรีราชบุตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม ผู้มียศ

มัวไปแสวงหามูลผลาหารแต่เช้า

ทำไมจึงกลับมาจนเย็น

(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)

[๒๒๒๖]

พระองค์ได้ทรงสดับแล้วมิใช่หรือ

ซึ่งเสียงบันลือลั่นของราชสีห์และเสือโคร่ง

ต่างก็มุ่งมาสู่สระนี้เพื่อจะดื่มน้ำ

[๒๒๒๗]

บุพพนิมิตได้เกิดมีแก่หม่อมฉันผู้กำลังเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่

คือ เสียมพลัดตกจากมือของหม่อมฉัน

และกระเช้าที่หาบอยู่ก็พลัดตกจากบ่า

[๒๒๒๘]

เวลานั้น หม่อมฉันหวาดกลัวเป็นกำลัง

จึงได้ทำอัญชลี นอบน้อมไปทั่วทุกทิศ

ขอความสวัสดีพึงมีแต่ที่นี้ด้วย

[๒๒๒๙]

ขอพระราชบุตรของเราอย่าได้ถูกราชสีห์

หรือเสือเหลืองเบียดเบียนเลย

หรือขอให้ทารกทั้งหลายอย่าได้ถูกหมี

สุนัขป่า หรือเสือดาวรังควานเลย

[๒๒๓๐]

สัตว์ร้ายทั้ง ๓ ในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง

และเสือเหลืองได้มายืนขวางทางหม่อมฉัน

เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงกลับมาถึงในเวลาเย็น

(พระนางมัทรีทรงคร่ำครวญว่า)

[๒๒๓๑]

เราเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นปฏิบัติพระสวามี

บำรุงเลี้ยงดูลูกน้อยทั้งหลายทุกวัน

เหมือนมาณพปฏิบัติอาจารย์

เราเกล้าผมประพฤติพรหมจรรย์

[๒๒๓๒]

นุ่งห่มหนังเสือ เที่ยวไปแสวงหามูลผลาหาร

ในป่ามาทุกวันคืนเพราะความรักเธอทั้งหลาย นะลูกน้อย

[๒๒๓๓]

ขมิ้นเหลือง ผลมะตูมสุกแม่หามาแล้ว

และแม่ก็ได้นำผลไม้สุกมา นี้เป็นของเล่นของลูกรักทั้ง ๒ นะลูก

[๒๒๓๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมกษัตริย์ เหง้าบัวพร้อมทั้งฝัก

หน่ออุบล และกระจับ ที่คลุกน้ำผึ้ง

ขอเชิญพระองค์ทรงเสวยพร้อมพระโอรสทั้งหลายเถิด

[๒๒๓๕]

ขอพระองค์โปรดประทานดอกปทุมให้พ่อชาลี

ประทานดอกโกมุทให้กุมารี

พระองค์จะได้ทอดพระเนตรพระกุมารทั้งหลาย

ผู้ทรงประดับดอกไม้ฟ้อนรำอยู่

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์โปรดตรัสเรียก

พระโอรสทั้งหลายมาเถิด

[๒๒๓๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ต่อจากนั้น

ขอพระองค์ทรงสดับพระสุรเสียงอันไพเราะอ่อนหวาน

ของแม่กัณหาชินาผู้ซึ่งกำลังเข้าสู่อาศรมเถิด

[๒๒๓๗]

เราทั้ง ๒ ถูกเนรเทศจากแคว้น เป็นผู้มีสุขและทุกข์เสมอกัน

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ถึงพระองค์ก็โปรดทอดพระเนตรลูกน้อยทั้ง ๒

คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาเถิด

[๒๒๓๘]

หม่อมฉันคงได้สาปแช่งสมณะและพราหมณ์

ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า มีศีล เป็นพหูสูตในโลกเป็นแน่

วันนี้ หม่อมฉันจึงไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒

คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา

[๒๒๓๙]

รุกขชาติชนิดต่างๆ เหล่านี้ คือ ต้นหว้า

ต้นย่านทรายมีกิ่งห้อยย้อย ที่พระกุมารทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน

วันนี้ กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๐]

รุกขชาติที่มีผลชนิดต่างๆ คือ ต้นโพธิ์ใบ ต้นขนุน

ต้นไทร และต้นมะขวิด เหล่านี้ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาวิ่งเล่น

วันนี้ กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๑]

สวนเหล่านี้ก็ยังตั้งอยู่ นี้แม่น้ำที่เยือกเย็น

ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเล่น

กุมารทั้ง ๒ ไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๒]

บุปผชาติชนิดต่างๆ มีอยู่บนภูเขาลูกนี้

ที่กุมารทั้ง ๒ เคยทัดทรง

กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๓]

ผลไม้ชนิดต่างๆ ที่มีอยู่บนภูเขาลูกนี้

ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเสวย

กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๔]

ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว

เหล่านี้ที่กุมารเหล่านั้นเคยเล่น

กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๕]

ตุ๊กตาเนื้อทรายทองเล็กๆ ตุ๊กตากระต่าย ตุ๊กตานกเค้า

ตุ๊กตาชะมดเหล่านี้เป็นอันมากที่กุมารทั้ง ๒ เคยเล่น

กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๖]

ตุ๊กตาหงส์ ตุ๊กตานกกระเรียน

ตุ๊กตานกยูงที่มีแววหางงามวิจิตร

เหล่านี้ที่กุมารทั้ง ๒ เคยเล่น

กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๗]

พุ่มไม้มีดอกบานสะพรั่งทุกฤดูกาลเหล่านี้

ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเล่น

กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๘]

สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์เหล่านี้ มีนกจักรพากส่งเสียงกู่ขัน

ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ปทุม และอุบล

ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเล่น กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น

[๒๒๔๙]

พระองค์มิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ติดไฟ

เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงหงอยเหงาซบเซาอยู่

[๒๒๕๐]

เพราะคนรักกับคนรักยังรวมกันอยู่

ความทุกข์ร้อนของหม่อมฉันย่อมหายไป

วันนี้ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒

คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา

[๒๒๕๑]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของฉัน

ไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป

แม้แต่ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่

[๒๒๕๒]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา

ไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป

แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่

[๒๒๕๓]

พระนางมัทรีทรงปริเวทนา

พลางเที่ยวไปวิ่งหาตามซอกเขาและป่าชัฏ

ในท้องเขาวงกตนั้นแล้วเสด็จมายังอาศรมอีก

ทรงกันแสงอยู่ในสำนักพระราชสวามี ทูลคร่ำครวญว่า

[๒๒๕๔]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา

และไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป

แม้แต่ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่

[๒๒๕๕]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา

และไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป

แม้แต่ฝูงนกก็ไม่ส่งเสียงร้อง

ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่

[๒๒๕๖]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา

และไม่ทราบว่าผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป

ทั้งที่เที่ยวไปหาที่โคนไม้ ภูเขา และถ้ำ

[๒๒๕๗]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงพระรูปโฉมงดงาม ผู้มีพระยศ

ประคองพระพาหาคร่ำครวญล้มลง ณ พื้นดิน

แทบพระยุคลบาทของพระเวสสันดรนั้นนั่นเองด้วยประการฉะนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๒๕๘]

พระเวสสันดรราชฤๅษีทรงวักน้ำประพรม

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้เสด็จมาเฝ้าพระองค์

(ทรงวิสัญญีล้มลงแทบพระยุคลบาทของพระองค์)

ทรงทราบว่า พระนางทรงฟื้นพระองค์ดีแล้ว

จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้กับพระนางว่า

[๒๒๕๙]

มัทรี เราไม่อยากจะบอกความทุกข์แก่เธอแต่แรกก่อน

พราหมณ์แก่ยาจกผู้ตกยากมาสู่อาศรม

[๒๒๖๐]

เราได้ให้ลูกน้อยทั้ง ๒ แก่พราหมณ์นั้นไป

มัทรี เธออย่าได้กลัวเลย เธอจงดีใจเถิด

มัทรี เธออย่าเห็นลูกน้อยทั้ง ๒ เลย อย่าได้ร้องไห้ไปนักเลย

เมื่อเรายังชีวิตอยู่ ไม่มีโรคภัย ก็จักได้พบลูกน้อยทั้ง ๒ แน่

[๒๒๖๑]

สัตบุรุษเห็นยาจกมาหาแล้วพึงให้บุตร ปศุสัตว์

ธัญชาติ และทรัพย์อื่นใดในเรือน

มัทรี ขอเธอจงอนุโมทนาปุตตทานอันสูงสุดของเราเถิด

(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)

[๒๒๖๒]

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันขออนุโมทนา

ปุตตทานอันสูงส่งของพระองค์

ขอพระองค์พระราชทานปุตตทานอันสูงส่งแล้ว

ทรงทำพระทัยให้ผ่องใสเถิด

ขอพระองค์จงทรงบำเพ็ญทานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด

[๒๒๖๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน

ในหมู่มนุษย์ผู้เป็นคนตระหนี่

พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ได้ทรงบำเพ็ญทานแก่พราหมณ์แล้ว

[๒๒๖๔]

แผ่นดินก็บันลือลั่นแก่พระองค์

กิตติศัพท์ของพระองค์บันลือไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์

สายฟ้าก็แลบแปลบปลาบอยู่โดยรอบ

ดังสะท้านปานประหนึ่งว่าภูเขาจะถล่มทลาย

[๒๒๖๕]

เทพเจ้าทั้ง ๒ หมู่ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขานารทะ

ต่างถวายอนุโมทนาแด่พระเวสสันดรนั้นว่า

พระอินทร์ พระพรหม ท้าวประชาบดี

พระโสม ยมยักษ์ ท้าวเวสสุวรรณมหาราช

และเทพเจ้าเหล่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

พร้อมทั้งพระอินทร์ทุกถ้วนหน้า ต่างก็ถวายอนุโมทนา

[๒๒๖๖]

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงรูปโฉมงดงาม

ผู้มีพระยศ ก็ทรงอนุโมทนาปุตตทาน

อันสูงสุดของพระเวสสันดรแล้วด้วยประการฉะนี้แล

กัณฑ์มัทรี จบ

กัณฑ์สักกบรรพ

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๒๖๗]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว

ท้าวสักกเทวราชทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์

ได้ปรากฏแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์นั้นแต่เช้าตรู่

(พราหมณ์ทูลถามว่า)

[๒๒๖๘]

พระคุณเจ้าไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนหรือหนอ

ทรงพระสำราญดีหรือ

พระคุณเจ้าเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ

มูลผลาหารมีมากหรือ

[๒๒๖๙]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(พระเวสสันดรตอบว่า)

[๒๒๗๐]

ท่านพราหมณ์ เราไม่มีโรคมาเบียดเบียน เป็นสุขสำราญดี

อนึ่ง เราเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหาร

และมูลผลาหารก็มีอยู่มาก

[๒๒๗๑]

อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียนเราเลย

[๒๒๗๒]

เมื่อพวกเรามีชีวิตเศร้าโศกอยู่ในป่ามาตลอด ๗ เดือน

เราย่อมเห็นท่านผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ทรงเพศอันประเสริฐ

บูชาไฟ ถือไม้เท้าสีดังผลมะตูมสุก

และลักจั่นน้ำนี้เป็นคนที่ ๒

[๒๒๗๓]

มหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว มิได้มาร้าย

ท่านผู้เจริญ ขอเชิญเข้าไปภายใน เชิญล้างเท้าของท่านเถิด

[๒๒๗๔]

พราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง

ผลหมากเม่าที่มีรสหวานปานน้ำผึ้ง

เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ผลที่ดีๆ เถิด

[๒๒๗๕]

มหาพราหมณ์ แม้น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิทเรานำมาจากซอกเขา

ถ้าท่านต้องการก็เชิญดื่มเถิด

[๒๒๗๖]

อนึ่ง ท่านมาถึงป่าใหญ่ เพราะเหตุไร

หรือเพราะปัจจัยอะไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เรา

(พราหมณ์กราบทูลว่า)

[๒๒๗๗]

ห้วงน้ำยังเต็มเปี่ยมตลอดเวลาไม่เหือดแห้งฉันใด

พระองค์ทรงมีพระทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาฉันนั้น

ข้าพระองค์ทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณา

พระราชทานพระชายาแก่ข้าพระองค์เถิด

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๒๗๘]

ท่านพราหมณ์ ท่านขอสิ่งใด เราจะให้สิ่งนั้น

เรามิได้หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนสิ่งของที่มีอยู่

ใจของเรายินดีในทาน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๒๗๙]

พระเวสสันดรผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

ทรงกุมพระหัตถ์ของพระนางมัทรี ทรงจับเต้าน้ำ

หลั่งน้ำพระราชทานพระนางมัทรีให้เป็นทานแก่พราหมณ์

[๒๒๘๐]

ขณะนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์

ทรงบริจาคพระนางมัทรีให้เป็นทาน

ความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าได้เกิดขึ้น

แผ่นดินก็หวั่นไหว

[๒๒๘๑]

พระนางมัทรีมิได้มีพระพักตร์เง้างอ มิได้ทรงเก้อเขิน

และมิได้ทรงกันแสง ทรงเพ่งดูพระสวามีโดยดุษณีภาพ

โดยคิดว่า ท้าวเธอย่อมทรงทราบสิ่งที่ประเสริฐ

(พระศาสดาตรัสพระดำรัสนี้ว่า)

เมื่อตถาคตเป็นพระเวสสันดร

บริจาคพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาซึ่งเป็นธิดา

และพระมัทรีเทวีผู้มีวัตรอันดี ผู้ยำเกรงในพระสวามี

มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น

บุตรทั้ง ๒ เป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้

พระนางมัทรีเทวีจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้

แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา

ฉะนั้น เราจึงได้ให้ของซึ่งเป็นที่รัก

(ต่อมา พระนางมัทรีกราบทูลว่า)

[๒๒๘๒]

หม่อมฉันเป็นพระชายาของพระองค์ตั้งแต่ยังเป็นสาวรุ่น

พระองค์ทรงเป็นพระสวามีผู้เป็นใหญ่ของหม่อมฉัน

พระองค์ทรงปรารถนาจะพระราชทานหม่อมฉันแก่ผู้ใด

ก็ทรงพระราชทานแก่ผู้นั้นเถิด

หรือทรงปรารถนาจะขายหรือจะฆ่า ก็ทรงขายหรือทรงฆ่าเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๒๘๓]

ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบพระดำริของกษัตริย์ทั้ง ๒ นั้น

จึงได้ตรัสดังนี้ว่า ข้าศึกทั้งมวล ๑- ทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์

พระองค์ทรงชนะแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ข้าศึกทั้งมวล หมายถึงผู้รับทานที่มีทิพยสมบัติและผู้รับทานที่มีมนุษยสมบัติ ท่านเหล่านั้นยังมีความ

@ตระหนี่อยู่ พระเวสสันดรชนะคนเหล่านี้ได้ด้วยการให้บุตรและภรรยาเป็นทาน (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๒๒๘๓/๔๖๓)

[๒๒๘๔]

แผ่นดินก็บันลือลั่นแก่พระองค์

กิตติศัพท์ของพระองค์บันลือไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์

สายฟ้าก็แลบแปลบปลาบอยู่โดยรอบ

ดังสะท้านปานประหนึ่งว่าภูเขาถล่มทลาย

[๒๒๘๕]

เทพเจ้าทั้ง ๒ หมู่ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขานารทะ

ต่างถวายอนุโมทนาแด่พระเวสสันดรนั้นว่า

พระอินทร์ พระพรหม ท้าวประชาบดี

พระโสม ยมยักษ์ ท้าวเวสสุวรรณมหาราชและทวยเทพทั้งมวล

ต่างก็ถวายอนุโมทนาว่า พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยากแท้

[๒๒๘๖]

สัตบุรุษทั้งหลายเมื่อจะให้ทานชื่อว่าให้ได้ยาก ๑-

เมื่อจะทำกรรมก็ชื่อว่าทำได้ยาก

ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายพวกอสัตบุรุษรู้ได้ยาก

[๒๒๘๗]

เพราะฉะนั้น สัตบุรุษและอสัตบุรุษ

จึงมีคติที่ไปจากโลกนี้ต่างกัน คือ

พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวกสัตบุรุษย่อมไปสู่สวรรค์

[๒๒๘๘]

การที่พระองค์เสด็จมาประทับอยู่ในป่า

ได้พระราชทานพระกุมารทั้งหลายและพระชายาให้เป็นทานนี้

ชื่อว่าเป็นยานอันประเสริฐ ไม่เป็นยานที่พาก้าวลงสู่อบายภูมิ

ขอมหาทานของพระองค์จงเผล็ดผลในสวรรค์เถิด

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๒๒๘๙]

ข้าพเจ้าขอถวายพระนางมัทรีพระชายา

ผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กายคืนแก่พระคุณเจ้า

พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้คู่ควรกับพระนางมัทรี

และพระนางมัทรีก็เป็นผู้คู่ควรแก่พระสวามี

[๒๒๙๐]

น้ำนมและสังข์ทั้ง ๒ มีสีเหมือนกันฉันใด

พระองค์และพระนางมัทรีก็ทรงมีพระทัยเสมอเหมือนกันฉันนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ดู ขุ.ชา. แปล ๒๗/๕๙-๖๐/๗๙

[๒๒๙๑]

ทั้ง ๒ พระองค์เป็นกษัตริย์ผู้สมบูรณ์ด้วยพระโคตร

เป็นอุภโตสุชาติ ๑- ทั้งฝ่ายพระมารดาและพระบิดา

ทรงถูกเนรเทศจากแคว้นมาอยู่ ณ อาศรมในป่านี้

บุญทั้งหลายที่พระองค์กระทำมาแล้วฉันใด

ขอพระองค์ทรงให้ทาน กระทำบุญอยู่ร่ำไปฉันนั้น

[๒๒๙๒]

ข้าแต่พระราชฤๅษี หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ

มาในสำนักของพระองค์ ขอพระองค์ทรงเลือกรับพร

หม่อมฉันขอถวายพร ๘ ประการแก่พระองค์

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๒๙๓]

ข้าแต่ท้าวสักกะผู้ทรงเป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง

ถ้าพระองค์จะประสาทพรแก่หม่อมฉัน

ขอให้พระบิดาจงมารับหม่อมฉัน

ขอพระบิดาทรงต้อนรับหม่อมฉัน

ผู้ออกจากป่านี้ไปถึงเรือนของตนด้วยราชอาสน์

นี้เป็นพรประการที่ ๑

[๒๒๙๔]

ขอให้หม่อมฉันไม่พึงชอบใจการฆ่าคน

อนึ่ง แม้ผู้นั้นจะเป็นนักโทษถึงประหารชีวิต

ผู้กระทำความผิดอย่างร้ายแรง

ขอให้หม่อมฉันพึงได้ปลดปล่อยให้พ้นจากการถูกประหารชีวิต

นี้เป็นพรประการที่ ๒

[๒๒๙๕]

ขอให้ประชาชนทั้งหลายทั้งคนแก่ ทั้งเด็ก และคนปานกลาง

พึงเข้ามาอาศัยหม่อมฉันเลี้ยงชีวิต

นี้เป็นพรประการที่ ๓

@เชิงอรรถ :

@๑ อุภโตสุชาติ หมายถึงมีวรรณะเสมอกัน คือ บริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่าย (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๒๒๑๙/๔๖๔)

[๒๒๙๖]

ขอให้หม่อมฉันอย่าพึงล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่น

พอใจแต่ในภรรยาของตนไม่ไปสู่อำนาจของหญิงทั้งหลาย

นี้เป็นพรประการที่ ๔

[๒๒๙๗]

ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้บุตรของหม่อมฉันผู้พลัดพรากไปนั้น

พึงมีอายุยืนนาน จงครอบครองแผ่นดินโดยธรรมเถิด

นี้เป็นพรประการที่ ๕

[๒๒๙๘]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว

ขอให้อาหารทิพย์พึงปรากฏ

นี้เป็นพรประการที่ ๖

[๒๒๙๙]

เมื่อหม่อมฉันให้ทานอยู่ ขออย่าให้ไทยธรรมหมดสิ้นไป

เมื่อกำลังให้ ขอให้หม่อมฉันพึงทำใจให้ผ่องใส

ครั้นให้แล้ว ขออย่าให้หม่อมฉันได้เดือดร้อนใจในภายหลัง

นี้เป็นพรประการที่ ๗

[๒๓๐๐]

เมื่อพ้นจากอัตภาพนี้ไป

ขอให้หม่อมฉันไปสู่สวรรค์ อันเป็นการไปพิเศษ

ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

นี้เป็นพรประการที่ ๘

[๒๓๐๑]

ครั้นได้สดับพระดำรัสของพระเวสสันดรแล้ว

ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า

คงไม่นานนัก พระบิดาบังเกิดเกล้าของพระองค์

ก็คงจะเสด็จมาเยี่ยมพระองค์

[๒๓๐๒]

ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ท้าวมฆวานสุชัมบดีเทวราช

ก็ได้พระราชทานพรแก่พระเวสสันดรแล้ว

เสด็จกลับไปสู่หมู่ชาวสวรรค์

กัณฑ์สักกบรรพ จบ

กัณฑ์มหาราช

(พระเจ้าสญชัยทอดพระเนตรเห็น ๒ กุมารจึงตรัสว่า)

[๒๓๐๓]

นั่นใครหนอ หน้างามยิ่งนักดังทองคำธรรมชาติ

ที่นายช่างหล่อหลอมด้วยไฟ สีใสสุกปลั่ง

ดังแท่งทองธรรมชาติที่ละลายคว้างอยู่ที่ปากเบ้า

[๒๓๐๔]

ทารกเหล่านี้มีอวัยวะคล้ายคลึงกัน

มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ

คนหนึ่งเหมือนพ่อชาลี

อีกคนเหมือนแม่กัณหาชินา

[๒๓๐๕]

ทารกเหล่านี้มีรูปเสมอกันเหมือนราชสีห์ออกจากถ้ำทอง

ทารกเหล่านี้ปรากฏเหมือนหล่อหลอม

ด้วยทองคำธรรมชาติเลยทีเดียว

[๒๓๐๖]

ภารทวาชพราหมณ์ ท่านได้นำ

ทารกเหล่านี้มาจากที่ไหนหนอ

วันนี้ ท่านได้มาถึงแคว้นของเราแล้ว

จะไปที่ไหนต่อไป

(ชูชกกราบทูลว่า)

[๒๓๐๗]

ข้าแต่สมมติเทพ

ทารกเหล่านี้มีผู้ให้แก่ข้าพระองค์ด้วยความพอใจ

ตั้งแต่วันที่ได้ทารกเหล่านี้มา วันนี้เป็นคืนที่ ๑๕

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๐๘]

ด้วยวาจาไพเราะอะไรเล่า ท่านจึงได้ทารกเหล่านี้มา

ท่านควรทำให้เราเชื่อโดยวิธีที่ชอบ

ใครให้ปุตตทานอันสูงสุดนั้นแก่ท่าน

(ชูชกกราบทูลว่า)

[๒๓๐๙]

พระราชาผู้ทรงเป็นที่พึ่งของพวกยาจกที่มาทูลขอ

เป็นดังธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย

คือพระเวสสันดรผู้เสด็จไปประทับอยู่ในป่า

ได้พระราชทานพระโอรสทั้งหลายแก่ข้าพระองค์

[๒๓๑๐]

พระราชาผู้ทรงเป็นที่ต้องประสงค์ของพวกยาจกผู้มาทูลขอ

เป็นดังสาครอันเป็นที่รองรับของแม่น้ำทั้งหลายที่หลั่งไหลมา

คือพระเวสสันดรผู้เสด็จไปประทับอยู่ในป่า

ได้พระราชทานพระโอรสทั้งหลายแก่ข้าพระองค์

(พวกอำมาตย์ติเตียนพระเวสสันดรว่า)

[๒๓๑๑]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระราชาผู้มีศรัทธา

ทรงอยู่ครอบครองเรือน ทรงทำกรรมที่ไม่สมควรหนอ

พระเวสสันดรถูกเนรเทศออกจากแคว้นไปอยู่ในป่า

จะพึงพระราชทานพระโอรสทั้งหลายได้อย่างไรหนอ

[๒๓๑๒]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวพระนครมีประมาณเท่าใด

ที่มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอทุกท่านจงช่วยกันพิจารณาดูเรื่องนี้

พระเวสสันดรประทับอยู่ในป่า

ได้พระราชทานพระโอรสทั้งหลายได้อย่างไร

[๒๓๑๓]

พระองค์จงพระราชทานทาส ทาสี ม้า แม่ม้าอัสดร

รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐไปเถิด

ทำไม จึงทรงพระราชทานทารกทั้งหลายเล่า

(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)

[๒๓๑๔]

ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา ในเรือนของผู้ใดไม่มีทาส

ม้า แม่ม้าอัสดร รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐ

ผู้นั้นจะพึงให้อะไร

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๑๕]

บุตรน้อยทั้งหลาย ปู่สรรเสริญทานแห่งบิดาของเจ้านั้น

ไม่ได้ติเตียนเลย หทัยแห่งบิดาของเจ้าเป็นอย่างไรหนอ

จึงได้ให้เจ้าทั้ง ๒ แก่พราหมณ์วณิพก

(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)

ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดาของหม่อมฉัน

พระราชทานพวกหม่อมฉันแก่พราหมณ์วณิพกแล้ว

ได้ทรงสดับถ้อยคำรำพันพิลาปซึ่งน้องกัณหาได้กล่าวแล้ว

[๒๓๑๖]

ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา พระหทัยของพระบิดานั้น

เป็นทุกข์และเร่าร้อน มีดวงพระเนตรแดงดังดาวโรหิณี

มีพระอัสสุชลหลั่งไหล

[๒๓๑๗]

น้องกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า

“ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์นี้เฆี่ยนตีหม่อมฉัน

ด้วยไม้เท้าเหมือนตีทาสีผู้เกิดในเรือนเบี้ย

[๒๓๑๘]

ข้าแต่พระบิดา ผู้นี้คงจะมิใช่พราหมณ์แน่

เพราะพราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้มีธรรม

แต่พราหมณ์คงจะเป็นยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์

นำลูกทั้ง ๒ ไปเพื่อจะกินเป็นอาหาร พระเจ้าข้า

ลูกทั้ง ๒ ถูกพราหมณ์ผู้เป็นปีศาจนำไป

ข้าแต่พระบิดา ทำไมหนอ พระองค์จึงทรงเมินเฉยอยู่เล่า”

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๑๙]

มารดาของเจ้าทั้งหลาย เป็นพระราชบุตรี

บิดาเป็นราชบุตร เจ้าทั้งหลาย เคยขึ้นนั่งตักของปู่

แต่บัดนี้ เพราะเหตุไร จึงยืนอยู่ห่างไกลหนอ

(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)

[๒๓๒๐]

พระมารดาของหม่อมฉันทั้งหลาย เป็นพระราชบุตรี

และพระบิดาก็เป็นพระราชบุตร

แต่หม่อมฉันทั้งหลาย เป็นทาสของพราหมณ์

เพราะฉะนั้น จึงยืนอยู่ห่างไกล พระเจ้าข้า

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๒๑]

เธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ไม่ชอบเลย

หทัยของปู่กำลังเร่าร้อน กายของปู่เหมือนอยู่บนเชิงตะกอน

ปู่มิได้รับความสุขบนราชอาสน์เลย

[๒๓๒๒]

เธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ไม่ชอบเลย

อย่าได้เพิ่มความเศร้าโศกให้เกิดแก่ปู่เลย

ปู่จักไถ่เธอทั้งหลายด้วยทรัพย์ เธอทั้งหลายจักไม่เป็นทาส

[๒๓๒๓]

พ่อชาลี บิดาของเธอทั้งหลาย

ได้ตีราคาพวกเธอไว้เท่าไร จึงให้พราหมณ์

ขอให้เธอทั้งหลายจงบอกปู่ตามความจริง

พนักงานทั้งหลายจงให้พราหมณ์รับเอาทรัพย์ไปเถิด

(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)

[๒๓๒๔]

ข้าแต่พระอัยกา พระบิดาทรงตีราคาหม่อมฉัน

มีค่าเท่าราคาทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง

ทรงตีราคาน้องกัณหาชินาราชกัญญา

ด้วยสัตว์พาหนะมีช้างเป็นต้นอย่างละ ๑๐๐

แล้วจึงได้พระราชทานให้แก่พราหมณ์

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๒๕]

มหาดเล็ก เจ้าจงลุกขึ้น รีบไปนำทาสี ทาส โค ช้าง

และโคอุสภราชอย่างละ ๑๐๐ กับทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง

มาให้แก่พราหมณ์ เป็นค่าไถ่บุตรทั้งหลาย

[๒๓๒๖]

ลำดับนั้น พนักงานรีบไปนำทาสี ทาส โค ช้าง

และโคอุสภราชอย่างละ ๑๐๐ มาให้แก่พราหมณ์

เป็นค่าไถ่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๓๒๗]

กษัตริย์ทั้ง ๒ ทรงไถ่แล้ว

รับสั่งให้สรงสนานและให้เสวยพระกระยาหารเสร็จ

ให้ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งหลายแล้ว

สมเด็จพระอัยกาทรงอุ้มทารกองค์หนึ่ง

สมเด็จพระอัยยิกาทรงอุ้มองค์หนึ่ง

[๒๓๒๘]

พระกุมารทั้ง ๒ ทรงสรงสนานพระเศียรแล้ว

ทรงพระภูษาอันสะอาด ทรงประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวงแล้ว

พระราชาผู้พระอัยกาก็ทรงอุ้มพระชาลีขึ้นประทับบนพระเพลา

[๒๓๒๙]

พระกุมารทั้ง ๒ ทรงประดับกุณฑล

ที่มีเสียงดังก้องน่ารื่นรมย์ใจ

ทรงประดับดอกไม้และเครื่องอลังการทั้งปวงแล้ว

พระราชาทรงอุ้มพระชาลีกุมารขึ้นประทับ

บนพระเพลาแล้วได้ตรัสถามดังนี้ว่า

[๒๓๓๐]

พ่อชาลี พระบิดาและพระมารดาทั้ง ๒ ของเธอ

ไม่มีโรคดอกหรือ เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหา

ผลาหารหรือ มูลผลาหารมีมากหรือ

[๒๓๓๑]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)

[๒๓๓๒]

ข้าแต่สมมติเทพ พระบิดาและพระมารดาของหม่อมฉัน

ทั้ง ๒ พระองค์นั้นไม่มีโรค

เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหาผลาหาร และมูลผลาหารก็มีมาก

[๒๓๓๓]

อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

ในป่าที่มีสัตว์ร้ายพลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียน

ซึ่งพระบิดาและพระมารดาทั้ง ๒ พระองค์นั้นเลย

[๒๓๓๔]

พระมารดาของหม่อมฉันทรงขุดรากบัว เหง้าบัว

ทรงสอยผลพุทรา ผลรกฟ้า และผลมะตูม

นำมาเลี้ยงพระบิดาและหม่อมฉันทั้ง ๒

[๒๓๓๕]

พระมารดานั้นทรงนำมูลผลาหารใดมาจากป่า

พระบิดาและหม่อมฉันทั้ง ๒ มารวมกัน

เสวยมูลผลาหารนั้นในทุกคืนวัน

[๒๓๓๖]

พระมารดาของหม่อมฉันทั้ง ๒ เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ

ต้องมาเที่ยวแสวงหาผลไม้ มีพระฉวีวรรณผอมเหลือง

เพราะลมและแดด เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ

[๒๓๓๗]

เมื่อพระมารดาเสด็จเที่ยวไปในป่าใหญ่

ซึ่งเป็นป่าที่มีสัตว์ร้ายพลุกพล่าน

เป็นที่อยู่อาศัยของแรดและเสือเหลือง

พระเกสาของพระองค์ก็ร่วงหล่น

[๒๓๓๘]

พระมารดาทรงขมวดพระเมาลี

ทรงไว้ซึ่งเหงื่อไคลที่พระกัจฉะ ทรงพระภูษาหนังเสือ

บรรทมเหนือแผ่นดินและทรงบูชาไฟ

[๒๓๓๙]

บุตรทั้งหลายเกิดมาแล้วเป็นที่รักของมนุษย์ในโลก

พระอัยกาของเราทั้งหลายไม่เกิดพระสิเนหาในพระโอรสเป็นแน่

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๔๐]

หลานรัก จริงทีเดียว การที่ปู่ให้เนรเทศ

ซึ่งพระบิดาของเจ้าผู้ไม่มีโทษเพราะคำพูดของชาวกรุงสีพีนั้น

ชื่อว่าปู่ได้ทำกรรมชั่วร้าย

และชื่อว่าปู่ได้ทำกรรมที่ทำลายความเจริญแล้ว

[๒๓๔๑]

สิ่งใดสิ่งหนึ่งของปู่มีอยู่ในนครนี้ก็ดี

ทรัพย์และธัญชาติใดๆ มีอยู่ก็ดี

ขอให้พระเจ้าเวสสันดรจงมาเป็นเจ้าปกครองสิ่งนั้นๆ ในกรุงสีพีเถิด

(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)

[๒๓๔๒]

ขอเดชะสมมติเทพ พระบิดาของหม่อมฉัน

เป็นผู้สูงสุดแห่งชาวกรุงสีพีคงจักไม่เสด็จมาเพราะคำของหม่อมฉัน

ขอให้พระองค์ผู้สมมติเทพเสด็จไปทรงอภิเษก

พระบิดาของหม่อมฉันด้วยโภคะทั้งหลายด้วยพระองค์เองเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๓๔๓]

ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยจึงได้รับสั่งเสนาบดีว่า

กองทัพ คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

กองพลราบจงตระเตรียมอาวุธให้พร้อม

ชาวนิคม พราหมณ์ และพวกปุโรหิตจงตามเราไป

[๒๓๔๔]

ต่อจากนั้น เหล่าทหาร ๖๐,๐๐๐ นายผู้สง่างาม

ผูกสอด(อาวุธ)แล้ว ประดับด้วยผ้าสีต่างๆ กัน

จงพากันรีบตามมาโดยเร็ว

[๒๓๔๕]

เหล่าทหารผู้ผูกสอด(อาวุธ)แล้ว

ประดับประดาด้วยเสื้อผ้าสีต่างๆ กัน คือ

พวกหนึ่งแต่งด้วยผ้าสีเขียว พวกหนึ่งแต่งสีเหลือง

พวกหนึ่งแต่งสีแดง พวกหนึ่งแต่งสีขาวจงรีบตามมา

[๒๓๔๖]

ภูเขาคันธมาทน์มีกลิ่นหอมถูกหิมะปกคลุม

ดารดาษไปด้วยพฤกษชาตินานาชนิด

เป็นที่อาศัยอยู่ของฝูงสัตว์เป็นอันมาก

[๒๓๔๗]

และมีต้นไม้ที่เป็นทิพยโอสถ

สว่างไสวและฟุ้งตลบไปทั่วทิศฉันใด

ขอเหล่าทหารผู้ผูกสอด(อาวุธ)แล้วจงรีบตามมา

และจงรุ่งเรืองมีเกียรติยศฟุ้งขจรไปทั่วทิศฉันนั้นเถิด

[๒๓๔๘]

ต่อจากนั้น จงจัดเทียมช้างที่สูงใหญ่ ๑๔,๐๐๐ เชือก

มีสายรัดประคับทองมีเครื่องประดับ

และเครื่องปกคลุมศีรษะที่สำเร็จแล้วด้วยทอง

[๒๓๔๙]

มีนายควานช้างถือโตมรและขอ

ขึ้นขี่คอประจำ เตรียมพร้อมสรรพ

ประดับตกแต่งสวยงาม จงรีบตามมา

[๒๓๕๐]

ต่อจากนั้น จงจัดม้าสินธพชาติอาชาไนย

๑๔,๐๐๐ ตัว ที่มีฝีเท้าเร็ว

[๒๓๕๑]

พร้อมด้วยนายสารถีผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ

ถือแส้และดาบสั้น ผูกสอด(อาวุธ)ขึ้นขี่ประจำหลัง

[๒๓๕๒]

ต่อจากนั้น จงจัดเทียมกระบวนรถ ๑๔,๐๐๐ คัน

ที่มีเหล็กหุ้มกงล้ออย่างแน่นหนา เรือนรถขจิตด้วยทอง

[๒๓๕๓]

จงยกธงขึ้นปักไว้บนรถคันนั้นๆ

พวกนายขมังธนูผู้ยิงได้แม่นยำ คล่องแคล่วชำนาญ

ในรถทั้งหลาย จงเตรียมโล่ห์ เกราะ และแล่งธนูไว้ให้พร้อม

ทหารเหล่านี้จงตระเตรียมให้พร้อมแล้วรีบตามมา

[๒๓๕๔]

ขอจงให้โปรยข้าวตอก ดอกไม้

มาลัย ของหอม และเครื่องลูบไล้เถิด

และจงให้จัดตั้งเครื่องบูชาอันมีค่า

ตามทางที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา

[๒๓๕๕]

ในบ้านแต่ละหมู่บ้าน จงให้ตั้งหม้อสุราและเมรัยไว้

หมู่ละ ๑๐๐ หม้อที่หนทางที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา

[๒๓๕๖]

จงให้ตั้งมังสาหาร ขนม ขนมแดกงา

ขนมกุมมาส ที่ปรุงด้วยเนื้อปลาไว้ใกล้ทาง

ที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา

[๒๓๕๗]

จงให้ตั้งเนยใส น้ำมัน นมส้ม นมสด

ขนมแป้ง ข้าวฟ่าง และสุราเป็นจำนวนมาก

ไว้ใกล้ทางที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา

[๒๓๕๘]

ให้มีพนักงานพิเศษทั้งครัวหวานและครัวคาว

จัดตั้งไว้เพื่อประชาชนทั่วไป

ให้มีมหรสพฟ้อนรำขับร้องทุกๆ อย่าง

เพลงปรบมือ กลองยาว คนขับเสภา

และคนผู้บรรเทาความเศร้าโศก ๑-

[๒๓๕๙]

พวกมโหรีจงเล่นดนตรี

ดีดพิณพร้อมทั้งตีกลองน้อยกลองใหญ่

เป่าสังข์ ตีกลองหน้าเดียว

[๒๓๖๐]

ตีตะโพน แกว่งบัณเฑาะว์ เป่าสังข์ ดีดจะเข้

และตีกลองใหญ่ กลองเล็ก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๓๖๑]

กองทัพของกรุงสีพีเป็นกองทัพใหญ่

ที่จัดเป็นกระบวนตั้งไว้เสร็จแล้ว

มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต

[๒๓๖๒]

ช้างพลายอายุ ๖๐ ปี มีสายรัดประคับทอง

ผูกตกแต่งไว้ บันลือก้องโกญจนาทกระหึ่มอยู่

ช้างวารณะก็บันลือโกญจนาทกระหึ่มอยู่

[๒๓๖๓]

เหล่าม้าอาชาไนยก็แผดเสียงแหลมดังลั่น

เสียงกงล้อดังกึกก้อง ฝุ่นละอองฟุ้งตลบถึงนภากาศ

กองทัพของชาวกรุงสีพีก็จัดกระบวนตั้งไว้ดีแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ คนผู้บรรเทาความเศร้าโศก หมายถึงนักมายากล หรือนักร้อง นักดนตรี แม้พวกอื่น ท่านก็เรียกว่า

@ผู้บรรเทาความเศร้าโศก เพราะสามารถนำความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นออกไปได้ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๒๓๕๘/๔๘๐)

[๒๓๖๔]

กองทัพนั้นเป็นกองทัพใหญ่ จัดเป็นกระบวนตั้งไว้

สามารถทำลายล้างอริราชศัตรูได้

มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต

[๒๓๖๕]

พระเจ้ากรุงสญชัยพร้อมด้วยข้าราชบริพารเหล่านั้น

เสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่มีกิ่งไม้มากมายและน้ำมาก

ดารดาษไปด้วยต้นไม้ดอกและไม้ผลทั้ง ๒ อย่าง

[๒๓๖๖]

ในป่าใหญ่นั้น มีนกมากมายหลายสี

มีเสียงกล่อมไพเราะ เกาะอยู่บนต้นไม้ที่ผลิดอกตามฤดูกาล

ร้องประสานเสียง เสียงระเบงเป็นคู่ๆ

[๒๓๖๗]

พระเจ้ากรุงสญชัยพร้อมด้วยราชบริพารเหล่านั้น

เสด็จพระราชดำเนินไปสู่ทางไกล

ล่วงเลยหลายวันหลายคืน

จึงบรรลุถึงประเทศที่พระเวสสันดรประทับอยู่

กัณฑ์มหาราช จบ

กัณฑ์ฉกษัตริย์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๓๖๘]

พระเวสสันดรได้ทรงสดับเสียงกึกก้องแห่งกองทัพเหล่านั้น

ก็ตกพระทัยกลัว เสด็จขึ้นภูเขา ทรงหวาดหวั่นพรั่นพรึง

ทอดพระเนตรดูกองทัพ ตรัสว่า

[๒๓๖๙]

เชิญดูเถิดมัทรี เสียงกึกก้องเช่นใดในป่า

ม้าอาชาไนยส่งเสียงแผดร้องก้องสนั่น ปรากฏยอดธงไหวๆ

[๒๓๗๐]

นายพรานเหล่านี้ได้ขึงข่ายล้อมฝูงเนื้อในป่า

ไล่ต้อนให้ตกลงในหลุมแล้ว ไล่ทิ่มแทงด้วยหอกอันคม

คัดเลือกเอาเนื้อเหล่านั้นตัวอ้วนๆ ฉันใด

[๒๓๗๑]

เราทั้ง ๒ ก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่มีโทษ

ถูกขับไล่จากแคว้นมาอยู่ในป่า

จึงตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกศัตรูเป็นแน่

จงดูเอาเถิดคนผู้ฆ่าคนที่ไม่มีกำลัง

(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)

[๒๓๗๒]

พวกศัตรูย่ำยีพระองค์ไม่ได้

เปรียบเหมือนไฟย่ำยีห้วงน้ำไม่ได้ฉะนั้น

ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงข้อนั้นนั่นแหละ

แต่นี้ไปจะพึงมีแต่ความสวัสดี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๓๗๓]

ลำดับนั้น พระเจ้าเวสสันดรได้เสด็จลงจากภูเขา

ประทับนั่งในบรรณศาลา ทรงตั้งพระทัยให้หนักแน่น

[๒๓๗๔]

พระบิดารับสั่งให้ถอยรถกลับ ให้วางกำลังกองทัพไว้แล้ว

เสด็จเข้าไปหาพระโอรสผู้ประทับอยู่ในป่าเพียงลำพัง

[๒๓๗๕]

เสด็จลงจากคอช้างพระที่นั่ง ทรงเฉวียงพระอังสา

ประนมพระหัตถ์ แวดล้อมแห่แหนด้วยหมู่อำมาตย์

เสด็จไปเพื่ออภิเษกพระโอรส

[๒๓๗๖]

ณ ที่นั้น ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็น

พระโอรสทรงเพศเป็นบรรพชิต

ประทับนั่งเข้าฌานอยู่ในบรรณศาลา

เป็นสมาธิแน่วแน่ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน

[๒๓๗๗]

พระเวสสันดรและพระนางมัทรี

ทอดพระเนตรเห็นพระบิดา

ผู้มีความรักในบุตรกำลังเสด็จมา

ได้ทรงต้อนรับถวายอภิวาท

[๒๓๗๘]

ฝ่ายพระนางมัทรีทรงซบพระเศียรถวายอภิวาท

แทบพระยุคลบาทของพระสัสสุระ(พ่อผัว)กราบทูลว่า

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมัทรีสะใภ้ของพระองค์

ขอถวายบังคมพระยุคลบาท

พระเจ้ากรุงสญชัยทรงสวมกอด ๒ กษัตริย์ ใช้ฝ่าพระหัตถ์

ลูบพระปฤษฎางค์อยู่ไปมา ณ อาศรมนั้น (ตรัสว่า)

[๒๓๗๙]

ลูกรัก พวกเจ้าไม่มีโรคเบียดเบียน เป็นสุขสำราญดีหรือ

เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ

มูลผลาหารมีมากอยู่หรือ

[๒๓๘๐]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มาเบียดเบียนหรือ

(พระเวสสันดรกราบทูลว่า)

[๒๓๘๑]

ข้าแต่สมมติเทพ พวกหม่อมฉันเป็นอยู่ตามมีตามได้

หม่อมฉันทั้งหลายเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง

ชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยการเที่ยวแสวงหา

[๒๓๘๒]

ข้าแต่มหาราช นายสารถีทรมานม้าให้หมดฤทธิ์ฉันใด

หม่อมฉันทั้งหลายก็ถูกทรมานให้หมดฤทธิ์ฉันนั้น

ความหมดฤทธิ์ย่อมทรมานหม่อมฉันทั้งหลาย

[๒๓๘๓]

ข้าแต่มหาราช เมื่อหม่อมฉันทั้งหลาย

ถูกเนรเทศมามีชีวิตอยู่อย่างหงอยเหงาในป่า

หม่อมฉันทั้งหลาย มีเนื้อหนังซูบซีดผอมลง

เพราะไม่ได้พบพระบิดาและพระมารดา

[๒๓๘๔]

ข้าแต่มหาราช ทายาทผู้มีมโนรถยังไม่สมบูรณ์

ของหม่อมฉันผู้ประเสริฐแห่งชาวกรุงสีพี

คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ทั้ง ๒ องค์

ยังตกอยู่ในอำนาจของพราหมณ์ผู้หยาบช้า

มันเฆี่ยนตีพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้ง ๒ นั้นเหมือนเฆี่ยนตีโค

[๒๓๘๕]

ถ้าพระองค์ทรงทราบ

หรือทรงได้สดับข่าวลูกทั้ง ๒ ของพระราชบุตรีนั้น

ขอได้ทรงกรุณารีบตรัสบอกแก่หม่อมฉันทั้งหลายด้วยเถิด

เหมือนหมอรีบพยาบาลคนผู้ถูกงูกัด

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๘๖]

กุมารทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา

พ่อได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์แล้วไถ่ถอนมา

ลูกรัก ลูกอย่าได้กลัวเลย จงเบาใจเถิด

(พระเวสสันดรทูลถามว่า)

[๒๓๘๗]

ข้าแต่พระบิดา พระองค์ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ

ทรงพระสำราญดีหรือ

พระจักษุของพระมารดาของข้าพระองค์ยังไม่เสื่อมหรือ

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๓๘๘]

ลูกรัก พ่อสบายดี ไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง จักษุแม่ของเจ้าก็ไม่เสื่อม

(พระเวสสันดรทูลถามว่า)

[๒๓๘๙]

ราชพาหนะของพระองค์ที่เขาเทียมแล้วยังมั่นคงหรือ

ราชพาหนะยังนำภาระไปได้หรือ

ชนบทเจริญดีอยู่หรือ ฝนไม่แห้งแล้งหรือ

(พระเจ้าสญชัยตอบว่า)

[๒๓๙๐]

ราชพาหนะของเราที่เทียมแล้วยังมั่นคง

ราชพาหนะยังนำภาระไปได้

ชนบทก็เจริญดี และฝนก็ไม่แล้ง

[๒๓๙๑]

เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๓ เหล่านั้นกำลังทรงสนทนากันอย่างนี้

ด้วยประการฉะนี้ พระมารดาผู้เป็นราชบุตรี

ไม่ทรงฉลองพระบาท เสด็จไปปรากฏที่ช่องภูเขา

[๒๓๙๒]

พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพระมารดา

ผู้มีความรักในพระโอรสกำลังเสด็จมา

จึงทรงต้อนรับถวายอภิวาท

[๒๓๙๓]

ฝ่ายพระนางมัทรีทรงซบพระเศียรเกล้าถวายอภิวาท

แทบพระยุคลบาทของพระสัสสุ(แม่ผัว)กราบทูลว่า

ข้าแต่สมเด็จพระอัยยิกา หม่อมฉันมัทรีสะใภ้ของพระองค์

ขอถวายบังคมพระยุคลบาท

[๒๓๙๔]

ส่วนบุตรน้อยทั้งหลาย

เสด็จมาแต่ที่ไกลโดยสวัสดิภาพ

ทอดพระเนตรเห็นพระนางมัทรี ก็ทรงคร่ำครวญวิ่งเข้าไปหา

อุปมาเหมือนลูกโคอ่อนคอยชะเง้อหาแม่เป็นแน่

[๒๓๙๕]

ฝ่ายพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นบุตรน้อยทั้งหลาย

ผู้เสด็จมาแต่ที่ไกลโดยสวัสดิภาพ

ทั้งสั่นระรัวไปทั่วพระวรกายเหมือนแม่มด

น้ำนมก็หลั่งไหล

[๒๓๙๖]

เมื่อพระญาติทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว

ขณะนั้น ก็ได้เกิดเสียงดังอึกทึกกึกก้อง

ภูเขาทั้งหลายก็มีเสียงดังลั่น

แผ่นดินสะเทือนหวั่นไหว

[๒๓๙๗]

ฝนตกลงยังท่อธารให้หลั่งไหลไป

ขณะที่พระเจ้าเวสสันดรได้สมาคมกับพระญาติทั้งหลาย

[๒๓๙๘]

ในกาลที่กษัตริย์ทั้งหลาย คือ พระราชา พระเทวี พระโอรส

พระสุณิสา และพระนัดดาทั้งหลาย

มาประชุมพร้อมกันแล้ว ก็ได้เกิดอัศจรรย์น่าขนพองสยองเกล้า

[๒๓๙๙]

ประชาราษฎร์ทั้งปวงมาพร้อมใจกัน

ประนมมือถวายบังคมพระมหากษัตริย์

ร้องไห้วิงวอนพระเวสสันดรและพระนางมัทรี

ในป่าอันน่าสะพรึงกลัวว่า

ขอพระองค์ทรงเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย

ขอพระองค์ทั้ง ๒ ทรงพระกรุณาเสวยราชสมบัติ

เป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด

กัณฑ์ฉกษัตริย์ จบ

กัณฑ์นครกัณฑ์

(พระเวสสันดรตรัสว่า)

[๒๔๐๐]

พระบิดา ชาวชนบท และชาวนิคม

ได้พร้อมใจกันเนรเทศหม่อมฉัน

ผู้ครองราชสมบัติโดยธรรมจากแคว้น

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)

[๒๔๐๑]

ลูกรัก จริงทีเดียว การที่พ่อให้เนรเทศ

ซึ่งลูกผู้ไม่มีความผิดออกไปจากแคว้นตามคำของชาวกรุงสีพีนั้น

ชื่อว่าพ่อได้ทำกรรมชั่วร้าย

และชื่อว่าพ่อได้ทำกรรมที่ทำลายความเจริญแล้ว

[๒๔๐๒]

ขึ้นชื่อว่าบุตรควรช่วยปลดเปลื้องความทุกข์

ของมารดาบิดาและพี่น้องที่เกิดขึ้น

เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ด้วยชีวิตของตน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๔๐๓]

ลำดับนั้น พระเจ้าเวสสันดรได้ทรงชำระล้างธุลีและสิ่งโสโครก

ครั้นทรงชำระล้างธุลีและสิ่งโสโครกแล้ว

ได้ทรงเพศเป็นพระราชา

[๒๔๐๔]

พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ทรงสนานพระเศียรแล้ว

ทรงพัสตราภรณ์อันสะอาด ทรงประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง

สอดพระแสงขรรค์ที่ทำให้ราชปัจจามิตรเดือดร้อนเกรงขาม

เสด็จขึ้นทรงพญาปัจจยนาค

[๒๔๐๕]

ครั้งนั้น เหล่าทหาร ๖๐,๐๐๐ นายผู้สง่างาม

ต่างก็ชื่นชมยินดี แวดล้อมพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ

[๒๔๐๖]

ลำดับนั้น เหล่าพระสนมกำนัลในของพระเจ้ากรุงสีพี

มาประชุมพร้อมกัน ทูลเชิญพระนางมัทรีให้สรงสนานแล้ว

ถวายพระพรว่า ขอพระเวสสันดรจงทรงอภิบาลรักษาพระเจ้าแม่

พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้ง ๒ พระองค์

อนึ่ง ขอพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชจงทรงอภิรักษ์พระแม่เจ้าเทอญ

[๒๔๐๗]

พระเวสสันดรบรมกษัตริย์และพระนางมัทรี

กลับมาดำรงในสิริราชสมบัติตามเดิมแล้ว

ทรงระลึกถึงความลำบากของตนในกาลก่อน

จึงรับสั่งให้นำกลองนันทิเภรีไปตีประกาศ

ที่คุ้มครองเขาวงกตอันน่ารื่นรมย์

[๒๔๐๘]

พระนางมัทรีผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะได้ปัจจัย ๑- นี้แล้ว

ทรงระลึกถึงความลำบากของตนในกาลก่อน

ครั้นได้พบพระโอรสทั้งหลายก็มีพระทัยปลาบปลื้มโสมนัส

@เชิงอรรถ :

@๑ ได้ปัจจัยนี้ หมายถึงได้ราชสมบัติ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๒๔๐๘/๔๙๔)

[๒๔๐๙]

ก็พระนางมัทรีผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะได้ปัจจัยนี้แล้ว

ทรงระลึกถึงความลำบากของตนในกาลก่อน

มีพระทัยชื่นชมยินดีปรีดาพร้อมกับพระโอรสทั้งหลาย

[๒๔๑๐]

ลูกรักทั้ง ๒ เมื่อก่อนแม่ได้บำเพ็ญวัตรนี้

นอนเหนือแผ่นดินเป็นนิตย์

นี้เป็นวัตรของแม่ เพราะแม่รักเจ้าทั้งหลาย

[๒๔๑๑]

วัตรของแม่สำเร็จในวันนี้ เพราะได้พบพวกเจ้า

ลูกรักทั้ง ๒ ขอความโสมนัสที่เกิดจากแม่ก็ดี

จากพระบิดาก็ดี จงคุ้มครองลูก

อนึ่ง ขอพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราช

จงทรงอภิรักษ์ความโสมนัสนั้น

[๒๔๑๒]

บุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง

ที่แม่และพระบิดาของลูกทำแล้วมีอยู่

ด้วยบุญกุศลทั้งหมดนั้น ขอลูกจงเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตาย

[๒๔๑๓]

พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยพระภูษาอย่างใด

พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดพระภูษาอย่างนั้น

คือ พระภูษากัปปาสิกพัสตร์ โกไสยพัสตร์ โขมพัสตร์

และโกทุมพรพัสตร์ ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา

[๒๔๑๔]

พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด

พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น

คือ พระธำมรงค์สุพรรณรัตน์ สร้อยพระศอนพรัตน์

ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา

[๒๔๑๕]

พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด

พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น

คือ พระวลัยสำหรับประดับข้อพระบาท

พระกุณฑลสำหรับพระกรรณ สายรัดพระองค์ฝังแก้วมณีเพชร

ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา

[๒๔๑๖]

พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด

พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น

คือ ดอกไม้กรองเครื่องประดับพระเมาลี

เครื่องประดับพระนลาตและเครื่องประดับฝังแก้วมณีสีต่างๆ กัน

ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา

[๒๔๑๗]

พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด

พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น

คือ เครื่องประดับพระถัน เครื่องประดับพระอังสา

สะอิ้งเพชร และฉลองพระบาท

ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา

[๒๔๑๘]

พระนางมัทรีราชบุตรีทรงตรวจดูเครื่องประดับ

ที่ร้อยด้วยด้ายและไม่ร้อยด้วยด้าย

พระนางมัทรีราชบุตรีทรงตรวจดูและประดับตกแต่งแล้ว

ทรงงดงามดังนางเทพกัญญาในพระอุทยานนันทวัน

[๒๔๑๙]

พระนางมัทรีราชบุตรีทรงสนานพระเศียร

ทรงพัสตราภรณ์อันสะอาด ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ทรงงดงามดังนางเทพอัปสรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๒๔๒๐]

พระนางมัทรีราชบุตรีทรงมีริมพระโอษฐ์งาม

ทรงงดงามดังต้นกล้วยสีทองที่เกิดในสวนจิตรลดาถูกลมพัดไปมา

[๒๔๒๑]

พระนางมัทรีราชบุตรีมีพระโอษฐ์แดงดุจผลไทรและผลตำลึกสุก

งดงามดังกินนรีมีขนปีกงามวิจิตร บินร่อนอยู่ในอากาศ

[๒๔๒๒]

เหล่าพนักงานตกแต่งดรุณหัตถีอันเป็นช้างพระที่นั่ง

ตัวประเสริฐ อดทนต่อหอกซัดและลูกศร

มีงาเรียวงามดุจงอนรถ มีกำลังกล้าหาญ

เสร็จแล้วให้นำมาประเทียบเกยคอยต้อนรับพระนางมัทรีนั้น

[๒๔๒๓]

พระนางมัทรีนั้นเสด็จขึ้นประทับบนหลังดรุณหัตถี

อันเป็นช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐ อดทนต่อหอกซัดและลูกศร

มีงาเรียวงามดุจงอนรถ มีกำลังกล้าหาญ

[๒๔๒๔]

ฝูงเนื้อประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้

ฝูงเนื้อประมาณเท่านั้นไม่เบียดเบียนกันและกัน

ด้วยเดชของพระเวสสันดร

[๒๔๒๕]

ฝูงนกประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้

ฝูงนกประมาณเท่านั้นไม่เบียดเบียนกันและกัน

ด้วยเดชของพระเวสสันดร

[๒๔๒๖]

ฝูงเนื้อประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้

ฝูงเนื้อประมาณเท่านั้นมาประชุมในที่เดียวกัน

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ

[๒๔๒๗]

ฝูงนกประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้

ฝูงนกประมาณเท่านั้นมาประชุมในที่เดียวกัน

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ

[๒๔๒๘]

ฝูงเนื้อประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้

ฝูงเนื้อประมาณเท่านั้นมิได้ส่งเสียงร้องไพเราะเหมือนในกาลก่อน

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ

[๒๔๒๙]

ฝูงนกประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้

ฝูงนกประมาณเท่านั้นมิได้ส่งเสียงร้องไพเราะเหมือนในกาลก่อน

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ

[๒๔๓๐]

ราชมรรควิถีที่จะเสด็จพระราชดำเนินนั้น

ประชาราษฎร์ช่วยกันประดับตกแต่งงามตระการตา

ลาดด้วยดอกไม้ ตั้งแต่กรุงเชตุดร

จนถึงที่ประทับของพระเวสสันดร

[๒๔๓๑]

ลำดับนั้น เหล่าทหาร ๖๐,๐๐๐ นาย

ผู้แต่งเครื่องพร้อมสรรพ งามสง่าน่าดู

ต่างพากันติดตามแวดล้อมอยู่โดยรอบ

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ

[๒๔๓๒]

พวกพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพวกพราหมณ์

ต่างพากันติดตามพระเวสสันดรแวดล้อมอยู่โดยรอบ

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ

[๒๔๓๓]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างพากันตามเสด็จแวดล้อมโดยรอบ

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ

[๒๔๓๔]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ต่างพร้อมใจกันมาประชุมแวดล้อมอยู่โดยรอบ

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ

[๒๔๓๕]

เหล่าทหารกล้าต่างก็สวมหมวก สวมเกราะ

ถือดาบ ถือโล่ห์หนังเดินนำหน้า

ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกับ

[๒๔๓๖]

กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นเสด็จเข้าสู่พระนครที่รื่นรมย์

ซึ่งมีป้อมปราการและประตูเป็นอันมาก

ประกอบด้วยข้าวน้ำอุดม

และการฟ้อนรำและขับร้องทั้ง ๒ ประการ

[๒๔๓๗]

ชาวชนบทและชาวนิคมต่างชื่นชมโสมนัสยินดี

พร้อมใจกันมาประชุม ในเมื่อพระเวสสันดร

ผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จถึงพระนครโดยลำดับแล้ว

[๒๔๓๘]

เมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงพระราชทานทรัพย์เสด็จมาถึงแล้ว

ชาวชนบทและชาวนิคมต่างก็โบกผ้าสะบัดไปมา

พระองค์รับสั่งให้นำกลองนันทิเภรีไปตีประกาศในพระนคร

และรับสั่งให้ประกาศปลดปล่อยสัตว์ทั้งปวง

จากเครื่องพันธนาการ

[๒๔๓๙]

ขณะที่พระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี

เสด็จเข้าพระนคร

ท้าวสักกเทวราชก็ทรงบันดาลให้ฝนทองตกลงมา

[๒๔๔๐]

ต่อมา พระเจ้าเวสสันดร ผู้เป็นกษัตริย์ ผู้มีปัญญา

ทรงบำเพ็ญทานแล้ว หลังจากสวรรคตแล้ว

พระองค์ก็เสด็จเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ฉะนี้แล

กัณฑ์นครกัณฑ์ จบ

มหาเวสสันดรชาดกที่ ๑๐ จบ

มหานิบาต จบ

ชาดก ภาค ๒ จบ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ สุตตันตปิฎกที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๙. วิธุรชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดก