ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. ปัญญาสนิบาตชาดก
  8. /
  9. ๓. มหาโพธิชาดก

๓. มหาโพธิชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๕๒ · บรรทัด ๓๒๑เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)

ว่าด้วยโพธิกุมารโพธิสัตว์

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๒๔]

ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ

ท่านจึงรีบร้อนฉวยเอาไม้เท้า หนังเสือ

ร่ม รองเท้า ไม้ตะขอ บาตร และผ้าพาด

ท่านปรารถนาจะไปยังทิศไหนหนอ

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๒๕]

ตลอด ๑๒ ปีนี้ที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของมหาบพิตร

อาตมภาพไม่ได้รู้จักเสียงสุนัขสีน้ำตาลเห่าคำรามเลย

[๑๒๖]

ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่

สุนัขตัวนี้นั้น มันแยกเขี้ยวสีขาว เห่าคำรามอย่างร้อนรน

เพราะได้ยินพระดำรัสของพระองค์

พร้อมทั้งพระมเหสีผู้สิ้นศรัทธาอาตมภาพ

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๒๗]

ท่านพราหมณ์ โทษนั้นเป็นความผิด

ที่โยมกระทำแล้วจริงตามที่ท่านกล่าว

โยมนั้นเลื่อมใสท่านอย่างยิ่ง

ขอนิมนต์อยู่เถิด อย่าไปเลย ท่านพราหมณ์

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๒๘]

เมื่อแรก ข้าวสุกสีขาวล้วน ต่อมาก็กระดำกระด่าง

บัดนี้กลายเป็นสีแดงล้วน

จึงเป็นกาลสมควรที่อาตมภาพจะหลีกไป

[๑๒๙]

เมื่อแรก อาสนะอยู่ภายใน

ต่อมาอยู่ท่ามกลาง ต่อมาอยู่ภายนอก

อาตมภาพขอไปเองก่อนที่จะถูกขับจากเมือง

[๑๓๐]

บุคคลไม่พึงคบหาคนผู้สิ้นศรัทธาเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีน้ำ

ถึงแม้จะพยายามขุดมันขึ้น น้ำก็จะพึงมีกลิ่นโคลนตม

[๑๓๑]

บุคคลพึงคบหาผู้ที่เลื่อมใสเท่านั้น

พึงเว้นคนผู้ไม่เลื่อมใส พึงเข้าไปใกล้คนผู้เลื่อมใส

เหมือนคนต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ

[๑๓๒]

บุคคลพึงคบหาคนที่คบด้วย

ไม่พึงคบหาคนที่ไม่คบด้วย

บุคคลใดไม่คบหาคนที่คบด้วย

บุคคลนั้นชื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ

[๑๓๓]

ผู้ใดไม่คบหาคนที่คบด้วย

ไม่เสวนาคนที่เสวนาด้วย

ผู้นั้นแลเป็นคนชั่วช้าที่สุด

เหมือนลิงที่อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้

[๑๓๔]

มิตรทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกัน

เพราะเหตุ ๓ ประการนี้ คือ

๑. เพราะการคลุกคลีกันพร่ำเพรื่อเกินไป

๒. เพราะการไม่ร่วมสโมสรกัน

๓. เพราะขอในเวลาอันไม่สมควร

[๑๓๕]

เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงไปมาหาสู่กันจนพร่ำเพรื่อ

ไม่ควรเหินห่างกันไปจนเนิ่นนาน

และพึงขอสิ่งที่ควรขอตามกาลอันสมควร

เมื่อเป็นเช่นนี้ มิตรทั้งหลายย่อมจะไม่แหนงหน่ายกัน

[๑๓๖]

คนผู้เป็นที่รักย่อมกลับกลายไม่เป็นที่รัก

เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินไป

อาตมภาพขอถวายพระพรลามหาบพิตรไป

ก่อนที่อาตมาจะไม่เป็นที่รักของมหาบพิตร

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๓๗]

หากพระคุณเจ้าไม่ยอมรับรู้

การอัญชลีของปริจารชนสัตบุรุษผู้อ้อนวอนอยู่อย่างนี้

และไม่ยอมกระทำตามคำขอร้องของโยม

โยมขอวิงวอนพระคุณเจ้าอย่างนี้ว่า

พระคุณเจ้าพึงแวะมาอีก

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๓๘]

ขอถวายพระพร มหาราชผู้ผดุงแคว้นให้เจริญ

หากว่าเมื่อเรายังคงเป็นอยู่อย่างนี้

อันตรายจักไม่มีแก่มหาบพิตรหรือแก่อาตมาไซร้

เมื่อวันคืนล่วงไป เราคงจะได้พบกันบ้าง

[๑๓๙]

หากถ้อยคำของมหาบพิตรเป็นไปตามคติของตน

และตามสภาวะที่เป็นจริงไซร้

เพราะไม่มีความประสงค์ สัตว์จึงทำกรรมที่ไม่ควรทำบ้าง

ที่ควรทำบ้าง เมื่อกระทำโดยไม่มีความประสงค์

ใครเล่าในโลกนี้ จะแปดเปื้อนบาป

[๑๔๐]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๑]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๔๒]

ถ้าพระผู้เป็นใหญ่ ๑- กำหนดชีวิต จัดสรรฤทธิ์

ความหายนะ และกรรมดีกรรมชั่วแก่ชาวโลกทั้งปวงไซร้

คนผู้ทำตามคำสั่งทำบาป

พระผู้เป็นใหญ่ย่อมแปดเปื้อนบาปนั้นเอง

[๑๔๓]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๔]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ พระผู้เป็นใหญ่ หมายถึงพระพรหมหรือพระเป็นเจ้าองค์อื่นจัดแจงตรวจตราชีวิตแก่ชาวโลกทั้งหมด

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๒/๖๘)

[๑๔๕]

ถ้าว่าสัตว์ย่อมเข้าถึงความสุขและความทุกข์

เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนกระทำไว้ในชาติปางก่อน

เขาย่อมเปลื้องหนี้คือบาปกรรมเก่าที่ตนทำไว้นั้นได้

เมื่อความพ้นหนี้คือบาปกรรมเก่ามีอยู่

ใครเล่าในโลกนี้จะแปดเปื้อนบาป

[๑๔๖]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๗]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๔๘]

รูปของสัตว์ย่อมเกิดมีได้

เพราะอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ เท่านั้น

ก็รูปย่อมเกิดมีได้เพราะมหาภูตรูปใด

ก็คล้อยไปตามมหาภูตรูป ๑- นั่นเอง

[๑๔๙]

ชีวะย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น

ละไปแล้ว ละทิ้งไปแล้ว ย่อมพินาศ

โลกนี้ย่อมขาดสูญ ทั้งคนพาลและบัณฑิตก็ขาดสูญ

เมื่อโลกขาดสูญอยู่ ใครเล่าในโลกนี้ย่อมแปดเปื้อนบาป

@เชิงอรรถ :

@๑ คล้อยไปตามมหาภูตรูป หมายถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) ตาย

@ลงในเวลาใด ร่างกายส่วนที่เป็นดินก็กลับกลายเป็นดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับกลายเป็นน้ำ ส่วนที่เป็นไฟ

@ก็กลับกลายเป็นไฟ ส่วนที่เป็นลมก็กลับกลายเป็นลมในเวลานั้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๘/๗๐)

[๑๕๐]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๑]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๕๒]

นักปกครองทั้งหลายที่เป็นคนพาล

สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ได้กล่าวไว้ในโลกว่า

“บุคคลพึงฆ่ามารดาบิดา พี่ชาย น้องชาย

และบุตรภรรยา ถ้าพึงมีความประสงค์เช่นนั้น”

[๑๕๓]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนใต้ร่มต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งต้นไม้นั้น

เพราะว่าคนประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่ว

[๑๕๔]

ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นก็พึงถอนแม้ทั้งราก

อาตมภาพมีความต้องการอาหาร

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๕]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๖]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๕๗]

คนผู้มีวาทะว่าไม่มีเหตุ ๑

คนผู้มีวาทะว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างโลก ๑

คนผู้มีวาทะว่าสุขทุกข์เกิดมีเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน ๑

คนผู้มีวาทะว่าโลกนี้ขาดสูญ ๑

คนผู้เป็นนักปกครองที่เป็นพาล ๑

[๑๕๘]

คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๕๙]

ในปางก่อน หมาป่าตัวหนึ่งปลอมตัวเป็นแพะ

ไม่ถูกระแวงสงสัยจึงเข้าไปหาฝูงแพะ

ฆ่าทั้งแม่แพะ แพะตัวเมีย และแพะตัวผู้

ทำให้เกิดความสะดุ้งกลัวแล้วจึงไปตามความปรารถนา

[๑๖๐]

สมณะและพราหมณ์พวกหนึ่งก็มีวิธีการอย่างนั้น

กระทำการปิดบังตน หลอกลวงมนุษย์ทั้งหลาย

บางพวกไม่บริโภคอาหาร บางพวกนอนบนแผ่นดิน

บางพวกทำการฉาบทาเถ้าธุลีที่ร่างกาย

บางพวกทำความเพียรโดยการเดินกระโหย่ง

บางพวกบริโภคอาหารเป็นครั้งคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำ

เป็นผู้มีอาจาระเลวทราม เที่ยวพูดอวดอ้างว่าเป็นพระอรหันต์

[๑๖๑]

สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๖๒]

คนเหล่าใดกล่าวว่า

ความเพียรไม่มี ๑ ประกาศความไม่มีเหตุ ๑

พรรณนาการกระทำของผู้อื่นและการกระทำของตน

ว่าเป็นการสูญเปล่า ๑

[๑๖๓]

คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด

มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๖๔]

ก็ถ้าว่าความเพียรไม่พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่พึงมี

พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงช่างไม้

แม้เครื่องยนต์ทั้งหลายก็จะไม่พึงให้สร้าง

[๑๖๕]

แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วก็มีอยู่

ฉะนั้น พระราชาจึงทรงให้สร้างเครื่องยนต์

และทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ไว้

[๑๖๖]

หากฝนไม่พึงตก หิมะไม่พึงตกตลอด ๑๐๐ ปี

โลกนี้ก็พึงขาดสูญ หมู่สัตว์นี้พึงพินาศไป

[๑๖๗]

แต่เพราะฝนยังตกอยู่ และหิมะยังโปรยปรายอยู่เนืองๆ

ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงเผล็ดผล

และทำให้พระราชาปกครองแคว้นได้ยั่งยืน

[๑๖๘]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

[๑๖๙]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

[๑๗๐]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง

โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

[๑๗๑]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข ๑-

[๑๗๒]

เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล

คนใดปลิดเอาผลดิบ คนนั้นจะไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น

ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักพินาศไปด้วย

[๑๗๓]

แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่

พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม

พระราชาพระองค์นั้นจะไม่ทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น

ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักพินาศไปด้วย

[๑๗๔]

เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล

คนใดปลิดเอาผลสุก คนนั้นจึงจะรู้รสแห่งผลไม้นั้น

ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย

@เชิงอรรถ :

@๑ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

[๑๗๕]

แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่

พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองแคว้นโดยธรรม

พระราชาพระองค์นั้นจึงจะทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น

ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย

[๑๗๖]

ส่วนขัตติยราชพระองค์ใด

ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงเป็นผู้คลาดจากโอสถ ๑- ทั้งปวง

[๑๗๗]

ขัตติยราชพระองค์ใดทรงเบียดเบียนชาวนิคม

ผู้ประกอบการซื้อขาย กระทำการถวายโอชะและราชพลี ๒-

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาด

จากพระคลังสมบัติเช่นนั้นเหมือนกัน

[๑๗๘]

พระราชาพระองค์ใดทรงเบียดเบียน

นายขมังธนูผู้รู้เขตแห่งการประหารเป็นอย่างดี ๑

ทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม ๑ มหาอำมาตย์ผู้เลื่องลือ ๑

พระราชาพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากกำลังพล

[๑๗๙]

พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใดผู้ไม่ประพฤติธรรม

ทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษีผู้มีความสำรวม ประพฤติพรหมจรรย์

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากสวรรค์เช่นนั้นเหมือนกัน

[๑๘๐]

อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ทรงประหารพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย

ย่อมทรงประสบฐานะอันหยาบช้า

และคลาดจากพระโอรสทั้งหลาย

@เชิงอรรถ :

@๑ โอสถ หมายถึงรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้ เป็นต้น ที่เป็นยา รวมถึงเนยใส เนยข้น

@ที่เป็นยาด้วย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๗๗)

@๒ โอชะและราชพลี หมายถึงรสที่ได้จากสิ่งของต่างๆ ที่ชาวชนบทถวายพร้อมทั้งการเสียภาษีอากรด้วย

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๗/๗๗)

[๑๘๑]

พระราชาพึงประพฤติธรรมในชาวชนบท

ในชาวนิคม และในกำลังพล

ไม่พึงทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษี

และพึงประพฤติให้สม่ำเสมอ

ในพระโอรสและพระชายา

[๑๘๒]

พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทรงปกครองแคว้น

ไม่ทรงเกรี้ยวกราดเช่นนั้น

ท้าวเธอย่อมทรงทำศัตรูให้หวั่นไหว

ประดุจพระอินทร์ผู้เป็นอธิบดีแห่งอสูรฉะนั้นแล

มหาโพธิชาดกที่ ๓ จบ

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้

๑. นฬินิกาชาดก ๒. อุมมาทันตีชาดก

๓. มหาโพธิชาดก

ปัญญาสนิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. อุมมาทันตีชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘ปัญญาสนิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๑. โสณกชาดก