ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. สัฏฐินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๑. โสณกชาดก

๑. โสณกชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๖ · บรรทัด ๔๕๒เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๙. สัฏฐินิบาต

๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ว่าด้วยพระราชาพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร

(พระเจ้าอรินทมะตรัสว่า)

[๑]

โสณกะสหายเล่นฝุ่นของเรา

ใครได้สดับข่าวแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งร้อย

ใครได้พบเห็นแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งพัน

(พระศาสดาได้ตรัสหนึ่งคาถาครึ่งว่า)

[๒]

ลำดับนั้น เด็กน้อยไว้ผม ๕ แหยม ได้กราบทูลว่า

ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงประทานทรัพย์หนึ่งร้อย

แก่ข้าพระองค์ผู้สดับข่าวแล้วมากราบทูล

และขอทรงประทานทรัพย์หนึ่งพัน

แก่ข้าพระองค์ผู้ได้พบเห็นโสณกะ

ข้าพระองค์จักกราบทูลถึงโสณกะพระสหายเล่นฝุ่นแก่พระองค์

(พระราชาสดับดังนั้นแล้วตรัสถามว่า)

[๓]

เขาอยู่ในชนบท แคว้น และนิคมไหน

พ่อได้พบโสณกะ ณ ที่ไหน

พ่อจงตอบเนื้อความที่เราถามนั้นเถิด

(เด็กน้อยกราบทูลว่า)

[๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ในแคว้นของพระองค์นั่นเอง

ณ ภาคพื้นแห่งพระอุทยานของพระองค์นั่นแหละ

มีต้นรังใหญ่หลายต้น ซึ่งมีลำต้นตรง

มีสีเขียวชะอุ่ม น่ารื่นรมย์ใจ

[๕]

ยืนต้นประสานอาศัยกันและกัน

เสมอเหมือนกลุ่มเมฆ น่ารื่นรมย์

เมื่อชาวโลกมีความยึดมั่น ถูกแผดเผาอยู่

โสณกะไม่มีความยึดมั่น เป็นผู้ดับแล้ว

เพ่งฌานอยู่ ณ โคนต้นรังเหล่านั้น

[๖]

ลำดับนั้นแล พระราชาได้เสด็จไปพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า

ตรัสสั่งให้ปรับหนทางให้เรียบเสมอแล้ว

ได้เสด็จไปจนถึงที่อยู่ของโสณกปัจเจกพุทธะ

[๗]

ครั้นเสด็จถึงภูมิภาคพระอุทยาน

จึงเสด็จเที่ยวไปในป่าใหญ่

ทอดพระเนตรเห็นโสณกปัจเจกพุทธะ

ผู้นั่งสงบเย็น ในเมื่อชาวโลกเร่าร้อนอยู่

(พระราชาตรัสว่า)

[๘]

ภิกษุนี้เป็นคนเข็ญใจหนอ มีศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ

ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

[๙]

พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าสดับพระดำรัสนี้แล้ว

จึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร

บุคคลผู้สัมผัสธรรมด้วยกายไม่จัดว่าเป็นคนเข็ญใจ

[๑๐]

บุคคลใดในโลกนี้รังเกียจธรรม ประพฤติตามอธรรม

บุคคลนั้นจัดว่าเป็นคนเข็ญใจ เป็นคนชั่ว

มีบาปติดตามไปในภายหน้า

(พระราชาโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๑๑]

โยมมีชื่อว่าอรินทมะ มหาชนรู้จักโยมว่าพระเจ้ากาสี

พระคุณเจ้าโสณกะ พระคุณเจ้าผู้เจริญ

มาถึงสถานที่นี้ จำวัดสบายหรือ

(พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเจริญของสมณะแด่พระราชาว่า)

[๑๒]

ความเจริญข้อที่ ๑ ย่อมมีแม้ในกาลทุกเมื่อ

แก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน

คือ ข้าวเปลือกไม่เข้าไป(มี)อยู่ในฉาง

ในหม้อ ในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุเหล่านั้นแสวงหาอาหารสำเร็จ

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารนั้น เป็นผู้มีวัตรดีงาม

[๑๓]

ความเจริญข้อที่ ๒ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่ไม่มีโทษ

และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

[๑๔]

ความเจริญข้อที่ ๓ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่เย็น

และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

[๑๕]

ความเจริญข้อที่ ๔ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ ความเกี่ยวข้องย่อมไม่มี

แก่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวจาริกไปในแคว้น

[๑๖]

ความเจริญข้อที่ ๕ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อบ้านเมืองถูกไฟไหม้

ท่านไม่มีอะไรจะถูกเผาไหม้

[๑๗]

ความเจริญข้อที่ ๖ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อแคว้นถูกโจรปล้น

ท่านก็ไม่มีอะไรจะให้โจรปล้น

[๑๘]

ความเจริญข้อที่ ๗ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ หนทางใดที่พวกโจรยึดครองก็ดี

หนทางอื่นใดที่มีอันตรายก็ดี

ภิกษุผู้มีวัตรดีงาม ถือบาตรและจีวรไปได้อย่างปลอดภัย

[๑๙]

ความเจริญข้อที่ ๘ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ จะหลีกไปยังทิศใดๆ

ก็ไปยังทิศนั้นๆ ได้อย่างไม่ต้องห่วงใย

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๐]

พระคุณเจ้าโสณกะผู้เห็นภัย

พระคุณเจ้าสรรเสริญความเจริญของภิกษุเหล่านั้นมากมาย

แต่โยมยังติดอยู่ในกามทั้งหลาย จะทำอย่างไรได้เล่า

[๒๑]

กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ โยมก็พึงพอใจ

ถึงแม้กามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ โยมก็พึงพอใจ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำอย่างไรหนอโยมจึงจะได้กามทั้ง ๒ ในโลก

(พระปัจเจกพุทธเจ้ากราบทูลว่า)

[๒๒]

คนทั้งหลายผู้ติดอยู่ในกาม ยินดีในกาม

หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย

กระทำบาปแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ

[๒๓]

ส่วนคนเหล่าใดละกามทั้งหลาย

เป็นผู้ออกแล้วจากกาม ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

บรรลุถึงความเป็นสมาธิอันแน่วแน่

คนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

[๒๔]

ขอถวายพระพร พระเจ้าอรินทมะ

อาตมภาพจักยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ

โปรดสดับข้ออุปมานั้น

บัณฑิตบางพวกในโลกนี้

ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยการเปรียบเทียบ

[๒๕]

กาตัวหนึ่งมีปัญญาน้อยเพราะไม่มีความคิด

เห็นซากศพถูกแม่น้ำคงคาพัดลอยไปในห้วงน้ำใหญ่ จึงคิดว่า

[๒๖]

“ยานนี้เราได้แล้วหนอ และซากศพนี้จักเป็นอาหารมิใช่น้อย

ได้เป็นผู้มีใจยินดีไม่เสื่อมคลายในซากศพนั้นเท่านั้น

ตลอดคืนตลอดวัน

[๒๗]

เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาอยู่

เมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ในป่า ก็ไม่โผบินขึ้นไป

[๒๘]

ก็แม่น้ำคงคาได้ไหลพัดพาเอากาตัวประมาท

ยินดีในซากศพตัวนั้นไปยังสมุทร

ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้

[๒๙]

ก็กาตัวนั้นสิ้นอาหารแล้วจึงตกลงไปในน้ำ

จะบินไปข้างหลังก็ไม่ได้ ข้างหน้าก็ไม่ได้

ด้านเหนือก็ไม่ได้ ด้านใต้ก็ไม่ได้

[๓๐]

มันบินไปไม่ถึงเกาะซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้

และมันก็ตกลงไปในสมุทรนั้นเองโดยอาการหมดกำลัง

[๓๑]

อนึ่ง ฝูงปลา จระเข้ มังกร ปลาร้ายชื่อสุสุ

ที่อยู่ในสมุทรก็พากันข่มเหงฮุบกินกานั้น

ซึ่งกำลังดิ้นรนจนขนปีกขาด

[๓๒]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

พระองค์ก็ดี คนเหล่าอื่นที่ยังบริโภคกามก็ดี

ถ้าจักยังกำหนัดไม่คายกามเสียก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ชนเหล่านั้นบัณฑิตทั้งหลายรู้ว่า มีปัญญาเพียงดังกา

[๓๓]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

นี้เป็นอุปมาที่แสดงเนื้อความอย่างชัดเจน

ซึ่งอาตมภาพกล่าวถวายแด่มหาบพิตร

มหาบพิตรจะทรงกระทำหรือไม่ก็ตาม

มหาบพิตรก็จักปรากฏตามเหตุนั้น

(พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวสรุปว่า)

[๓๔]

บุคคลผู้มีความเอ็นดู

พึงกล่าวเพียงคำเดียวหรือสองคำเท่านั้น

ไม่กล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้นเหมือนทาสในสำนักของนาย

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๓๕]

พระโสณกปัจเจกพุทธะผู้มีความรู้อันนับมิได้

ครั้นกล่าวคำนี้แล้วจึงเหาะขึ้นไปในอากาศ

พร่ำสอนบรมกษัตริย์แล้วเหาะไปในอากาศ

(พระราชาตรัสว่า)

[๓๖]

บุคคลผู้ได้รับการศึกษา ถึงพร้อมด้วยความเฉียบแหลม

ที่จะครอบครองราชสมบัติเหล่านี้มีอยู่ที่ไหนหนอ

เราจักมอบราชสมบัติให้ เราไม่มีความต้องการราชสมบัติ

[๓๗]

เราจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอเราอย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

(พวกอำมาตย์ได้ฟังแล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๓๘]

พระราชบุตรองค์น้อยของพระองค์ทรงพระนามว่า

ทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมีอยู่

ขอพระองค์ทรงอภิเษกพระราชบุตรพระองค์นั้นในราชสมบัติเถิด

ท้าวเธอจักเป็นพระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลาย

(พระราชาตรัสว่า)

[๓๙]

จงรีบนำทีฆาวุกุมารผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเถิด

เราจักอภิเษกในราชสมบัติ

เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๔๐]

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้เชิญเสด็จทีฆาวุกุมาร

ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า

พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว

ได้ตรัสกับพระโอรสพระองค์เดียว

ผู้เป็นที่โปรดปรานพระองค์นั้นว่า

[๔๑]

มีบ้านอยู่หกหมื่นหมู่บ้านสมบูรณ์ทุกอย่าง

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหมู่บ้านเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๔๒]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๔๓]

มีช้างอยู่หกหมื่นเชือก เป็นช้างพลาย

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

มีสัปคับทองคำ ปกคลุมด้วยเครื่องปกคลุมทองคำ

[๔๔]

มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นประจำ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลช้างเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๔๕]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๔๖]

มีม้าอยู่หกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

คือ ม้าสินธพซึ่งเป็นม้าพาหนะที่มีฝีเท้าเร็ว ชาติอาชาไนย

[๔๗]

มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลม้าเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๔๘]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๔๙]

มีรถอยู่หกหมื่นคัน เป็นรถมีหนังเสือเหลืองหุ้มก็มี

มีหนังเสือโคร่งหุ้มก็มี ยกธงขึ้นปักแล้ว

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

[๕๐]

มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลรถเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๕๑]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๕๒]

มีแม่โคนมอยู่หกหมื่นตัว เป็นแม่โคสีแดง

พร้อมทั้งโคผู้ตัวประเสริฐ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลโคเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๕๓]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๕๔]

มีหญิงอยู่หนึ่งหมื่นหกพันนาง

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

มีเสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณี

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหญิงเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๕๕]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

(พระราชกุมารกราบทูลว่า)

[๕๖]

เสด็จพ่อ เมื่อหม่อมฉันยังเป็นเด็กอยู่

หม่อมฉันได้สดับมาว่า พระมารดาสวรรคตแล้ว

เสด็จพ่อ หม่อมฉันเว้นจากเสด็จพ่อแล้ว

ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้

[๕๗]

ลูกช้างย่อมติดตามไปข้างหลังช้างป่า

ที่เที่ยวไปในซอกเขาที่เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้างฉันใด

[๕๘]

หม่อมฉันก็จะพาเอาบุตรติดตามเสด็จพ่อไปข้างหลังฉันนั้น

จักเป็นลูกที่เลี้ยงง่ายของเสด็จพ่อ

จักไม่เป็นลูกที่เลี้ยงยากของเสด็จพ่อ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๕๙]

อันตรายพึงยึดเรือที่แล่นไปในสมุทร

ของพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ไว้ในสมุทรนั้น

พ่อค้าพึงพินาศฉันใด

[๖๐]

ลูกกาลีคนนี้พึงเป็นคนกระทำอันตรายแก่เราฉันนั้นเหมือนกัน

พวกท่านจงส่งกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท

อันเจริญไปด้วยความยินดีเถิด

[๖๑]

ณ ปราสาทนั้น เหล่าหญิงสาว

ผู้มีมือประดับด้วยเครื่องประดับทองคำ

จักยังกุมารนั้นให้รื่นรมย์ในปราสาทนั้น

เหมือนนางอัปสรให้ท้าวสักกะรื่นรมย์

และกุมารนั้นก็จักรื่นรมย์ด้วยหญิงสาวทั้งหลายเหล่านั้น

[๖๒]

ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ส่งเสด็จพระกุมาร

จนถึงปราสาทอันเจริญไปด้วยความยินดี

เหล่าหญิงสาวเห็นทีฆาวุกุมารผู้ผดุงรัฐให้เจริญนั้นแล้ว

จึงได้กราบทูลถามว่า

[๖๓]

พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

พระองค์เป็นใครหรือเป็นพระราชบุตรของใคร

หม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร

(พระราชกุมารตรัสตอบว่า)

[๖๔]

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์ ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ

เราเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีพระนามว่าทีฆาวุกุมาร

ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญ พวกเธอจงเลี้ยงดูบำเรอเรา

ขอพวกเธอจงมีความเจริญเถิด เราจะเป็นภัสดาของพวกเธอ

[๖๕]

เหล่าหญิงสาวได้กราบทูลถามทีฆาวุกุมาร

ผู้ผดุงรัฐให้เจริญพระองค์นั้น ณ ที่นั้นว่า

พระราชาเสด็จถึงไหนแล้ว พระราชาจากที่นี้ไป ณ ที่ไหน

[๖๖]

พระราชาเสด็จล่วงเลยเปือกตมแล้วดำรงอยู่บนบก

ทรงดำเนินสู่ทางใหญ่อันปราศจากหนามไม่รกชัฏ

[๖๗]

ส่วนเราดำเนินไปยังหนทางของคนผู้ไปสู่ทุคติ

มีทั้งหนามและรกชัฏซึ่งเป็นหนทางไปสู่ทุคติ

(เหล่าหญิงสาวกราบทูลว่า)

[๖๘]

ข้าแต่พระราชา พระองค์นั้นเสด็จมาดีแล้ว

เหมือนราชสีห์คืนสู่ถ้ำ ณ ซอกเขา

ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์โปรดทรงอนุศาสน์พร่ำสอน

และทรงเป็นใหญ่แห่งหม่อมฉันทั้งปวงเถิด

โสณกชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. มหาโพธิชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘สัฏฐินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๒. สังกิจจชาดก