มาติกา
เล่มที่ ๓๑ · ข้อ ๐ · บรรทัด ๑
คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค
ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย
ภาคที่ ๑
คันถารัมภกถา
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงพระคุณ
ครบถ้วนล้วนแล้วด้วยความงามทุกสิ่งล่วงเสียซึ่ง
ความงามของโลกทั้งปวง ทรงพ้นจากกิเลสมลทิน
เป็นเครื่องประทุษร้ายพร้อมทั้งวาสนา ทรงประทาน
วิมุตติธรรมอันล้ำเลิศ.
พระองค์ทรงมีพระทัยเยือกเย็นดุจความเย็น
แห่งไม้จันทน์ กล่าวคือพระกรุณาอยู่เป็นนิจ ทรง
พระปัญญาโชติช่วงดังดวงระวี มีธรรมเป็นเครื่องแนะ
นำสัตว์.
ข้าพเจ้า ๑- ขอน้อมอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้เลิศในหมู่สัตว์ ผู้เป็นที่พึ่งใน
ประโยชน์แก่ปวงสัตว์ด้วยเศียรเกล้า.
บรรดาพระมหาเถระผู้พุทธชิโนรสมีจำนวน
เป็นอนันต์, พระมหาเถระองค์ใดเป็นประดุจดังพระ
มุนีผู้เลิศในหมู่สัตว์ทั้งปวง ได้เป็นผู้กระทำตามลีลา
แห่งพระศาสดา ในการบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่
ชุมชนด้วยคุณกล่าวคือกรุณาและปัญญาญาณ.
ข้าพเจ้าขอนมัสการพระเถระองค์นั้นผู้มีนาม
ว่า สารีบุตร ผู้มุนีราชบุตร ผู้ยินดียิ่งในเสถียรคุณเป็น
อเนก ผู้รุ่งเรืองด้วยแสงสว่างแห่งปัญญามีเกียรติงาม
ฟุ้งขจรไป และมีจริยาวัตรสงบงาม.
วิศิษฐปาฐะคือพระบาลีอันใดอันพระสาวก
ผู้สัทธรรมเสนาบดีผู้ประกาศพระสัทธรรมจักรผู้เข้า
ถึงความแจ่มแจ้งในอรรถะตามความเป็นจริง ในพระ
สูตรทั้งหลายที่พระตถาคตเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว ผู้นำ
ในการยังธรรมประทีปให้โชติช่วง กล่าววิศิษฐปาฐะ
นั้นไว้ โดยนามอันวิเศษว่า ปฏิสมฺภิทานํ มคฺโค
แปลว่า ทางแห่งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.
ปฏิสัมภิทามรรคนั้น เป็นปกรณ์อันละเมียด
ละมัยด้วยอรรถะและนยะต่างๆ อย่างวิจิตร อัน
บัณฑิตผู้มุ่งบำเพ็ญอัตตัตถะ ประโยชน์ตน และ
โลกัตถะ ประโยชน์แก่ชาวโลก มีปัญญาลึกซึ้งจะ
พึงหยั่งรู้ได้ในกาลทุกเมื่อ และสาธุชนทั้งหลายจะ
พึงซ่องเสพอยู่เป็นนิจ.
ข้าพเจ้าจะพรรณนาเนื้อความที่ไม่ซ้ำกันไป
ตามลำดับ ไม่ก้าวล่วงสุตตะและยุติแห่งปฏิสัมภิทา-
มรรคปกรณ์นั้น อันนำมาซึ่งประเภทแห่งญาณ อัน
พระโยคาวจรทั้งหลายเป็นอเนกซ่องเสพแล้ว โดย
ไม่เหลือ.
อนึ่งนั้นเล่าก็จะไม่ก้าวล่วงลัทธิของตนและ
จะไม่ก้าวก่ายลัทธิของผู้อื่น แต่จะรวบรวมเอา
อุปเทสและนยะแห่งอรรถกถาแต่ปางก่อนมาแสดง
ตามสมควร.
ข้าพเจ้าจะกล่าวอรรถกถาชื่อสัทธรรมปกาสินี
นั้นโดยเคารพ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชุมชน เพื่อ
ความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมตลอดกาลนาน
ขอสาธุชนสัตบุรุษจงตั้งใจสดับทรงจำไว้เถิด. ____________________________ ๑- พระมหานามเถระ
ความที่ปฏิสัมภิทามรรคเป็นมรรคาแห่งปฏิสัมภิทา ข้าพเจ้าต้องกล่าวก่อน เพราะได้กล่าวไว้แล้วในคันถารัมภกถาว่า ปฏิสมฺภิทานํ มคฺโคติ ตนฺนามวิเสสิโต จ แปลว่า ซึ่งวิศิษฐปาฐะนั้น โดยนามอันวิเศษว่า ปฏิสัมภิทามรรค.
ก็ปฏิสัมภิทามี ๔ คือ
๑. อรรถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ,
๒. ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม,
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ,
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ.
ทางคืออุบายเป็นเครื่องบรรลุปฏิสัมภิทาเหล่านั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปฏิสัมภิทามรรค.
มีคำอธิบาย ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเหตุแห่งการได้เฉพาะซึ่งปฏิสัมภิทา.
หากจะมีปุจฉาว่า ทางนี้เป็นทางแห่งปฏิสัมภิทาได้ เพราะเหตุไร? ก็พึงมีวิสัชนาว่า เพราะเป็นเทสนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยประเภท เป็นเทสนาอันนำมาซึ่งปฏิสัมภิทาญาณ.
จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมีประเภทต่างๆ เทสนาก็มีประเภทต่างๆ ย่อมให้เกิดประเภทแห่งปฏิสัมภิทาญาณ แก่พระอริยบุคคลทั้งหลายผู้สดับฟัง และเป็นปัจจัยแก่การแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณแก่ปุถุชนต่อไปในอนาคต.
ก็ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า เทสนาโดยประเภทย่อมนำมาซึ่งปฏิสัมภิทาญาณเป็นเครื่องทำลายฆนสัญญาเสียได้ ดังนี้.
ก็เทสนามีประเภทต่างๆ นี้มีอยู่ เพราะเหตุนั้น เทสนานั้นจึงเป็นเทสนาให้สำเร็จความเป็นมรรคาแห่งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตสฺโส เป็นบทกำหนดจำนวน.
บทว่า ปฏิสมฺภิทา ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องแตกฉาน. เป็นปัญญาเครื่องแตกฉานของญาณเท่านั้น หาใช่เป็นความแตกฉานของใครๆ อื่นไม่ เพราะท่านได้กล่าวไว้ว่า ความรู้ในอรรถชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้ในธรรมชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้ในโวหารแห่งภาษาอันกล่าวถึงอรรถะและธรรมะ ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา, ความรู้ในญาณทั้งหลาย ๒- ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา. เพราะฉะนั้น คำว่า จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา จึงมีความว่า ประเภทแห่งญาณ ๔ ประการ.
ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถ สามารถทำการกำหนดสัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งผล ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา.
ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรม สามารถทำการกำหนดสัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งเหตุ ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา.
ญาณอันถึงความแตกฉานในนิรุตติ สามารถทำการกำหนดสัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งนิรุตติ ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา.
ญาณอันถึงความแตกฉานในปฏิภาณ สามารถทำการกำหนดสัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งปฏิภาณ ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา. ____________________________ ๒- ญาณทั้ง ๓ เบื้องต้น คือ อรรถะ, ธรรมะ และนิรุตติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ ว่าโดยสังเขป ได้แก่ผลอันเกิดแต่เหตุ.
จริงอยู่ ผลอันเกิดแต่เหตุนั้น ย่อมเกิดคือบรรลุถึงตามครรลองแห่งเหตุ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าอรรถะ.
แต่เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว ธรรม ๕ ประการเหล่านี้คือ ธรรมอันเกิดแต่ปัจจัย (ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑. นิพพาน ๑. อรรถกถาแห่งพระบาลีอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ๑. วิปากจิต ๑. กิริยาจิต ๑. บัณฑิตพึงทราบว่า อรรถะ. ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถะนั้นของพระอริยบุคคลผู้พิจารณาอรรถะนั้นอยู่ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา.
บทว่า ธมฺโม ว่าโดยสังเขป ได้แก่ปัจจัย.
จริงอยู่ ปัจจัยนั้นย่อมให้ คือย่อมให้เป็นไปและย่อมให้ถึงซึ่งผลนั้น ๆ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าธรรมะ.
แต่เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว ธรรม ๕ ประการเหล่านี้คือ เหตุให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑. อริยมรรค ๑. พระบาลีอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ๑. กุศลจิต ๑. อกุศลจิต ๑. บัณฑิตพึงทราบว่าธรรม. ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรมนั้นของพระอริยบุคคลผู้พิจารณาธรรมนั้นอยู่ ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา.
จริงอยู่ เนื้อความดังต่อไปนี้มาในพระอภิธรรมปิฎก ท่านแสดงจำแนกไว้โดยนัยเป็นต้นว่า :-
ความรู้แตกฉานในทุกข์ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา,
ความรู้แตกฉานในทุกขสมุทัย ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา,
ความรู้แตกฉานในทุกขนิโรธ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา,
ความรู้แตกฉานในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่าธรรม
ปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่าธรรมปฏิสัม-
ภิทา, ความรู้แตกฉานในผลอันเกิดแต่เหตุ ชื่อว่าอรรถ
ปฏิสัมภิทา.
ธรรมเหล่าใด เกิดแล้ว มีแล้ว เกิดพร้อมแล้ว
บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว, ความรู้
แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา,
ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว มีแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิด
แล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว จากธรรมเหล่าใด
ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา.
ความรู้แตกฉานในชรามรณะ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในเหตุเกิดแห่งชรามรณะ ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในความดับแห่งชรามรณะ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งชรามรณะ ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา.
ความรู้แตกฉานในชาติ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในภพ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในอุปาทาน ฯลฯ ความรู้แตกฉานในตัณหา ฯลฯ ความรู้แตกฉานในเวทนา ฯลฯ ความรู้แตกฉานในผัสสะ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในสฬายตนะ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในนามรูป ฯลฯ ความรู้แตกฉานในวิญญาณ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในสังขารทั้งหลาย ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา,
ความรู้แตกฉานในเหตุเกิดแห่งสังขาร ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในความดับแห่งสังขาร ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งสังขาร ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา.
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้แตกฉานซึ่งธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลละ นี้เรียกว่าธรรมปฏิสัมภิทา, ภิกษุนั้นย่อมรู้แตกฉานในอรรถแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นอรรถแห่งภาษิตนี้, นี้เป็นอรรถแห่งภาษิตนั้น นี้เรียกว่าอรรถปฏิสัมภิทา.
สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน?
กามาวจรกุศลจิต เกิดพร้อมด้วยโสมนัส
ประกอบด้วยปัญญา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มี
ธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น
ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น
ธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล.
ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมปฏิ-
สัมภิทา, ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่า
นั้น ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา.
คำว่า ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป ญาณํ ความว่า ความรู้แตกฉานในคำพูด คำกล่าว คำที่เปล่งถึงสภาวนิรุตติอันเป็นโวหารที่ไม่ผิดเพี้ยนทั้งในอรรถและในธรรมนั้น, ในคำพูดอันเป็นสภาวนิรุตติของพระอริยบุคคลผู้ทำสภาวนิรุตติศัพท์ที่เขาพูดแล้ว กล่าวแล้ว เปล่งออกแล้ว ให้เป็นอารมณ์แล้ว พิจารณาอยู่, ในมาคธีมูลภาษาของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นสภาวนิรุตติ เพราะสภาวนิรุตตินั้น บัณฑิตรับรองว่าเป็นธรรมนิรุตติอย่างนี้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาวนิรุตติ ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา.
ด้วยประการฉะนี้ นิรุตติปฏิสัมภิทานี้ ชื่อว่ามีสัททะคือเสียงเป็นอารมณ์ มิได้มีบัญญัติเป็นอารมณ์. เพราะเหตุไร? เพราะพระอริยบุคคลได้ยินเสียงแล้วย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาวนิรุตติ.
จริงอยู่ พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทา ครั้นเขาพูดว่า ผสฺโส ก็ย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, ครั้นเขาพูดว่า ผสฺสา หรือ ผสฺสํ ก็ย่อมรู้ว่า นี้มิใช่สภาวนิรุตติ.
แม้ในสภาวธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
ถามว่า ก็พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทานี้จะรู้หรือไม่ รู้คำอื่นคือเสียงแห่งพยัญชนะอันกล่าวถึงนาม, อาขยาต, อุปสัค, และนิบาต.
ตอบว่า พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทานั้น ครั้นได้ยินเสียงแล้วก็รู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาวนิรุตติ ด้วยเหตุสำคัญอันใด, ก็จักรู้คำนั้นด้วยเหตุสำคัญอันนั้น.
แต่ข้อนี้มีผู้กล่าวปฏิเสธว่า นี้มิใช่กิจของปฏิสัมภิทา แล้วกล่าวว่า ธรรมดาภาษาสัตว์ทั้งหลายย่อมเรียนเอาได้ แล้วยกอุทาหรณ์นี้ขึ้นมาสาธกว่า
จริงอยู่ มารดาและบิดา เอากุมารน้อยในคราวยังเป็นทารกอยู่ให้นอนบนเตียงหรือตั่งแล้วพูดภาษานั้นๆ ทำกิจนั้นๆ อยู่, ทารกกำหนดภาษานั้นๆ ของมารดาและบิดาเหล่านั้นว่า คำนี้ท่านผู้นี้พูด, คำนี้ท่านผู้นี้พูด.
ครั้นวันผ่านมาเวลาผ่านไป ก็ย่อมรู้ภาษาทั้งหมดได้. มารดาเป็นชาวทมิฬ, บิดาเป็นชาวอันธกะ ทารกของมารดาบิดาเหล่านั้น ถ้าได้ยินคำพูดของมารดาก่อนก็จักพูดภาษาทมิฬ ถ้าได้ยินคำพูดของบิดาก่อนก็จักพูดภาษาอันธกะ. แต่ถ้าไม่ได้ยินคำพูดของมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น ก็จักพูดภาษามาคธี. ๓- ____________________________ ๓- มาคธิกภาสํ = ภาษาของชนชาวมคธ
แม้ทารกใดเกิดในป่าใหญ่ไม่มีบ้าน คนอื่นที่ชื่อว่าจะพูดด้วยก็ไม่มีในที่นั้น, ทารกนั้นเมื่อจะเริ่มพูดตามธรรมดาของตน ก็จักพูดภาษามาคธีนั้นแล.
ภาษามาคธีมีมากในที่ทั้งปวง คือ ในนรก, ในกำเนิดดิรัจฉาน, ในเปตติวิสัย, ในมนุษยโลก ในเทวโลก.
บรรดาภาษาของสัตว์ในภูมินั้นๆ ภาษาที่เหลือ เช่น โอฏฏภาษา, กิราตภาษา, อันธกภาษา, โยนกภาษาและทมิฬภาษาเป็นต้น ย่อมดิ้นได้, มาคธีภาษานี้เพียงภาษาเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นพรหมโวหารและอริยโวหารตามเป็นจริง ย่อมไม่ดิ้น.
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงยกพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกขึ้นสู่แบบแผน ก็ทรงยกขึ้นไว้ในภาษามาคธีเท่านั้น.
เพราะเหตุไร? ก็เพราะเพื่อจะนำอรรถะมาให้รู้ได้โดยง่าย.
จริงอยู่ พระพุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผนด้วยมาคธีภาษา ยังไม่บรรลุถึงคลองแห่งโสตประสาทของพระอริยบุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น เป็นการเนิ่นช้า. แต่เมื่อโสตประสาทพอพระพุทธพจน์กระทบแล้วเท่านั้น เนื้อความก็ปรากฏตั้งร้อยนัย พันนัย. ก็พระพุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผนด้วยภาษาอื่น ก็ย่อมต้องเรียนเอาแบบตีความแล้วตีความเล่า.
อันธรรมดาว่า การเรียนพระพุทธพจน์แม้มากมายแล้วบรรลุปฏิสัมภิทา ย่อมไม่มีแก่ปุถุชน, แต่พระอริยสาวกที่จะชื่อว่าไม่บรรลุปฏิสัมภิทานั้น ย่อมไม่มีเลย.
บทว่า ญาเณสุ ญาณํ ความว่า ความรู้แตกฉานในญาณทั้ง ๓ เหล่านั้นของพระอริยบุคคลผู้กระทำญาณอันมีในที่ทั้งปวงให้เป็นอารมณ์แล้วพิจารณาอยู่, หรือว่า ญาณอันถึงความกว้างขวางในญาณทั้ง ๓ เหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งอารมณ์และกิจเป็นต้น ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
ก็บัณฑิตพึงทราบปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ว่า ย่อมถึงซึ่งประเภทในฐานะ ๒. ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕.
ย่อมถึงซึ่งประเภทในฐานะ ๒ เป็นไฉน?
คือ ในเสกขภูมิ ๑ อเสกขภูมิ ๑.
ใน ๒ ภูมินั้น ปฏิสัมภิทาของพระมหาเถระ ๘๐ องค์ มีพระเถระผู้มีนามอย่างนี้ คือ พระสารีบุตรเถระ, พระมหาโมคคัลลานเถระ, พระมหากัสสปเถระ, พระมหากัจจายนเถระ, พระมหาโกฏฐิตเถระเป็นต้น ถึงซึ่งประเภทในอเสกขภูมิ, ปฏิสัมภิทาของพระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระอริยบุคคลผู้มีนามอย่างนี้ คือพระอานนทเถระ, ท่านจิตตคฤหบดี, ท่านธรรมมิกอุบาสก, ท่านอุบาลีคฤหบดี, ขุชชุตตราอุบาสิกาเป็นต้น ถึงซึ่งประเภทในเสกขภูมิ, ปฏิสัมภิทาย่อมถึงซึ่งประเภทในภูมิ ๒ เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.
ปฏิสัมภิทาย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการ เป็นไฉน?
ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วยอธิคม, ด้วยปริยัติ, ด้วยสวนะ, ด้วยปริปุจฉา, ด้วยปุพพโยคะ.
ในเหตุ ๕ ประการเหล่านั้น การบรรลุพระอรหัต ชื่อว่าอธิคม. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้บรรลุพระอรหัต ย่อมผ่องใส.
พระพุทธพจน์ ชื่อว่าปริยัติ. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้เรียนพระพุทธพจน์นั้น ย่อมผ่องใส.
การฟังพระสัทธรรม ชื่อว่าสวนะ. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้สนใจเรียนธรรมโดยเคารพ ย่อมผ่องใส.
กถาเป็นเครื่องวินิจฉัย คัณฐีบทและอรรถบท ในพระบาลีและอรรถกถาเป็นต้น ชื่อว่าปริปุจฉา. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้ที่สอบสวนอรรถในพระพุทธพจน์ทั้งหลายมีพระบาลีเป็นต้นที่ตนเรียนแล้ว ย่อมผ่องใส.
การบำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐานอยู่เนืองๆ จนกระทั่งถึงสังขารุเปกขาญาณอันเป็นที่ใกล้อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ เพราะความที่การบำเพ็ญวิปัสสนานั้น อันพระโยคาวจรเคยปฏิบัติแล้วปฏิบัติเล่ามาในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ชื่อว่าปุพพโยคะ. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้บำเพ็ญเพียรมาแล้วในปางก่อน ย่อมผ่องใส.
ปฏิสัมภิทาย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.
ก็ในบรรดาเหตุทั้ง ๕ เหล่านี้ เหตุ ๓ เหล่านี้ คือ ปริยัติ, สวนะ, ปริปุจฉา เป็นเหตุมีกำลังเพื่อความแตกฉานแล. ปุพพโยคะเป็นปัจจัยมีกำลังเพื่อการบรรลุพระอรหัต.
ถามว่า หมวด ๓ แห่งเหตุมีปริยัติเป็นต้น ย่อมมีเพื่อความแตกฉาน ไม่มีเพื่อความบรรลุหรือ?
ตอบว่า มี, แต่ไม่ใช่อย่างนั้น. เพราะปริยัติ, สวนะและปริปุจฉา จะมีในปางก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่เว้นการพิจารณาสังขารธรรมด้วยการบำเพ็ญเพียรในปางก่อน และการพิจารณาสังขารในปัจจุบันเสียแล้ว ชื่อว่าปฏิสัมภิทา ก็มีไม่ได้. เหตุและปัจจัยทั้ง ๒ นี้รวมกันช่วยอุปถัมภ์ปฏิสัมภิทา กระทำให้ผ่องใสได้ด้วยประการฉะนี้.
ยังมีอาจารย์พวกอื่นอีก ได้กล่าวไว้ว่า
ปุพพโยคะ ๑, พาหุสัจจะ ๑, เทศภาษา ๑,
อาคม ๑, ปริปุจฉา ๑, อธิคม ๑, ครุสันนิสสัย ๑,
และมิตตสมบัติ ๑ รวม ๘ ประการนี้ ล้วนเป็น
ปัจจัยแก่ปฏิสัมภิทา ดังนี้.
บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น นัยดังที่กล่าวแล้วแล ชื่อว่าปุพพโยคะ.
ความฉลาดในศาสตร์นั้น ๆ และศิลปายตนะทั้งหลาย ชื่อว่าพาหุสัจจะ.
ความฉลาดในภาษา ๑๐๑ ภาษา ความฉลาดในภาษามาคธีโดยวิเศษ ชื่อว่าเทศภาษา.
การเรียนพระพุทธพจน์โดยที่สุดแม้เพียงโอปัมมวรรค ชื่อว่าอาคม.
การวินิจฉัยไต่สวนอรรถะแม้ในคาถา ๑ ชื่อว่าปริปุจฉา.
การเป็นพระโสดาบันก็ดี การเป็นพระสกทาคามีก็ดี การเป็นพระอนาคามีก็ดี การเป็นพระอรหันต์ก็ดี ชื่อว่าอธิคม.
การอยู่ในสำนักครูผู้มากด้วยสุตะและปฏิภาณ ชื่อว่าครุสันนิสสัย.
การได้มิตรเห็นปานนั้นนั่นแล ชื่อว่ามิตตสมบัติ
บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อาศัยปุพพโยคะและอธิคม แล้วบรรลุปฏิสัมภิทา ส่วนพระสาวกทั้งหลายอาศัยเหตุเหล่านี้แม้ทั้งหมดแล้วจึงบรรลุปฏิสัมภิทา.
ก็ในการบรรลุปฏิสัมภิทา ไม่มีการบำเพ็ญเพียรในกรรมฐานภาวนาโดยเฉพาะอีก, ส่วนพระเสกขบุคคลมีผลและวิโมกขะของพระเสกขะเป็นที่สุด การบรรลุปฏิสัมภิทาก็ย่อมมีได้.
อธิบายว่า ปฏิสัมภิทาทั้งหลายย่อมสำเร็จแก่บรรดาพระอริยะบุคคลด้วยอริยผลทั้งหลายนั่นแล ดุจทสพลญาณสำเร็จแก่พระตถาคตทั้งหลายฉะนั้น.
ทางแห่งปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่าปฏิสัมภิทามรรค, ปกรณ์คือปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่าปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์, ชื่อว่าปกรณ์ เพราะอรรถว่าอรรถอันลึกซึ้ง แยกโดยประเภทต่างๆ ในปฏิสัมภิทานี้ ท่านกล่าวกระทำโดยประการต่างๆ.
ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้นสมบูรณ์ด้วยอรรถะ, พยัญชนะ, ลึกซึ้ง, มีอรรถลึกซึ้ง, ประกาศโลกุตระ, ประกอบด้วยสุญญตา, ให้สำเร็จผลวิเศษในการปฏิบัติ, ห้ามอกุศลอันเป็นปฏิปักษ์, เป็นรตนากร บ่อเกิดแห่งญาณอันประเสริฐของพระโยคาวจร, เป็นเหตุอันวิเศษในการเยื้องกรายธรรมกถาของพระธรรมกถึกทั้งหลาย, เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ของผู้กลัวภัยในสังสารวัฏ, มีประโยชน์ในการยังความชุ่มชื่นให้เกิดเพราะเห็นอุบายในการออกจากทุกข์นั้น, และมีประโยชน์ในการทำลายอกุศลธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อนิสสรณธรรม ๔- นั้น และมีประโยชน์ให้เกิดความยินดีในหทัยแก่กัลยาณชน โดยการเปิดเผยอรรถแห่งบทพระสูตรมีเนื้อความอันลึกซึ้งมิใช่น้อย อันท่านพระสารีบุตรผู้ธรรมเสนาบดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ธรรมราชาภาษิตแล้ว เมื่อประทีปดวงใหญ่กล่าวคือพระสัทธรรม รุ่งเรืองแล้วด้วยแสงประทีปดวงใหญ่คือพระสัพพัญญุตญาณที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วโดยไม่ขัดข้อง ส่องสว่างกระจ่างไปทั่วทุกสถาน มีพระทัยสนิทเสน่หา ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาแผ่กว้างไปในปวงชน เพื่อกำจัดความมืดมนอนธการกล่าวคือกิเลส ด้วยพระมหากรุณาในเวไนยชน ด้วยการยกพระสัทธรรมนั้นขึ้นอธิบายให้กระจ่างแจ้งแก่ปวงชน ด้วยความเสน่หา ปรารถนาความรุ่งเรืองแห่งพระสัทธรรมไปตราบเท่า ๕,๐๐๐ พระพรรษา ผู้มีเจตจำนงค้ำจุนโลกตามเยี่ยงอย่างพระศาสดา อันท่านพระอานันทเถระสดับภาษิตนั้นแล้วยกขึ้นรวบรวมไว้ในคราวทำปฐมมหาสังคีติ ตามที่ได้สดับมาแล้วนั่นแล. ____________________________ ๔- ธรรมเป็นเครื่องออกนำทุกข์ (ทุกฺขนิสสรณํ)
ในปิฎกทั้ง ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก, ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้นนับเนื่องในพระสุตตันตปิฏก.
ในนิกายใหญ่ทั้ง ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกายและขุททกนิกาย, ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้นนับเนื่องในขุททกนิกาย.
ในองค์แห่งสัตถุศาสน์ทั้ง ๙ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลละ, ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้นนับสงเคราะห์เข้าใน ๒ องค์ คือเคยยะและเวยยากรณะ ตามที่เป็นได้.
ก็บรรดาพระธรรมขันธ์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์อันพระอานันทเถระผู้ธรรมภัณฑาคาริก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นสู่เอตทัคคะใน ๕ ตำแหน่ง ปฏิญญาไว้อย่างนี้ว่า ๕-
ธรรมเหล่าใดอันเป็นไปแก่ข้าพเจ้า ธรรมเหล่านั้น
ข้าพเจ้าเรียนจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์,
จากภิกษุอื่น ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จึงรวมเป็น ๘๔,๐๐๐
พระธรรมขันธ์ดังนี้ ____________________________ ๕- ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๙๗
ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้นนับเข้าในพระธรรมขันธ์มากกว่าร้อย ในธรรมขันธ์ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่เรียนจากภิกษุ.
ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์มี ๓ วรรค คือ มหาวรรค, มัชฌิมวรรคและจูฬวรรค.
ในวรรคหนึ่งๆ มีวรรคละ ๑๐ กถา รวมเป็น ๓๐ กถามีญาณกถาเป็นต้น มีมาติกากถาเป็นปริโยสาน.
ข้าพเจ้าจะพรรณนาเนื้อความแห่งบทที่ไม่ซ้ำกันตามลำดับแห่งปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้ที่กำหนดโดยส่วนเดียว ด้วยประการฉะนี้.
ก็ปกรณ์นี้อันกุลบุตรทั้งผู้สวดทั้งผู้แสดงโดยปาฐะโดยอรรถ ก็พึงสวดพึงแสดงโดยเคารพเถิด, ถึงแม้จะเรียนก็พึงเรียนพึงทรงจำไว้โดยเคารพเถิด.
ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะปกรณ์นี้เป็นปกรณ์มีอรรถลึกซึ้ง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เพื่อความดำรงมั่นอยู่ในโลก.
หากจะมีคำถามว่า ในกถา ๓๐ กถาถ้วนนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น?
ก็ตอบว่า เพราะญาณเป็นเบื้องต้นแห่งการปฏิบัติ เพราะเป็นธรรมเครื่องชำระมลทินแห่งการปฏิบัติ.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๖-
ดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอจงยังเบื้องต้น
แห่งกุศลธรรมทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อน, เบื้องต้นแห่งกุศล-
ธรรมทั้งหลายคืออะไร? คือศีลอันบริสุทธิ์ดีและความเห็น
ตรง ดังนี้. ____________________________ ๖- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๖๘๗
ก็ญาณกล่าวคือสัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวแล้วด้วยบทว่า อุชุกา ทิฏฺฐิ แม้เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น.
แม้คำอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้อีกว่า ๗-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธาน,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร?
คือ ภิกษุรู้จักสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้จักมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ.
ภิกษุรู้จักสัมมาสังกัปปะว่าเป็นสัมมาสังกัปปะ, รู้จักมิจฉาสังกัปปะว่าเป็นมิจฉาสังกัปปะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาวาจาว่าเป็นสัมมาวาจา, รู้จักมิจฉาวาจาว่าเป็นมิจฉาวาจา.
ภิกษุรู้จักสัมมากัมมันตะว่าเป็นสัมมากัมมันตะ, รู้จักมิจฉากัมมันตะว่าเป็นมิจฉากัมมันตะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาอาชีวะว่าเป็นสัมมาอาชีวะ, ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาวายามะว่าเป็นสัมมาวายามะ, ภิกษุรู้จักมิจฉาวายามะว่าเป็นมิจฉาวายามะ.
ภิกษุรู้จักสัมมาสติว่าเป็นสัมมาสติ, ภิกษุรู้จักมิจฉาสติว่าเป็นมิจฉาสติ.
ภิกษุรู้จักสัมมาสมาธิว่าเป็นสัมมาสมาธิ, ภิกษุรู้จักมิจฉาสมาธิว่าเป็นมิจฉาสมาธิ. ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ. ____________________________ ๗- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๒๕๔
ท่านกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้นก็เพื่อจะให้ญาณ กล่าวคือความเห็นชอบว่า เมื่อสัมมาทิฏฐิเป็นประธานสำเร็จแล้วก็จักรู้ความที่มิจฉาทิฏฐิทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิดังนี้ ให้สำเร็จก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ๘-
ดูก่อนอุทายี เธอจงงดขันธ์ส่วนอดีตและ
อนาคตไว้ก่อน เราจักแสดงธรรมแก่เธอว่า เมื่อ
เหตุนี้มี ผลนี้จึงมี, เพราะเหตุนี้เกิด ผลนี้จึงเกิด,
เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้ก็ย่อมไม่มี, เพราะเหตุนี้ดับ
ผลนี้ก็ย่อมดับ ดังนี้. ____________________________ ๘- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๓๗๑
และเพราะเว้นปุพพันตทิฏฐิและอปรันตทิฏฐิแล้วกล่าวญาณเท่านั้น ท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ๙-
อย่าเลย สุภัททะ ข้อที่ถามว่า สมณพราหมณ์
เหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตนๆ หรือ
หรือว่าทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้ หรือว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้
ดังนี้นั้น จงงดไว้ก่อน.
ดูก่อนสุภัททะ เราจักแสดงธรรมแก่เธอ เธอจง
ตั้งใจฟังธรรมนั้น จงมนสิการให้ดี, เราจักแสดง ณ
บัดนี้ ดังนี้. ____________________________ ๙- ที.มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๓๘.
และเพราะเว้นวาทะของพวกสมณพราหมณ์ปุถุชนฝ่ายปรัปปวาททั้งหลายเสีย แล้วแสดงอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ และเพราะญาณกล่าวคือสัมมาทิฏฐิในอัฏฐังคิกมรรคเป็นประธาน ท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑๐-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์แห่งการบรรลุ
โสดาบัน ๔ อย่างเหล่านี้ คือ
๑ สปฺปุริสสํเสโว การคบหากับสัตบุรุษ
๒ สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟังพระสัทธรรม
๓ โยนิโสมนสิกาโร การทำไว้ในใจโดยแยบคาย
๔ ธมฺมานุธฺมฺมปฏิปตฺติ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. ____________________________ ๑๐- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๔๐
และตรัสว่า ๑๑-
กุลบุตรเกิดสัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าไปใกล้ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยหูลง เมื่อเงี่ยหูลงแล้วย่อมฟังธรรม.
ครั้นฟังธรรมแล้วย่อมทรงธรรมไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนซึ่งความพินิจ.
เมื่อธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะย่อมเกิด เมื่อเกิดฉันทะแล้วย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้วย่อมไตร่ตรอง.
ครั้นไตร่ตรองแล้วย่อมตั้งความเพียร เมื่อมีตนส่งไปแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งชัดซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยปัญญา ดังนี้. ____________________________ ๑๑- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๒๓๘
และตรัสว่า ๑๒-
พระตถาคตอุบัติขึ้นในโลกนี้ ฯลฯ
พระตถาคตนั้นทรงแสดงธรรมไพเราะใน
เบื้องต้น ดังนี้. ____________________________ ๑๒- ที.มหา. เล่ม ๙/ข้อ ๑๐๒
ท่านกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น ทำสุตมยญาณไว้เป็นญาณต้น โดยอนุโลมสุตตันตบทมิใช่น้อยตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นอาทิ.
ก็ญาณกถานี้นั้นแบ่งออกเป็น ๒ คือ อุทเทส ๑ นิทเทส ๑.
ในอุทเทส ท่านแสดงญาณ ๗๓ ด้วยสามารถแห่งมาติกาโดยนัยเป็นต้นว่า โสตาวธาเน ปญญา สุตมเย ญาณํ ซึ่งแปลว่า ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้วเป็นสุตมยญาณ ดังนี้.
ในนิทเทส ท่านแสดงญาณ ๗๓ เหล่านั้นนั่นแหละอย่างพิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า กถํ โสตาวธาเน ปญญา สุตมเย ญาณํ. อิเม ธมฺมา อภิญเญยฺยาติ โสตาวธานํ, ตํปชานนา ปญญา สุตมเย ญาณํ ซึ่งแปลว่า ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณอย่างไร? ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือเป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งดังนี้ เป็นสุตมยญาณ ดังนี้. จบคันถารัมภกถา .. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มาติกา อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗]
อรรถกถาญาณกถามาติกา
๑. อรรถกถาสุตมยญาณุทเทส
ว่าด้วยสุตมยญาณ
ในอุทเทสนั้นเบื้องแรก พึงทราบโสตศัพท์ ในคำนี้ว่า โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ มีประเภทแห่งอรรถเป็นอเนก.
จริงอย่างนั้น โสตศัพท์นั้นย่อมปรากฏในอรรถว่า มังสโสตะ, โสตวิญญาณ, ญาณโสตะ, กระแสแห่งตัณหาเป็นต้น, สายธารแห่งกระแสน้ำ, อริยมรรค และแม้ในความสืบต่อแห่งจิต.
ก็โสตศัพท์นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่ามังสโสตะ ได้ในคำเป็นต้นว่า โสตายตนะ, โสตธาตุและโสตินทรีย์. ๑-
ปรากฏในอรรถว่าโสตวิญญาณ ได้ในคำเป็นต้นว่า ได้ยินเสียงด้วยโสตะ. ๒-
ปรากฏในอรรถญาณโสตะ ได้ในคำเป็นต้นว่า ได้ยินเสียงด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์. ๓-
ปรากฏในธรรมทั้ง ๕ มีตัณหาเป็นต้น ได้ในคำเป็นต้นว่า
คำว่า กระแสเหล่าใดในโลก ความว่า กระแสเหล่านี้ใด เราบอกแล้ว กล่าวแล้ว แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แต่งตั้งแล้ว เปิดเผยแล้ว จำแนกแล้ว ทำให้ตื้นขึ้นแล้ว ประกาศแล้ว, นี้อย่างไร? คือ กระแสตัณหา, กระแสทิฏฐิ, กระแสกิเลส, กระแสทุจริต, กระแสอวิชชา. ๔-
ปรากฏในอรรถว่าสายธารแห่งกระแสน้ำ ได้ในคำเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นแล้วแล ซึ่งท่อนไม้ท่อนใหญ่ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา. ๕-
ปรากฏในอรรถว่าอริยมรรค ได้ในคำเป็นต้นว่า ดูก่อนอาวุโส คำนี้เป็นชื่อของอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ คือโสตะ.
ปรากฏในอรรถว่าความสืบต่อแห่งจิต ได้ในคำเป็นต้นว่า และย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งขาดแล้วโดยส่วน ๒ คือทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในปรโลก. ๖-
ก็โสตศัพท์ในที่นี้ พึงหมายเอามังสโสตะ. ____________________________ ๑- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๐ ๒- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๓๓ ๓- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๓๑ ๔- ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๗๖ ๕- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๒๕ ๖- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๗๙
ชื่อว่า โสตาวธาน เพราะอรรถว่าทรงไว้ กำหนดไว้ ตั้งไว้ ด้วยโสตะนั้น เป็นเหตุ หรือเป็นเหตุให้สำเร็จ.
ชื่อว่า โสตาวธาน นั้นอย่างไร?
คือสุตะ. ก็ธรรมชาติที่รู้แจ้ง กำหนดได้โดยครรลองแห่งโสตทวาร ชื่อว่าสุตะ ดุจในคำเป็นต้นว่า เป็นผู้สดับมาก เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะ. ๖-
สุตะนั้น ในที่นี้ท่านกล่าวว่า โสตาวธาน. ปัญญาที่เป็นไปในสุตะกล่าวคือโสตาวธานนั้น ชื่อว่า โสตาวธาเน ปญฺญา. ____________________________ ๖- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๗๖
ก็บทว่า ปญฺญา ได้แก่ ปัญญาโดยอรรถว่าเป็นเครื่องทำให้รู้ชัด กล่าวคือเป็นเครื่องทำอรรถะนั้นๆ ให้ปรากฏ.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้นๆ คือโดยอนิจจลักษณะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าปัญญา.
พึงทราบ สุตศัพท์ทั้งที่มีอุปสรรคและไม่มีอุปสรรคในคำนี้ว่า สุตมเย ญาณํ ดังนี้ก่อน
สุตศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่า ไป, ปรากฏ, กำหนัด, ประกอบเนืองๆ, สั่งสม, สัททารมณ์, รู้ได้ตามครรลองแห่งโสตทวาร.
จริงอย่างนั้น สุตศัพท์มีอรรถว่าไป ได้ในคำเป็นต้นว่า เสนาย ปสุโต เสนาเคลื่อนไป.
สุตศัพท์มีอรรถว่ามีธรรมอันปรากฏแล้ว ได้ในคำเป็นต้นว่า สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต มีธรรมอันสดับแล้วเห็นอยู่. ๗-
สุตศัพท์มีอรรถว่ากำหนัดและไม่กำหนัด ได้ในคำเป็นต้นว่า อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส๘- ภิกษุณีกำหนัดยินดีแล้วต่อบุรุษบุคคลผู้ไม่กำหนัดยินดีแล้ว.
สุตศัพท์มีอรรถว่าประกอบเนืองๆ ได้ในคำเป็นต้นว่า เย ฌานปสุตา ธีรา๙- กุลบุตรเหล่าใดประกอบเนืองๆ ในฌาน กุลบุตรเหล่านั้นชื่อว่านักปราชญ์.
สุตศัพท์มีอรรถว่าสั่งสม ได้ในคำเป็นต้นว่า ตุมฺเหหิ ปุญญํ ปสุตํ อนปฺปกํ๑๐- บุญมิใช่น้อยอันท่านทั้งหลายสั่งสมไว้แล้ว.
สุตศัพท์มีอรรถว่าสัททารมณ์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญญาตํ๑๑- รูปอันเราเห็นแล้ว เสียงอันเราได้ยินแล้ว หมวด ๓ แห่งอารมณ์อันเราทราบแล้วอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว.
สุตศัพท์มีอรรถว่าทรงไว้ซึ่งสัททารมณ์อันตนรู้แล้วโดยครรลองแห่งโสตทวาร ได้ในคำเป็นต้นว่า พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย๑๒- เป็นผู้สดับมาก เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะ.
แต่ในที่นี้ สุตศัพท์มีอรรถว่า อันตนรู้แล้ว, เข้าไปทรงไว้แล้วโดยครรลองแห่งโสตทวาร. ____________________________ ๗- ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๕๑ ๘- วิ. ภิกฺขุนี. เล่ม ๓/ข้อ ๑ ๙- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔ ๑๐- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๘ ๑๑- ม.มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๘๑ ๑๒- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๗๖
บทว่า สุตมเย ญาณํ ความว่า ปัญญานี้ได้ ปรารภพระสัทธรรม คือสุตะนี้ที่รู้แล้ว ทรงจำไว้ได้แล้ว กระทำให้เป็นอารมณ์ เป็นไปแล้วในครั้งแรกและครั้งต่อๆ มา, ปัญญาญาณนั้นย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า สุตมเย ญาณํ ญาณอันสำเร็จแล้วด้วยการฟัง.
อธิบายว่า สุตมยํ ญาณํ นั่นเอง.
ก็คำว่า สุตมเย นี้เป็นปัจจัตตวัจนะ, ปัจจัตตวัจนะ ในคำเป็นต้นว่า น เหวํ วตฺตพฺเพ ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น, วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค พุ่มไม้ในไพรมียอดคือดอกบานสะพรั่ง, นตฺถิ อตฺตกาเร การกระทำของตน ไม่มี, นตฺถิ ปรกาเร การกระทำของคนอื่น ไม่มี, นตฺถิ ปุริสกาเร การกระทำของบุรุษ ไม่มี ดังนี้ฉันใด แม้ในที่นี้ บทว่า สุตมเย ก็พึงเข้าใจฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ อธิบายว่า ญาณอันสำเร็จแล้วด้วยการฟัง ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง หมวดธรรมมีผัสสะเป็นต้นอันสำเร็จแล้วด้วยการฟัง จึงชื่อว่าสุตมยะ, ญาณเป็นไปในหมวดแห่งธรรมที่ชื่อว่าสุตมยะนั้น คือสัมปยุตกับด้วยสุตมยะนั้น ชื่อว่า สุตมเย ญาณํ.
ญาณนั้นนั่นแล ท่านกล่าวว่าปัญญา เพราะไม่กำหนดก็เพื่อจะอธิบายโดยปริยาย ภายหลังจึงกล่าวกำหนดว่าญาณ ท่านสาธุชนพึงทราบตามที่กล่าวมานี้.
ก็ชื่อว่าญาณ มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ หรือมีการแทงตลอดอย่างไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ เหมือนการยิงลูกศรอันนายขมังธนูผู้ชาญฉลาดยิงไปแล้วฉะนั้น.
มีการส่องซึ่งอารมณ์เป็นรส เหมือนดวงประทีปส่องสว่างฉะนั้น.
มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนพรานป่าบอกทางแก่คนหลงทางฉะนั้น.
มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน ตามพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีใจตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง. ๑๓- ____________________________ ๑๓- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๑๔๗
ก็ในลักษณะเป็นต้น พึงทราบว่า สภาวะก็ดี สามัญญะก็ดี ชื่อว่าลักษณะ, กิจก็ดี สมบัติก็ดี ชื่อว่ารส, อาการที่ปรากฏก็ดี ผลก็ดี ชื่อว่าปัจจุปัฏฐาน, เหตุใกล้ ชื่อว่าปทัฏฐาน ดังนี้. ๒. อรรถกถาสีลมยญาณุทเทส
ว่าด้วยสีลมยญาณ
คำว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา ความว่า :-
ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ปาฏิโมกข์ ๑ สติ ๑
ญาณ ๑ ขันติ ๑ และ วิริยะ ๑ ท่านแสดงว่าสังวร.
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
เป็นผู้เข้าถึง, เข้าถึงพร้อม, เข้ามา, เข้ามาพร้อม,
ถึงแล้ว, ถึงพร้อมแล้ว, ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย
ปาฏิโมกขสังวรนี้. ๑-
ชื่อว่าปาฏิโมกขสังวร. ____________________________ ๑- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๒
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต
ไม่ถืออนุพยัญชนะ, เธอย่อมปฏิบัติ เพื่อสำรวม
จักขุนทรีย์ เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้
อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส
ครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์, ชื่อว่าถึง
ความสำรวมในจักขุนทรีย์. ๒-
ชื่อว่าสติสังวร. ____________________________ ๒- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๒๒
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
กระแสทั้งหลายเหล่าใดในโลก มีอยู่,
สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวสติว่า
เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย, กระแสเหล่านั้น
อันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วยปัญญา ๓- ดังนี้.
ชื่อว่าญาณสังวร. ____________________________ ๓- ขุ. ส. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๒๕
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพจีวร ๔- ดังนี้.
ชื่อว่าปัจจยปฏิเสวนาสังวร.
ปัจจยปฏิเสวนาสังวรแม้นั้น ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณสังวรนั่นแล. ____________________________ ๔- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๔
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
เป็นผู้อดกลั้นต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย
สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เลื้อยคลาน
เป็นผู้มีชาติแห่งผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำที่ผู้อื่นกล่าว
ชั่วร้ายแรง ต่อเวทนาที่มีอยู่ในตัวซึ่งบังเกิดขึ้นเป็น
ทุกข์กล้า แข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่
ชอบใจ อันจะคร่าชีวิตเสียได้ ๕- ดังนี้.
ชื่อว่าขันติสังวร. ____________________________ ๕- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๕
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ภิกษุ ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทา
กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมกระทำให้สิ้นสูญไป
ให้ถึงความไม่มี ๖- ดังนี้.
ชื่อว่าวิริยสังวร. ____________________________ ๖- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗
สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
พระอริยสาวกในพระศาสนานี้ ละมิจฉาอาชีวะ
เสียแล้ว สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ ๗- ดังนี้
ชื่อว่าอาชีวปาริสุทธิสังวร. ____________________________ ๗- สํ. มหา เล่ม ๑๙/ข้อ ๓๘
อาชีวปาริสุทธิสังวรแม้นั้น ท่านสงเคราะห์ด้วยวิริยสังวรนั่นแล.
ในสังวร ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ ปาฏิโมกขสังวร, อินทรียสังวร, อาชีวปาริสุทธิสังวรและปัจจยปฏิเสวนาสังวร ท่านประสงค์เอาในที่นี้, และในสังวร ๔ เหล่านั้น ปาฏิโมกขสังวร ท่านประสงค์เอาเป็นพิเศษ. ก็สังวรนี้แม้ทั้งหมด ท่านเรียกว่าสังวร เพราะกั้นทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น ที่จำต้องสังวรตามธรรมดาของตน.
ปัญญาของกุลบุตรผู้ฟังธรรมตามที่กล่าวแล้วในสุตมยญาณแล้วสังวรอยู่ ทำการสังวร เป็นไปแล้วในการสังวรนั้น สัมปยุตกับสังวรนั้น ท่านกล่าวแล้วว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา.
อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า ปัญญาในการสังวรเพราะมีการฟังเป็นเหตุบ้าง เพราะมีคำว่า เหตุอตฺเถ สุตฺวา ฟังเหตุและผลปรากฏอยู่ด้วย.
บทว่า สีลํ ในคำนี้ว่า สีลมเย ญาณํ ความว่า ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่าสำรวม.
ชื่อว่าการสำรวมนี้ อย่างไร? คือการตั้งมั่น. อธิบายว่า ความเป็นกายกรรมเป็นต้นไม่เกลื่อนกล่นด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้สำรวมด้วยดี. หรือความเข้าไปตั้งมั่น. อธิบายว่า ความที่แห่งกุศลธรรมทั้งหลายเป็นที่รองรับด้วยสามารถเป็นที่ตั้ง.
ก็ในศีลนี้ นักปราชญ์ผู้รู้ลักษณศัพท์ รับรู้ตามๆ กันมาซึ่งอรรถะทั้ง ๒ นี้เท่านั้น. แต่อาจารย์พวกอื่นพรรณนาว่า ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าเสพยิ่ง เพราะอรรถว่าเป็นที่รองรับ เพราะอรรถว่าเป็นปกติ เพราะอรรถว่าเป็นศีรษะ เพราะอรรถว่าเย็น เพราะอรรถว่าเกษม.
ศีลนั้นแม้จะมีประเภทต่างๆ หลายอย่างก็มีการสำรวมเป็นลักษณะ เหมือนรูป ๘- มีประเภทต่างๆ เป็นอันมาก ก็มีการเห็นได้ด้วยตาเป็นลักษณะฉะนั้น. ____________________________ ๘- หมายเอารูปารมณ์.
เหมือนอย่างว่า ความที่รูปายตนะแม้มีประเภทต่างๆ เป็นอันมาก โดยประเภทแห่งสีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น ก็มีการเห็นได้ด้วยตาเป็นลักษณะ เพราะไม่ก้าวล่วงความที่แห่งรูปายตนะมีประเภทต่างๆ โดยประเภทแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น ก็เป็นรูปายตนะที่เห็นได้ด้วยตาฉันใด
ความสำรวมแห่งศีลแม้มีประเภทต่างๆ หลายอย่างโดยประเภทแห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติเป็นต้น ท่านกล่าวแล้วว่าเป็นที่รองรับกายกรรมเป็นต้นและเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมนี้ได้, การสำรวมนั้นนั่นแหละเป็นลักษณะของศีลแม้มีประเภทต่างๆ หลายอย่างโดยประเภทแห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงความเป็นที่รองรับและเป็นที่ตั้ง.
ก็การกำจัดความเป็นผู้ทุศีล และคุณคือความไม่มีโทษ ท่านเรียกว่าเป็นรส เพราะอรรถว่าเป็นกิจและสมบัติของศีลนั้นมีลักษณะดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างนี้.
เพราะฉะนั้น ธรรมดาว่าศีลนี้ บัณฑิตพึงทราบว่ามีการกำจัดความเป็นผู้ทุศีลเป็นรส เพราะรสมีอรรถว่ากิจ, มีความไม่มีโทษเป็นรส เพราะรสมีอรรถว่าสมบัติ.
ศีลนี้นั้น วิญญูชนทั้งหลายพรรณนาไว้ว่า
มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน มีโอตตัปปะและ
หิริเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น.
ศีลนี้นั้นมีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐานตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า
ความสะอาดกาย, ความสะอาดวาจา, ความสะอาดใจ ๙- ย่อมถึงซึ่งความนับว่าปรากฏโดยความเป็นของสะอาด. ____________________________ ๙- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๒๘
ส่วนหิริและโอตตัปปะ วิญญูชนทั้งหลายพรรณนาไว้ว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น.
อธิบายว่า เป็นเหตุใกล้.
เพราะเมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ศีลก็ย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่. เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีลก็ย่อมไม่เกิดขึ้นและไม่ตั้งอยู่ฉะนั้น ญาณที่สหรคตด้วยศีล สัมปยุตด้วยศีลนั้น โดยวิธีที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่า สีลมเย ญาณํ.
อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นแหละสำเร็จแล้วชื่อว่าสีลมัย. ญาณในสีลมัยนั้นคือสัมปยุตด้วยสีลมัยนั้น.
การพิจารณาโทษในการไม่สำรวม ๑, การพิจารณาอานิสงส์ในการสำรวม ๑, การพิจารณาความบริสุทธิ์ในการสำรวม ๑, การพิจารณาความขาวสะอาดจากสังกิเลสในเพราะการสำรวม ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสีลมยญาณนั่นแล. ๓. อรรถกถาสมาธิภาวนามยญาณุทเทส
ว่าด้วยสมาธิภาวนามยญาณ
คำว่า สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา ความว่า ปัญญาของกุลบุตรผู้สำรวมด้วยสีลสังวรตามที่กล่าวไว้ในสีลมยญาณ แล้วทำการสำรวมตั้งอยู่ในศีลมีจิตตั้งไว้ด้วยดี กระทำจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เป็นไปแล้วในสมาธิจิตนั้นคือสัมปยุตกับด้วยสมาธิจิตนั้น. การวางไว้ ตั้งไว้ ด้วยดีโดยชอบ ฉะนั้นจึงชื่อว่า สมาทหนํ - การตั้งไว้ด้วยดี. คำนี้เป็นคำเรียกสมาธิโดยปริยาย.
กุศลจิตเอกัคคตา ชื่อว่าสมาธิ ในคำนี้ว่า สมาธิภาวนามเย ญาณํ
ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่ากระไร? ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น (สมาธานํ).
ชื่อว่าสมาธาน นี้อย่างไร? มีคำอธิบายว่า การวาง การตั้ง ซึ่งจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์เดียวโดยชอบด้วยดี เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิก ไม่ฟุ้งไป ไม่เกลื่อนกล่น ตั้งอยู่โดยชอบด้วยดีในอารมณ์เดียว ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใด,
คำที่กล่าวมาแล้วนี้ พึงทราบว่าเป็นสมาธาน.
ก็ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ การกำจัดความ
ฟุ้งซ่านเป็นรส การไม่หวั่นไหวเป็นปัจจุปัฏฐาน
และมีความสุขเป็นปทัฏฐานของสมาธินั้นแล.
ธรรมชาติใดอันพระโยคีบุคคลอบรมอยู่ เจริญอยู่ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าภาวนา, ภาวนาคือสมาธิ ชื่อว่าสมาธิภาวนา.
อีกอย่างหนึ่ง การอบรมการเจริญซึ่งสมาธิ ชื่อว่าสมาธิภาวนา. ห้ามภาวนาอื่นด้วยคำว่าสมาธิภาวนา. ญาณอันสำเร็จด้วยสมาธิภาวนาด้วยสามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิดุจในก่อน. ๔. อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส
ว่าด้วยธรรมฐิติญาณ
ชื่อว่าปัจจัย ในคำนี้ว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา มีวจนัตถะว่า ผลย่อมอาศัยธรรมนั้นเกิด ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าปัจจัย.
คำว่า ปฏิจฺจ ได้แก่ ไม่เว้นจากธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น. อธิบายว่า ไม่บอกคืน.
บทว่า เอติ ความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วย.
อีกอย่างหนึ่ง มีความว่าอุปการะ มีอรรถว่าเป็นแดนเกิด, ปัญญาในการกำหนดคือกำหนดได้ซึ่งปัจจัยทั้งหลาย เพราะปัจจัยนั้นมีมากอย่าง ชื่อว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา แปลว่า ปัญญาเป็นเครื่องกำหนดปัจจัย.
ธมฺมศัพท์ ในบทว่า ธมฺมฏฺฐิติญาณํ นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่า สภาวะ, ปัญญา, บุญ, บัญญัติ, อาบัติ, ปริยัติ, นิสสัตตตา, วิการ, คุณ, ปัจจัย, ปัจจยุปบันเป็นต้น.
ก็ธมฺมศัพท์นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ ได้ในติกะว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, อกุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ. ๑-
ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่าปัญญา ได้ในคำเป็นต้นว่า
บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วย
สัทธา มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ สัจจะ,
ธรรมะ, ธิติ, และจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้
ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ๒- ดังนี้. ____________________________ ๑- อภิ.สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑ ๒- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๔๕
ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบุญ ได้ในคำเป็นต้นว่า
ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลเสมอกันหามิได้เลย
อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ ๓- ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า บัญญัติธรรม, นิรุตติธรรม, อธิวจนธรรม ๔- ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าอาบัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมคือปาราชิก ๕-, ธรรมคือสังฆาทิเสส ๖- ดังนี้. ____________________________ ๓- ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๓๒ ๔- อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๕ ๕- วิ.มหาวิภงฺค. เล่ม ๑/ข้อ ๓๐๐ ๖- วิ.มหาวิภงฺค. เล่ม ๑/ข้อ ๖๓๐
ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าปริยัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ภิกษุในธรรมวินัยย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ ๗- ดังนี้. ____________________________ ๗- องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๗๓
ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่านิสสัตตตา - ความไม่มีสัตว์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ก็สมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี. ๘-
และในคำเป็นต้นว่า พระโยคีบุคคลตามพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ๙- ดังนี้. ____________________________ ๘- อภิ.สํ เล่ม ๓๔/ข้อ ๙๙ ๙- ที.มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๗๓
ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าวิการ - ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ในคำเป็นต้นว่า ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม ๑๐- ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ปรากฎในอรรถว่าคุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า พุทธธรรม ๖ #-ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ๑๑- ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า ธาตุนั้นตั้งอยู่แล ชื่อว่าธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ๑๒- ดังนี้. ____________________________ ๑๐- องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๐๗ #- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๒๓๑ ๑๑- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๗๗๙ ๑๒- สํ.นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๖๑
ธมฺมศัพท์นี้นั้นพึงเห็นว่าลงในอรรถว่าปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน, หรืออันปัจจัยทรงไว้, หรือย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน, หรือผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตนๆ, หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้ด้วยจิต, ตามสมควร.
แต่ในที่นี้ ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่าอันปัจจัยทั้งหลายของตนทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้นคือย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าธรรมฐิติ,
คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,
ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ.
ก็ธัมมัฏฐิติญาณนี้มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ แล้วกำหนดนามรูป.
หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูปววัตถานญาณอย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่าธัมมัฏฐิติญาณเล่า?
ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนสำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการกำหนดปัจจัยได้.
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณอันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้นสำเร็จแล้วในก่อน ก็ย่อมเป็นญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่าธัมมัฏฐิติญาณนั่นแล.
หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมีจิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า?
ตอบว่า เพราะสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.
สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า
หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็นแจ้ง
ได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคีบุคคลเมื่อ
เห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดยประการนั้น, ใน
กาลนั้น วิปัสสนาและสมถะเป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน
เป็นธรรมคู่กันเป็นไป.
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัยเป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้องขวนขวายอยู่ตราบนั้น. ๕. อรรถกถาสัมมสนญาณุทเทส
ว่าด้วยสัมมสนญาณ
ชื่อว่าอดีต เพราะอรรถว่าถึงแล้ว ถึงยิ่งแล้ว ก้าวล่วงแล้วซึ่งสภาวะของตน หรือขณะมีอุปปาทขณะเป็นต้น.
ชื่อว่าอนาคต เพราะอรรถว่าไม่ถึงแล้ว ไม่ถึงพร้อมแล้ว แม้ซึ่งสภาวะของตนและขณะมีอุปาทขณะเป็นต้นทั้ง ๒ นั้น.
ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะอรรถว่าบรรลุแล้ว ถึงแล้ว เป็นไปแล้วเพราะอาศัยเหตุนั้นๆ จนล่วงขณะมีอุปาทขณะเป็นต้น.
ในคำนี้ว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา. ในกาล ในขณะสืบต่อและในปัจจุบัน ในที่นี้ประสงค์เอาปัจจุบันสันตติ คือปัจจุบันที่กำลังสืบต่อ.
ปัญญาในการรวบรวมเอาธรรมคือขันธ์ ๕ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบันเหล่านั้นเข้าไว้ในขันธ์หนึ่งๆ แล้วทำให้เป็นกองด้วยสามารถกลาปะคือหมวดหมู่แล้ว กำหนด วินิจฉัย ตัดสินได้.
ญาณคือปัญญาในการถูกต้อง เลือกเฟ้น เพ่งพินิจด้วยดี.
อธิบายว่า ญาณในการพิจารณาในเบญจขันธ์โดยความเป็นหมวดหมู่ (กลาปะ) ชื่อว่า สมฺมสเน ญาณํ แปลว่า ญาณในการพิจารณาเบญจขันธ์.
จริงอยู่ กลาปสัมมสนญาณนี้ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้ธัมมัฏฐิติญาณเป็นเครื่องกำหนดปัจจัยของนามรูป ในลำดับแห่งนามรูปววัตถานญาณ ยกแต่ละขันธ์ๆ ที่กำหนดไว้แล้วในก่อนขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วเห็นแจ้งอยู่ โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยแห่งพระบาลีเป็นต้นว่า
พระโยคีบุคคลกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณประการหนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณประการหนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้ก็เป็นสัมมสนญาณประการหนึ่ง. ๑- ____________________________
๑- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๙๙ ๖. อรรถกถาอุทยัพพยานุปัสสนาญาณุทเทส
ว่าด้วยอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ
คำว่า ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา ความว่า ปัญญาในการเห็นความแปรไป คือความดับไปแห่งธรรมคือเบญจขันธ์ ในภายในที่เป็นปัจจุบันด้วยอำนาจสันตติ. จิตแม้กำหนดความเกิดขึ้นว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมดับไปดังนี้ ก็ชื่อว่าตั้งอยู่ในความแตกดับไปเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า การเกิดขึ้นแม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้วก็เป็นอันกล่าวไว้เหมือนกัน.
อีกอย่างหนึ่ง การเกิดขึ้นแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นอันกล่าวแล้วด้วยทัสนะ เพราะสำเร็จการเห็นความเกิดขึ้น.
จริงอยู่ เว้นอุทยะคือการเกิดขึ้นเสีย ความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายก็ย่อมไม่สำเร็จ. เพราะฉะนั้น แม้เมื่อไม่กล่าวว่า ปัญญาในการตามเห็นความเกิดขึ้นและความแปรไปแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ก็พึงทราบว่าเป็นอันกล่าวแล้วเหมือนกัน.
อุทยัพพยานุปัสสนาญาณย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้บรรลุสัมมสนญาณ ตามที่กล่าวแล้วในลำดับว่า ก็การเห็นความเกิดขึ้นย่อมสำเร็จเพราะคำนั้นกำหนดตามพระบาลีว่า อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณ แปลว่า ปัญญาในการตามเห็นการเกิดและความดับไป ดังนี้แล้วก็กำหนดการเกิดขึ้นและความดับไปในสังขารธรรมที่กำลังปรากฏในสัมมสนญาณนั่นเอง แล้วปรารภอุทยัพพยานุปัสสนาเพื่อทำการกำหนดสังขารธรรมทั้งหลาย. เพราะว่าญาณนั้น ท่านเรียกว่าอุทยัพพยานุปัสสนา เพราะตามเห็นความเกิดและความดับ. ๗. อรรถกถาวิปัสสนาญาณุทเทส
ว่าด้วยวิปัสสนาญาณ
คำว่า อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ความว่า รู้ เห็น อารมณ์มีรูปขันธ์เป็นต้น เพราะพิจารณาโดยความเป็นภังคะ คือแตกดับไป.
คำว่า ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ ความว่า ปัญญาใดรู้ในการตามเห็นความดับแห่งญาณที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะพิจารณาอารมณ์ของญาณนั้นโดยความเป็นภังคะ คือแตกดับไป, ญาณนั้น ท่านกล่าวว่า วิปสฺสเน ญาณํ แปลว่า ญาณในวิปัสสนา.
บทว่า วิปสฺสนา ได้แก่ เห็น เห็นแจ้งโดยประการต่างๆ.
ปาฐะว่า อารมฺมณปฏิสงฺขา ดังนี้ก็มี.
เนื้อความแห่งวิปัสสนาญาณนั้นดังต่อไปนี้
คำว่า ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกดับไป เป็นวิปัสสนาญาณ ท่านกล่าวไว้แล้วเพราะพิจารณาอารมณ์โดยนัยตามที่กล่าวแล้วว่า การพิจารณา การรู้ การเห็นซึ่งอารมณ์. ก็วิปัสสนาย่อมถึงยอดแห่งภังคานุปัสสนานั่นแหละ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้เป็นพิเศษว่า วิปสฺสเน ญาณํ แปลว่า ญาณในวิปัสสนา.
มัคคามัคคญาณทัสนะย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ, เพราะฉะนั้น เมื่ออุทยัพพยานุปัสสนาสำเร็จแล้ว มัคคามัคคญาณทัสนะนั้นก็ย่อมสำเร็จด้วย คำนั้นท่านมิได้กล่าวไว้เลย พึงทราบว่า ญาณมีวิปัสสนาเป็นยอด ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยภังคานุปัสสนาญาณ.
เมื่อสังขารทั้งหลายอันพระโยคีบุคคลผู้กำหนดซึ่งอุทยัพพยะอันตนเห็นแจ้งแล้วด้วยอุทยัพพยานุปัสสนาแล้ว ก็ปรากฏขึ้นโดยพลันทีเดียว เมื่อญาณแก่กล้าอยู่ สติก็ละอุทยะความเกิด แล้วตั้งอยู่ในภังคะความดับอย่างเดียว.
ภังคานุปัสสนาญาณก็ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้แก่พระโยคีบุคคลนั้นผู้เห็นอยู่ว่า ธรรมดาสังขารธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ก็ย่อมดับไปอย่างนี้. ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มาติกา อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗]
๘. อรรถกถาอาทีนวญาณุทเทส
ว่าด้วยอาทีนวญาณ
คำว่า ภยตูปฏฺฐาเน ปญฺญา มีความว่า ปัญญาในการปรากฏขึ้นแห่งอุปปาทะความเกิด ปวัตตะความเป็นไป นิมิตเครื่องหมาย อายูหนาการประมวลมา และปฏิสนธิการเกิดในภพใหม่ โดยความเป็นภัย คือในการเข้าไปยึดถือว่ามีภัยปรากฏอยู่เฉพาะหน้า โดยการประกอบด้วยความเบียดเบียนอยู่เนืองๆ. ย่อมปรากฏโดยความเป็นภัย ฉะนั้นจึงชื่อว่าภยตูปัฏฐาน คืออารมณ์. ปัญญาในภยตูปัฏฐานนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภยตูปัฏฐานคือปัญญา เพราะอรรถว่าปรากฏโดยความเป็นภัย คำนั้นย่อมเป็นคำอธิบาย อันท่านกล่าวแล้วว่า ภยตูปัฏฐาน.
คำว่า อาทีนเว ญาณํ เป็นภุมมวจนะ คือสัตตมีวิภัตติ. เพราะพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า ๑-
ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏโดย
ความเป็นภัย ๑, อาทีนวญาณ ๑, นิพพิทาญาณ ๑,
มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ____________________________ ๑- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๕๐๗
แม้จะกล่าวเพียงคำเดียว (ญาณเดียว) ก็ย่อมเป็นอันกล่าวทั้ง ๓ โดยประเภทแห่งการกำหนด ดุจมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น ฉะนั้น แม้ไม่กล่าวว่า เมื่อภยตูปัฏฐานและอาทีนวานุปัสสนาสำเร็จแล้ว นิพพิทานุปัสสนาก็ย่อมสำเร็จ ดังนี้ ก็พึงทราบว่า เป็นอันกล่าวแล้วทีเดียว.
สังขารทั้งหลายอันจำแนกไว้ในภพ ๓, กำเนิด ๔, คติ ๕, วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ย่อมปรากฏเป็นมหาภัยแก่พระโยคี บุคคลผู้เสพอยู่ เจริญอยู่ กระทำให้มากอยู่ซึ่งภังคานุปัสสนามีความดับไปแห่งสังขารทั้งปวงเป็นอารมณ์ เหมือนอย่างสีหะ, เสือโคร่ง, เสือเหลือง, หมี, เสือดาว, ยักษ์, รากษส, โคดุ, สุนัขดุ, ช้างซับมันดุ, งูดุ, ฟ้าผ่า, ป่าช้า, สมรภูมิ, หลุมถ่านเพลิงที่คุกรุ่นเป็นต้น ย่อมปรากฏเป็นภัยใหญ่แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่มีชีวิตอยู่เป็นสุข, ภยตูปัฏฐานญาณย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้แก่พระโยคีบุคคลผู้เห็นอยู่ว่า สังขารทั้งหลายในอดีตก็ดับไปแล้ว, ในปัจจุบันก็กำลังดับ, ถึงแม้ในอนาคตก็จักดับไปอย่างนี้เหมือนกัน
ในภพ, กำเนิด, คติ, ฐิติและสัตตาวาสทั่วทุกแห่งหน ที่ต้านทาน ที่ซ่อนเร้น ที่ไป ที่พึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเลยแก่พระโยคีบุคคลผู้เสพอยู่เจริญอยู่กระทำให้มากอยู่ซึ่งภยตูปัฏฐานญาณนั้น, ความปรารถนาก็ดี ความถือมั่นก็ดี ย่อมไม่มีในสังขารทั้งหลายอันมีในภพ, กำเนิด, คติ, ฐิติ, นิวาสะ แม้สักสังขารเดียว,
ภพทั้ง ๓ ปรากฏดุจหลุมถ่านเพลิงที่เต็มด้วยถ่านเพลิงไม่มีเปลว, มหาภูตรูป ๔ ปรากฏดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย, ขันธ์ ๕ ปรากฏดุจเพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบ, อัชฌัตติกายตนะ ๖ ปรากฏดุจเรือนว่างเปล่า, พาหิรายตนะ ๖ ปรากฏดุจโจรปล้นชาวบ้าน, วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ปรากฏดุจถูกไฟ ๑๑ กองลุกเผาอยู่โชติช่วง.
สังขารทั้งหลายทั้งปวงปรากฏแก่ผู้นั้นเหมือนเป็นฝี, เป็นโรค, เป็นลูกศร, เป็นไข้, เป็นอาพาธ, ปราศจากความแช่มชื่น, หมดรส, เป็นกองแห่งโทษใหญ่ เป็นเหมือนป่าชัฏที่มีสัตว์ร้าย แม้จะตั้งขึ้นโดยอาการที่น่ารื่นรมย์แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่จะมีชีวิตอยู่เป็นสุข เป็นเหมือนถ้ำที่มีภูเขาไฟพ่นอยู่, เป็นเหมือนสระน้ำที่มีรากษสสิงสถิตอยู่, เป็นเหมือนข้าศึกที่กำลังเงื้อดาบขึ้น. เป็นเหมือนโภชนะที่เจือด้วยยาพิษ, เป็นเหมือนหนทางที่เต็มไปด้วยโจร, เป็นเหมือนเรือนที่ไฟติดทั่วแล้ว, เป็นเหมือนสนามรบที่เหล่าทหารกำลังต่อยุทธกัน.
เหมือนอย่างว่า บุรุษนั้นอาศัยภัยมีป่าชัฏที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายเป็นต้นเหล่านี้ กลัวแล้ว ตกใจแล้ว ขนลุกชูชัน ย่อมเห็นโทษ อย่างเดียวรอบด้านฉันใด, พระโยคาวจรนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นเมื่อสังขารทั้งปวงปรากฏแล้วโดยความเป็นภัยด้วยอำนาจภังคานุปัสสนา ก็ย่อมเห็นแต่โทษอย่างเดียวปราศจากรสหมดความแช่มชื่นอยู่รอบด้าน.
อาทีนวานุปัสสนาญาณย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลนั้นผู้เห็นอยู่อย่างนี้.
พระโยคีบุคคลนั้นเมื่อเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นโทษอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย กระวนกระวาย ไม่ยินดีในสังขารทั้งหลาย อันมีประเภทในภพ, กำเนิด, คติ, วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งปวง.
เหมือนอย่างว่าพญาหงส์ทองผู้ยินดีเฉพาะเชิงเขาจิตรกูฏ ย่อมไม่ยินดีบ่อน้ำแถบประตูบ้านคนจัณฑาลซึ่งไม่สะอาด, ย่อมยินดีเฉพาะสระใหญ่ทั้ง ๗ เท่านั้นฉันใด, พญาหงส์คือพระโยคีนี้ย่อมไม่ยินดีสังขารอันมีประเภทต่างๆ ล้วนแล้วด้วยโทษอันตนเห็นแจ่มแจ้งแล้ว, แต่ย่อมยินดียิ่งในอนุปัสสนา ๗ เท่านั้น เพราะยินดีในภาวนาคือเพราะประกอบด้วยความยินดีในภาวนาก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
และเหมือนสีหะผู้มิคราชาถูกจับขังไว้ แม้ในกรงทองก็ไม่ยินดี, แต่ย่อมยินดีในหิมวันตประเทศอันกว้างใหญ่ถึง ๓,๐๐๐ โยชน์ฉันใด, สีหะคือพระโยคีบุคคลแม้นี้ย่อมไม่ยินดีแม้ในสุคติภพทั้ง ๓ แต่ย่อมยินดีในอนุปัสสนา ๓ เท่านั้น.
อนึ่ง เหมือนพญาช้างฉัททันต์ เผือกผ่องทั้งตัวมีที่ตั้งดี ๗ สถาน มีฤทธิเหาะไปในเวหาส ย่อมไม่ยินดีในใจกลางพระนคร, แต่ย่อมยินดีในสระใหญ่ชื่อฉัททันต์เท่านั้นฉันใด.
พระโยคีบุคคลเพียงดังช้างตัวประเสริฐนี้ ย่อมไม่ยินดีในสังขารธรรมแม้ทั้งปวง, แต่ย่อมยินดีในสันติบทคือพระนิพพานเท่านั้น อันท่านแสดงแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า การไม่เกิดขึ้นเป็นการปลอดภัย, ๒- มีใจน้อมไปโน้มไปเงื้อมไปในสันติบทคือพระนิพพานนั้น.
นิพพิทานุปัสสนาญาณย่อมเป็นอันเกิดขึ้นแล้วแก่พระโยคีนั้นด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้. ____________________________
๒- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๑๑๕ ๙. อรรถกถาสังขารุเปกขาญาณุทเทส
ว่าด้วยสังขารุเปกขาญาณ
คำว่า มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ความว่า พระโยคีบุคคลใดมีความประสงค์คือปรารถนาเพื่อจะพ้นเพื่อจะสละ ฉะนั้น พระโยคีบุคคลนั้นจึงชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺโย แปลว่า ผู้ใคร่จะพ้น, ความเป็นผู้ใคร่จะพ้นชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺยตา,
ปัญญาใดย่อมพิจารณา ย่อมใคร่ครวญ ฉะนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่า ปฏิสงฺขา. อีกอย่างหนึ่ง การไตร่ตรอง ชื่อว่า ปฏิสงฺขา,
ปัญญาใดย่อมตกลง ย่อมวางเฉยเสียได้ ฉะนั้น ปัญญานั้นชื่อว่า สนฺติฏฺฐนา แปลว่า วางเฉย, อีกอย่างหนึ่ง การวางเฉยชื่อว่า สนฺติฏฺฐนา.
ปัญญาชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺยตานั้นด้วย ปฏิสงฺขาด้วย สนฺติฏฺฐนาด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา แปลว่า ความใคร่จะพ้น, การพิจารณาและการวางเฉย.
ความเป็นผู้ใคร่จะสลัดเสียซึ่งความเกิดเป็นต้นของพระโยคีบุคคลผู้เบื่อหน่ายด้วยนิพพิทาญาณในเบื้องต้น ชื่อมุญจิตุกัมยตา.
การใคร่ครวญสังขารทั้งหลายที่พิจารณาแล้ว เพื่อทำอุบายแห่งการละในท่ามกลาง ชื่อปฏิสังขา.
การปล่อยวางแล้ววางเฉยได้ในที่สุด ชื่อสันติฏฐนา.
ปัญญา ๓ ประการโดยประเภทแห่งการกำหนดอย่างนี้ ชื่อว่าความรู้ในการพิจารณาสังขารทั้งหลาย. ก็พระโยคีบุคคลผู้ปรารถนาความเข้าไปวางเฉยในสังขาร ด้วยปัญญาแม้ทั้ง ๓ ต่างด้วยประเภทการกำหนด
กล่าวคือ
๑. มุญจิตุกัมยตา ปรารถนาจะพ้นการเกิดเป็นต้น
๒. ปฏิสังขา พิจารณาสังขารทั้งหลาย
๓. สันติฏฐนา วางเฉยในสังขารทั้งหลาย
คำว่า ปญฺญา และคำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ ท่านทำเป็นพหุวจนะไว้, คำว่า ญาณํ พึงทราบว่า ท่านทำไว้เป็นเอกวจนะ เพราะแม้จะต่างกันโดยประเภทแห่งการกำหนดก็เป็นอย่างเดียวกัน.
สมจริงดังคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ธรรมเหล่านี้ คือมุญจิตุกัมยตา ปฏิสังขานุปัสสนาและปฏิสังขารุเปกขา มีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ๑- ____________________________ ๑- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๕๐๘
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า คำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ นี้เป็นพหุวจนะ เพราะสังขารุเปกขาเป็นของมากด้วยสามารถแห่งสมถะและวิปัสสนาดังนี้ก็มี.
ก็คำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ ในการเพ่งสังขารทั้งหลาย พึงทราบว่า เพ่งการกระทำ.
แต่จิตของพระโยคีบุคคลผู้เบื่อหน่ายอยู่ ระย่ออยู่ด้วยนิพพิทาญาณนั้นด้วยประเภทแห่งการกำหนด ย่อมไม่ติด ย่อมไม่ข้อง ย่อม ไม่เกี่ยวอยู่ในสังขารทั้งหลายทุกประเภท อันอยู่ในภพ, กำเนิด, คติ, วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งปวง, จิตนั้นก็ใคร่ที่จะพ้น ใคร่ที่จะสลัดทิ้งสัพพสังขารทั้งหมด.
อีกอย่างหนึ่ง เสมือนปลาที่ติดอยู่ในข่าย, กบที่อยู่ในปากงู, ไก่ป่าที่ถูกขังอยู่ในกรง, มฤคที่ติดบ่วงแน่น, งูที่อยู่ในกำมือของหมองู, ช้างที่แล่นไปตกหล่มใหญ่, นาคราชอยู่ในปากของครุฑ, พระจันทร์ที่เข้าไปอยู่ในปากของราหู, บุรุษถูกศัตรูล้อมไว้เหล่านี้เป็นต้นล้วนเป็นผู้ใคร่เพื่อจะพ้นเพื่อจะหลุดรอดไปจากพันธนาการนั้นๆ ด้วยกันทั้งสิ้นฉันใด, จิตของพระโยคีบุคคลนั้นย่อมใคร่ที่จะพ้น ใคร่ที่จะหลุดรอดจากสังขารทั้งปวงก็ฉันนั้น.
ก็เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ พระปาฐะว่า มุญฺจิตุกามสฺส มุญฺจิตุกมฺยตา แปลว่า ความใคร่ที่จะพ้นของพระโยคีบุคคลผู้ใคร่จะพ้น ก็ย่อมถูกต้อง. เมื่อเป็นเช่นนี้ก็พึงกล่าวได้ว่า ในบทว่า อุปฺปาทํ มุญฺจิตุกมฺยตา เป็นต้นก็ควรเป็น อุปฺปาทา มุญฺจิตุกมฺยตา เป็นต้น, เพราะฉะนั้น เนื้อความก่อนนั่นแหละดีกว่า.
ก็แลมุญจิตุกัมยตาญาณย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลนั้นผู้ทอดอาลัยในสังขารทั้งปวง ผู้ใคร่จะพ้นจากสังขารทั้งปวง. พระโยคีบุคคลเป็นผู้ใคร่จะพ้นสังขารทุกประเภทบรรดามี ในภพกำเนิดคติวิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งปวง จึงยกสังขารเหล่านั้นขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อีกเพื่อจะทำอุบายแห่งการพ้นให้สำเร็จ แล้วจึงเห็นแจ้งด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ.
ก็เมื่อพระโยคีบุคคลนั้นเห็นแจ้งอยู่อย่างนี้แล ปฏิสังขาญาณเป็นนิมิตด้วยอนิจจลักษณะ ย่อมเกิดขึ้น, ปฏิสังขาญาณอันเป็นไปด้วยทุกขลักษณะ ย่อมเกิดขึ้น และปฏิสังขาญาณเป็นนิมิตและเป็นไปแล้วด้วยอนัตตลักษณะ ก็ย่อมเกิด.
พระโยคีบุคคลนั้นเห็นว่า สพฺเพ สงฺขารา สุญฺญา แปลว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่าง ดังนี้แล้วจึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ พิจารณาสังขารทั้งหลายอยู่จึงละความกลัวและความยินดีเสียได้ก็ย่อมวางเฉย มีตนเป็นกลางในสังขารทั้งหลาย ดุจบุรุษเห็นโทษของภริยาแล้วทิ้งภริยาเสีย แล้ววางเฉย มีตนเป็นกลางในร่างกายของภริยานั้น, พระโยคีบุคคลนั้นย่อมไม่ถืออหังการว่า เรา หรือ มมังการว่า ของเรา.
จิตของพระโยคีบุคคลนั้น เมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้ ก็ย่อมหลีกออก ถอยกลับ หมุนกลับ ไม่ยินดีในภพทั้ง ๓.
เหมือนใบบัวโอนไปหน่อยหนึ่ง หยาดน้ำทั้งหลายย่อมไหลไป ถอยกลับ หมุนกลับ ไม่ไหลลื่นไป, หรือเหมือนขนไก่หรือเอ็นและหนังที่เขาใส่ในไฟย่อมหลีกออก งอกลับ ม้วนกลับ ไม่คลี่ออกแม้ฉันใด.
จิตของพระโยคีบุคคลนั้นย่อมหลบหลีก ถอยกลับ หมุนกลับ ไม่ยินดีในภพทั้ง ๓ ฉันนั้น.
อุเบกขา ความวางเฉยก็ย่อมตั้งขึ้น.
สังขารุเปกขาญาณย่อมเป็นอันเกิดขึ้นแล้วแก่พระโยคีบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้.
อนุโลมญาณกับสังขารุเปกขาญาณนี้ เป็นเหตุให้สำเร็จโคตรภูญาณในเบื้องบน แม้จะมิได้กล่าวไว้ด้วยญาณต้นและญาณหลัง ก็พึงทราบว่า ย่อมเป็นอันกล่าวไว้แล้วทีเดียว.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๒-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารไรๆ
โดยความเป็นของเที่ยง จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร
ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้,
ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควร จักก้าวลงสู่ความเป็น
แห่งความเห็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็น
ฐานะที่จะมีได้,
เมื่อไม่ก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ
แน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๒- องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๖๙
และพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวคำเป็นต้นว่า ๓-
ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร,
ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร.
ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐,
ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ ดังนี้. ____________________________ ๓- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๗๓๕
และในปัฏฐานปกรณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำเป็นต้นว่า ๔-
อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภูด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย. ____________________________ ๔- อภิ. ป. เล่ม ๔๐/ข้อ ๕๐๕.
จริงอยู่ เมื่อพระโยคีบุคคลนั้นเสพอยู่ เจริญอยู่ กระทำให้มากอยู่ซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น อธิโมกขสัทธาก็ย่อมมีกำลังยิ่ง, วิริยะก็ประคองไว้ได้ด้วยดี, สติก็ตั้งมั่น, จิตก็เป็นสมาธิ, สังขารุเปกขาญาณก็ย่อมเป็นไปอย่างแก่กล้า.
จิตนั้นพิจารณาสังขารทั้งหลายว่า อนิจฺจา ไม่เที่ยง, ทุกฺขา เป็นทุกข์, หรือ อนตฺตา ไม่ใช่ตัวตนด้วยสังขารุเปกขาโดยหวังว่า "มรรคจักเกิดขึ้นในบัดนี้ดังนี้" แล้วก็ลงสู่ภวังค.
ต่อจากภวังค์ มโนทวาราวัชชนะก็เกิดขึ้นทำสังขารทั้งหลายโดยนัยที่สังขารุเปกขาทำแล้วนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ว่า อนิจจา ไม่เที่ยง, ทุกขา เป็นทุกข์, หรืออนัตตา ไม่ใช่ตัวตน.
ต่อจากมโนทวาราวัชชนะนั้น ชวนจิตก็เกิดขึ้น ๒ ขณะ, ๓ ขณะหรือ ๔ ขณะ รับเอาสังขารทั้งหลายทำให้เป็นอารมณ์ เหมือนอย่างนั้นนั่นแล.
ญาณอันสัมปยุตกับชวนจิตนั้น ชื่อว่าอนุโลมญาณ.
จริงอยู่ อนุโลมญาณนั้นย่อมอนุโลมตามวิปัสสนาญาณ ๘ ในเบื้องต้น เพราะเป็นกิจแห่งสัจญาณ และอนุโลมตามโพธิปักขิยธรรม ๓๗ อันเป็นธรรมที่จะพึงบรรลุในเบื้องหน้า.
เหมือนอย่างว่า ธรรมิกราชาประทับนั่งบนบัลลังก์เป็นที่วินิจฉัย ทรงสดับการวินิจฉัยของอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหาร ๘ คน แล้วทรงละอคติวางพระองค์เป็นกลาง อนุโมทนาว่าเป็นอย่างนั้นเถิด ย่อมอนุโลมตามข้อวินิจฉัยของอำมาตย์ทั้ง ๘ คนเหล่านั้น และอนุโลมตามโบราณราชธรรม.
ในข้ออุปมานั้น อนุโลมญาณเปรียบเหมือนพระราชา, วิปัสสนาญาณ ๘ เปรียบเหมือนมหาอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหาร, โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เปรียบเหมือนโบราณราชธรรม, พระราชาทรงอนุโมทนาว่าเป็นอย่างนั้นเถิด ชื่อว่าย่อมอนุโลมตามข้อวินิจฉัยของเหล่าอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหารด้วยตามราชธรรมด้วยฉันใด, อนุโลมญาณนี้ก็ฉันนั้น ย่อมอนุโลมตามวิปัสสนาญาณ ๘ ที่เกิดขึ้นปรารภสังขารทั้งหลายด้วยสามารถแห่งพระไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น เพราะเป็นกิจแห่งสัจจะ, และอนุโลมตามโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการอันเป็นธรรมที่จะพึงบรรลุในเบื้องหน้า. เพราะฉะนั้น ญาณนี้ท่านจึงเรียกว่าอนุโลมญาณ ฉะนี้แล. ๑๐. อรรถกถาโคตรภูญาณุทเทส
ว่าด้วยโคตรภูญาณ
ในคำว่า พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญญา โคตฺรภูญาณํ แปลว่า ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็นโคตรภูญาณ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ สังขารนิมิต.
เพราะว่า สังขารนิมิตนั้น ท่านกล่าวว่า พหิทธา - ภายนอก เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ในจิตสันดานในภายใน. เพราะฉะนั้นโคตรภูญาณนั้นย่อมออก คือตั้งอยู่ในเบื้องบน ปราศจากสังขารนิมิตภายนอก ฉะนั้นโคตรภูญาณนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานะ, โคตรภูญาณนั้นย่อมหลีกออก ย่อมหมุนกลับ คือหันหลังให้ ฉะนั้นโคตรภูญาณนั้นจึงชื่อว่าวิวัฏฏนะ,
วุฏฐานะนั้นด้วย วิวัฏฏนะนั้นด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานวิวัฏฏนะ.
เพราะเหตุนั้น ท่านพุทธโฆสาจารย์จึงกล่าวว่า ๑-
โคตรภูญาณ ยังไม่ออกจากปวัตตขันธ์
เพราะตัดสมุทัยยังไม่ขาด, แต่ออกจากนิมิตได้
เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่า
เอกโตวุฏฐานะ คือออกจากสังขารนิมิตโดยส่วน
เดียว ดังนี้. ____________________________ ๑- ปัญญานิทเทสแห่งวิสุทธิมรรค.
ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำเสียได้ซึ่งโคตรปุถุชน และเพราะก้าวขึ้นสู่โคตรอริยะ. เพราะโคตรภูญาณนี้กระทำพระนิพพาน ชื่อว่าอนิมิตตะ ไม่มีนิมิตให้เป็นอารมณ์ในที่สุดแห่งอาเสวนะแห่งอนุโลมญาณของจิตที่เหนื่อยหน่ายจากสังขารทั้งปวงดุจน้ำตกจากใบบัว, ก้าวล่วงเสียซึ่งโคตรปุถุชน ซึ่งอันนับว่าปุถุชน, ซึ่งภูมิแห่งปุถุชน, หยั่งลงสู่โคตรแห่งอริยะ อันนับว่าอริยะ เป็นภูมิแห่งอริยะ, ยังความเป็นปัจจัยให้สำเร็จแก่มรรคด้วยอำนาจปัจจัย ๖ คือ อนันตระ, สมนันตระ, อาเสวนะ, อุปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ อันเป็นไปในครั้งแรก ความเสพในครั้งแรก, อันประชุมพร้อมกันในครั้งแรกในอารมณ์คือนิพพาน, ถึงยอดเป็นศีรษะวิปัสสนา ย่อมเกิดขึ้นกระทำให้เป็นสภาพที่ให้หมุนกลับอีกไม่ได้. ๑๑. อรรถกถามัคคญาณุทเทส
ว่าด้วยมรรคญาณ
ในคำว่า ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ แปลว่า ปัญญาในการออกและหลีกจากขันธ์และนิมิตทั้ง ๒ เป็นมรรคญาณ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คำว่า ทุภโต แปลว่า ทั้ง ๒.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวอธิบายว่า ทั้งคู่.
มรรคญาณย่อมออกคือย่อมหมุนกลับจากกิเลสทั้งหลาย และขันธ์อันเป็นไปตามกิเลสเหล่านั้น กับทั้งจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอกจากการกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ เพราะตัดกิเลสทั้งหลายได้ขาดแล้ว ฉะนั้นจึงชื่อว่าปัญญาในการออกและหลีกจากขันธ์และนิมิตทั้ง ๒.
เพราะเหตุนั้น พระพุทธโฆสาจารย์จึงกล่าวว่า ๑-
มรรคญาณแม้ทั้ง ๔ ออกจากนิมิต เพราะ
มีพระนิพพานอันไม่มีนิมิตเป็นอารมณ์, และย่อม
ออกจากปวัตตขันธ์ เพราะตัดสมุทัยได้ขาด ฉะนั้น
จึงชื่อว่าทุภโตวุฏฐานะ คือออกโดยส่วนทั้งสอง ดังนี้. ____________________________ ๑- ปัญญานิทเทสแห่งวิสุทธิมรรค.
ธรรมชาติใดย่อมขวนขวาย ย่อมเพ่งเล็งพระนิพพาน, หรือพระโยคีบุคคลผู้ต้องการพระนิพพาน ย่อมขวนขวายคือย่อมแสวงหา, หรือว่าธรรมชาติใดยังกิเลสทั้งหลายให้ตายไป เป็นไปอยู่ ฉะนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่ามรรค, ญาณในมรรคนั้น ชื่อว่า มคฺเค ญาณํ - มรรคญาณ.
มรรคญาณท่านทำเป็นเอกวจนะโดยชาติศัพท์.
ก็มรรคญาณนั้นเกิดขึ้น ทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ต่อจากโคตรภูญาณ, ตัดกิเลสอันจะพึงฆ่าได้เองโดยไม่มีส่วนเหลือ, เผาผลาญห้วงสมุทรคือทุกข์ในสังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดอันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้แล้วให้เหือดแห้งไป, ปิดประตูอบายทั้งปวงเสีย, กระทำอริยทรัพย์ ๗ ให้ปรากฏอยู่ต่อหน้า, ละมิจฉามรรคประกอบด้วยองค์ ๘, ทำเวรภัยทั้งปวงให้สงบ, นำตนเข้าสู่ความเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้อานิสงส์อื่นๆ อีกหลายร้อยเท่าเหมือนคำที่กล่าวว่า
บุรุษผู้ปรารถนาจะโดดข้ามแม้น้ำน้อยขึ้นไป
ยืนอยู่บนฝั่งโน้น จึงจับเชือกหรือท่อนไม้ ที่ติดอยู่
กับต้นไม้บนฝั่งนี้ แล้วโดดข้ามไปโดยเร็ว จนตัวไป
ตกอยู่บนฝั่งโน้น เมื่อตัวตกที่ฝั่งโน้นแล้วก็ละความ
หวาดหวั่นนั้น ยืนอยู่บนฝั่งได้ฉันใด,
พระโยคีบุคคลผู้ปรารถนาจะข้ามพ้นกิเลสทั้ง
หลายเห็นภัยฝั่งนี้ล้วนแล้วด้วยสักกายทิฏฐิ แล้วยืน
อยู่ที่ฝั่งคือพระนิพพานอันไม่มีภัย จึงจับเชือกคือรูป-
ขันธ์เป็นที่ยึดโดดมาโดยเร็วด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา
เป็นเบื้องแรก หรือจับไม้กล่าวคือนามขันธ์นั้นไว้ด้วย
ดี กระโดดมาด้วยอาวัชชนจิตโดยนัยตามที่กล่าวแล้ว
ในก่อน โดดขึ้นด้วยอนุโลมญาณ แล้วโน้มไปในพระ
นิพพาน เข้าไปสู่ที่ใกล้แห่งพระนิพพานนั้น ก็ปล่อย
อารมณ์คือสังขารธรรมนั้นเสียได้ด้วยโคตรภูญาณ
แล้วตกลงที่ฝั่งอื่นคือพระนิพพานอันเป็นอสังขตธรรม
แต่นั้นก็ตั้งอยู่ด้วยมรรคญาณฉันนั้น.
นระผู้ใคร่จะดูพระจันทร์ ในเวลาที่พระจันทร์
ถูกเมฆหมอกบดบังไว้ ครั้นเมื่อเมฆหมอกถูกพายุพัด
ไปตามลำดับ จากหนาทึบเป็นบางและบางเข้าก็เห็น
พระจันทร์ได้ฉันใด.
โคตรภูญาณที่กำลังเพ่งอมตนิพพานอยู่ เมื่อ
โมหะที่ปกปิดสัจจะไว้ถูกทำลายให้พินาศไปด้วย
อนุโลมญาณตามลำดับก็ฉันนั้นเหมือนกัน อนุโลม-
ญาณก็มิได้เห็นอมตนิพพาน เหมือนลมเหล่านั้นก็
มิได้เห็นพระจันทร์ โคตรภูญาณก็บรรเทาความมืด
ไม่ได้ เหมือนบุรุษก็บรรเทาเมฆหมอกไม่ได้ฉะนั้น.
แต่มรรคญาณนี้เป็นไปในพระนิพพาน มิได้ละ
สัญญาอันโคตรภูญาณให้แล้ว จึงทำลายกองกิเลสมี
กองโลภะเป็นต้นได้ เหมือนจักรยนต์ที่ใช้เป็นเป้า
กำลังหมุนอยู่ นายขมังธนูยืนจ้องจะยิงอยู่แล้ว พอ
สัญญาอันคนอื่นให้แล้ว ก็ยิงลูกศรไปทะลุแผ่นเป้า
ได้ตั้ง ๑๐๐ ฉะนั้น.
มรรคญาณนั้นนั่นแลทำทะเลหลวงคือสังสาร-
ทุกข์ให้เหือดแห้งไป ปิดประตูทุคติเสียได้ ทำคน
ที่มีหนี้คือกิเลสให้เป็นเสฏฐบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
อริยทรัพย์ ละมิจฉามรรคเสียได้. ทำเวรและภัยทั้ง
หลายให้สงบ, ทำตนให้เป็นลูกผู้เกิดแต่อกแห่งพระ
พุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก, ญาณนี้ย่อมให้ซึ่ง
อานิสงส์อื่นๆ อีกหลายร้อยอย่าง. ๑๒. อรรถกถาผลญาณุทเทส
ว่าด้วยผลญาณ
ในคำว่า ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณํ แปลว่า ปัญญาในการระงับปโยคะเป็นผลญาณ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า ปโยโค แปลว่า การประกอบอย่างแรงกล้า, คือความพยายามที่ออกจากกิเลสและขันธ์ทั้ง ๒ ได้ด้วยมรรคภาวนาโดยทำให้แจ้งซึ่งผล, ความสงบปโยคะคือความพยามนั้น คือการถึงที่สุดแห่งโยคะ ชื่อว่าปโยคปฏิปัสสัทธิ.
ปโยคปฏิปัสสัทธินั้นอย่างไร? คือการสิ้นสุดแห่งกิจในมรรคทั้ง ๔.
ปัญญาในผลเป็นไปแล้ว เพราะปโยคปฏิปัสสัทธินั้นเป็นเหตุ ชื่อว่าปโยคปฏิปัสสัทธิปัญญา. ปัญญานี้เป็นผล เพราะอรรถว่าย่อมผลิตผล คือย่อมให้เกิดวิบาก,
ในผลนั้น ญาณอันสัมปยุตกับด้วยผลจิตนั้น (ชื่อว่า ผเล ญาณํ) ก็ต่อจากมรรคญาณหนึ่งๆ ผลจิตอันเป็นวิบากแห่งมรรคจิตนั้นๆ นั่นแหละมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ๓ ขณะก็มี ๒ ขณะก็มี ๑ ขณะก็มี.
และเพราะผลจิตนั้นเป็นวิบากเกิดขึ้นในลำดับแห่งโลกุตรกุศลทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สมาธิมานนฺตริกญฺญมาหุ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวสมาธิอันประกอบด้วยผลญาณ ซึ่งเกิดต่อจากมรรคญาณว่าเป็นธรรมอันบัณฑิตพึงรู้ทั่วถึง,
และตรัสคำเป็นต้นว่า ทนฺธํ อานนฺตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยาย๑- - พระโยคีบุคคลบรรลุธรรมวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า. ____________________________ ๑- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๖๒
อนุโลมจิตของพระโยคีบุคคลใดมี ๒ ขณะ, ที่ ๓ เป็นโคตรภู ที่ ๔ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๓ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคลนั้น. (รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม)
อนุโลมจิตของพระโยคีบุคคลใดมี ๓ ขณะ, ที่ ๔ เป็นโคตรภู ที่ ๕ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๒ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคลนั้น. (รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม)
อนุโลมจิตของพระโยคีบุคคลใดมี ๔ ขณะ, ที่ ๕ เป็นโคตรภู ที่ ๖ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๑ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคลนั้น. (รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม)
นี้เป็นผลในมรรควิถี.
ส่วนผลในระหว่างกาล เกิดขึ้นด้วยอำนาจสมาบัติ และเกิดขึ้นแก่ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติก็สงเคราะห์ด้วยผลญาณนี้เหมือนกัน. ๑๓. อรรถกถาวิมุตติญาณุทเทส
ว่าด้วยวิมุตติญาณ
คำว่า ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสอันอริยมรรคตัดขาดแล้ว.
ความว่า ปัญญาในการเห็นภายหลังซึ่งอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดขาดแล้ว.
คำว่า วิมุตฺติญาณํ เป็นวิมุตติญาณ ความว่า ญาณในวิมุตติ.
คำว่า วิมุตฺติ ได้แก่ จิตบริสุทธิหลุดพ้นจากอุปกิเลสทั้งหลาย, หรือความที่จิตนั้นหลุดพ้นแล้ว, ญาณคือความรู้ในวิมุตตินั้น ชื่อว่าวิมุตติญาณ.
ท่านกล่าวอธิบายการพิจารณากิเลสที่ละแล้วด้วยญาณนี้ว่า พระอริยบุคคลเมื่อพิจารณาความสืบต่อแห่งจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้วก็ดี ซึ่งความหลุดพ้นจากกิเลสก็ดี เว้นกิเลสเสียก็พิจารณาไม่ได้ดังนี้.
ก็คำว่า วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ แปลว่า เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาวิมุตติญาณนี้นั่นแล.
ส่วนการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ แม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็พึงถือเอาว่าเป็นอันกล่าวแล้วด้วยวิมุตติญาณนี้แล.
และท่านกล่าวไว้ว่า
แม้กล่าวในเอกธรรม ก็เป็นอันกล่าวทั้งหมด
เพราะสภาวธรรมนั้นมีลักษณะเป็นอันเดียวกัน,
นี้เป็นลักษณะ เป็นหาระ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าเป็นอันกล่าวถึงการพิจารณากิเลสที่ละแล้วซึ่งพระอริยบุคคล ๔ จะพึงได้ เพราะพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่. ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มาติกา อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗]
๑๔. อรรถกถาปัจจเวกขณญาณุทเทส
ว่าด้วยปัจจเวกขณญาณ
คำว่า ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น.
ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องเห็นเพ่งรู้ในธรรมคือมรรคและผลกับทั้งในธรรมคือสัจจะ ๔ ที่เกิดขึ้นในมรรคขณะและผลขณะ คือมาพร้อมแล้ว ถึงพร้อมแล้ว ประชุมกันในกาลนั้น ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะและด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด.
คำว่า ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ - ปัจจเวกขณญาณ ความว่า ญาณเป็นเครื่องหมุนกลับมาเห็นรู้แจ่มแจ้ง.
ก็ปัจจเวกขณญาณ ท่านกล่าวไว้ด้วยญาณทั้ง ๒ นี้.
ก็ในที่สุดแห่งโสดาปัตติผลในมรรควิถี จิตของพระโสดาบันก็ลงภวังค์, ต่อแต่นั้นก็ตัดภวังค์ขาด มโนทวาราวัชชนะก็เกิดขึ้นเพื่อพิจารณามรรค, ครั้นมโนทวาราวัชชนะนั้นดับลงแล้ว ชวนจิตพิจารณามรรคก็เกิดขึ้น ๗ ขณะโดยลำดับฉะนี้แล.
ครั้นแล้วก็ลงสู่ภวังค์อีก อาวัชชนจิตเป็นต้นก็เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาธรรมทั้งหลายมีผลเป็นต้นโดยนัยนั้นเอง. เพราะความเกิดแห่งธรรมเหล่าใดมีผลเป็นต้น พระโสดาบันนั้นก็พิจารณามรรค, ผล, กิเลสที่ละแล้ว, กิเลสที่ยังเหลือ และพระนิพพาน.
ก็พระโสดาบันนั้นพิจารณามรรคว่าเรามาแล้วด้วยมรรคนี้หนอ, ต่อแต่นั้นก็พิจารณาผลว่าอานิสงส์นี้เราได้แล้ว, ต่อแต่นั้นก็พิจารณากิเลสที่ละแล้วว่า ขึ้นชื่อว่ากิเลสเหล่านี้ เราละได้แล้ว, ต่อแต่นั้นก็พิจารณากิเลสที่มรรคเบื้องบนจะพึงประหาณว่า กิเลสเหล่านี้ เรายังเหลืออยู่, ในที่สุดก็พิจารณาอมตนิพพานว่า ธรรมนี้เราได้แล้วโดยความเป็นอารมณ์.
พระอริยสาวกชั้นโสดาบันมีปัจจเวกขณะ ๕ อย่างด้วยประการนี้. ปัจจเวกขณะของพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็มีเหมือนพระโสดาบัน. แต่ของพระอรหันต์มีปัจจเวกขณะ ๔ อย่างคือ ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่.
รวมปัจจเวกขณญาณทั้งหมดมี ๑๙ ด้วยประการฉะนี้. นี้เป็นการกำหนดอย่างอุกฤษฏ์.
ถามว่า การพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลืออยู่ ยังมีแก่พระเสกขะทั้งหลายหรือไม่?
ตอบว่า เพราะความที่การพิจารณาการละกิเลสนั้นไม่มี. ท้าวมหานามสากยราชจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ธรรมชื่ออะไรเล่าที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลกธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้เป็นครั้งคราว ดังนี้เป็นต้น. ๑- ____________________________ ๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๐๙
ในที่นี้ เพื่อจะให้ญาณ ๑๑ มีธรรมฐิติญาณแจ่มแจ้ง พึงทราบอุปมาดังต่อไปนี้
เปรียบเหมือนบุรุษคิดว่าเราจะจับปลา จึงถือเอาสุ่มไปสุ่มลงในน้ำที่คิดว่าควรจะมีปลา แล้วจึงหย่อนมือลงไปทางปากสุ่ม แล้วก็คว้าเอาคองูเห่าที่อยู่ภายในน้ำด้วยสำคัญว่าเป็นปลาไว้แน่น ดีใจคิดว่าเราได้ปลาใหญ่แล้ว ก็ยกขึ้นจึงเห็นก็รู้ว่างู เพราะเห็นดอกจัน ๓ แฉก เกิดกลัว เห็นโทษ เบื่อหน่ายในการจับ ใคร่ที่จะพ้นจึงทำอุบายเพื่อจะหลุดพ้น จึงจับงูให้คลายมือตั้งแต่ปลายหางแล้วชูแขนขึ้นแกว่งไปรอบศีรษะ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ทำงูให้ทุรพลแล้วเหวี่ยงไปพร้อมกับพูดว่า เฮ้ย! ไปเจ้างูร้าย แล้วโดดขึ้นไปยืนบนบกโดยเร็วทีเดียว เกิดร่าเริงใจว่า ท่านผู้เจริญ เราพ้นแล้วจากปากงูใหญ่ แล้วแลดูทางที่ตนมา.
ในข้ออุปมา - การเปรียบเทียบนั้นมีดังต่อไปนี้
การยึดมั่นซึ่งขันธ์ ๕ อันน่ากลัวด้วยสามารถแห่งลักษณะมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วยินดีด้วยสำคัญว่าเที่ยงด้วยตัณหาอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ (คือ โลภทิฏฐิคตสัมปยุต) ว่า เรา, ของเรา ของพาลปุถุชนตั้งต้นแต่พระโยคีบุคคลนี้ ดุจการจับงูเห่าไว้มั่นด้วยสำคัญว่าเป็นปลา ของบุรุษนั้นฉะนั้น,
การทำลายฆนสัญญาด้วยการกำหนดนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย แล้วเห็นพระไตรลักษณ์มีอนิจจตาเป็นต้นของขันธ์ ๕ ด้วยญาณ มีการพิจารณาโดยความเป็นกลาปแล้วกำหนดขันธ์ ๕ นั้นว่าไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา ดุจดังการนำงูออกจากปากสุ่มแล้วเห็นดอกจัน ๓ แฉกจึงรู้ว่างู ของบุรุษนั้นฉะนั้น,
ภยตูปัฏฐานญาณของพระโยคีบุคคลนี้ เหมือนกับความกลัวของบุรุษนั้นฉะนั้น,
อาทีนวานุปัสสนาญาณ ดุจดังการเห็นโทษในงูฉะนั้น,
นิพพิทานุปัสสนาญาณ ดุจดังการระอาในการจับงูฉะนั้น,
มุญจิตุกัมยตาญาณ ดุจดังการใคร่ที่จะสลัดงูไปเสียให้พ้นฉะนั้น,
ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ดุจดังการทำอุบายเพื่อจะสลัดงูไปเสียให้พ้นฉะนั้น,
การพิจารณาอย่างรอบคอบซึ่งสังขารทั้งหลายด้วยสังขารุเปกขาญาณ โดยการยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วกระทำให้ทุรพลจนไม่สามารถจะปรากฏโดยอาการว่าเที่ยง, เป็นสุขและเป็นอัตตาได้อีก ดุจดังการจับงูขึ้นหมุนไปรอบๆ ในเบื้องบนแห่งศีรษะ กระทำให้ทุรพลจนไม่สามารถจะหวนกลับมากัดได้อีก,
โคตรภูญาณ ดุจดังการสลัดงูทิ้งไปฉะนั้น,
มรรคญาณผลญาณก้าวขึ้นยืนอยู่บนบก คือพระนิพพานดุจดังการที่บุรุษนั้นสลัดงูทิ้งไปแล้วขึ้นไปยืนอยู่บนบกฉะนั้น,
ปัจจเวกขณญาณในธรรมมีมรรคเป็นต้น ดุจดังการแลดูทางที่มาแล้วของบุคคลผู้ร่าเริงฉะนั้น.
ในบรรดาปัจจเวกขณญาณทั้งหลาย พึงทราบว่า กิเลสปัจจเวกขณะ การพิจารณากิเลสเป็นครั้งแรก ต่อแต่นั้นจึงเป็นการพิจารณามรรคผลและนิพพาน เพราะลำดับแห่งเทศนาอันพระโยคีบุคคลกระทำแล้วตามลำดับแห่งการเกิดขึ้นแห่งญาณ ๑๔ เหล่านี้มีสุตมยญาณเป็นต้น และตามลำดับแห่งการปฏิบัติ.
ความที่แห่งกิเลสปัจจเวกขณะ การพิจารณากิเลสตามสมควรแก่การปฏิบัตินั่นแลเป็นเบื้องต้นย่อมควร เพราะท่านกล่าวการปฏิบัติมรรคไว้ เพราะทำการประหาณกิเลสนั่นแหละ ให้เป็นข้อสำคัญว่า พระโยคีบุคคลเจริญโลกุตรฌานอันเป็นนิยานิกธรรมนำออกจากทุกข์ เป็นอปจยคามีเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน ก็เพื่อประหาณมิจฉาทิฏฐิ, เพื่อบรรเทากามราคะและพยาบาทให้เบาบางลง, เพื่อละกามราคะและพยาบาทไม่ให้มีส่วนเหลือ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะและอวิชชาไม่ให้มีส่วนเหลือ.
แต่ลำดับแห่งการกล่าว ๒- ท่านแสดงไว้แล้วในอรรถกถา. ____________________________ ๒- คือลำดับแห่งการแสดง ที่ปรากฏในวรรคแรกว่า เทสนกฺกมสฺส กตตฺตา
ก็ลำดับนั้นมี ๕ อย่างคือ ลำดับแห่งการเกิดขึ้น, ลำดับแห่งการประหาณ, ลำดับแห่งการปฏิบัติ, ลำดับแห่งภูมิ, ลำดับแห่งเทศนา.
คำมีอาทิอย่างนี้ว่า
ปฐมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํ
อพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโนติ.
ในสัปดาห์ที่ ๑ เกิดเป็นกลละ
ในสัปดาห์ที่ ๒ จากกลละก็เกิดเป็นอัพพุทะ
ในสัปดาห์ที่ ๓ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ
ในสัปดาห์ที่ ๔ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ ๓- ดังนี้
ชื่อว่าลำดับแห่งการเกิด. ____________________________ ๓- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๐๓
ปหาตัพพติกมาติกามีอาทิอย่างนี้ว่า
ทสฺสเนน ๔- ปหาตพฺพา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ,
ภาวนาย ๕- ปหาตพฺพา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายอันมรรคในเบื้องบน ๓ พึงประหาณ ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งการละ. ____________________________ ๔- ทสฺสเนน หมายเอาโสดาปัตติมรรค. อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๙๗๐ ๕- ภาวนาย หมายเอาสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคและอรหัตมรรค. อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๙๗๑
คำมีอาทิอย่างนี้ว่า
สีลวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งศีล,
จิตฺตวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต (สมาธิ),
ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งทิฏฐิ (ปัญญา),
กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งกังขาวิตรณะ (การข้ามพ้นความสงสัย),
มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งมัคคามัคคญาณทัสนะ (การเห็นด้วยปัญญาว่าใช่ทางและมิใช่ทาง),
ปฏิทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสนะในปฏิปทา (การเห็นด้วยปัญญาในข้อปฏิบัติ).
ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสนะ (เห็นแจ่มแจ้งด้วยปัญญา) ดังนี้.
ชื่อว่าลำดับแห่งการปฏิบัติ.
คำมีอาทิอย่างนี้ว่า ๖-
สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกามาวจระ, สภาว-
ธรรมทั้งหลายที่เป็นรูปาวจระ, สภาวธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นอรูปาวจระ ดังนี้.
ชื่อว่าลำดับแห่งภูมิ. ____________________________ ๖- อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๔
คำมีอาทิอย่างนี้ว่า ๗-
สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘.
หรือคำมีอาทิว่า ๘-
แสดงอนุปุพพิกถา คือ ทานกถา, สีลกถา,
สัคคกถา, ประกาศโทษ ความต่ำทราม ความเศร้า
หมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออก
จากกาม ดังนี้
ชื่อว่าลำดับแห่งการเทศนา. ____________________________ ๗- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๕๔ ๘- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๓๑
แต่ในที่นี้ พึงทราบว่าหมายเอาลำดับ ๓ ประการ คือลำดับแห่งการเกิดขึ้นแห่งญาณ ๑๔, ลำดับแห่งการปฏิบัติ และลำดับแห่งเทศนา เพราะแสดงตามลำดับด้วยสามารถแห่งลำดับทั้ง ๒ นั้น. ๑๕. อรรถกถาวัตถุนานัตตญาณุทเทส
ว่าด้วยวัตถุนานัตตญาณ
นามรูปววัตถานญาณ ท่านยังมิได้กล่าวไว้ ฉะนั้นเพื่อที่จะแสดงประเภทแห่งนามรูป ๕ อย่างในบัดนี้ ท่านจึงยกเอาญาณ ๕ มีคำว่า อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํ ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ ขึ้นแสดง ณ บัดนี้.
จริงอยู่ ในนามรูปทั้งสิ้นที่ท่านกล่าวแล้ว นามรูปใดอาจที่จะกำหนดได้, และนามรูปใดควรกำหนด, ก็จักกำหนดนามรูปนั้น. ส่วนนามที่เป็นโลกุตระ ไม่อาจที่จะกำหนดได้ เพราะยังไม่บรรลุ และไม่ควรกำหนด เพราะนามที่เป็นโลกุตระไม่ใช่อารมณ์ของวิปัสสนา.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อชฺฌตฺตววตฺถาเน - ในการกำหนดธรรมภายใน.
ความว่า ชื่อว่าอัชฌัตตะ เพราะอรรถว่าทำตนให้เป็นอธิการเป็นไปโดยประสงค์นี้ว่า เราเมื่อเป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็จักถึงการยึดมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน.
ก็ศัพท์ว่า อชฺฌตฺต นี้ปรากฏในอรรถ ๔ อย่างคือ โคจรัชฌัตตะ, นิยกัชฌัตตะ, อัชฌัตตัชฌัตตะ, วิสยัชฌัตตะ.
อันอรรถะในโคจรัชฌัตตะนี้ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุนั้นตั้งจิตภายในให้มั่นในสมาธินิมิตข้างต้นนั้นแล ๑- ... และเป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมภายใน เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ๒- ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๑- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔๗ ๒- ขุ. อ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕
อรรถะในนิยกัชฌัตตะ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน ๓- หรือภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่ ๔- ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๓- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๒๘ ๔- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๙๐
อรรถะในอัชฌัตตัชฌัตตะ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า อายตนะภายใน ๖ #- และสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นภายใน ๕- ดังนี้เป็นต้น.
อรรถะในวิสยัชฌัตตะ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า ดูก่อนอานนท์ ก็วิหารธรรมอันตถาคตตรัสรู้แล้วนี้แล คือตถาคตเข้าสุญญตะภายใน เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวงอยู่ ๖- ดังนี้เป็นต้น.
อธิบายว่า วิสยัชฌัตตะนี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าอิสริยฐานะ. ____________________________ #- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๘๑๑ ๕- อภิ. สํ เล่ม ๓๔/ข้อ ๑ ๖- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔๖
จริงอยู่ ผลสมาบัติชื่อว่าเป็นอิสริยฐานะของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. แต่ในที่นี้ พึงเห็นว่าหมายเอาในอรรถว่า อัชฌัตตัชฌัตตะ. ในการกำหนดอัชฌัตตะเหล่านั้น ชื่อว่าอชฺฌตฺตววตฺถาเน - ในการกำหนดอัชฌัตตะ.
คำว่า วตฺถุนานตฺเต ได้แก่ ในความเป็นต่างๆ แห่งวัตถุทั้งหลาย.
อธิบายว่า ในวัตถุต่างๆ.
ในที่นี้ ถึงแม้ภวังคจิตอันเป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ คือชวนะ ท่านก็เรียกว่าวัตถุ เพราะเป็นฐานที่เกิดขึ้นดุจหมวด ๕ แห่งปสาทะมีจักขุปสาทะเป็นต้นฉะนั้น. แม้อาวัชชนจิตก็พึงทำให้เป็นที่อาศัยของวัตถุนั้นได้เหมือนกัน. ๑๖. อรรถกถาโคจรนานัตตญาณุทเทส
ว่าด้วยโคจรนานัตตญาณ
คำว่า พหิทฺธา - ภายนอก. ความว่า ในอารมณ์แห่งญาณเหล่านั้นอันมีในภายนอก จากธรรมอันเป็นอัชฌัตตัชฌัตตะ ๖.
คำว่า โคจรนานตฺเต - ในความต่างๆ แห่งโคจร ได้แก่ในความต่างๆ แห่งวิสยะคืออารมณ์. ๑๗. อรรถกถาจริยานานัตตญาณุทเทส
ว่าด้วยจริยานานัตตญาณ
คำว่า จริยาววตฺถาเน ในการกำหนดจริยา. ความว่า ในการกำหนดจริยาทั้งหลาย คือวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา และญาณจริยา.
อาจารย์บางพวกทำรัสสะเสียบ้าง แล้วสวดว่า จริยววตฺถาเน. ๑๘. อรรถกถาภูมินานัตตญาณุทเทส
ว่าด้วยภูมินานัตตญาณ
คำว่า จตุธมฺมววตฺถาเน - ในการกำหนดธรรม ๔.
ความว่า ในการกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างละ ๔ ด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลาย ๑๔ มีธรรมในกามาวจรภูมิเป็นต้นหมวดละ ๔.
ก็คำว่า ภูมิ - ภาคพื้น ย่อมเป็นไปในอรรถว่าปฐวี - แผ่นดิน ดุจในประโยคว่า เงินทองทั้งที่มีอยู่ในพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในอากาศ ๑- เป็นต้น.
เป็นไปในอรรถว่าวิสัย - สถานที่ ดุจในประโยคว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าซ่องเสพภูมิสถานอันไม่สมควร ๒- เป็นต้น.
เป็นไปในอรรถว่าอุปปัชชนัฏฐาน - ที่เป็นที่เกิด ดุจในประโยคว่า กามาวจรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งสุขเวทนา ๓- เป็นต้น.
แต่ในที่นี้ย่อมเป็นไปในโกฏฐาสะคือส่วน.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ย่อมเป็นไปในอรรถว่าปริจเฉทะ แปลว่ากำหนด ก็มี. ____________________________ ๑- สํ. ส. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๑๓ ๒- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๘๖๓ ๓- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๖๖๔
๑๙. อรรถกถาธัมมนานัตตญาณุทเทส
ว่าด้วยธัมมนานัตตญาณ
คำว่า นวธมฺมววตฺถาเน - ในการกำหนดธรรม ๙.
ความว่า ในการกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างละ ๙ ด้วยสามารถแห่งกามาวจรกุศลจิต, ด้วยสามารถแห่งจิตมีความปราโมทย์เป็นมูล, และด้วยสามารถแห่งจิตมีมนสิการเป็นมูล.
ก็บรรดาญาณทั้ง ๕ เหล่านี้ อัชฌัตตธรรมเป็นธรรมอันพระโยคีบุคคลพึงกำหนดก่อน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าววัตถุนานัตตญาณ ญาณในความต่างๆ แห่งวัตถุไว้เป็นที่ ๑.
จากนั้นก็พึงกำหนดอารมณ์แห่งนานัตตธรรมเหล่านั้น ฉะนั้นในลำดับต่อจากนั้นวัตถุนานัตตญาณนั้น ท่านจึงกล่าวโคจรนานัตตญาณ คือญาณในความต่างกันแห่งอารมณ์, ญาณอีก ๓ อื่นจากนั้น ท่านกล่าวโดยอนุโลมการนับด้วยสามารถแห่งธรรม ๓, ๔ และ ๙. ๒๐. อรรถกถาญาตัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยญาตัฏฐญาณ
บัดนี้ ปริญญา ๓ คือ การกำหนดรู้นามรูปโดยประเภทนั้นแลเป็นญาตปริญญา, ต่อจากนั้นก็เป็นตีรณปริญญา, ในลำดับต่อไปก็เป็นปหานปริญญา และภาวนาการเจริญและสัจฉิกิริยาการทำให้แจ้ง ก็ย่อมมีเพราะเนื่องด้วยปริญญา ๓ นั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงยกเอาญาณทั้ง ๕ มีญาตัฏฐญาณเป็นต้นขึ้นแสดงต่อจากธัมมนานัตตญาณ.
ก็ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา, ตีรณปริญญาและปหานปริญญา.
ในปริญญาทั้ง ๓ นั้นดังนี้
ปัญญาอันเป็นไปในการกำหนดลักษณะโดยเฉพาะๆ แห่งสภาวธรรมเหล่านั้นๆ อย่างนี้ว่า รูปมีการแตกดับไปเป็นลักษณะ, เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ ชื่อว่าญาตปริญญา.
วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ ยกสามัญลักษณะแห่งสภาวธรรมเหล่านั้นๆ ขึ้นเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, เวทนา อนิจฺจา ทุกฺขา อนตฺตา เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาดังนี้ ชื่อว่าตีรณปริญญา.
ก็วิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ เป็นไปด้วยสามารถแห่งการละวิปลาสทั้งหลาย มีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเสียได้นั่นแล ชื่อว่าปหานปริญญา.
บรรดาปริญญาทั้ง ๓ นั้น ตั้งต้นแต่สังขารปริจเฉทญาณ ญาณในการกำหนดสังขารธรรม จนถึงปัจจยปริคคหญาณ ญาณในการกำหนดสังขารธรรมโดยความเป็นปัจจัย เป็นภูมิของญาตปริญญา. เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดลักษณะโดยเฉพาะๆ ของสภาวธรรมทั้งหลายได้.
ตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณ ญาณในการพิจารณาสังขารธรรมโดยกลาป จนถึงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งการเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดสามัญลักษณะได้.
ตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งความดับไปแห่งสังขารธรรมขึ้นไป เป็นภูมิแห่งปหานปริญญา. เพราะจำเดิมแต่นั้นไป ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่อนุปัสสนา ๗ อันจะให้สำเร็จการละวิปลาสมีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้นได้อย่างนี้
คือ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ย่อมละนิจสัญญาวิปลาสได้, เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ก็ละสุขสัญญาวิปลาสได้, เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ก็ละอัตตสัญญาวิปลาสได้, เมื่อเบื่อหน่ายก็ละความเพลิดเพลินได้, เมื่อคลายกำหนัดก็ละราคะได้, เมื่อให้ดับก็ละสมุทัยได้, เมื่อสละคืนก็ละความถือมั่นเสียได้ ๑- ดังนี้. ____________________________ ๑- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๑๑๒
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อภิญฺญาปญฺญา ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องรู้ตามสภาวะมีรุปปนลักษณะ คือรูปมีอันแตกดับไปเป็นลักษณะเป็นต้นแห่งสภาวธรรมทั้งหลาย.
จริงอยู่ ปัญญานั้น ท่านเรียกว่าอภิญญา เพราะอธิบายด้วยอภิศัพท์มีอรรถว่างามดังนี้ คือการรู้งามด้วยสามารถแห่งการรู้สภาวะของธรรมเหล่านั้นๆ.
คำว่า ญาตฏเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่ารู้ ได้แก่ญาณอันมีความรู้เป็นสภาวะ. ๒๑. อรรถกถาตีรณัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยตีรณัฏฐญาณ
คำว่า ปริญฺญาปญฺญา - ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องรู้.
จริงอยู่ ปัญญานั้น ท่านเรียกว่าปริญญา เพราะอธิบายด้วยปริศัพท์ มีอรรถว่าซึมซาบไปรอบ ดังนี้คือ ความรู้ที่ซึมซาบไปด้วยสามารถแห่งสามัญลักษณะมีอนิจลักษณะเป็นต้น หรือด้วยสามารถแห่งการเข้าถึงกิจของตน.
คำว่า ตีรณฏเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่าใคร่ครวญ ได้แก่ ญาณมีการเข้าไปใคร่ครวญเป็นสภาวะ หรือมีการพิจารณาเป็นสภาวะ. ๒๒. อรรถกถาปริจจาคัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยปริจจาคัฏฐญาณ
คำว่า ปหาเน ปญฺญา - ปัญญาในการละ.
ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องละวิปลาสทั้งหลายมีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น, หรือธรรมชาติใดย่อมละนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้นได้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าปชหนาปัญญา.
อีกอย่างหนึ่ง พระโยคีบุคคลย่อมละนิจสัญญาวิปลาสได้ด้วยญาณนั้น ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า ปหานํ ญาณํ - ญาณเป็นเครื่องละนิจสัญญาวิปลาส,
คำว่า ปริจฺจาคฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่าสละ ได้แก่ ญาณมีการสละนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้นเป็นสภาวะ. ๒๓. อรรถกถาเอกรสัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยเอกรสัฏฐญาณ
คำว่า ภาวนาปญฺญา - ปัญญาเป็นเครื่องอบรม ได้แก่ปัญญาเป็นเครื่องเจริญ.
คำว่า เอกรสฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่ามีรสเดียว ได้แก่ญาณมีกิจอันเดียวเป็นสภาวะ, หรือญาณมีรสอันเป็นสภาวะ คือวิมุตติ. ๒๔. อรรถกถาผัสสนัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยผัสสนัฏฐญาณ
คำว่า สจฺฉิกิริยาปญฺญา - ปัญญาเป็นเครื่องกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ได้แก่ปัญญาเป็นเครื่องกระทำพระนิพพานให้ประจักษ์ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด หรือด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ.
คำว่า ผสฺสนฏฺเฐ ญาณํ ได้แก่ ญาณมีการได้ซึ่งพระนิพพานเป็นสภาวะ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดและการได้เฉพาะทั้ง ๒ นั้นนั่นแล. ๒๕-๒๘. อรรถกถาอรรถปฏิสัมภิทาธรรมปฏิสัมภิทา
นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส
ว่าด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔
บัดนี้ ญาณในการละ ในการเจริญและในการกระทำพระนิพพานให้แจ้งย่อมประกอบด้วยอริยมรรคอริยผล ฉะนั้น ท่านจึงยกเอาปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อันพระอริยบุคคลนั่นแหละจะต้องได้ ขึ้นแสดงต่อจากผัสสนญาณนั้น.
แม้ในปฎิสัมภิทา ๔ นั้น อรรถะคือผลธรรมอันเกิดแต่ปัจจัย ย่อมปรากฏดุจทุกขสัจจะ และเป็นธรรมอันใครๆ จะพึงรู้ได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น ท่านจึงยกอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ขึ้นแสดงก่อน, ต่อแต่นั้นก็ยกธรรมปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง เพราะอรรถะนั้นเป็นวิสัยแห่งธรรมอันเป็นเหตุ, ต่อแต่นั้นจึงยกเอานิรุตติปฎิสัมภิทาญาณ เพราะอรรถะและธรรมทั้ง ๒ นั้นเป็นวิสัยแห่งนิรุตติ, และต่อจากนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณนั้น ท่านก็ยกเอาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง เพราะเป็นไปในญาณแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้น.
แต่อาจารย์บางพวกทำทีฆะ ปอักษรแล้วสวดก็มี. ๒๙-๓๑. อรรถกถาวิหารัฏฐสมาปัตตัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยวิหารัฏฐญาณและสมาปัตตัฏฐญาณ
ญาณทั้งหลายอื่นจากนี้ ๓ ญาณมีวิหารัฏฐญาณเป็นต้น ท่านยกขึ้นแสดงต่อจากปฏิสัมภิทาญาณ เพราะเกิดแก่พระอริยบุคคลเท่านั้น และเพราะเป็นประเภทแห่งปฏิสัมภิทา.
จริงอยู่ วิหารัฏฐญาณเป็นธรรมปฏิสัมภิทา, สมาปัตตัฏฐญาณเป็นอรรถปฏิสัมภิทา.
แท้จริง ญาณในสภาวธรรม ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทากถาว่า ๑- ธรรมปฏิสัมภิทา.
ส่วนญาณในนิพพานเป็นอรรถปฏิสัมภิทานั่นแหละ. ____________________________ ๑- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๐๓
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า วิหารนานตฺเต - ในความต่างแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่.
ความว่า ในธรรมเป็นเครื่องอยู่คือวิปัสสนาต่างๆ ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสนาเป็นต้น.
คำว่า วิหารฏฺเฐ - ในอรรถว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่ ได้แก่ในธรรมเป็นเครื่องอยู่คือมีวิปัสสนาเป็นสภาวะ.
คำว่า วิหาโร ได้แก่ วิปัสสนาพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั่นเอง. ๒-
คำว่า สมาปตฺตินานตฺเต - ในความต่างแห่งสมาบัติ.
ความว่า ในผลสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตนิพพานเป็นต้น.
คำว่า สมาปตฺติ - สมาบัติ ได้แก่ จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายอันเป็นโลกุตรผล.
คำว่า วิหารสมาปตฺตินานตฺเต ในวิหารธรรมและความต่างแห่งสมาบัติ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งญาณทั้ง ๒. ____________________________ ๒- สัมปยุตธรรม ได้แก่ มหากุสลญาณสัมปยุตจิต ๔ เจตสิก ๓๕ (เว้นอัปปมัญญา ๒ เพราะในขณะวิปัสสนาเกิด ไม่มีสัตวบัญญัติเป็นอารมณ์, และปัญญาเจตสิกอีก ๑ เพราะปัญญาเป็นตัววิปัสสนา). ๓๒. อรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณุทเทส
ว่าด้วยอานันตริกสมาธิญาณ
ญาณทั้ง ๒ #- นั้นแลอันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้ประสงค์จะกล่าวโดยประการอื่นอีกให้พิเศษด้วยเหตุอันแสดงถึงความที่มรรคญาณ แม้ที่กล่าวแล้วในก่อนว่า ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา - ปัญญาในการออกและหลีกจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้ง ๒ อันให้สำเร็จวิหารญาณและสมาปัตติญาณต่อจากญาณทั้ง ๒ นั้น เป็นญาณอันสามารถตัดอาสวะได้เด็ดขาด และเป็นญาณอันให้ผลในลำดับที่ยกขึ้นแสดงว่า อานนฺตริกสมาธิมฺหิ ญาณํ - ญาณในสมาธิอันมีในลำดับ ต่อจากญาณทั้ง ๒ นั้น. ____________________________ #- สมาปัตตัฏฐญาณ, วิหารสมาปัตตัฏฐญาณ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อวิกฺเขปปริสุทฺธตฺตา - ความบริสุทธิแห่งสมาธิอันไม่ฟุ้งซ่าน.
ความว่า จิตย่อมฟุ้งซ่านไปด้วยธรรมชาตินั้น ฉะนั้นธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าวิกเขปะ - ความฟุ้งซ่าน, คำนี้เป็นชื่อของอุทธัจจะ.
ธรรมชาตินี้มิใช่วิกเขปะ - ความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอวิกเขปะ ไม่ฟุ้งซ่าน, คำนี้เป็นชื่อของสมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจะ.
ความเป็นแห่งความบริสุทธิ์ ชื่อว่าปริสุทธัตตะ - ความบริสุทธิ์, ความบริสุทธิ์แห่งสมาธิชื่อว่าอวิกเขปปริสุทธัตตะ - ความบริสุทธิแห่งสมาธิอันไม่ฟุ้งซ่าน, ฉะนั้น อวิกเขปปริสุทธัตตา จึงมีอธิบายว่า เพราะความเป็นแห่งความบริสุทธิ์ของสมาธิ.
จริงอยู่ คำนี้เป็นตติยาวิภัตติบอกเหตุแห่งการตัดอาสวะได้ขาด และแห่งการให้ผลในลำดับแห่งตน.
ในคำว่า อาสวสมุจฺเฉเท - ในการตัดอาสวะได้ขาด มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ธรรมชาติใดย่อมไหลไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอาสวะ.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า อาสวะทั้งหลายย่อมไหลไป คือย่อมเป็นไปทางตาบ้าง ฯลฯ ทางใจบ้าง. อาสวะทั้งหลาย เมื่อว่าโดยธรรมย่อมไหลไปจนกระทั่งถึงโคตรภู, หรือเมื่อว่าโดยโอกาสคือฐานภูมิอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ ย่อมไหลไปจนกระทั่งถึงภวัคคภพ ฉะนั้นจึงชื่อว่าอาสวะ,
อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายย่อมครอบงำทั้งธรรมนั้นด้วย ทั้งโอกาสนั้นด้วยเป็นไป.
จริงอยู่ อาอักษรนี้ มีอรรถว่ากระทำในภายใน.
เมรัยที่ชื่อว่ามทิระเป็นต้น ชื่อว่าอาสวะ เพราะเป็นเหมือนของดอง เพราะอรรถว่าดองอยู่นาน.
จริงอยู่ เมรัยที่ชื่อว่ามทิระเป็นต้น เพราะดองอยู่นาน ในทางโลก ท่านย่อมเรียกว่าอาสวะ.
ก็ถ้าว่า ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่าดองอยู่นานไซร้ อาสวะเหล่านั้นก็ย่อมจะมีได้.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่
ปรากฏ, ในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่ได้มีแล้ว แต่
ภายหลังจึงมี ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๑- องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๖
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมไปคือย่อมไหลไปสู่สังสารทุกข์ต่อไป แม้เพราะเหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าอาสวะ, อาสวะทั้งหลายย่อมขาดสูญไปด้วยมรรคนั้น ฉะนั้น มรรคนั้นจึงชื่อว่าสมุจเฉทะ - เป็นเครื่องตัดอาสวะขาด.
คำว่า ปญฺญา ได้แก่ ปัญญาในการตัดอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้นได้ขาด.
คำว่า อานนฺตริกสมาธิมฺหิ ญาณํ - ญาณในสมาธิอันให้ผลในลำดับ.
ความว่า สมาธิในมรรคได้ชื่อว่าอานันตริกะ เพราะให้ผลโดยแน่นอนทีเดียวในลำดับแห่งความเป็นไปของตน. เพราะเมื่อมรรคสมาธิเกิดขึ้นแล้ว อันตรายอะไรๆ ที่จะขัดขวางการเกิดขึ้นแห่งผลของมรรคสมาธินั้น ย่อมไม่มี.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า ๒-
บุคคลนี้พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล และเวลาที่กัปไหม้จะพึงมี กัปก็ไม่
พึงไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล บุคคลนี้เรียกว่าฐิตกัปปี. บุคคลผู้
พร้อมเพรียงด้วยมรรคแม้ทั้งหมด ชื่อว่า เป็นผู้
มีกัปตั้งอยู่แล้ว ดังนี้.
นี้เป็นญาณอันสัมปยุตด้วยอานันตริกสมาธินั้น. ____________________________
๒- อภิ. ปุ. เล่ม ๓๖/ข้อ ๓๓ ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มาติกา อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗]
๓๓. อรรถกถาอรณวิหารญาณุทเทส
ว่าด้วยอรณวิหารญาณ
ญาณทั้ง ๔ มีอรณวิหารญาณเป็นต้น ท่านยกขึ้นแสดงในลำดับแห่งญาณนี้ เพราะเกิดแก่พระอริยะทั้งหลายผู้บรรลุอริยผลด้วยมรรคญาณนี้เท่านั้น.
ก็ในญาณทั้ง ๔ แม้นั้น ท่านยกอรณวิหารญาณขึ้นแสดงก่อน เพราะเกิดติดต่อกันไปแก่พระอรหันต์นั่นแล, และต่อแต่นั้น ท่านก็ยกนิโรธสมาปัตติญาณขึ้นแสดง เพราะนิโรธสมาบัตินั้นเป็นธรรมมีสัมภาระมาก แม้ในเมื่อเกิดแก่พระอนาคามีและพระอรหันต์ และเพราะนิโรธสมาบัติเป็นธรรมอันท่านสมมุติว่าเป็นนิพพานโดยพิเศษ, ต่อจากนั้น ท่านก็ยกปรินิพพานญาณขึ้นแสดงว่า ทีฆกาลิกะ - มีกาลนาน เพราะตั้งอยู่จดกาลเป็นที่ปรินิพพานในระหว่างกาลปรินิพพาน, ในลำดับต่อจากนั้นท่านก็ยกสมสีสัฏฐญาณขึ้นแสดงว่า รัสสกาลิกะ - มีกาลสั้น เพราะตั้งอยู่จดกาลเป็นที่ปรินิพพาน ในลำดับแห่งการสิ้นกิเลสทั้งปวงของพระอรหันต์ผู้สมสีสะ.
บรรดาคำเหล่านั้น จ อักษรในคำว่า สนฺโต จ พึงแปลควบเข้ากับบทแม้ทั้ง ๓ ดังนี้คือ ทสฺสนาธิปเตยฺยํ จ, สนฺโต วิหาราคโม จ, ปณีตาธิมุตฺตตา จ.
(พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้)
คำว่า ทสฺสนํ - การเห็น ได้แก่ วิปัสสนาญาณ,
ความเป็นใหญ่นั่นแหละ ชื่อว่าอาธิปเตยยะ ความเป็นแห่งความเป็นใหญ่,
อีกอย่างหนึ่ง เพราะบรรลุถึงโดยอธิปติ จึงชื่อว่า อาธิปเตยฺยํ - ความเป็นแห่งความเป็นใหญ่, ทัสนะคือวิปัสสนาญาณนั้นด้วย เป็นอาธิปเตยยะด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่าทัสนาธิปเตยยะ - วิปัสสนาญาณเป็นอธิปติ. ๑- ____________________________ ๑- วีมังสาธิปติ.
ธรรมใดย่อมอยู่ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิหาระ, หรือว่าพระโยคีบุคคลย่อมอยู่ด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิหาระ เป็นเครื่องอยู่ของพระโยคีบุคคล, ธรรมใดอันพระโยคีบุคคลย่อมถึงทับคือย่อมบรรลุ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าอธิคมะ - ธรรมอันพระโยคีบุคคลบรรลุ, วิหารธรรมนั่นแหละเป็นองค์คุณที่บรรลุ ฉะนั้น จึงชื่อว่าวิหาราธิคมะ - วิหารธรรมที่บรรลุ.
ก็วิหาราธิคมนั้นเป็นนิพพุตะดับสนิทเพราะเว้นจากการเบียดเบียนของกิเลส ฉะนั้น จึงชื่อว่าสันตะ - สงบ.
ก็สันตะนั้นคืออรหัตผลสมาปัตติปัญญา.
เพราะอรรถว่าสูงสุดและเพราะอรรถว่าไม่ทำให้เร่าร้อน จึงชื่อว่าปณีตะ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปณีตะ - เพราะนำไปสู่ความเป็นประธาน.
การมีใจน้อมไป คือมีจิตส่งไปแล้วในปณีตะมีผลสมาบัตินั้นเป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่าปณีตาธิมุตตะ - น้อมใจไปในผลสมาบัติ, ความเป็นแห่งการน้อมใจไปในผลสมาบัตินั้น ชื่อว่าปณีตาธิมุตตตา - ความน้อมใจไปในผลสมาบัติอันประณีต.
ก็ปณีตาธิมุตตตานั้นเป็นบุรพภาคปัญญามีอันน้อมใจไปในผลสมาบัติแล.
คำว่า อรณวิหาเร - ในวิหารธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก ได้แก่วิหารธรรมมีกิเลสไปปราศแล้ว.
จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ย่อมรุกราน บดขยี้ เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น ราคาทิกิเลสนั้นจึงชื่อว่ารณา ผู้เบียดเบียน.
อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายย่อมร้องไห้คร่ำครวญร่ำไรด้วยราคาทิกิเลสเหล่านั้น ฉะนั้น ราคาทิกิเลสเหล่านั้นจึงชื่อว่ารณา - กิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญ,
วิหารธรรมแม้ทั้ง ๓ อย่าง ท่านได้กล่าวไว้แล้ว.
รณะคือกิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญไม่มีแก่ธรรมนี้ ฉะนั้น ธรรมนี้จึงชื่อว่าอรณะ, พระอริยบุคคลย่อมนำธรรมอันเป็นข้าศึกออกได้ด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าวิหาระ นำธรรมที่เป็นข้าศึกออก. อรณธรรมนั้นก็ชื่อว่าวิหารธรรม.
ในนิทเทสวาระ ๒- ปฐมฌานเป็นต้น ท่านสงเคราะห์ไว้ในปณีตาธิมุตตตาเหมือนกัน. ก็เพราะประสงค์จะเข้าผลสมาบัติ จึงเข้าฌานมีปฐมฌานเป็นต้นออกแล้ว เห็นแจ้งธรรมที่สัมปยุตกับฌาน,
ก็อรณปฏิปทาอันใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วในอรณวิภังคสูตร๓- อรณปฏิปทาแม้นั้น ก็พึงทราบว่าท่านสงเคราะห์ด้วยข้อนี้แล. ____________________________ ๒- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๑๖ ๓- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๕๔
จริงอย่างนั้น ในอรณวิภังคสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงธรรมชื่อ
อรณวิภังค์แก่เธอทั้งหลายว่า ...ไม่พึงประกอบ
เนืองๆ ซึ่งสุขอาศัยกามอันเลว เป็นของชาวบ้าน
เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ และไม่พึงประกอบเนืองๆ ซึ่งความ
เพียรเครื่องประกอบตนให้ลำบากอันเป็นทุกข์ ไม่
ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ความปฏิบัติปานกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุด ๒
อย่างนี้นั้น อันตถาคตรู้พร้อมด้วยปัญญายิ่งแล้ว
เป็นข้อปฏิบัติทำให้มีจักษุ ทำให้มีญาณ เป็นไป
เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อ
นิพพาน
พึงรู้จักการยกย่องและการตำหนิ ครั้นรู้แล้ว
ไม่พึงยกย่อง ไม่พึงตำหนิ พึงแสดงธรรมเท่านั้น,
พึงรู้การตัดสินความสุข ครั้นรู้แล้วพึงประกอบเนืองๆ
ซึ่งความสุขภายใน,
ไม่กล่าววาทะลับหลัง ไม่พึงกล่าวคำล่วงเกิน
ต่อหน้า พึงเป็นผู้ไม่รีบด่วนพูด อย่าพูดรีบด่วน ไม่
พึงปรักปรำภาษาชนบท ไม่พึงล่วงเลยคำพูดสามัญเสีย
นี้เป็นอุทเทสแห่งอรณวิภังค์…
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น การ
ไม่ตามประกอบความเพียรเนืองๆ ซึ่งโสมนัสของผู้
มีความสุขโดยสืบต่อกามอันเลว เป็นของชาวบ้าน
เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ไม่มีความคับใจ
ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อน เป็นสัมมา-
ปฏิปทา. เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม. ๔-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น การ
ไม่ตามประกอบความเพียรเครื่องประกอบตนให้
ลำบาก อันเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะ
ฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม. ๕-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น
มัชฌิมาปฏิปทานี้ อันพระตถาคตรู้พร้อมยิ่งแล้ว
ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม. ๖-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นี้ การ
ไม่ยกย่อง การไม่ตำหนิ การแสดงธรรมเท่านั้น,
นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้
ชื่อว่า อรณธรรม. ๗-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น
สุขอาศัยเนกขัมมะ สุขเกิดแต่ความสงัด สุขเกิด
แต่ความสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้, นี้เป็นธรรม
ไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า
อรณธรรม. ๘-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น
วาทะหลับหลัง ที่จริง ที่แท้ ประกอบด้วยประโยชน์,
นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้
ชื่อว่าอรณธรรม. ๙-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น
คำกล่าวล่วงเกินต่อหน้า ที่จริง ที่แท้ ประกอบ
ด้วยประโยชน์, นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ
เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม. ๑๐-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น
คำที่ไม่รีบด่วนพูด นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ
เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม. ๑๑-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น
การไม่ปรักปรำภาษาชนบท และการไม่ล่วงเลย
สามัญภาษา นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะ
ฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม. ๑๒-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวก
เธอพึงศึกษาอย่างนี้แลว่า เราทั้งหลายจักรู้ธรรม
ชื่อว่าสรณะ ๑๓- และรู้ธรรมชื่อว่าอรณะ ๑๔-
ครั้นรู้แล้วจักปฏิบัติ อรณปฏิปทา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล กุลบุตรชื่อสุภูติ
เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว ซึ่งอรณปฏิปทา ๑๕- ดังนี้. ____________________________ ๔- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๓ ๕- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๔ ๖- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๕ ๗- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๖ ๘- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๗ ๙- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๘ ๑๐- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๙ ๑๑- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๗๐ ๑๒- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๗๑ ๑๓- สรณะ ธรรมมีกิเลสเป็นเหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้. ๑๔- อรณะ ธรรมไม่มีกิเลสเป็นเหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้. ๑๕- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๗๒
ในอรณวิภังคสูตรนั้น มัชฌิมาปฏิปทา ท่านสงเคราะห์ด้วยทัสนาธิปเตยยะ พระนิพพาน และวิหาราธิคมะ.
การไม่ประกอบกามสุขัลลิกานุโยคและอัตกิลมถานุโยค เป็นมัชฌิมาปฏิปทาแท้เทียว.
จริงอยู่ สำหรับพระอรหันต์ บุรพภาคแห่งวิปัสสนาเป็นมัชฌิมาปฏิปทา และอรหัตผลสมาบัติก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ด้วยสามารถแห่งมรรคมีองค์ ๘. ส่วนปฏิปทาที่เหลือ พึงทราบว่าสงเคราะห์ด้วยปณีตาธิมุตตตานั่นแล.
พระอรหันต์ทั้งปวงเป็นผู้อยู่ด้วยอรณธรรมก็จริง, ถึงอย่างนั้น พระอรหันต์เหล่าอื่นเมื่อจะแสดงธรรม ก็ย่อมแสดงธรรมยกย่องและข่มด้วยสามารถแห่งบุคคลว่า กุลบุตรเหล่านี้ปฏิบัติชอบในสัมมาปฏิบัติ และกุลบุตรเหล่านี้ปฏิบัติผิดในมิจฉาปฏิบัติ,
แต่พระสุภูติเถระแสดงธรรมด้วยสามารถแห่งธรรมเท่านั้นว่า นี้เป็นมิจฉาปฏิบัติ, นี้เป็นสัมมาปฏิบัติ. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญว่า พระสุภูติเถระเป็นผู้ปฏิบัติอรณปฏิปทานั้นนั่นแล, ทรงตั้งไว้ในฐานะอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อรณวิหารีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสุภูติเลิศกว่าภิกษุสาวกของเราผู้มีปกติอยู่ด้วยอรณธรรม ฉะนี้แล. ๓๔. อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณุทเทส
ว่าด้วยนิโรธสมาปัตติญาณ
คำว่า ทฺวีหิ พเลหิ - ด้วยพละ ๒. ความว่า ด้วยสมถพละและวิปัสสนาพละ.
คำว่า สมนฺนาคตตฺตา - เพราะประกอบแล้ว. ความว่า เพราะประกอบแล้ว หรือเพราะบริบูรณ์แล้ว.
คำว่า ตโย จ - สังขาร ๓ เป็นวิภัตติวิปลาส ท่านกล่าวแก้ไว้ว่า ติณฺณญฺจ แปลว่า ๓.
คำว่า สงฺขารานํ - สังขารทั้งหลาย ได้แก่ วจีสังขาร กายสังขารและจิตสังขาร.
คำว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา - เพื่อระงับ.
ความว่า เพื่อความสงบคือเพื่อดับ. อธิบายว่า เพื่อไม่เป็นไป.
คำว่า โสฬสหิ - ญาณจริยา ๑๖ ได้แก่ อนุปัสนา ๘ มีอนิจจานุปัสนาเป็นต้น, โลกุตระ ๘ คือ มรรค ๔ ผล ๔ จึงรวมเป็น ๑๖.
คำว่า ญาณจริยาหิ - ญาณจริยาทั้งหลาย ได้แก่ ความเป็นไปแห่งญาณ.
คำว่า นวหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ ได้แก่ รูปาวจรสมาธิ ๔ อรูปาวจรสมาธิ ๔ กับทั้งอุปจาระอีก ๑ จึงรวมเป็น ๙.
คำว่า วสิภาวตา ปญฺญา - ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ.
ความว่า อิสริยะความเป็นใหญ่เป็นไปตามสบายโดยพลัน ชื่อว่าวสะ - อำนาจ, วสะคืออำนาจนั้นมีอยู่แก่บุคคลนั้น ฉะนั้นผู้นั้นชื่อว่าวสี - ผู้มีอำนาจ, ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีวสี ชื่อว่าวสีภาวะ, วสีภาวะนั่นแหละชื่อว่าวสิภาวตา ดุจ ปาฏิกุลฺยเมว ความเป็นของปฏิกูลนั่นแหละ ชื่อว่า ปาฏิกุลฺยตา ฉะนั้น. ปัญญามีตัวอย่างดังนี้.
มีอธิบายว่า ปัญญาในวสิภาวตา คือปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ.
แต่อาจารย์บางพวกทำทีฆะ สิอักษรแล้วสวด.
จ ศัพท์ต้องสัมพันธ์ควบกับ สมนฺนาคตตฺตา จ - เพราะประกอบแล้วด้วย, ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา จ - เพื่อระงับสังขารทั้ง ๓ ด้วย, ญาณจริยาหิ จ - ด้วยจริยาทั้งหลายด้วย, สมาธิจริยาหิ จ - ด้วยสมาธิจริยาด้วย.
คำว่า นิโรธสมาปตฺติยา ญาณํ - ญาณในนิโรธสมาบัติ. ความว่า ญาณอันเป็นนิมิตแห่งนิโรธสมาบัติ อุปมาเหมือนเสือเหลืองจะถูกฆ่าก็เพราะลายเสือ.
คำว่า นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธสมาบัติ. ความว่า สักว่าไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ, จะว่าเป็นธรรมใดธรรมหนึ่งก็มิใช่, เป็นเพียงบัญญัติ. และชื่อว่านิโรธ เพราะเหตุสักว่าไม่มี.
อนึ่ง อันพระอริยบุคคลผู้เข้าอยู่ ชื่อว่าย่อมเข้า ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าสมาบัติ. ๓๕. อรรถกถาปรินิพพานญาณุทเทส
ว่าด้วยปรินิพพานญาณ
คำว่า สมฺปชานสฺส - ผู้มีสัมปชัญญะ.
ความว่า พระโยคีบุคคลใดย่อมรู้โดยประการทั้งหลายด้วยดี ฉะนั้น พระโยคีบุคคลนั้นชื่อว่าสัมปชาโน ผู้รู้ด้วยดี, แห่งพระโยคีบุคคลนั้นผู้รู้ด้วยดี.
คำว่า ปวตฺตปริยาทาเน - ในการครอบงำปวัตตขันธ์.
ความว่า ความเป็นไปแห่งขันธ์ ชื่อว่าปวัตตะ. อธิบายว่า การเกิดขึ้น.
ความเป็นไปแห่งกิเลสด้วย ความเป็นไปแห่งขันธ์ด้วย. การครอบงำ ความสิ้นไป ความไม่เป็นไปแห่งปวัตตขันธ์นั้น ชื่อว่า ปวตฺตปริยาทานํ - การครอบงำปวัตตขันธ์. ในการครอบงำปวัตตขันธ์นั้น.
คำว่า ปรินิพฺพาเน ญาณํ - ญาณในปรินิพพาน.
ความว่า ญาณอันเป็นไปแล้ว ในกิเลสปรินิพพานและขันธปรินิพพานนั้น ของพระอรหันต์ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งความดับไป คือความไม่เป็นไปแห่งกิเลสทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น และอนุปาทิเสสปรินิพพานดับกิเลสและขันธ์โดยไม่เหลือ. ๓๖. อรรถกถาสมสีสัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยสมสีสัฏฐญาณ
คำว่า สพฺพธมฺมานํ - แห่งธรรมทั้งปวง. ความว่า แห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง.
คำว่า สมฺมาสมุจฺเฉเท - ในการตัดขาดโดยชอบ.
ความว่า ในความดับด้วยดี ด้วยการตัดขาดสันตติด้วย.
คำว่า นิโรเธ จ อนุปฏฺฐานตา - ในความดับด้วยในความไม่ปรากฏด้วย.
ความว่า ดำเนินไปในนิโรธ ในความไม่ปรากฏอีก. อธิบายว่า ไม่เกิดขึ้นอีก.
จ อักษรต้องสัมพันธ์ควบกับ สมฺมาสมุจฺเฉเท จ - ในการตัดขาดด้วยดีด้วย, นิโรเธ จ - ในความดับด้วย, อนุปฏฺฐานตา จ - ในความไม่ปรากฏด้วย.
คำว่า สมสีสฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถแห่งธรรมอันสงบและเป็นประธาน.
ความว่า ธรรม ๓๗ ประการมีเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อสมะ - ธรรมอันสงบ, ธรรม ๑๓ ประการมีตัณหาเป็นต้น ชื่อสีสะ - ธรรมอันเป็นประธาน. ชื่อว่าสมะ เพราะปัจนิกธรรมทั้งหลายสงบ, ชื่อว่าสีสะ เพราะเป็นประธานตามสมควรแก่การประกอบและเพราะเป็นยอด.
ธรรมอันสงบมีเนกขัมมะเป็นต้น และธรรมอันเป็นประธานมีสัทธาเป็นต้น ในอิริยาบถหนึ่งก็ดี ในโรคหนึ่งก็ดี ในชีวิตินทรีย์หนึ่ง ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาคก็ดี มีอยู่แก่ผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่าสมสีสี ผู้มีธรรมอันสงบและธรรมอันเป็นประธาน.
อรรถะคือเนื้อความแห่งสมสีสี ชื่อว่าสมสีสัฏฐะ ในอรรถะแห่งสมสีสะนั้น, อธิบายว่า ในความเป็นสมสีสี.
ความเป็นแห่งสมสีสีย่อมมีแก่พระอรหันต์เท่านั้นผู้ปรารภวิปัสสนาในอิริยาบถหนึ่ง หรือในโรคหนึ่ง หรือในชีวิต ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาค แล้วบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ ในอิริยาบถนั้นนั่นเอง หรือในโรค ในชีวิต ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาค ปรินิพพานอยู่ในขณะนั้นนั่นเอง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ญาณในความเป็นแห่งสมสีสีดังนี้.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในปุคคลบัญญัติปกรณ์และอรรถกถาแห่งปกรณ์ว่า
ก็บุคคลชื่อว่าสมสีสี เป็นไฉน? การสิ้นไป
แห่งอาสวะและการสิ้นไปแห่งชีวิตของบุคคลใด
มีไม่ก่อนไม่หลังกัน บุคคลนี้เรียกว่า สมสีสี. ๑- ____________________________ ๑- อภิ. ปุ เล่ม ๓๖/ข้อ ๓๒
พึงทราบวินิจฉัยในสมสีสีนิทเทสดังต่อไปนี้
คำว่า อปุพฺพํ อจริมํ - ไม่ก่อน ไม่หลัง.
ความว่า ไม่ใช่ในภายหน้า ไม่ใช่ในภายหลัง คือ ในคราวเดียวกันด้วยสามารถแห่งปัจจุบันสันตติ. อธิบายว่า ในคราวเดียวกันนั่นเอง.
คำว่า ปริยาทานํ - การประหาณ ได้แก่การสิ้นไปรอบ.
คำว่า อยํ - บุคคลนี้ ความว่า บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อว่าสมสีสี.
ก็สมสีสี บุคคลนี้นั้นมีอยู่ ๓ จำพวก คืออิริยาปถสมสีสี ๑, โรคสมสีสี ๑, ชีวิตสมสีสี ๑.
บรรดาสมสีสีบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนั้น บุคคลใดกำลังจงกรมอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังจงกรมอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใดกำลังยืนอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังยืนอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใดกำลังนั่งอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังนั่งอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน บุคคลนี้ชื่อว่าอิริยาปถสมสีสี.
ส่วนบุคคลใดเกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาในภายในโรคนั่นเองแล้วบรรลุพระอรหัต แล้วปรินิพพานไปด้วยโรคนั้นนั่นแหละ, บุคคลนี้ชื่อว่าโรคสมสีสี.
บุคคล ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี เป็นไฉน?
ศีรษะมี ๑๓. #- บรรดา ศีรษะเหล่านั้น อรหัตมรรคย่อมครอบงำอวิชชาอันเป็นกิเลสสีสะ, จุติจิตย่อมครอบงำชีวิตินทรีย์อันเป็นปวัตตสีสะ, จิตที่ครอบงำอวิชชา ครอบงำชีวิตินทรีย์ไม่ได้. จิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็ครอบงำอวิชชาไม่ได้.
จิตที่ครอบงำอวิชชาเป็นอย่างหนึ่ง และจิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ก็ทั้ง ๒ ศีรษะนี้ของบุคคลใดย่อมถึงซึ่งการครอบงำพร้อมกัน บุคคลนั้นชื่อว่าชีวิตสมสีสี. ____________________________ #- ตัณหา, มานะ, ทิฏฐิ, อุทธัจจะ, อวิชชา, สัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา, ชีวิตินทรีย์, วิโมกข์ นิโรธะ.
ศีรษะทั้ง ๒ นี้จะมีพร้อมกันได้อย่างไร? มีได้เพราะพร้อมกันโดยวาระ. อธิบายว่า การออกจากมรรคมีในวาระใด.
พระอริยบุคคลตั้งอยู่ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ คือ
ในโสดาปัตติมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,
ในสกทาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,
ในอนาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,
ในอรหัตมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๔,
แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ จึงปรินิพพาน.
การครอบงำศีรษะทั้ง ๒ ชื่อว่าย่อมมีพร้อมกันได้ เพราะพร้อมกันโดยวาระนี้นั่นเอง เพราะเหตุนั้น บุคคลนี้ ท่านจึงเรียกว่าชีวิตสมสีสี.
ก็ชีวิตสมสีสีบุคคลนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วในที่นี้. ๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วยสัลเลขัฏฐญาณ
สุตมยญาณ, สีลมยญาณและภาวนามยญาณที่เป็นบาทแห่งวัฏสงสาร ย่อมไม่ชื่อว่าสัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา.
ญาณเหล่านี้ก็ดี ญาณเหล่าอื่นก็ดี เฉพาะที่เป็นบาทแห่งโลกุตระ ท่านเรียกว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา ฉะนั้นเพื่อที่จะแสดงญาณทั้งหลายที่เป็นไปโดยอาการขัดเกลาปัจนิกธรรม พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาสัลเลขัฏฐญาณขึ้นแสดงต่อจากสมสีสัฏฐญาณ ณ บัดนี้.
ในสัลเลขัฏฐญาณนั้น คำว่า ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน ปญฺญา - ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนามีสภาพต่างๆ และเดช.
ความว่า ปัญญาในความสิ้นไปหมดไปแห่งกิเลสหนาทั้งหลายมีราคะเป็นต้น และนานัตตกิเลสอันเป็นสภาวะต่างๆ มีกามฉันทะเป็นต้น กับทั้งกิเลสมีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นอันได้ชื่อว่าเดช เพราะอรรถว่าเร่าร้อนเพราะอรรถว่าไม่เจือด้วยโลกุตระ.
มีคำกล่าวอธิบายไว้ว่าปัญญาในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้น.
หรือ อธิบายว่า ปัญญาอันหนา, ปัญญาอันมีสภาพ (ประเภท) ต่างๆ, และปัญญาอันเป็นเดช เป็นปัญญาในการสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา อันมีสภาพต่างๆ และเดช ๕ มีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นเหล่านั้นดังนี้. จะแสดงการสงเคราะห์ปุถุธรรม ๑- และนานัตตธรรม ๑- ด้วยเดชทั้งหลายในนิทเทสวาระ. ____________________________ ๑- ปุถุธรรม และนานัตตธรรมมีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล
คำว่า สลฺเลขฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่าขัดเกลา มีวิเคราะห์ว่า ธรรมใดย่อมขัดเกลา ย่อมตัดขาดปัจนิกธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าสัลเลขะ - ขัดเกลา, ญาณในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะนั้นมีการขัดเกลาเป็นสภาวะ.
ถึงแม้สัลเลขธรรม ๔๔ ประเภทอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสัลเลขสุตตันตะโดยนัยเป็นต้นว่า ชนทั้งหลายเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียน, ในข้อนี้ เราจักไม่เป็นผู้เบียดเบียนดังนี้.
ก็พึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยสัลเลขญาณนี้เหมือนกัน. ๓๘. อรรถกถาวีริยารัมภญาณุทเทส
ว่าด้วยวีริยารัมภญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงวีริยะคือสัมมัปธานอันพระโยคีบุคคลผู้ตั้งอยู่ในสัลเลขญาณพึงกระทำ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกวีริยารัมภญาณขึ้นแสดงต่อจากสัลเลขญาณนั้น.
ในวีริยารัมภญาณนั้น คำว่า อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ - ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้ว.
ความว่า ชื่อว่าอสัลลีนัตตะ - มีจิตไม่หดหู่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าจิตไม่หดหู่ ไม่ย่อท้อด้วยสามารถแห่งความเกียจคร้าน ของบุคคลนั้นมีอยู่ ดังนี้.
คำว่า อตฺตา ได้แก่ จิต. ดุจคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นอาทิไว้ว่า ๑-
ก็พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไป, พวกช่างศรย่อมดัดศรให้ตรง,
ช่างถากก็ถากไม้, บัณฑิตทั้งหลายก็ย่อมฝึกตน ดังนี้. ____________________________ ๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๖
ชื่อว่าปหิตัตตะ - มีตนส่งไปแล้ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า อัตภาพอันตั้งไว้แน่วแน่ส่งไปปล่อยไป โดยไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตด้วยธรรมนั้นดังนี้.
คำว่า อตฺตา ได้แก่ อัตภาพ. ดุจคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นอาทิไว้ว่า ๒-
อนึ่ง ภิกษุณีใด พร่ำตีตนแล้วร้องไห้ (เป็นปาจิตตีย์). ____________________________ ๒- วิ. ภิกฺขุนี. เล่ม ๓/ข้อ ๒๑๗
อสัลลีนัตตะนั้นด้วย ปหิตัตตะนั้นด้วย ชื่ออสัลลีนัตตปหิตัตตะ - มีจิตไม่หดหู่และมีตนส่งไปแล้ว.
ธรรมใดย่อมประคองคือย่อมอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฉะนั้นจึงชื่อว่าปัคคหะ - ธรรมอันประคองสหชาตธรรม. ปัคคหะ ธรรมอันประคองสหชาตธรรมนั่นแหละเป็นอรรถ ชื่อว่าปัคคหัฏฐะ. อธิบายว่า มีการประคองเป็นสภาวะ.
การประคองซึ่งจิตไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้ว ชื่อว่าอสัลลีนัตตปหิตัตตปัคคหัฏฐะ. ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้วนั้น.
การไม่ย่อท้อ การไม่หมุนกลับในปธานความเพียร อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวแล้วด้วยคำว่า อสัลลีนัตตะ ปหิตัตตะ เพราะเป็นคำอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๓-
เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
จักเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่าจะเหลือแต่หนัง
เอ็นและกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือด
แห้งไปเถิด, ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยว
แรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น
ของบุรุษแล้วไซร้ ก็จักไม่หยุดความเพียรเลยดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๓- องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๕๑
ก็วีริยะ - ความเพียรอันเป็นไปแล้วด้วยดี พ้นแล้วจากโกสัชชะ - ความเกียจคร้าน และอุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวแล้วด้วยคำว่าปัคคหัฏฐะ.
คำว่า วีริยารมฺเภ ญาณํ - ญาณในการปรารภความเพียร.
ความว่า ความเป็นแห่งความแกล้วกล้า ชื่อว่าวีริยะ, หรือวีรกรรมของผู้แกล้วกล้าทั้งหลาย ชื่อว่าวีริยะ, หรือ ชื่อว่าวีริยะ เพราะเป็นกิจอันบุคคลพึงให้ดำเนินไปพึงให้เป็นไปได้ด้วยวิธี, ด้วยนัย, ด้วยอุบาย.
วีริยะนี้นั้นมีความอุตสาหะเป็นลักษณะ, มีการอุปถัมภ์สหชาตธรรมเป็นกิจ, มีการไม่ย่อท้อเป็นอาการปรากฏเฉพาะหน้า, มีความสังเวชเป็นเหตุใกล้ โดยพระบาลีว่า เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย ดังนี้เป็นต้น, หรือมีเหตุเป็นเครื่องเริ่มความเพียรเป็นเหตุใกล้.
การปรารภความเพียรโดยชอบ พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งสมบัติทั้งปวง. ความริเริ่มกล่าวคือวีริยะ ชื่อว่าวีริยารัมภะ - เริ่มความเพียร. ท่านห้ามความริเริ่มที่เหลือด้วยวีริยารัมภศัพท์นี้.
จริงอยู่ อารัมภศัพท์นี้มาแล้วในอรรถเป็นอเนกมีอรรถว่า กรรม, อาบัติ, กิริยา, วีริยะ, หิงสา, วิโกปนะ.
ก็คำว่า อารมฺโภ แปลว่า กรรม มาในคาถานี้ว่า ๔-
ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อารมฺภปจฺจยา อารมฺภานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทุกข์ทั้งหมด
ย่อมเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย, ความเกิดขึ้นแห่ง
ทุกข์ย่อมไม่มีเพราะการดับแห่งกรรมทั้งหลาย. ____________________________ ๔- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๐
คำว่า อารมฺโภ แปลว่า อาบัติ มาในคำนี้ว่า ปรารภจะล่วงอาบัติด้วย ย่อมเดือดร้อนด้วย. ๕-
อารมฺโภ แปลว่า กิริยา เป็นเครื่องยกเสาสำหรับผูกสัตว์บูชายัญ มาในคำนี้ว่า มหายัญทั้งหลายที่มีการจะต้องริเริ่มมาก, มหายัญเหล่านั้นหามีผลมากไม่. ๖-
อารมฺโภ แปลว่า วีริยะ มาในคำนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงริเริ่ม, จงก้าวไป, จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา. ๗-
อารมฺโภ แปลว่า หิงสา - ฆ่า, เบียดเบียน มาในคำนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงเฉพาะพระสมณโคดม. ๘-
อารมฺโภ แปลว่า วิโกปนะ - การพรากมีการตัดการหักเป็นต้น มาในคำนี้ว่า เป็นผู้เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม. ๙- ____________________________ ๕- องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๑๔๒ ๖- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๙ ๗- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๑๗ ๘- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๖ ๙- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๓๓
แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาวีริยะ เท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ความริเริ่มกล่าวคือวีริยะ - ความเพียร ชื่อว่าวีริยารัมภา - ปรารภความเพียร วีริยะนี้แลท่านเรียกว่าอารัมภะด้วยสามารถแห่งความพยายาม. ญาณในวีริยารัมภะนั้น.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อสลฺลีนตฺตา ปหิตตฺตา ดังนี้บ้าง, ความว่า เพราะไม่หดหู่, เพราะไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิต.
ปาฐะแรกนั่นแลถูก.
แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์คือสติ, ธรรมวิจยะ, วีริยะ, ปีติ ชื่อว่าอสัลลีนัตตา, ความพร้อมเพรียงแห่งโพชฌงค์ คือสติ, สมาธิ, ปัสสัทธิ, อุเบกขา ชื่อว่าปหิตัตตา, ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์ทั้ง ๗ ชื่อว่าปัคคหัฏฐะ ดังนี้. ๓๙. อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณุทเทส
ว่าด้วยอัตถสันทัสนญาณ
บัดนี้ เพื่อแสดงว่า ธรรมเทศนาอันท่านผู้บรรลุมรรคผลอันสำเร็จด้วยสัมมาวายามะ พึงกระทำเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกดังนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกอัตถสันทัสนญาณขึ้นแสดงต่อจากวีริยารัมภญาณนั้น.
ในอัตถสันทัสนญาณนั้น คำว่า นานาธมฺมปฺปกาสนฺตา - การประกาศธรรมต่างๆ.
ความว่า การแสดง การเทศนา โดยการประกาศธรรมต่างๆ คือ สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวง. ก็การประกาศนั่นแหละ ชื่อว่า ปกาสนฺตา.
คำว่า อตฺถสนฺทสฺสเน - ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถธรรม.
ความว่า ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถธรรมต่างๆ แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่น. ธรรมทั้งหลายและอรรถทั้งหลาย ชื่อว่าอรรถธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง. ๔๐. อรรถกถาทัสนวิสุทธิญาณุทเทส
ว่าด้วยทัสนวิสุทธิญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงทัสนวิสุทธิอันเป็นเหตุแห่งการแสดงตามสภาวธรรมของพระอริยบุคคลนั้นผู้กำลังแสดงให้เห็นชัดอยู่แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่นด้วยธรรมิกถา พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาทัสนวิสุทธิญาณขึ้นแสดงต่อจากอัตถสันทัสนญาณนั้น.
ในทัสนวิสุทธิญาณนั้น คำว่า สพฺพธมฺมานํ เอกสงฺคหตา นานตฺเตกตฺตปฏิเวเธ - ในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมเป็นอันเดียวกัน.
ความว่า การแทงตลอดสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงสงเคราะห์โดยความเป็นอันเดียวกัน, และความต่างกันแห่งนีวรณธรรมมีกามฉันทะเป็นต้น, กับทั้งความเป็นอันเดียวกันแห่งธรรมทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น.
อธิบายว่า อภิสมัย คือตรัสรู้.
ก็ปฏิเวธนั้นได้แก่ มรรคปัญญา ๑ ผลปัญญา ๑.
มรรคปัญญาเป็นปฏิเวธ เพราะกำลังแทงตลอดด้วยการตรัสรู้สัจจะในขณะตรัสรู้สัจจะ, ผลปัญญาเป็นปฏิเวธ เพราะแทงตลอดแล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยใน คำว่า เอกสงฺคหตา ดังต่อไปนี้ :-
สังคหะ - การสงเคราะห์มี ๔ อย่างคือ ชาติสังคหะ - สงเคราะห์โดยชาติ, สัญชาติสังคหะ - สงเคราะห์โดยสัญชาติ, กิริยาสังคหะ - สงเคราะห์โดยการกระทำ, คณนสังคหะ - สงเคราะห์โดยการนับ.
บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น สังคหะนี้ว่า กษัตริย์ทั้งปวงจงมา พราหมณ์ทั้งปวงจงมา แพศย์ทั้งปวงจงมา ศูทรทั้งปวงจงมา หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ลงในสีลขันธ์ ๑- ดังนี้. ชื่อว่าชาติสังคหะ เพราะว่าในที่นี้ กษัตริย์เป็นต้นดังที่กล่าวแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันโดยชาติ ดุจในฐานะแห่งคำที่กล่าวว่า คนชาติเดียวกันจงมา ดังนี้.
สังคหะนี้ว่า ชนชาวโกศลทั้งปวงจงมา ชนชาวมคธทั้งปวงจงมา ชนชาวภารุกัจฉกะจงมา หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาวายามะ, สัมมาสติและสัมมาสมาธิ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ลงในสมาธิขันธ์ ๑- ดังนี้. ชื่อว่าสัญชาติสังคหะ เพราะว่า ในที่นี้ ชนชาวโกศลเป็นต้นดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันโดยที่เป็นที่เกิด โดยที่เป็นที่อยู่อาศัย ดุจในฐานะแห่งคำที่กล่าวว่า คนสัมพันธ์กันโดยชาติ ในที่เดียวกันจงมา ดังนี้.
สังคหะนี้ว่า นายควาญช้างทั้งปวงจงมา นายสารถีฝึกม้าทั้งปวงจงมา, หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ลงในปัญญา ๑- ดังนี้. ชื่อว่ากิริยาสังคหะ เพราะว่านายควาญช้างเป็นต้นเหล่านั้นทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันด้วยการกระทำคือกิริยาของตน. ____________________________ ๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๐๘
สังคหะนี้ว่า จักขายตนะย่อมถึงการนับโดยขันธ์เป็นไฉน? จักขายตนะย่อมถึงการนับได้ด้วยรูปขันธ์. หากว่า จักขายตนะย่อมถึงการนับได้ด้วยรูปขันธ์, ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จักขายตนะ ท่านนับสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์ ๒- ดังนี้. ชื่อว่าคณนสังคหะ.
ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาคณนสังคหะนี้. ____________________________ ๒- อภิ. ก. ๓๗/๑๑๒๘
การกำหนดนับสงเคราะห์ธรรมเป็นแผนกๆ โดยความเป็นอันเดียวกัน ในอาการ ๑๒ มีตถัฏฐะ - สภาพตามความเป็นจริงเป็นต้นมีแก่สังคหะเหล่านั้น ฉะนั้น สังคหะเหล่านั้นจึงชื่อว่าเอกสังคหา, ความเป็นแห่งเอกสังคหะ ชื่อว่าเอกสังคหตา - การสงเคราะห์ธรรมต่างๆ โดยความเป็นอันเดียวกัน.
คำว่า ทสฺสนวิสุทฺธิญาณํ - ญาณในความบริสุทธิ์แห่งมรรคญาณและผลญาณ.
ความว่า มรรคญาณและผลญาณชื่อว่าทัสนะ, ทัสนะนั่นแหละบริสุทธิ์ชื่อว่าทัสนวิสุทธิ, ญาณคือทัสนวิสุทธิชื่อว่าทัสนวิสุทธิญาณ. มรรคญาณย่อมบริสุทธิ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่าทัสนวิสุทธิ, ผลญาณก็ชื่อว่าทัสนวิสุทธิ เพราะบริสุทธิ์แล้ว. ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มาติกา อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗]
๔๑. อรรถกถาขันติญาณุทเทส
ว่าด้วยขันติญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิปัสสนาญาณ ๒ ประการอันให้สำเร็จทัสนวิสุทธิ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกขันติญาณและปริโยคาหณญาณขึ้นแสดงต่อจากทัสนวิสุทธิญาณนั้น.
ในขันติญาณนั้น คำว่า วิทิตตฺตา ปญฺญา - ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏ.
ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้ว เพราะรู้แจ้งซึ่งธรรมมีรูปขันธ์เป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
คำว่า ขนฺติ ญาณํ - ขันติญาณ ความว่า ธรรมชาติใดย่อมรู้ธรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยงนั่นเอง ฉะนั้นจึงชื่อว่าขันติ,
ญาณคือขันติ ชื่อว่าขันติญาณ. ด้วยขันติญาณนี้ ย่อมห้ามอธิวาสนขันติ. ขันติญาณนี้เป็นตรุณวิปัสสนาญาณอันเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งสัมมสนญาณ มีการพิจารณาสังขารธรรมโดยความเป็นกลาป ๑- เป็นต้น. ____________________________
๑- คือยังทำลายฆนสัญญาไม่ได้. ๔๒. อรรถกถาปริโยคาหณญาณุทเทส
ว่าด้วยปริโยคาหณญาณ
คำว่า ผุฏฺฐตฺตา ปญฺญา - ปัญญาอันถูกต้องซึ่งธรรม.
ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วเพราะความที่แห่งธรรมทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วด้วยสามารถแห่งการพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
คำว่า ปริโยคาหเณ ญาณํ - ญาณในการหยั่งลง.
ความว่า ญาณใดย่อมหยั่งลง ย่อมเข้าไปสู่ธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วนั่นเอง ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าปริโยคาหณญาณ.
อาจารย์บางพวกทำรัสสะ คาอักษรเสียบ้างแล้วสวด.
ปริโยคาหณญาณนี้เป็นติกขวิปัสสนาญาณ เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งภังคานุปัสนา.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิปัสสนาญาณนั่นแหละเป็นขันติญาณสำหรับผู้มีสัทธาเป็นพาหะ, เป็นปริโยคาหณญาณสำหรับผู้มีปัญญาเป็นพาหะ. เมื่อเป็นเช่นนี้ ญาณทั้ง ๒ นี้ย่อมไม่เกิดพร้อมกันแก่คนๆ หนึ่ง, ญาณที่สาธารณะแก่พระสาวก ๖๗ ย่อมไม่เกิดขึ้นพร้อมกันแก่พระสาวกรูปหนึ่งในการเกิดขึ้นพร้อมกันแห่งญาณนั้น, เพราะฉะนั้น คำของอาจารย์บางพวกนั้น จึงไม่ถูก. ๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณุทเทส
ว่าด้วยปเทสวิหารญาณ
ประเทสวิหารญาณอันให้สำเร็จทัสนวิสุทธิญาณของพระอรหันต์ อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวญาณอันเป็นเหตุให้สำเร็จทัสนวิสุทธิญาณว่า ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณาอยู่ซึ่งธรรมทั้งสิ้นมีขันธ์เป็นต้นอันเข้าถึงวิปัสสนา, ไม่พิจารณาเอกเทสแห่งธรรมเหล่านั้น, เพราะฉะนั้น ปเทสวิหารญาณย่อมไม่ได้แก่ปุถุชนและพระเสกขบุคคลเหล่านั้น แต่ย่อมได้ตามชอบใจแก่พระอรหันต์เท่านั้นดังนี้ แล้วจึงยกขึ้นแสดงต่อจากปริโยคาหณญาณ.
ในปเทสวิหารญาณ คำว่า สโมทหเน ปญฺญา - ปัญญาในการประมวลมา.
ความว่า ปัญญาในการประมวลมา คือปัญญาในการรวบรวมมา ได้แก่ปัญญาในการกระทำซึ่งธรรมคือเวทนาอันเป็นธรรมพวกเดียวกันให้เป็นกอง บรรดาธรรมมีขันธ์เป็นต้น.
ปาฐะว่า สโมธาเน ปญฺญา - ปัญญาในการประชุมดังนี้ก็มี.
ใจความก็อันนั้นนั่นแหละ.
คำว่า ปเทสวิหาเร ญาณํ - ญาณในวิหารธรรมส่วนหนึ่ง.
ความว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยอังคาพยพส่วนหนึ่ง โดยส่วนแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น ชื่อว่าปเทสวิหาระ - ธรรมเป็นเครื่องอยู่ส่วนหนึ่ง, ญาณในปเทสวิหารธรรมนั้น.
ในคำว่า ปเทสวิหาระนั้น ปเทสะมีอย่างต่างๆ คือ ขันธปเทสะ, อายตนปเทสะ, ธาตุปเทสะ, สัจจปเทสะ, อินทริยปเทสะ, ปัจจยาการปเทสะ, สติปัฏฐานปเทสะ, ฌานปเทสะ, นามรูปปเทสะ, ธัมมปเทสะ ชื่อว่าปเทสะ.
ก็ปเทสะมีอย่างต่างๆ อย่างนี้ ก็คือเวทนานั่นเอง.
อย่างไร? เวทนานั่นเองเป็นปเทสะแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น อย่างนี้คือ
ขันธ์ ๕ เอกเทสแห่งขันธ์ คือเวทนาขันธ์,
อายตนะ ๑๒ เอกเทสแห่งธรรมายตนะ คือเวทนา,
ธาตุ ๑๘ เอกเทสแห่งธรรมธาตุ คือเวทนา,
สัจจะ ๔ เอกเทสแห่งทุกขสัจ คือเวทนา,
อินทรีย์ ๒๒ เอกเทสแห่งอินทรีย์ คือเวทนินทรีย์ ๕,
ปฏิจจสมุปปาทังคะ ๑๒ เอกเทสแห่งปัจจยาการ คือเวทนามีผัสสะเป็นปัจจัย,
สติปัฏฐาน ๔ เอกเทสแห่งสติปัฏฐาน คือเวทนานุปัสสนา,
ฌาน ๔ เอกเทสแห่งฌาน คือสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา,
นามรูป เอกเทสแห่งนามรูป คือ เวทนาเจตสิก.
ธรรมทั้งปวงมีกุศลธรรมเป็นต้น, เอกเทสแห่งธรรมคือเวทนา ชื่อว่าปเทสวิหาระ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเวทนานั้นนั่นแล. ๔๔. อรรถกถาสัญญาวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วยสัญญาวิวัฏญาณ
เพราะเหตุที่ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลาย เมื่อเจริญญาณอันสำเร็จแล้วด้วยสมาธิภาวนา กระทำภาวนาธรรมที่ควรเจริญนั้นๆ ให้เป็นอธิบดี ให้เป็นใหญ่ พิจารณาธรรมทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับภาวนาธรรมนั้นมีสภาวะต่างๆ มีโทษเป็นเอนก โดยความเป็นธรรมมีโทษ แล้วตั้งจิตไว้ด้วยสามารถแห่งภาวนาธรรมนั้นๆ ก็ย่อมละปัจนิกธรรมเหล่านั้นๆ เสียได้.
และเมื่อละก็เห็นสังขารธรรมทั้งปวงโดยความเป็นของว่างในกาลแห่งวิปัสสนาภายหลัง ย่อมละได้ด้วยสมุจเฉทปหาน.
ก็แลเมื่อละอยู่อย่างนั้น ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายละได้ด้วยการตรัสรู้ในขณะเดียว.
พระอริยะทั้งหลายแม้ทั้งปวงย่อมปฏิบัติตามควรด้วยอาการทั้งหลายตามที่กล่าวแล้วนั่นแล, ฉะนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกญาณทั้ง ๖ มีสัญญาวิวัฏญาณเป็นต้นขึ้นแสดงต่อจากปเทสวิหารญาณตามลำดับ ณ บัดนี้.
ในสัญญาวิวัฏญาณนั้น คำว่า อธิปตตฺตา ปญฺญา - ปัญญามีกุศลเป็นอธิบดี.
ความว่า ปัญญาที่กระทำกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น ให้เป็นธรรมอันยิ่งโดยความเป็นแห่งอธิบดีแห่งกุศลธรรมทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น แล้วเป็นไปโดยความเป็นธรรมอันยิ่งในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น.
คำว่า สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในความหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยสัญญา.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า การหลีกออก การหมุนออก ความเป็นผู้หันหลังให้นิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้นได้ด้วยสัญญา ฉะนั้นจึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏะ, ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้นนั้นๆ ด้วยสัญญาที่กระทำภาวนาธรรมนั้นๆ ให้เป็นอธิบดี เป็นเหตุ เป็นกรณะ.
สัญญา แม้จะมิได้กล่าวไว้ว่า เอตฺโต วิวฏฺโฏ - หมุนกลับจากภาวนาธรรมนี้ แต่ก็เป็นเหตุให้สัญญาหมุนกลับ เหมือนอย่างวิวัฏนานุปัสสนา.
ก็สัญญานั้นมีความจำอารมณ์เป็นลักษณะ,
มีการจำอารมณ์ได้และทำนิมิตไว้เป็นกิจ เหมือนช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้เป็นต้น.
มีความจำได้ในสิ่งที่หมายไว้เป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนคนตาบอดคลำช้าง.
อีกอย่างหนึ่ง มีการตั้งอยู่ไม่นานเพราะหยั่งลงในอารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนสายฟ้าแลบ,
มีอารมณ์ที่กำหนดไว้เป็นปทัฏฐาน เหมือนสัญญาในหุ่นที่ทำด้วยหญ้าเกิดแก่ลูกเนื้อว่าเป็นบุรุษ. ๔๕. อรรถกถาเจโตวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วยเจโตวิวัฏญาณ
คำว่า นานตฺเต ปญฺญา - ปัญญาในนานัตตธรรม.
ความว่า ปัญญาที่เป็นไปแล้วในสภาวธรรมต่างๆ โดยความเป็นภาเวตัพพธรรม - ธรรมที่ควรเจริญ และในสภาวธรรมอื่นมีกามฉันทะเป็นต้น โดยเห็นว่าเป็นธรรมมีโทษ.
และคำว่า นานตฺเต เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตตสัตตมี.
อีกอย่างหนึ่ง ละความเป็นต่างๆ ชื่อว่านานัตตะ,
อธิบายว่า เหตุแห่งการละนานัตตธรรม เป็นนิมิตแห่งการละนานัตตธรรม เป็นปัญญาในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น.
คำว่า เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยใจ.
ความว่า การออกจากนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้นได้ด้วยใจเป็นญาณในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น.
ก็ในคำว่า เจโต นี้ ท่านประสงค์เอาเจตนา.
เจตนานั้นมีการชักชวน เป็นลักษณะ
อีกอย่างหนึ่ง มีการไหลออกแห่งผล เป็นลักษณะ,
มีการรวบรวมมา เป็นกิจ,
มีการจัดแจง เป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนนายช่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าศิษย์ ทำกิจของตนและกิจของคนอื่นให้สำเร็จฉะนั้น.
ก็และเจตนานี้ย่อมปรากฏโดยความยกสัมปยุตธรรมทั้งหลายในกิจมีการระลึกถึงการงานอันเร่งรีบ. ๔๖. อรรถกถาจิตวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วยจิตวิวัฏญาณ
คำว่า อธิฏฺฐาเน ปญญฺา - ปัญญาในการอธิฏฐาน.
ความว่า ปัญญาในการตั้งมั่นแห่งจิตด้วยสามารถแห่งคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น.
คำว่า จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการออกไปแห่งจิต.
ความว่า ญาณในการหลีกออกแห่งจิตด้วยสามารถแห่งการละนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น.
ก็ในที่นี้ จิต
มีการรู้นิวรณ์ เป็นลักษณะ,
มีการเกิดก่อนและเป็นประธานในธรรมทั้งปวง เป็นกิจ,
มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เป็นปัจจุปัฏฐาน,
มีนามรูป เป็นปทัฏฐาน. ๔๗. อรรถกถาญาณวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วยญาณวิวัฏญาณ
คำว่า สุญฺญเต ปญฺญา - ปัญญาในความว่าง.
ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องตามความเห็นโดยความเป็นอนัตตาอันเป็นไปแล้วในอนัตตธรรมและธรรมอันเนื่องด้วยอนัตตะ เพราะอัตตะและธรรมะอันเนื่องด้วยอัตตะเป็นของว่าง.
คำว่า ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในความหลีกออกด้วยญาณ.
ความว่า ญาณนั่นแหละย่อมหลีกออกจากความยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงชื่อว่าวิวัฏฏะ - ญาณอันเป็นเหตุแห่งการหลีกออกด้วยญาณนั้น. ๔๘. อรรถกถาวิโมกขวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วยวิโมกขวิวัฏญาณ
ในคำนี้ว่า โวสฺสคฺเค ปญฺญา - ปัญญาในการสละ.
พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ธรรมใดย่อมสลัดออก ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าโวสสัคคะ - การสลัดออก, การสละเสียได้ซึ่งกามฉันทะเป็นต้น เป็นปัญญาในคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น.
คำว่า วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกแห่งจิตด้วยวิโมกข์.
ความว่า ธรรมใดย่อมพ้นจากนิวรณ์ทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิโมกข์, การหลีกออกคือวิโมกข์ ชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏะ, วิโมกขวิวัฏฏะนั้นนั่นแหละเป็นญาณ. ๔๙. อรรถกถาสัจวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วยสัจวิวัฏญาณ
คำว่า ตถฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในสภาวะที่เป็นจริง.
ความว่า ปัญญาที่เป็นไปโดยไม่หลงด้วยสามารถแห่งกิจในสภาวธรรมอันไม่วิปริตในสัจจะหนึ่งๆ สัจจะละ ๔ๆ .
คำว่า สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ.
ความว่า ธรรมใดย่อมหลีกออกด้วยสามารถแห่งการออกจากส่วนสุดทั้ง ๒ ในสัจจะทั้ง ๔ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ, สัจวิวัฏฏะนั่นแหละเป็นญาณ.
ญาณเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวไว้ถึง ๔ ประการอย่างนี้ คือ
๑. สัญญาวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งกุศลธรรมเป็นอธิบดี,
๒. เจโตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งธรรมที่ควรประหาณ,
๓. จิตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งจิต,
๔. วิโมกขวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการละปัจนิกธรรม.
อนัตตานุปัสนาแล ท่านกล่าวว่า ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยญาณ ด้วยสามารถแห่งอาการอันว่างจากอัตตา, ภายหลังท่านก็กล่าวมรรคญาณไว้ ๒ อย่างคือ มคฺเค ญาณํ - ญาณในมรรค และ อานนฺตริกสมาธิมฺหิ ญาณํ - ญาณในอานันตริกสมาธิ, ท่านกล่าวคำว่า สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ. ๕๐. อรรถกถาอิทธิวิธญาณุทเทส
ว่าด้วยอิทธิวิธญาณ
บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรยกอภิญญา ๖ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นไปด้วยอำนาจสัจวิวัฏญาณนั้นขึ้นแสดงโดยลำดับ.
ในอภิญญา ๖ แม้นั้น ท่านยกอิทธิวิธญาณแสดงก่อน คือความแปลกประหลาด เพราะเป็นอานุภาพอันปรากฏแก่โลก, ยกทิพโสตญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ คือ ทิพโสตญาณอันเป็นโอฬาริกวิสัย เพราะเป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ, ยกเจโตปริยญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๓ เพราะเป็นสุขุมวิสัย.
บรรดาวิชชา ๓ ท่านยกบุพเพนิวาสานุสติญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๑ เพราะบรรเทาความมืดในอดีตที่ปกปิดบุพเพนิวาสคือการเกิดในชาติก่อน, ยกทิพจักขุญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ เพราะบรรเทาความมืดทั้งในปัจจุบันและอนาคต, ยกอาสวักขยญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๓ เพราะตัดความมืดทั้งหมดเสียได้เด็ดขาด.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กายมฺปิ - แม้กาย ซึ่งได้แก่ แม้ซึ่งรูปกาย.
คำว่า จิตฺตมฺปิ - แม้ซึ่งจิต ได้แก่ แม้ซึ่งจิตอันมีฌานเป็นบาท.
คำว่า เอกววตฺถานตา - เพราะการกำหนดเข้าเป็นอันเดียวกัน.
มีคำอธิบายว่า ด้วยทิสมานกายหรืออทิสมานกาย เพราะตั้งไว้โดยความเป็นอันเดียวกันกับบริกรรมจิต และเพราะกระทำกายและจิตให้ระคนกันตามที่จะประกอบได้ ในคราวที่ประสงค์จะไป.
ก็คำว่า กาโย - กาย ในที่นี้ ได้แก่ สรีระ.
จริงอยู่ สรีระ ท่านเรียกว่ากาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งอวัยวะทั้งหลายมีเกสา - ผม เป็นต้นอันน่าเกลียดเพราะสั่งสมไว้ซึ่งอสุจิ และเป็นบ่อเกิดแห่งโรคหลายร้อย มีโรคทางจักษุเป็นต้น.
จ ศัพท์ ท่านประกอบไว้ในคำนี้ว่า สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ - ซึ่งสุขสัญญาด้วย ซึ่งลหุสัญญาด้วย เป็นสมุจจยัตถะ ควบสัญญาศัพท์เดียวเท่านั้น อันสัมปยุตกับจตุตถฌานให้เป็น ๒ บทเพราะต่างกันโดยอาการ.
จริงอยู่ อุเบกขาในจตุตถฌาน ท่านกล่าวว่า สนฺตํ - สงบ สุขํ - เป็นสุข, สัญญาที่สัมปยุตกับอุเบกขานั้น ชื่อว่าสุขสัญญา. สุขสัญญานั่นแหละ ชื่อว่าลหุสัญญา เพราะพ้นนิวรณ์ทั้งหลายและปัจนิกธรรมมีวิตกเป็นต้น.
คำว่า อธิฏฺฐานวเสน - ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้.
ความว่า ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้อย่างยิ่ง.
อธิบายว่า ด้วยสามารถแห่งการเข้าไป.
จ ศัพท์ในคำว่า อธิฏฺฐานวเสน จ ท่านนำมาเชื่อมเข้าไว้. เหตุตามที่ประกอบได้ของอิทธิวิธมีประการทั้งปวง ท่านกล่าวไว้แล้วเพียงเท่านี้.
คำว่า อิชฺฌนฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในการสำเร็จ. ความว่า ปัญญาในสภาวะคือการสำเร็จ.
คำว่า อิทฺธิวิเธ ญาณํ - ญาณในการแสดงฤทธิได้ต่างๆ
มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ ในอรรถว่าสำเร็จ, และในอรรถว่าได้เฉพาะ เพราะอรรถว่าสำเร็จ.
จริงอยู่ สิ่งใดจะเกิดขึ้น และจะได้เฉพาะ สิ่งนั้นท่านเรียกว่า อิชฺฌติ - ย่อมสำเร็จ.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑-
ถ้าว่า เมื่อบุคคลปรารถนากามอยู่
และกามก็ย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น ดังนี้. ____________________________ ๑- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๘
อนึ่ง ดุจดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เนกขัมมะย่อมสำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ
เนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะ ฉะนั้นจึงชื่อว่าปาฏิหาริย์,
อรหัตมรรคย่อมสำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ,
อรหัตมรรคนั้นย่อมทำลายกิเลสทั้งหมดได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า
ปาฏิหาริย์ ดังนี้. ____________________________ ๒- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๗๒๒
นัยอื่นอีก
ชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ, คำนี้เป็นชื่อของอุบายสัมปทา.
จริงอยู่ อุบายสัมปทาย่อมสำเร็จ เพราะประสบผลที่ตนประสงค์.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ๒-
จิตตคฤหบดีนี้แล เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม,
ถ้าเธอจักปรารถนาว่า ขอให้เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ราชในอนาคตกาลไซร้ ความปรารถนาด้วยใจของเธอผู้
มีศีล จักสำเร็จ เพราะความปรารถนานั้นบริสุทธิ์ ดังนี้. ____________________________ ๒- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๘๔
นัยอื่นอีก
สัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จได้ด้วยธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ คือธรรมชาติเป็นเหตุให้สำเร็จ.
คำว่า อิชฺฌนฺติ - ย่อมสำเร็จ.
มีคำอธิบายว่า สำเร็จ คือเจริญ คือย่อมถึงความโด่งดัง.
วิธะ คือ อิทฺธิ - ฤทธิ นั่นแหละชื่อว่าอิทธิวิธะ - แสดงฤทธิต่างๆ.
อธิบายว่า อิทธิโกฏฐาสะ - ส่วนแห่งฤทธิ อิทธิวิกัปปะ - ฤทธิสำเร็จได้ต่างๆ.
มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า อิทธิวิธญาณ - ญาณในการแสดงฤทธิได้ต่างๆ . ๕๑. อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณุทเทส
ว่าด้วยโสตธาตุวิสุทธิญาณ
คำว่า วิตกฺกวิปฺผารวเสน - ด้วยสามารถแห่งการแผ่วิตกไป.
ความว่า ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปคือด้วยกำลังแห่งวิตกของตน ในสัททนิมิตในเวลาทำบริกรรมเพื่อให้เกิดทิพโสตธาตุ
ก็ในคำว่า วิตกฺโก นี้มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใดย่อมตรึก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าวิตก.
อีกอย่างหนึ่ง ความตรึกชื่อว่าวิตก, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า การพิจารณา.
วิตกนี้นั้น-
มีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ,
มีการประคองจิตไว้ในอารมณ์ เป็นกิจ.
จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวว่า พระโยคีบุคคลย่อมกระทำอารมณ์ให้ถูกกระทบด้วยวิตก.
มีจิตที่ทรงอยู่ในอารมณ์ เป็นปัจจุปัฏฐาน,
และท่านกล่าวว่า มีอารมณ์อันมาถึงซึ่งคลอง เป็นปทัฏฐาน เพราะเกิดขึ้นโดยอินทรีย์ที่มาประชุมพร้อมซึ่งอารมณ์นั้น และโดยไม่มีอันตรายในอารมณ์อันแวดล้อมแล้ว.
คำว่า นานตฺเตกตฺตสทฺทนิมิตฺตานํ - ซึ่งเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว. ความว่า ซึ่งเสียงเป็นนิมิตมีสภาวะต่างๆ และมีสภาวะเดียว.
ก็ในคำว่าสัททนิมิตนี้ สัททะคือเสียงนั่นแหละเป็นนิมิต เพราะเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตก และเพราะเป็นนิมิตแห่งสังขาร. เสียงที่กลมกล่อมเป็นอันเดียวกัน เช่นเสียงกลอง หรือหลายเสียงมากมาย, เสียงในทิศต่างๆ หรือเสียงสัตว์ต่างๆ ชื่อว่านานัตตสัททา - เสียงต่างๆ, เสียงในทิศเดียว, หรือเสียงสัตว์ตัวเดียว, หรือเสียงแต่ละเสียงเช่นเสียงกลองเป็นต้น ชื่อว่าเอกัตตสัททา - เสียงเดียว.
ก็ในคำว่า สทฺโท นี้มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใดย่อมแผ่ไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสัททะ - เสียง.
อธิบายว่า เสียงที่เปล่งว่าออก
คำว่า ปริโยคาหเณ ปญฺญา - ปัญญาในการกำหนด.
ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องเข้าถึง. อธิบายว่า ปัญญาเป็นเครื่องรู้.
คำว่า โสตธาตุวิสุทฺธิญาณํ - ญาณในโสตธาตุอันบริสุทธิ์
ความว่า ชื่อว่าโสตธาตุ เพราะอรรถว่าได้ยิน และเพราะอรรถว่ามิใช่ชีวะ, และชื่อว่าโสตธาตุเพราะปัญญาทำกิจดุจโสตธาตุด้วยสามารถแห่งการทำกิจของโสตธาตุ, ชื่อว่าวิสุทธิ เพราะโสตธาตุนั้นหมดจดแล้ว เพราะปราศจากอุปกิเลส, โสตธาตุนั่นแหละบริสุทธิ์ ชื่อว่าโสตธาตุวิสุทธิ, ญาณคือความรู้ในโสตธาตุวิสุทธินั่นแหละ ชื่อว่าโสตธาตุวิสุทธิญาณ. ๕๒. อรรถกถาเจโตปริยญาณุทเทส
ว่าด้วยเจโตปริยญาณ
คำว่า ติณฺณํ จิตฺตานํ - แห่งจิต ๓ ดวง.
ความว่า แห่งจิต ๓ ดวง คือ โสมนัสสหคตจิต ๑ โทมนัสสสหคตจิต ๑ อุเปกขาสหคตจิต ๑.
คำว่า วิปฺผารตฺตา - ด้วยความแผ่ไป.
ความว่า ด้วยความเป็นแห่งความแผ่ไป. อธิบายว่า ด้วยความเร็ว.
คำว่า วิปฺผารตฺตา นี้เป็นปัญจมีวิภัตติลงในอรรถแห่งเหตุ.
ความว่า เพราะเหตุแห่งความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ดวงของบุคคลเหล่าอื่น ในกาลเป็นที่กระทำบริกรรมเพื่อให้เจโตปริยญาณเกิดขึ้น.
คำว่า อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความผ่องใสของอินทรีย์ทั้งหลาย.
ความว่า ด้วยสามารถความผ่องใสของอินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น,
ก็ในที่นี้โอกาสเป็นที่ตั้งแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยคำว่า อินฺทฺริยานํ โดยผลูปจารนัย ๑- ดุจคำว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ๒- ดังนี้.
หทัยวัตถุนั่นแหละ ท่านประสงค์แล้วในที่นี้ แม้ในโอกาสแห่งอินทรีย์ประดิษฐานแล้ว. ____________________________ ๑- ผลูปจารนัย - พูดเหตุแต่หมายถึงผล. ๒- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๑
คำว่า ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความผ่องใส.
ความว่า ด้วยสามารถแห่งความไม่ขุ่นมัว.
เมื่อกล่าวว่า ปสาทปฺปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใสและเลื่อมใสยิ่ง คำนี้พึงทราบว่า ท่านทำการลบ อปฺปสาท ศัพท์เสีย.
อีกอย่างหนึ่ง คำนี้พึงทราบว่า แม้ความไม่เลื่อมใส เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยคำว่า ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใส นั่นเอง เพราะศัพท์ว่า อปฺปสนฺนํ - ไม่ผ่องใสแล้ว เป็นศัพท์ที่ไม่เพ่งถึงความเลื่อมใส. ๓- ____________________________ ๓- เลื่อมใสกินความถึงไม่เลื่อมใสด้วย แต่ไม่ผ่องใส ไม่กินความถึงความเลื่อมใส.
คำว่า นานตฺเตกตฺตวิญฺญาณจริยาปริโยคาหเณ ปญฺญา - ปัญญาในการกำหนดจริยา คือวิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว.
ความว่า ปัญญาในการรู้ความเป็นไปของจิต ๘๙ อันมีสภาวะต่างๆ กันและที่มีสภาวะเดียวกัน ตามสมควรแก่การเกิดขึ้น.
ในวิญญาณจริยาทั้ง ๒ นี้ วิญญาณจริยาของผู้ไม่ได้สมาธิ เป็นนานัตตวิญญาณจริยา, วิญญาณจริยาของผู้ได้สมาธิ เป็นเอกัตตวิญญาณจริยา.
อีกอย่างหนึ่ง จิตมีราคะเป็นต้นเป็นนานัตตวิญญาณจริยา, จิตปราศจากราคะเป็นต้นเป็นเอกัตตวิญญาณจริยา.
ชื่อว่าปริยะ ในคำนี้ว่า เจโตปริยญาณํ นี้ เพราะอรรถว่ากำหนด. อธิบายว่า กำหนดรอบ.
การกำหนดด้วยใจ ชื่อว่าเจโตปริยะ - กำหนดด้วยใจ,
เจโตปริยะนั้นด้วย ญาณด้วย ฉะนั้นชื่อว่าเจโตปริยญาณ - ญาณในการกำหนดด้วยใจ. ปาฐะว่า วิปฺผารตา ดังนี้ก็มี. มีความว่าด้วยการแผ่ไป. ๕๓. อรรถกถาบุพเพนิวาสานุสติญาณุทเทส
ว่าด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ
คำว่า ปจฺจยปฺปวตฺตานํ ธมฺมานํ - ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตามปัจจัย. ความว่า ซึ่งปัจจยุปบันธรรมอันเป็นไปแล้วจากปัจจัยด้วยสามารถแห่งการอาศัยกันเกิดขึ้น.
อกุศลกรรม ชื่อว่านานัตตะ - หลายอย่าง, กุศลกรรม ชื่อว่าเอกัตตะ - อย่างเดียว ในคำว่า นานตฺเตกตฺตกมฺมวิปฺผารวเสน นี้.
อีกอย่างหนึ่ง กามาจวรกรรม ชื่อว่านานัตตะ - หลายอย่าง, รูปาวจรและอรูปาวจรกรรม ชื่อว่าเอกัตตะ - อย่างเดียว.
สัมพันธ์ความว่า
ปัญญาในการกำหนดธรรมอันเป็นไปแต่ปัจจัยด้วยสามารถการแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว.
คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ - ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้.
ความว่า ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในก่อนคือในอดีตชาติ ชื่อว่าบุพเพนิวาสะ - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในชาติก่อน.
คำว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่.
ความว่า ขันธ์ที่เคยอยู่คือที่มีแล้ว เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปในสันดานของตน. หรือธรรมที่เคยอยู่แล้วในก่อนคือในอดีตชาติ ชื่อว่าบุพเพนิวาสะ - ธรรมที่เคยอาศัยอยู่ในก่อน.
บทว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่.
ความว่า อยู่แล้วด้วยการอยู่เพราะอาศัยธรรมดังกล่าวแล้วเป็นอารมณ์ คือรู้แจ้งได้ด้วยจิตของตน ชื่อว่าการกำหนด ถึงแม้ว่ารู้แจ้งซึ่งจิตของคนอื่น ก็ชื่อว่าการกำหนด แต่ผู้ที่ทรงคุณอย่างหลังนี้ ย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ในบรรดาการระลึกถึงการเวียนว่ายตายเกิดซึ่งขาดเป็นตอนๆ เป็นต้น.
คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ - ตามระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้
ความว่า ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในครั้งก่อนได้ด้วยสติใด สตินั้นชื่อว่าบุพเพนิวาสานุสติ.
คำว่า ญาณํ - ญาณ ได้แก่ ญาณอันสัมปยุตด้วยสตินั้น. ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มาติกา อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗]
๕๔. อรรถกถาทิพจักขุญาณุทเทส
ว่าด้วยทิพจักขุญาณ
คำว่า โอภาสวเสน - ด้วยสามารถแสงสว่าง.
ความว่า ด้วยอำนาจแสงสว่างแห่งกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณอันเป็นอารมณ์แห่งจตุตถฌานอันแผ่ไปเพื่อเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ.
คำว่า นานตฺเตกตฺตรูปนิมิตฺตานํ - นิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกัน.
ความว่า รูปแห่งสัตว์ต่างๆ หรือรูปสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจำพวกที่มีกายต่างกัน หรือรูปทั้งหลายในทิศต่างๆ หรือรูปทั้งหลายที่ไม่ระคนกัน ชื่อว่า นานตฺตรูป - รูปต่างกัน.
รูปแห่งสัตว์ผู้เดียว หรือรูปแห่งสัตว์ผู้เกิดในจำพวกที่มีกายอย่างเดียวกัน หรือรูปทั้งหลายในทิศเดียว หรือรูปทั้งหลายเข้ากันได้แห่งทิศต่างๆ เป็นต้น ชื่อ เอกตฺตรูป - รูปอย่างเดียวกัน.
ก็ในคำว่า รูปํ นี้ ได้แก่ วัณณายตนะ (สี) เท่านั้น. เพราะวัณณายตนะนั้นย่อมแตกดับไป ฉะนั้นจึงชื่อว่ารูป.
อธิบายว่า วัณณายตนะนั้น เมื่อถึงซึ่งวรรณวิการ - ความเปลี่ยนไปแห่งวรรณะ ก็ย่อมประกาศความถึงซึ่งหทัย. รูปนั่นแหละชื่อว่านิมิตคือรูป. แห่งนิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกันเหล่านั้น.
คำว่า ทสฺสนฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่าเห็น ได้แก่ปัญญาในการเห็นเป็นสภาวะ.
คำว่า ทิพฺพจกฺขุญาณํ - ญาณในทิพจักขุ ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับด้วยของทิพย์.
ปสาทจักขุอันเป็นทิพย์ของทวยเทพอันเกิดขึ้นด้วยสุจริตกรรม อันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินทั้งหลายมีน้ำดีเสมหะและโลหิตเป็นต้น สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้เพราะพ้นจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง.
ญาณจักขุแม้นี้อันเกิดเพราะกำลังแห่งวีริยภาวนา ก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง ฉะนั้นจึงชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับของทิพย์,
ชื่อว่าทิพย์ แม้เพราะเป็นธรรมอันตนอาศัยทิพวิหารธรรม เพราะได้เฉพาะด้วยอำนาจทิพวิหารธรรม, ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นของรุ่งเรืองมากด้วยการกำหนดอาโลกะ - แสงสว่าง, ชื่อว่าทิพย์ แม้เพราะมีทางไปมาก ด้วยการเห็นรูปภายในฝาเรือนเป็นต้นได้.
คำทั้งหมดนั้น พึงทราบตามครรลองแห่งคัมภีร์ศัพทศาสตร์.
เพราะอรรถว่าเห็น จึงชื่อว่าจักขุ, ญาณนั้นเหมือนกับจักขุ แม้เหตุนั้นจึงชื่อว่าจักขุ, จักขุนั้นด้วยเป็นเพียงดังทิพย์ด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่าทิพจักขุ. ทิพจักขุนั้นด้วย ญาณด้วย รวมกันเป็นทิพจักขุญาณ - ญาณในทิพจักขุ. ๕๕. อรรถกถาอาสวักขยญาณุทเทส
ว่าด้วยอาสวักขยญาณ
คำว่า จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ - ด้วยอาการ ๖๔.
ความว่า ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่งๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผลละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔.
คำว่า ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ - อินทรีย์ ๓.
ความว่า ในอินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์, อัญญินทรีย์, อัญญาตาวินทรีย์.
คำว่า วสิภาวตา ปญฺญา - ปัญญาคือความเป็นผู้มีความชำนาญ.
ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ, ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั่นแหละด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล.
คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวแล้ว เพราะความสำเร็จผลนั้นด้วยสามารถแห่งการสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค.
บทว่า อาสวานํ ขเย ญาณํ - ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
ความว่า อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว. ๔๖-๕๙. อรรถกถาทุกขสมุทยนิโรธมรรคญาณุทเทส
ว่าด้วยญาณในอริยสัจ
บัดนี้ เพื่อแสดงความตรัสรู้ด้วยญาณอันเดียวกันแห่งมรรคญาณหนึ่งๆ บรรดามรรคญาณทั้ง ๔ ด้วยการเกี่ยวเนื่องกับด้วยอรหัตมรรคญาณกล่าวคืออาสวักขยญาณ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงได้ยกญาณทั้ง ๔ มีคำว่า ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่ารู้รอบเป็นต้นขึ้นแสดง.
บรรดาสัจจะทั้ง ๔ นั้น ทุกขสัจจะ ท่านกล่าวก่อน เพราะทุกขสัจจะเป็นของหยาบ เพราะมีอยู่ทั่วไปแก่สัตว์ทั้งปวงและเป็นของที่รู้ได้โดยง่าย, แล้วแสดงสมุทยสัจจะต่อจากทุกขสัจจะนั้น เพื่อแสดงเหตุแห่งทุกขสัจจะนั้น, ต่อจากนั้นก็แสดงนิโรธสัจจะ เพื่อจะให้รู้ว่า ผลดับก็เพราะเหตุดับ แล้วแสดงมรรคสัจจะในที่สุด เพื่อจะแสดงอุบายเป็นเครื่องบรรลุถึงซึ่งนิโรธสัจจะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวทุกข์ก่อนก็เพื่อจะให้เกิดความสังเวชแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ติดอยู่ด้วยความยินดีสุขในภพ, ทุกข์นั้นมิใช่มีมาโดยไม่มีเหตุ มิใช่มีเพราะพระอิศวรนิรมิตเป็นต้น, แต่มีมาจากสมุทัยนี้ ฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวสมุทยสัจจะไว้ในลำดับแห่งทุกข์นั้น เพื่อจะให้รู้เนื้อความนี้, แล้วกล่าวนิโรธไว้เพื่อให้เกิดความยินดีแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีใจสลดแล้ว ผู้แสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ เพราะถูกทุกข์อันเป็นไปกับด้วยเหตุ คือสมุทัยครอบงำ, แล้วกล่าวมรรคอันให้ถึงนิโรธเพื่อให้บรรลุนิโรธ. ท่านได้ยกญาณทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งสัจจะทั้ง ๔ นั้นขึ้นแสดงตามลำดับ ณ บัดนี้.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ปริญฺญฏฺเฐ - ในอรรถว่ารู้รอบ.
ความว่า ในสภาวะที่ควรรู้รอบ ๔ อย่างมีการเบียดเบียนเป็นต้นแห่งทุกข์.
คำว่า ปหานฏฺเฐ - ในอรรถว่าละ.
ความว่า ในสภาวะที่ควรละ ๔ อย่างมีการประมวลมาเป็นต้นแห่งสมุทัย.
คำว่า สจฺฉิกิริยฏฺเฐ - ในอรรถว่ากระทำให้แจ้ง.
ความว่า ในสภาวะที่ควรทำให้แจ้ง ๔ อย่าง มีการออกจากทุกข์เป็นต้นแห่งนิโรธ.
คำว่า ภาวนฏฺเฐ - ในอรรถว่าเจริญ.
ความว่า ในสภาวะที่ควรเจริญ ๔ อย่างมีการนำออกเป็นต้นแห่งมรรค. ๖๐-๖๓. อรรถกถาทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณุทเทส
ว่าด้วยทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงสัจญาณเป็นแผนกๆ ไปด้วยสามารถแห่งการพิจารณาถึงมรรคที่ได้เจริญแล้วก็ดี ด้วยอำนาจการได้ยินได้ฟังของผู้ไม่ได้อบรมมรรคก็ดี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาญาณ ๔ มีทุกขญาณเป็นต้นขึ้นแสดง.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ทุกฺเข - ในทุกข์.
ทุ ศัพท์ ในคำนี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าน่าเกลียด. ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรน่าเกลียดว่า ทุปุตตะ - บุตรชั่ว.
ข ศัพท์นั้นย่อมปรากฏในอรรถว่าว่างเปล่า.
จริงอยู่ ท่านเรียกอากาสที่ว่างว่า ขํ.
ก็สัจจะที่ ๑ นี้ชื่อว่าน่าเกลียด เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะเป็นอเนก, ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากความยั่งยืน, ความงาม, ความสุขและอัตตาอันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาของพาลชน. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกข์ เพราะความเป็นของน่าเกลียดและเพราะเป็นความว่างเปล่า.
ในคำว่า ทุกฺขสมุทเย - ในทุกขสมุทัยนี้
สํ ศัพท์นี้แสดงถึงสังโยคะ - การประกอบพร้อมกัน ดุจในคำเป็นต้นว่า สมาคโม - มาประชุมพร้อมกัน สเมตํ - มาถึงพร้อมกัน.
อุ ศัพท์นี้แสดงถึงการอุบัติ ดุจในคำเป็นต้นว่า อุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นแล้ว อุทิตํ - ตั้งขึ้นแล้ว.
อย ศัพท์ก็ย่อมแสดงถึงการณะ - เหตุ.
ก็สัจจะที่ ๒ นี้ เมื่อการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่เหลือมีอยู่ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกขสมุทัย เพราะเหตุที่สัจจะที่ ๒ เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ในเมื่อมีการประกอบ.
ในคำว่า ทุกฺขนิโรเธ - ในความดับแห่งทุกข์นี้ นิศัพท์แสดงถึงอภาวะ - ความไม่มี, และโรธศัพท์ แสดงถึงการเที่ยวไปในวัฏสงสาร. เพราะฉะนั้น ความไม่มีแห่งการเที่ยวไปแห่งทุกข์ กล่าวคือการเที่ยวไปในสังสารทุกข์ เพราะว่างจากคติทั้งปวง,
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบรรลุนิโรธนั้นแล้ว ทุกขนิโรธอันท่องเที่ยวไปในสงสารย่อมไม่มี เพราะความที่ทุกขนิโรธเป็นปฏิปักษ์ต่อการท่องเที่ยวไปในสังสาร แม้เพราะเหตุนี้ ก็เรียกว่าทุกขนิโรธ.
อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าทุกขนิโรธ เพราะเป็นปัจจัยแก่การดับไม่เกิดแห่งทุกข์.
ในคำว่า ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย - ในปฏิปทาเป็นเหตุถึงซึ่งทุกขนิโรธนี้ มรรคมีองค์ ๘ นี้ย่อมถึงซึ่งทุกขนิโรธ เพราะมุ่งหน้าต่อทุกขนิโรธนั้น โดยการกระทำให้เป็นอารมณ์ และเป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
มรรคญาณ ๔ เท่านั้น ในเบื้องต้นท่านกล่าวว่า มรรคญาณด้วยสามารถแห่งการแสดงอาการคือการออก, ท่านกล่าวว่า อานันตริกสมาธิญาณด้วยสามารถแห่งการแสดงเหตุแห่งการให้ผลในลำดับ, ท่านกล่าวสัจวิวัฏญาณด้วยอำนาจการแสดงซึ่งการหลีกออกจากวัฏฏะด้วยสัจจะ, ท่านกล่าวอาสวักขยญาณเพื่อแสดงความเกิดขึ้นแห่งอรหัตมรรคญาณตามลำดับแห่งมรรค และเพื่อแสดงความรู้ยิ่งแห่งญาณนั้น,
ท่านแสดงญาณ ๔ เป็นต้นว่า ปัญญาในปริญเญยยธรรม ชื่อว่าทุกขญาณ เพื่อแสดงความที่มรรคญาณทั้ง ๔ เป็นญาณที่ตรัสรู้ โดยความเป็นอันเดียวกันซ้ำอีก ท่านยกญาณทั้ง ๔ มีทุกขญาณเป็นต้นด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นแยกกันในสัจจะหนึ่งๆ อีก ฉะนั้น พึงทราบความต่างกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้แล. ๖๕-๖๗. อรรถกถาอัตถปฏิสัมภิทาธัมมปฏิสัมภิทา
นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส
ว่าด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔
บัดนี้ เพื่อจะแสดงว่า ปฏิสัมภิทาญาณสำเร็จแก่พระอริยบุคคลทั้งปวงได้ด้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคเท่านั้น ท่านจึงยกปฏิสัมภิทาญาณ ๔ มีอรรถปฏิสัมภิทาญาณเป็นต้นขึ้นแสดงอีก.
ก็ปฏิสัมภิทาญาณเหล่านี้เป็นสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณทั่วไปแก่พระอริยบุคคลทั้งปวง แม้ในเมื่อไม่มีการแตกฉานในปฏิสัมภิทาด้วยกัน, แต่ที่ท่านยกขึ้นแสดงในภายหลัง พึงทราบว่าเป็นปฏิสัมภิทาญาณอันถึงความแตกฉานของผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉานแล้ว นี้เป็นความต่างกันของอรรถวจนะทั้ง ๒ แห่งคำเหล่านั้น.
หรือญาณที่ท่านแสดงในลำดับมีทุกข์เป็นอารมณ์และมีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา, ญาณมีสมุทัยเป็นอารมณ์และมีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา, ญาณในโวหารอันแสดงอรรถและธรรมนั้นเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา, ญาณในญาณทั้ง ๓ เหล่านั้นเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านยกสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง เพื่อจะชี้แจงความแปลกกันแห่งเนื้อความแม้นั้น. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวให้แปลกกันด้วยนานัตตศัพท์ในภายหลัง, ในที่นี้จึงไม่กล่าวให้แปลกกันเหมือนอย่างนั้นดังนี้. ๖๘. อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณุทเทส
ว่าด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ
พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ครั้นยกญาณอันทั่วไปแก่พระสาวก ๖๗ ญาณขึ้นแสดงตามลำดับอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงญาณอันมีเฉพาะพระตถาคตเจ้าเท่านั้นไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย จึงได้ยกอสาธารณญาณ ๖ มีอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดง ณ บัดนี้.
แม้บรรดาอสาธารณญาณทั้ง ๖ นั้น พระตถาคตเจ้าทั้งหลายเมื่อจะทรงตรวจดูความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีภาชนะเป็นเครื่องรองรับพระธรรมเทศนา ก็ย่อมตรวจดูด้วยพุทธจักษุ. อินทริยปโรปริยัตตญาณและอาสยานุสยญาณทั้ง ๒ นี้เท่านั้น ชื่อว่าพุทธจักษุ.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ๑-
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรวจดูสัตว์โลกด้วย
พุทธจักษุได้ทรงเห็นแล้วแล ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย
บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลี
คือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า
บางพวกมีอินทรีย์อ่อน ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๑- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๙
และเมื่อตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลาย ก็ทรงตรวจดูความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ในสันดานของสัตว์ก่อน. ครั้นทรงทราบความแก่กล้าแห่งอินทรีย์แล้ว ต่อแต่นั้นก็ทรงตรวจดูอาสยานุสัยและจริต เพื่อแสดงธรรมตามสมควรแก่อาสยะเป็นต้น, แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงยกอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดงก่อน, ในลำดับต่อจากนั้นก็ยกอาสยานุสยญาณขึ้นแสดง.
ก็เมื่อจะทรงแสดงธรรม ย่อมทรงกระทำปาฏิหาริย์แก่ผู้ควรแนะนำด้วยปาฏิหาริย์, เพราะเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกญาณในยมกปาฏิหาริย์ขึ้นแสดงในลำดับต่อจากอาสยานุสยญาณ, เพื่อจะแสดงเหตุแห่งญาณทั้ง ๓ เหล่านี้จึงยกมหากรุณาญาณขึ้นแสดง แล้วยกสัพพัญญุตญาณขึ้นแสดงเป็นลำดับต่อไป เพื่อแสดงความบริสุทธิ์แห่งมหากรุณาญาณ.
พึงทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้ยกอนาวรณญาณขึ้นแสดงในลำดับแห่งสัพพัญญุตญาณนั้น เพื่อแสดงความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็นญาณที่เนื่องด้วยการระลึกถึงธรรมทั้งปวง และเพื่อแสดงความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็นอนาวริยภาพ คือไม่มีอะไรขัดข้อง.
ในคำว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ - ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนี้.
บทว่า สตฺตานํ - แห่งสัตว์ทั้งหลาย.
ข้างหน้าพึงนำมาประกอบในที่นี้ด้วยเป็น สตฺตานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ.
เมื่อควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ ปราปรานิ ท่านก็เรียกเสียว่า ปโรปรานิ เพราะทำให้เป็น โรอักษรด้วยสนธิวิธี.
ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่าปโรปริยะ, ปโรปริยะนั่นแหละชื่อว่าปโรปริยัตตะ, ความอ่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ๕ มีสัทธาเป็นต้นของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตะ, ญาณในอินทริยปโรปริยัตตะ ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตญาณ.
อธิบายว่า ญาณในความที่อินทรีย์ทั้งหลายเป็นคุณสูงและต่ำ
ปาฐะว่า อินฺทฺริยวโรวริยตฺตญาณํ - ญาณในความที่อินทรีย์เป็นคุณประเสริฐและไม่ประเสริฐ ดังนี้ก็มี.
พึงประกอบคำว่า วรานิ จ อวริยานิ จ วโรวริยานิ - ประเสริฐด้วย ไม่ประเสริฐด้วย ชื่อว่าประเสริฐและไม่ประเสริฐ, ภาวะแห่งวโรวริยะ ชื่อว่าวโรวริยัตตะ.
คำว่า อวริยานิ - ไม่ประเสริฐ. ความว่า ไม่สูงสุด.
อีกอย่างหนึ่ง ปร-อินทรีย์ที่ใช้ได้ด้วย, โอปร-อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้ด้วย ชื่อว่าปโรประ.
พึงประกอบความว่า ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่าปโรปริยัตตะ - ความเป็นแห่งอินทรีย์ที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ดังนี้.
คำว่า โอปรานิ - อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้. มีคำอธิบายว่า ต่ำทราม.
ความว่า ลามก ดุจในคำเป็นต้นว่า ๑- พิจารณาธรรมอันลามกของผู้ใดอยู่ ดังนี้.
ท่านตั้งปาฐะไว้เป็นสัตตมีวิภัตติว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺเตญาณํ ดังนี้ก็มี. ____________________________
๑- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕๙ ๖๙. อรรถกถาอาสยานุสยญาณุทเทส
ว่าด้วยอาสยานุสยญาณ
สัตว์ทั้งหลายข้องอยู่ด้วยฉันทราคะในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น เรียกว่า สตฺตา - สัตว์ทั้งหลาย ในคำนี้ว่า สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑-
ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่ความพอใจ ความ
กำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากใน
รูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น
ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ เพราะเหตุที่ความพอใจ
ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยาน
อยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ใน
วิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง
ในวิญญาณนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๑- สํ. ขนฺธ. ๑๗/๓๖๗
ส่วนอาจารย์ผู้เพ่งเฉพาะตัวอักษร ไม่ใคร่ครวญถึงอรรถะ ก็ลงความเห็นว่า คำนี้เป็นเพียงคำนามเท่านั้น.
ฝ่ายอาจารย์เหล่าใดใคร่ครวญถึงอรรถะ, อาจารย์เหล่านั้นก็ย่อมประสงค์ความว่า ชื่อว่าสัตว์ เพราะประกอบกับสิ่งทั้งปวง. สิ่งใดอาศัยอยู่ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์เหล่านั้น ฉะนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่าอาสยะ,
คำนี้เป็นชื่อของสันดานอันมิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิอบรมแล้ว, หรือว่าอันโทษทั้งหลายมีกามเป็นต้น หรือคุณทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น อบรมแล้ว.
กิเลสใดๆ ที่นอนเนื่องเป็นไปตาม อยู่ในสันดานของสัตว์ ฉะนั้น กิเลสนั้นๆ จึงชื่อว่าอนุสยา. คำนี้เป็นชื่อของกิเลสทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้นอันมีกำลัง.
อาสยะด้วย อนุสยะด้วย ชื่อว่าอาสยานุสยะ. พึงทราบว่าเป็นเอกวจนะ โดยชาติศัพท์และด้วยสามารถแห่งทวันทวสมาส.
อธิมุติกล่าวคือจริต สงเคราะห์เข้าในอาสยานุสยะ เพราะเหตุนั้น ในอุทเทสท่านจึงสงเคราะห์ญาณในจริตาธิมุติ เข้าด้วยอาสยานุสยญาณแล้วจึงกล่าวว่า อาสยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสยะ.
ก็ท่านทำอุทเทสไว้ด้วยประสงค์ใด, นิทเทสท่านก็ทำไว้ด้วยประสงค์นั้นนั่นแล. ๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณุทเทส
ว่าด้วยยมกปาฏิหีรญาณ
พึงทราบคำวินิจฉัยในคำว่า ยมกปาฏิหีเร ญาณํ - ญาณในยมกปาฏิหีระ นี้ดังต่อไปนี้.
ชื่อว่ายมกะ เพราะทำกองไฟและท่อธารแห่งน้ำเป็นต้น ให้เป็นไปในคราวเดียวกันไม่ก่อนไม่หลังทีเดียว, ชื่อว่าปาฏิหีระ เพราะกำจัดเสียซึ่งปฏิปักขธรรมทั้งหลายมีความไม่เชื่อเป็นต้น, ยมกะนั้นด้วย ปาฏิหีระด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ายมกปาฏิหีระ. ๗๑. อรรถกถามหากรุณาสมาปัตติญาณุทเทส
ว่าด้วยมหากรุณาสมาปัตติญาณ
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ - ญาณในมหากรุณาสมาบัติ นี้ดังต่อไปนี้.
ธรรมชาติใด ครั้นเมื่อทุกข์ของผู้อื่นมีอยู่ ย่อมทำความหวั่นใจแก่สาธุชนทั้งหลาย หรือว่าย่อมรื้อคือย่อมเบียดเบียนทำลายทุกข์ของผู้อื่น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากรุณา.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเรี่ยไร คือย่อมแผ่ไปด้วยอำนาจการแผ่ไปในเหล่าทุกขิตสัตว์ - สัตว์ผู้มีทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากรุณา.
กรุณาใหญ่ ชื่อว่ามหากรุณา ด้วยอำนาจกรรมคือการแผ่ไปและด้วยอำนาจกรรมอันเป็นคุณ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณา ย่อมเข้าสู่สมาบัตินี้ได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่าสมาปัตติ - สมาบัติ. พระมหากรุณานั้นด้วย เป็นสมาบัติด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ามหากรุณาสมาบัติ. ในมหากรุณาสมาบัตินั้น, ญาณอันสัมปยุตกับด้วยมหากรุณาสมาบัตินั้น. ๗๒-๗๓. อรรถกถาสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณุทเทส
ว่าด้วยสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณ
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สพฺพญฺญุตญาณํ อนาวรณญาณํ - ญาณเป็นเครื่องรู้ธรรมทั้งปวง ญาณอันไม่มีอะไรติดขัด นี้ดังต่อไปนี้
พระพุทธะพระองค์ใดทรงรู้ธรรมทั้งปวงมีประเภทแห่งคลองอันจะพึงแนะนำ ๕ ประการ ฉะนั้น พระพุทธะพระองค์นั้น ชื่อว่าสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวง, ความเป็นแห่งพระสัพพัญญู ชื่อว่าสัพพัญญุตา,
ญาณคือพระสัพพัญญุตาญาณนั้น ควรกล่าวว่าสัพพัญญุตาญาณ ท่านก็กล่าวเสียว่า สัพพัญญุตญาณ.
จริงอยู่ ธรรมทั้งปวงต่างโดยเป็นสังขตธรรมเป็นต้น เป็นครรลองธรรมที่จะพึงแนะนำมี ๕ อย่างเท่านั้น #- คือสังขาร ๑, วิการ ๑, ลักขณะ ๑, นิพพาน ๑ และบัญญัติ ๑. ____________________________ #- ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาเรียกธรรม ๕ มีสังขารเป็นต้นนี้ว่าไญยธรรม.
คำว่า สพฺพญฺญู - รู้ธรรมทั้งปวง ความว่า สัพพัญญูมี ๕ อย่างคือ
๑. กมสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงตามลำดับ,
๒. สกิงสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงในคราวเดียวกัน,
๓. สตตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงติดต่อกันไป,
๔. สัตติสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงด้วยความสามารถ,
๕. ญาตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงที่รู้แล้ว.
กมสัพพัญญุตาย่อมมีไม่ได้ เพราะกาลเป็นที่รู้ธรรมทั้งปวงไม่เกิดขึ้น ตามลำดับ,
สกิงสัพพัญญุตาก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีการรับอารมณ์ทั้งปวงได้ในคราวเดียวกัน,
สตตสัพพัญญุตาก็มีไม่ได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งจิตในอารมณ์ตามสมควรแก่จิต มีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น และเพราะไม่มีการประกอบในภวังคจิต,
สัตติสัพพัญญุตาพึงมีได้ เพราะสามารถรู้ธรรมทั้งปวงโดยการแสวงหา,
ญาตสัพพัญญุตาก็พึงมีได้ เพราะธรรมทั้งปวงรู้แจ่มแจ้งแล้ว.
ข้อว่าความรู้ธรรมทั้งปวงไม่มีในสัตติสัพพัญญุตาแม้นั้นย่อมไม่ถูกต้อง เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ๑-
อะไรๆ อันพระตถาคตเจ้านั้นไม่เห็นแล้วไม่มีในโลกนี้
อนึ่ง อะไรๆ ที่ไม่รู้แจ้งและไม่ควรรู้ก็ไม่มี, สิ่งใดที่ควร
แนะนำมีอยู่ พระตถาคตเจ้าได้รู้ธรรมทั้งหมดนั้นแล้ว
เพราะเหตุนั้น พระตถาคตเจ้าจึงชื่อว่าสมันตจักขุ.
ฉะนั้น ญาตสัพพัญญุตาเท่านั้น ย่อมถูกต้อง. ____________________________ ๑- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๗๒๗
ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัพพัญญุตญาณนั่นแลย่อมมีได้โดยกิจ โดยอสัมโมหะ โดยการสำเร็จแห่งเหตุ โดยเนื่องกับอาวัชชนะ ด้วยประการฉะนี้.
อารมณ์เป็นเครื่องกั้นญาณนั้นไม่มี เป็นญาณที่เนื่องด้วยอาวัชชนะนั่นเอง ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าอนาวรณะ - ไม่มีการติดขัด, อนาวรณะนั้นนั่นแหละ ท่านเรียกว่าอนาวรณญาณ ด้วยประการฉะนี้.
คำว่า อิมานิ เตสตฺตติ ญาณานิ - ญาณ ๗๓ เหล่านี้.
ความว่า ญาณทั้ง ๗๓ เหล่านี้ ท่านยกขึ้นแสดงด้วยสามารถแห่งญาณอันทั่วไปและไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย.
คำว่า อิเมสํ เตสตฺตติยา ญาณานํ - แห่งญาณ ๗๓ เหล่านี้.
ความว่า แห่งญาณทั้งหลาย ๗๓ ญาณเหล่านี้อันท่านกล่าวแล้วตั้งแต่ต้น.
ก็คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถว่าเป็นกลุ่ม.
ปาฐะว่า เตสตฺตตีนํ ดังนี้ก็มี.
เมื่อกล่าวว่า เตสตฺตติยา พึงทราบว่าเป็นพหุวจนะในรูปเอกวจนะ
คำว่า สตฺตสฏฺฐิ ญาณานิ - ญาณ ๖๗ ได้แก่ ญาณ ๖๗ นับตั้งแต่ต้นมา.
คำว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่พระสาวก.
ความว่า ชื่อว่าสาวก เพราะเกิดโดยชาติแห่งอริยะในที่สุดแห่งการฟัง, ชื่อว่าสาธารณะ เพราะการทรงไว้มีอยู่แก่ญาณเหล่านั้น,
ญาณ ๖๗ นั้นเป็นญาณที่ทั่วไปแก่พระสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าสาวกสาธารณะ - ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย.
คำว่า ฉ ญาณานิ - ญาณ ๖ ได้แก่ ๖ ญาณที่ท่านยกขึ้นแสดงในที่สุด.
คำว่า อสาธารณานิ สาวเกหิ - ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก.
ความว่า ญาณทั้งหลาย ๖ ญาณเฉพาะของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ฉะนี้แล. อรรถกถาญาณกถามาติกุทเทส
ในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินีจบ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗]
ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๓๑ จาก 84000.org
รายงานข้อผิดพลาดอรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที