ปัจจเวกขณญาณนิทเทส
เล่มที่ ๓๑ · ข้อ ๑๕๓ · บรรทัด ๑๗๔๑
อ่านเนื้อความ
ตัวบทข้างล่างคัดมาจาก 84000.org ตามตำแหน่งที่ระบุไว้ข้างบน สลับฉบับได้จากปุ่ม ส่วนอรรถกถาและฉบับมหาจุฬาฯ อยู่ที่ต้นทาง
[๑๕๓] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ เป็นกิเลสอันสกทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
[๑๕๔] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอันอนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลส นั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
[๑๕๕] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็นกิเลสอันอรหัตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจาก อุปกิเลส ๘ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่า รู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่าผู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณา เห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
[๑๕๖] ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้นเป็นปัจจเวกขณญาณ อย่างไร ฯ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสัง กัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะ อรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ ฟุ้งซ่านชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เลือกเฟ้น ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะ อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความ เกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะ อรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่า สตินทรีย์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าเห็นชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะ อรรถว่าพิจารณาเห็นชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถ ว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่าหลุดพ้น ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า แทงตลอด ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าปล่อยชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่า เป็นที่รวมชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ชื่อว่าวิมุติ เพราะ อรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
[๑๕๗] ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ(ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะ อรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูลชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้)เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
[๑๕๘] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะ แห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะ แห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมา ทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณเพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่า เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามา ประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้ เข้ามา ประชุมกันในขณะนั้น ฯ
[๑๕๙] ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่า อนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอัน หยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจร ออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่มาประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ฯ
ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๑ ข้อ ๑๕๓ หน้าที่ ๕๗ · ที่มา 84000.org
อรรถกถาของเล่มนี้ค้นได้ด้วย ⌘K แต่ไม่ได้พิมพ์ไว้ตรงนี้ เพราะสิ่งที่เก็บไว้เป็นอรรถกถาของทั้งเล่ม ไม่ใช่ของหัวข้อนี้โดยเฉพาะ — กดปุ่มอรรถกถาข้างล่างเพื่อไปยังจุดที่ตรงกับหัวข้อนี้ที่ 84000.org
หัวข้ออื่นใน๑. ญาณกถา
- สุตมยญาณกถาข้อ ๑ · บรรทัด ๙๕
- อภิญเญยยนิทเทสข้อ ๒ · บรรทัด ๑๐๕
- สัจนิทเทสข้อ ๑๐ · บรรทัด ๑๖๐
- ทุติยภาณวารข้อ ๓๐ · บรรทัด ๓๐๕
- ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทสข้อ ๕๖ · บรรทัด ๔๕๖
- ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทสข้อ ๖๔ · บรรทัด ๕๑๕
- จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิทเทสข้อ ๖๗ · บรรทัด ๕๕๙
- สัจฉิกาตัพพนิทเทสข้อ ๗๗ · บรรทัด ๗๒๑
- ลักขณัตติกนิทเทสข้อ ๗๙ · บรรทัด ๘๐๐
- ทุกขสัจนิทเทสข้อ ๘๐ · บรรทัด ๘๑๔
- สมุทยสัจนิทเทสข้อ ๘๓ · บรรทัด ๘๘๓
- นิโรธสัจนิทเทสข้อ ๘๔ · บรรทัด ๘๙๘
- มัคคสัจนิทเทสข้อ ๘๕ · บรรทัด ๙๐๖
- สีลมยญาณนิทเทสข้อ ๘๖ · บรรทัด ๙๕๑
- สมาธิภาวนามยญาณนิทเทสข้อ ๙๒ · บรรทัด ๑๐๘๘
- ธรรมฐิติญาณนิทเทสข้อ ๙๔ · บรรทัด ๑๑๓๐
- สัมมสนญาณนิทเทสข้อ ๙๙ · บรรทัด ๑๒๑๙
- อุทยัพพยญาณนิทเทสข้อ ๑๐๓ · บรรทัด ๑๒๖๗
- ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทสข้อ ๑๑๒ · บรรทัด ๑๓๖๐
- อาทีนวญาณนิทเทสข้อ ๑๑๕ · บรรทัด ๑๓๙๔
- สังขารุเปกขาญาณนิทเทสข้อ ๑๒๐ · บรรทัด ๑๔๓๔
- โคตรภูญาณนิทเทสข้อ ๑๓๖ · บรรทัด ๑๕๘๔
- มรรคญาณนิทเทสข้อ ๑๔๓ · บรรทัด ๑๖๔๖
- ผลญาณนิทเทสข้อ ๑๔๘ · บรรทัด ๑๖๙๘
- วิมุตติญาณนิทเทสข้อ ๑๕๒ · บรรทัด ๑๗๓๓
- วัตถุนานัตตญาณนิทเทสข้อ ๑๖๐ · บรรทัด ๑๘๑๕
- โคจรนานัตตญาณนิทเทสข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๘๖๔
- จริยานานัตตญาณนิทเทสข้อ ๑๖๕ · บรรทัด ๑๙๑๒
- ภูมินานัตตญาณนิทเทสข้อ ๑๗๑ · บรรทัด ๒๐๒๙
- ธรรมนานัตตญาณนิทเทสข้อ ๑๗๗ · บรรทัด ๒๐๕๑
- ญาณปัญจกนิทเทสข้อ ๑๘๕ · บรรทัด ๒๑๑๙
- ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสข้อ ๑๘๖ · บรรทัด ๒๑๓๐
- ญาณัตตยานิทเทสข้อ ๒๐๒ · บรรทัด ๒๒๓๔
- อานันตริกสมาธิญาณนิทเทสข้อ ๒๑๑ · บรรทัด ๒๓๒๘
- อรณวิหารญาณนิทเทสข้อ ๒๑๕ · บรรทัด ๒๔๐๖
- นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสข้อ ๒๑๗ · บรรทัด ๒๔๓๑
- ปรินิพพานญาณนิทเทสข้อ ๒๒๖ · บรรทัด ๒๕๐๓
- สมสีสัฏฐญาณนิทเทสข้อ ๒๒๗ · บรรทัด ๒๕๒๑
- สัลเลขัฏฐญาณนิทเทสข้อ ๒๓๓ · บรรทัด ๒๕๖๔
- วีริยารัมภญาณนิทเทสข้อ ๒๓๗ · บรรทัด ๒๕๙๗
- อัตถสันทัสนญาณนิทเทสข้อ ๒๓๙ · บรรทัด ๒๖๑๕
- ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทสข้อ ๒๔๒ · บรรทัด ๒๖๓๔
- ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทสข้อ ๒๔๓ · บรรทัด ๒๖๕๙
- ปเทสวิหารญาณนิทเทสข้อ ๒๔๕ · บรรทัด ๒๖๗๗
- วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทสข้อ ๒๔๖ · บรรทัด ๒๗๐๐
- อิทธิวิธญาณนิทเทสข้อ ๒๕๓ · บรรทัด ๒๗๙๗
- โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทสข้อ ๒๕๔ · บรรทัด ๒๘๒๒
- เจโตปริยญาณนิทเทสข้อ ๒๕๕ · บรรทัด ๒๘๓๘
- บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทสข้อ ๒๕๖ · บรรทัด ๒๘๕๙
- ทิพจักขุญาณนิทเทสข้อ ๒๕๗ · บรรทัด ๒๘๘๗
- อาสวักขยญาณนิทเทสข้อ ๒๕๘ · บรรทัด ๒๙๐๗
- สัจญาณจตุกทวยนิทเทสข้อ ๒๖๔ · บรรทัด ๒๙๗๐
- สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสข้อ ๒๖๘ · บรรทัด ๓๐๐๑
- อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทสข้อ ๒๖๙ · บรรทัด ๓๐๓๕
- อาสยานุสยญาณนิทเทสข้อ ๒๗๗ · บรรทัด ๓๐๗๙
- ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทสข้อ ๒๘๔ · บรรทัด ๓๑๓๐
- มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทสข้อ ๒๘๕ · บรรทัด ๓๑๖๔
- สัพพัญญุตญาณนิทเทสข้อ ๒๘๖ · บรรทัด ๓๒๔๘
- ๒. ทิฐิกถาข้อ ๒๙๔ · บรรทัด ๓๓๓๒
- ๓. อานาปาณกถาข้อ ๓๖๒ · บรรทัด ๔๐๗๐
- ๔. อินทรียกถาข้อ ๔๒๓ · บรรทัด ๕๒๐๐
- ๕. วิโมกขกถาข้อ ๔๖๙ · บรรทัด ๖๑๘๖
- ๖. คติกถาข้อ ๕๑๗ · บรรทัด ๗๑๒๖
- ๗. กรรมกถาข้อ ๕๒๓ · บรรทัด ๗๒๓๘
- ๘. วิปัลลาสกถาข้อ ๕๒๕ · บรรทัด ๗๒๗๔
- ๙. มรรคกถาข้อ ๕๒๗ · บรรทัด ๗๓๑๑
- ๑๐. มัณฑเปยยกถาข้อ ๕๓๐ · บรรทัด ๗๓๗๓