ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๓. กุณฑลเกสวรรค
  12. /
  13. ๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน

๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๖๒ · บรรทัด ๕๔๐๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. กีสาโคตมีเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระกีสาโคตมีเถรี

(พระกีสาโคตมีเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๕๕]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๕๖]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลหนึ่งในกรุงหงสวดี

ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้น

แล้วได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ

[๕๗]

หม่อมฉันได้ฟังธรรมของพระองค์

ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ที่ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง

นำมาซึ่งสันติสุขแห่งจิต

[๕๘]

แม้ครั้งนั้น พระธีรเจ้าผู้สูงสุดแห่งบุรุษ

ทรงยกย่องตั้งภิกษุณีรูปหนึ่ง ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง

ไว้ในเอตทัคคะ

[๕๙]

หม่อมฉันได้ฟังคุณของภิกษุณีนั้นแล้ว เกิดปีติมิใช่น้อย

ทำสักการะพระพุทธเจ้าตามกำลังความสามารถ

[๖๐]

หมอบลงใกล้พระธีรมุนีแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำ

ตรัสอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า

[๖๑]

‘ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๖๒]

สตรีผู้นี้ จักมีนามปรากฏว่ากีสาโคตมี

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น’

[๖๓]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว

เป็นผู้มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา

บำรุงพระชินเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต

[๖๔]

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๖๕]

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศยิ่งใหญ่พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๖๖]

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี

ทรงเป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด

ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๖๗]

หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่ ๕ ของพระองค์

มีนามปรากฏว่าธรรมา ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้ว

พอใจการบรรพชา

[๖๘]

แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้าน ครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

[๖๙]

พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์

มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี

เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

[๗๐]

คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา

(๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา

(๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา

(๗) พระนางสังฆทาสิกา

[๗๑]

(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้นได้กลับชาติมาเกิด)

คือพระเขมาเถรี ๑ พระอุบลวรรณาเถรี ๑

พระปฏาจาราเถรี ๑ พระกุณฑลเกสีเถรี ๑

หม่อมฉัน ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑

และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา

[๗๒]

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๗๓]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

ที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นตระกูลที่ต่ำต้อย

ได้(แต่งงาน)ไปยังตระกูลที่มีทรัพย์

[๗๔]

ชนทั้งหลายที่เหลือเว้นสามีของหม่อมฉัน

เกลียดชังว่าเป็นหญิงไม่มีทรัพย์

เมื่อหม่อมฉันคลอดบุตรแล้ว ก็เป็นที่ชื่นชอบของชนทั้งปวง

[๗๕]

ในคราวที่บุตรยังเป็นเด็กอ่อน มีความสุข

เป็นที่รักใคร่ของหม่อมฉันเหมือนดังชีวิตของตน

ก็ตกไปยังอำนาจของพญายม(ตายไป)

[๗๖]

หม่อมฉันอัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศก

มีหน้าเศร้าหมอง ร้องไห้น้ำตานองหน้า

อุ้มศพลูกที่ตายแล้วเที่ยวพูดบ่นเพ้อไป

[๗๗]

ครั้งนั้น หม่อมฉันอันบุรุษคนหนึ่งเห็นแล้ว

พาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นนายแพทย์ที่ประเสริฐที่สุด

จึงได้ทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ขอพระองค์โปรดประทานยาให้บุตรคืนชีพด้วยเถิด’

[๗๘]

พระชินเจ้าผู้ทรงฉลาดในอุบายแนะนำรับสั่งว่า

‘ในเรือนหลังใดไม่มีคนตาย

เธอจงไปนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนหลังนั้นมา’

[๗๙]

ครั้งนั้น หม่อมฉันไปจนทั่วกรุงสาวัตถี

ไม่ได้พบเรือนเช่นนั้นเลย

เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงกลับได้สติว่า

จักได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแต่ที่ไหน

[๘๐]

จึงทิ้งศพแล้วเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พระองค์ผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ

ทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉันแต่ที่ไกล แล้วตรัสว่า

[๘๑]

‘ก็ความเป็นอยู่เพียงวันเดียวของบุคคลผู้เห็นความเกิดขึ้น

และความเสื่อมไป ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี

ของบุคคลผู้มิได้เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป

[๘๒]

ธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมสำหรับชาวบ้าน

ไม่ใช่ธรรมสำหรับชาวนิคม ไม่ใช่ธรรมสำหรับสกุลเดียว

แต่เป็นธรรมสำหรับชาวโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก

ธรรมนั่นคืออนิจจตา (ความไม่เที่ยง)’

[๘๓]

หม่อมฉันได้ฟังคาถาเหล่านี้แล้ว

ได้ชำระธรรมจักษุให้หมดจดโดยพิเศษ

แต่นั้น รู้แจ้งพระสัทธรรมแล้วได้บวชเป็นบรรพชิต

[๘๔]

แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น

ประกอบความเพียรในศาสนาของพระชินเจ้า

ไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๘๕]

หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุและในเจโตปริยญาณ

เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสดา

[๘๖]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

หม่อมฉันทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นแล้ว

เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทิน

[๘๗]

พระศาสดาหม่อมฉันก็ปรนนิบัติแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

ภาระอันหนักหม่อมฉันก็ปลงลงได้แล้ว

ตัณหาที่นำไปสู่ภพหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

[๘๘]

กุลบุตรกุลธิดาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด

ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง

หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

[๘๙]

อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ

นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ

ของหม่อมฉันบริสุทธิ์ไพบูลย์

เพราะอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๙๐]

หม่อมฉันเก็บผ้ามาจากกองขยะ ป่าช้า ทางรถและทางเกวียน

แล้วทำเป็นผ้าสังฆาฏิจากผ้านั้น

ทรงจีวรที่เศร้าหมอง

[๙๑]

พระชินเจ้า ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ทรงพอพระทัยในคุณสมบัติคือการทรงจีวรเศร้าหมองนั้น

จึงทรงแต่งตั้งหม่อมฉันไว้ในเอตทัคคะในบริษัททั้งหลาย

[๙๒]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็ได้เผาแล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๙๓]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๙๔]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า พระกีสาโคตมีภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

กีสาโคตมีเถริยาปทานที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๓. กุณฑลเกสวรรคหัวข้อถัดไป๓. ธรรมทินนาเถริยาปทาน