บทธรรมคำสอนลำดับ ๑ จาก ๕
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันเพ็ญเดือน ๘ (วันอาสาฬหบูชา) เพื่อประกาศธรรมจักร การตรัสรู้อริยสัจ ๔ และทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) อันนำไปสู่การบรรลุโสดาบันของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์สาม
dhammacakkappavattana sutta
๗๐ บทมีคำอ่านมีคำแปล
“ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี”
บทนำสวด (ปะริตต๎วานะเมตตัง / หันทะ มะยัง)
- อนุสสะริตวา ยานิธะ ภูตานิ วิสาสะมัตตัง,อนึ่ง เหล่าภูตจำพวกใดในโลกนี้ ได้ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้ว,
- ยักขา ปะกาสิตา จะ เทวะตานัง,ทั้งพวกยักษ์และเทวดาเหล่าใดที่ได้รับการประกาศแล้ว,
- อะนุโมทิตวา สัพเพปิ สะมัคคา หุตวา,ขอภูต ยักษ์ และเทวดาเหล่านั้นทั้งหมดจงพร้อมเพรียงกันอนุโมทนา,
- สุขิโน โหตุ สัพเพปิ มะนุสสา,และขอให้มนุษย์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุขเถิด,
- หันทะ มะยัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตะปาฐัง ภะณามะ เส.เชิญเถิด เราทั้งหลายจงสวดบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกันเถิด.
นิทานกถา และ ที่สุดสองอย่างที่ไม่ควรเสพ
- เอวัมเม สุตัง, เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, พาราณะสียัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย.ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี.
- ตัต๎ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ.ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาตรัสว่า:
- เท๎วเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่างเหล่านี้ อันผู้บวชไม่พึงเสพ,
- โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค, หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนริโย อะตัตถะสัญหิโต,คือการพัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลายนี้ใด เป็นของต่ำต้อย เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนกิเลสหนา ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์;
- โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค, ทุกโข อะนะริโย อะตัตถะสัญหิโต.และการประกอบความลำบากแก่ตนเปล่านี้ใด ก่อให้เกิดทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.
มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง)
- เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ สัมโพธินา,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุด ๒ อย่างเหล่านั้น อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว,
- จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.ทำดวงตา ทำญาณทัสสนะให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
- กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ สัมโพธินา,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น อันตถาคตตรัสรู้แล้ว เป็นไฉน?
- จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.ทำดวงตา ทำญาณทัสสนะให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน?
- อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค,ทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล,
- เสยยะถีทัง,คือสิ่งเหล่านี้ ได้แก่:
- สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ.ปัญญาเห็นชอบ ความดำริชอบ, วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ, ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
- อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ สัมโพธินา,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนี้แล อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว,
- จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.ทำดวงตา ทำญาณทัสสนะให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
อริยสัจ 4
- อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ (ความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์):
- ชาติปิ ทุกขา, ชะราปิ ทุกขา, พยาธิปิ ทุกขา, มะระณัมปิ ทุกขัง,แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์, แม้ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์, แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
- โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์,
- อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์,
- สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา.ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์.
- อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทยอริยสัจ (เหตุเกิดแห่งความทุกข์):
- ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา, นันทิราคะสะหะคะตา, ตะต๎ระ ตะต๎ราภินันทินี,คือตัณหาอันทำให้มีการเกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยความเพลิดเพลิน ย่อมเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ,
- เสยยะถีทัง, กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา.ได้แก่ ตัณหาในกาม (กามตัณหา), ตัณหาในความมีความเป็น (ภวตัณหา), ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น (วิภวตัณหา).
- อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ (ความดับแห่งทุกข์):
- โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย.คือความดับสละคลายตัณหานั้นโดยไม่เหลือ การสละคืน การปล่อยวาง การพ้นไป และการไม่มีความอาลัยในตัณหานั้น.
- อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์):
- อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค,ทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล,
- เสยยะถีทัง,คือสิ่งเหล่านี้ ได้แก่:
- สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ.สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ).
ญาณทัสสนะวน ๓ รอบ มีอาการ ๑๒
- อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขอริยสัจ'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้น ควรกำหนดรู้'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญา ตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้น เราได้กำหนดรู้แล้ว'.
- อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขสมุทยอริยสัจ'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้น ควรละเสีย'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้น เราละได้แล้ว'.
- อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขนิโรธอริยสัจ'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้น ควรทำให้แจ้ง'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้น เราได้ทำให้แจ้งแล้ว'.
- อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น ควรเจริญให้มาก'.
- ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น เราได้เจริญให้มากแล้ว'.
- ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาเห็นตามเป็นจริงอย่างไร ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ของเรา ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่บริสุทธิ์หมดจดดีเพียงใด,
- เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รัหมะเก, สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่ยืนยันว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
- ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อใดแล ปัญญาเห็นตามเป็นจริงอย่างไร ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ของเรา ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ บริสุทธิ์หมดจดดีแล้ว,
- อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รัหมะเก, สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.เมื่อนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจึงยืนยันว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
- ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ, อกุปปา เม วิมุตติ, อะยะมันติมา ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ.ก็ญาณทัสสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า 'ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ความเกิดอีกย่อมไม่มี' ดังนี้.
- อิทะมะโวจะ ภะคะวา, อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง.พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสธรรมปริยายนี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ต่างมีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
การเกิดธรรมจักษุแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ
- อิมัส๎มิญจะ ปะนะ เวิยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน, อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ,ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากฝุ่นละออง ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า:
- ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ.'สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา'.
เทวดาแซ่ซ้องสรรเสริญ และก้องกังวานไปหมื่นโลกธาตุ
- ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก, ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง,ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ภุมมะเทวดาทั้งหลาย ได้ส่งเสียงป่าวประกาศว่า:
- เอตัมภะคะวะตา พาราณะสียัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง,'นั่น พระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี,
- อัปปะฏิวุตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พ๎รัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินติ.อันสมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงให้หมุนกลับได้'.
- ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ได้ฟังเสียงของภุมมะเทวดาแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
- จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
- ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.เทวดาชั้นยามา ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
- ยามานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.เทวดาชั้นดุสิต ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นยามาแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
- ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.เทวดาชั้นนิมมานรดี ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นดุสิตแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
- นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นนิมมานรดีแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
- ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, พ๎รัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง,พรหมหมู่พรหมกายิกา ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศก้องขึ้นว่า:
- เอตัมภะคะวะตา พาราณะสียัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง,'นั่น พระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี,
- อัปปะฏิวุตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พ๎รัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินติ.อันสมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงให้หมุนกลับได้'.
- อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ, ยาวะ พ๎รัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ.ดังนี้แล โดยชั่วขณะเดียว ชั่วครู่เดียวนั้น เสียงป่าวประกาศก้องได้กระฉ่อนขึ้นไปถึงพรหมโลก.
- อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ, สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ,ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ ก็สะเทือนสะท้านไหวหวั่นก้องกังวาน,
- อัปปะมาโณ จะ อุฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ, อะติกกัมมะ เทวานัง เทวานุภาวัง.ทั้งแสงสว่างอย่างใหญ่หาประมาณมิได้ ปรากฏขึ้นแล้วในโลก ล่วงอานุภาพของเหล่าเทวดาทั้งหลายเสียหมด.
- อะถะ โข ภะคะวา อุทา นัง อุทาเนสิ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ,ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า 'ผู้เจริญ! โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ! ผู้เจริญ! โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ!',
- อิติหิทัง อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ, อัญญาโกณฑัญโญ ต๎เววะ นามัง อะโหสีติ.ด้วยเหตุนี้ นามว่า 'อัญญาโกณฑัญญะ' (โกณฑัญญะผู้รู้แล้ว) นี้แล จึงได้มีแก่ท่านพระโกณฑัญญะ ดังนี้แลฯ
ข้อมูลบทสวด
- ลำดับ
- ๑ ใน ๕
- จำนวนบท
- ๗๐
- ประเภท
- พระสูตร
- เสียงสวด
- ยังไม่มี
ที่มาและการตรวจทาน
- บาลี
- ยังไม่ได้ทานกับต้นฉบับ
- คำแปล
- ยังไม่ได้ทานกับต้นฉบับ
ที่มาในพระไตรปิฎก
- สํ. ม. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘ (SN 56.11)
- วินย. มหาวรรค ปัญจวัคคียกถา ๔/๑๓/๑๔
ที่มาของสำนวน
สัมพุทธสาสนวินิจฉัย / คู่มือทำวัตรสวดมนต์ — ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
Pali & Text: สัมพุทธสาสนวินิจฉัย / หนังสือคู่มือทำวัตรสวดมนต์ฉบับวัดป่าและฉบับหลวง; Cross-check บาลีโรมันกับ SuttaCentral (SN 56.11 Dhammacakkappavattana Sutta)

