อสัมปทานชาดก
ว่าด้วยการไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๑ · บรรทัด ๘๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหารทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสมฺปทาเนนิตรีตรสฺส ดังนี้. ความย่อว่า ในครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณของพระตถาคต พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นผู้อกตัญญูแม้ในครั้งก่อนก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระราชามคธพระองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐี (ในรัชกาล) ของพระราชาพระองค์นั้นมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่า สังขเศรษฐี ในพระนครพาราณสีมีเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่า ปิลิยเศรษฐี เศรษฐีทั้งสองนั้นเป็นสหายกัน ในเศรษฐีทั้งสองนั้น ปิลิยเศรษฐี ในพระนครพาราณสี ประสบภัยอย่างมหันต์ด้วยหน้าที่การงานบางอย่างถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวกลายเป็นคนขัดสนไร้ที่พำนัก ชวนภรรยาเดินทางไปหมายพึ่งท่านสังขเศรษฐี ออกจากพระนครพาราณสี มุ่งไปสู่พระนครราชคฤห์ด้วยเท้าเปล่า จนถึงนิเวศน์ของท่านสังขเศรษฐี ท่านสังขเศรษฐีเห็นเขาแล้ว กล่าวว่าเพื่อนของเรามาแล้ว ต้อนรับแข็งแรง แสดงความเคารพนับถือให้พักอยู่สอง-สามวัน วันหนึ่งจึงถามว่า เพื่อนรัก ท่านมาด้วยต้องการอะไร ? ปิลิยเศรษฐีตอบว่า เพื่อนยาก ภัยบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ถึงสิ้นเนื้อประดาตัว ช่วยอุดหนุนข้าพเจ้าด้วยเถิดฝ่ายสังขเศรษฐีก็กล่าวว่า ดีละเพื่อน อย่ากลัวไปเลย แล้วสั่งให้เปิดคลัง แบ่งเงินให้ ๔๐ โกฏิ แล้วยังแบ่งครึ่งสวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นของตนทุกอย่าง อันเป็นบริวารตามกำหนด ส่วนที่เหลือให้อีกด้วย ปิลิยเศรษฐีขนสมบัติกลับไปพระนครพาราณสี ตั้งหลักฐานได้. ในเวลาต่อมา ภัยเช่นเดียวกันนั่นแหละ ก็เกิดแก่ท่านสังขเศรษฐีบ้าง ท่านสังขเศรษฐีใคร่ครวญถคงที่พำนักของตนคิดได้ว่า เราได้ทำอุปการะอย่างใหญ่หลวงไว้แก่สหาย แบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง เขาเห็นเราแล้วคงไม่ทอดทิ้ง เราจักไปหาเขาดังนี้แล้ว พาภรรยาเดินทางไปพระนครพาราณสีด้วยเท้าเปล่ากล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอจะเดินไปตามท้องถนนพร้อมกับพี่ดูไม่ควรเลย เธอคอยขึ้นยานที่พี่ส่งมารับไปกับบริวารจำนวนมากภายหลัง จงคอยอยู่ที่นี่จนกว่าพี่จะส่งยานมารับ ดังนี้แล้วให้นางพักที่ศาลา ตนเองเข้าสู่พระนคร ไปสู่เรือนเศรษฐี ให้คนบอกท่านเศรษฐีว่า สหายของท่านชื่อ สังขเศรษฐีมาจากพระนครราชคฤห์ ปิลิยเศรษฐีให้คนไปเชิญมา ครั้นเห็นสังขเศรษฐีแล้ว ก็มิได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ไม่กระทำปฏิสันถารเลย เอ่ยถามอย่างเดียวว่า ท่านมาทำไม ?. สังขเศรษฐีตอบว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อพบท่าน ถามว่า ท่านพักที่ไหนล่ะ ?. ตอบว่า ที่พักของข้าพเจ้ายังไม่มีดอก ข้าพเจ้าให้แม่บ้านหยุดคอยที่ศาลาแล้วมาก่อน ปิลิยเศรษฐีกล่าวว่า ที่พักของท่านที่นี่ก็ไม่มี ท่านจงรับอาหารไปให้เขาหุงต้มกิน ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วพากันไปเสียเถิดอย่ามาพบเราอีกเลย พลางสั่งทาสว่า เจ้าจงตวงข้าวลีบ ๔ ทะนานห่อชายผ้าสหายของเราให้ไปเถิด ได้ยินว่า วันนั้น ปิลิยเศรษฐีให้คนฝัดข้าวสาลีแดงไว้ประมาณพันเกวียน ขึ้นยุ้งไว้เต็มทั้งที่ได้รับทรัพย์ ๔๐ โกฏิมา ยังเนรคุณ เป็นเหมือนมหาโจรบอกให้ข้าวทะนานเดียวแก่เพื่อนได้ ทาสตวงข้าวลีบ ๔ ทะนานใส่กระเช้าแล้วไปหาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คิดว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ได้ทรัพย์ ๔๐ โกฏิจากสำนักของเรา บัดนี้สั่งให้ข้าวลีบ ๔ ทะนาน เราจะรับหรือไม่รับดีหนอ ครั้นแล้วมีปริวิตกว่า คนผู้นี้เป็นคนเนรคุณ ประทุษร้ายมิตร ทำลายมิตรภาพระหว่างเราเสียแล้ว ด้วยความเป็นคนตัดรอนอุปการะที่เราทำไว้ถ้าเราไม่รับข้าวลีบ ๔ ทะนานที่เขาให้ เพราะเป็นของเลวไซร้ก็จักต้องทำลายมิตรภาพ คนอันธพาลที่ไม่ยอมรับสิ่งของที่ตนได้เล็กน้อย ย่อมยังมิตรภาพให้สลายไป แต่เรารับข้าวลีบที่เขาให้ จักยังดำรงมิตรภาพไว้ได้ด้วยอำนาจของเรา แล้วก็ห่อข้าวลีบ๔ ทะนาน ที่ชายผ้าลงจากปราสาทไปสู่ศาลา ครั้งนั้น ภรรยาถามท่านว่า ท่านเจ้าข้า ท่านได้สิ่งไรมาบ้าง ? ตอบว่า ปิลิยเศรษฐีสหายของเราให้ข้าวลีบมา ๔ ทะนาน แล้วสลัดเราเสียในวันนี้เลยทีเดียว นางกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ท่านรับมาทำไม มันสมควรแก่ทรัพย์ ๔๐ โกฏิละหรือ แล้วเริ่มร้องไห้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่านางผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เลย พี่เกรงจะเสียไมตรีกับเขา จึงรับมาเพื่อดำรงมิตรภาพไว้ด้วยอำนาจของพี่ เธอจะร้องไห้ไปทำไม ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า " ไมตรีของผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนพาลย่อมเป็นโทษ ก่อให้เกิดแตกร้าวกัน เพราะไม่รับของไว้ เพราะฉะนั้น เราจึงรับเอาข้าวลีบกึ่งมานะ๑ ไว้ด้วยมาคิดว่า ไมตรีของเราอย่าได้แตกร้าวเสียเลย ขอให้ไมตรีของเรานี้ ดำรงยั่งยืนต่อไปเถิด " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมฺปทาเนน ความว่า เพราะไม่ยอมรับของไว้ เข้าสนธิกันโดยลบสระ ได้ความว่า เพราะไม่ถือเอาสิ่งของไว้. บทว่า อิตรีตรสฺส ได้แก่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเลวหรือไม่เลยก็ตาม. บทว่า พาลสฺส มิตฺตานิ กลี ภวนฺติ ความว่า ไมตรีของคนโง่ ๆ ไร้ปัญญา ย่อมชื่อว่าเป็นกลี คือเป็นเช่นกับตัวกาฬกรรณีอธิบายว่า ย่อมทำลายได้. ด้วยบทว่า ตสฺมา หรามิ ภุสํ อฑฺฒมมานํ นี้ พระโพธิสัตว์แสดงว่า ด้วยเหตุนั้น พี่จึงหอบหิ้ว คือยอมรับข้าวลีบตุมพะหนึ่ง (๔ ทะนาน) ที่สหายเขาให้. อธิบายว่า มานะหนึ่งเท่ากับ ๘ ทะนาน๑. มานะ เป็นชื่อมาตรา, ๘ ทะนานเท่ากับ ๑ มานะ, กึ่งมานะเท่ากับ ๔ ทะนาน. กึ่งมานะเท่ากับ ๔ ทะนาน และ ๔ ทะนาน ชื่อว่า หนึ่งดุมพะด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปลาปตุมฺพํ. บทว่า มา เม มิตฺติ ภิชฺชิตฺถ สสฺสตายํ ความว่า ไมตรีของเรากับสหายอย่าแตกกันเสียเลย ขอให้ไมตรีนี้จงยั่งยืนอยู่ต่อไปเถิด. ก็เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่อย่างนี้ ภรรยาคงร้องไห้อยู่นั่นเอง ในขณะนั้น ทาสผู้ทําการงานที่ท่านสังขเศรษฐีมอบให้แก่ ปิลิยเศรษฐี ผ่านมาทางประตูศาลา ได้ยินเสียงภรรยาของท่านเศรษฐีร้องไห้ จึงเข้าไปยังศาลา เห็นเจ้านายเก่าของตน ก็หมอบลงแทบเท้า ร้องไห้คร่ำครวญ พลางถามว่า ข้าแต่นายท่านพากันมาที่นี่ทำไม ? ท่านเศรษฐีก็เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดทาสผู้ทำงานจึงปลอบท่านทั้งสองว่า ช่างเถิดนาย ท่านทั้งสองอย่าคิดเลย แล้วพาไปเรือนของตน ให้อาบน้ำหอม ให้บริโภคอาหาร เรียกทาสทั้งหลายที่เหลือมาประชุมกัน แสดงให้รู้ว่าเจ้านายของพวกท่านมาแล้ว รออยู่สอง-สามวัน ก็พาทาสทั้งหมดไปสู่ท้องพระลานหลวง แล้วร้องตะโกนโพนทนาขึ้น พระราชารับสั่งให้เรียกมาตรัสถามว่า นี่เรื่องอะไรกัน ? ทาสเหล่านั้นพากันกราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของพวกทาสแล้ว รับสั่งให้เรียกเศรษฐีทั้งสองเข้ามาเฝ้าตรัสถามท่านสังขเศรษฐีว่า มหาเศรษฐี ได้ยินว่า ท่านให้ทรัพย์๔๐ โกฏิ แก่ปิลิยเศรษฐี จริงหรือ ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชเจ้า มิใช่แต่ทรัพย์อย่างเดียวเท่านั้น ที่ข้าพระองค์ให้แก่สหายผู้นึกถึงข้าพระองค์ แล้วบ่ายหน้ามาสู่พระนครราชคฤห์ข้าพระองค์แบ่งสวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นสมบัติทุกอย่าง ออกเป็นสองส่วน แล้วแบ่งเท่า ๆ กัน พระเจ้าข้าพระราชาตรัสถามปิลิยเศรษฐีว่า ข้อนั้นเป็นความจริงหรือ ? ปิลิยเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เป็นความจริงพระเจ้าข้าตรัสถามต่อไปว่า ก็เมื่อเขานึกถึงท่าน มาหาถึงนี่แล้ว ท่านยังจะได้กระทำสักการะ สัมมานะ อะไรบ้างเล่า ? เขานิ่งเสีย รับสั่งถามต่อไปว่า ยังอีกข้อหนึ่งเล่า เจ้าได้ให้ทาสตวงข้าวลีบดุมพะหนึ่งใส่ชายผ้าให้เขาไป ยังจะจริงหรือ ? ปิลิยเศรษฐีแม้จะฟังพระดำรัสนั้น ก็คงนิ่งอึ้งอยู่นั่นเอง พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์ว่า ควรทำอย่างไร ทรงบริภาษปิลิยเศรษฐี แล้วตรัสว่า ไปกันเถิดท่านทั้งหลาย จงไปเอาสมบัติในเรือนของปิลิยเศรษฐี ให้แก่สังขเศรษฐีเถิด พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งของของผู้อื่นเลย ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานส่วนที่ข้าพระองค์ให้แก่เขาเท่านั้นเถิด พระเจ้าข้า พระราชารับสั่งให้พระราชทานสมบัติอันเป็นส่วนของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ได้คืนสมบัติที่ตนให้ไปทั้งหมดแล้วแวดล้อมด้วยทาสกลับไปสู่พระนครราชคฤห์ นั่นแหละ ตั้งหลักฐานได้แล้ว กระทำบุญทั้งหลาย มีให้ทานเป็นต้น แล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ปิลิยเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต ส่วนสังขเศรษฐีได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอสัมปทานชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๑๔–๕๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๔. อสมฺปทานวคฺควณฺณนา
๑. อสมฺปทานชาตกํ
อสมฺปทาเนนิตรีตรสฺสาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺมิญฺหิ กาเล ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต อกตญฺญู ตถาคตสฺส คุณํ น ชานาตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เทวทตฺโต อกตญฺญู ปุพฺเพปิ อกตญฺญูเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต มคธรฏฺเฐ ราชคเห เอกสฺมึ มคธรญฺเญ รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺเสว เสฏฺฐี อโหสิ อสีติโกฏิวิภโว สงฺขเสฏฺฐี นาเมน ฯ พาราณสิยํ ปิลิยเสฏฺฐี นาม อสีติโกฏิวิภโว อโหสิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ สหายกา อเหสุํ ฯ เตสุ พาราณสิยํ ปิลิยเสฏฺฐิสฺส เกนจิเทว กรณีเยน มหนฺตํ ภยํ อุปฺปชฺชิ ฯ สพฺพํ สาปเตยฺยํ ปริหายติ ฯ โส ทลิทฺโท อปฺปฏิสรโณ หุตฺวา ภริยํ อาทาย สงฺขเสฏฺฐึ ปจฺจยํ กตฺวา พาราณสิโต นิกฺขมิตฺวา ปทสาว ราชคหํ คนฺตฺวา สงฺขเสฏฺฐิสฺส นิเวสนํ อคมาสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวาว สหาโย เม อาคโตติ ปริสฺสชฺชิตฺวา สกฺการสมฺมานํ กตฺวา กติปาหํ วีตินาเมตฺวา เอกทิวสํ สมฺม เกนตฺเถน อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ ภยํ เม สมฺม อุปฺปนฺนํ สพฺพํ ธนํ ปริกฺขีณํ อุปตฺถมฺโภ เม โหหีติ ฯ โสปิ สาธุ สมฺม มา ภายีติ ภณฺฑาคารํ วิวราเปตฺวา จตฺตาฬีส หิรญฺญโกฏิโย ทาเปตฺวา เสสํปิ ปริจฺเฉทปริวารํ สพฺพํ อตฺตโน สนฺตกํ สวิญฺญาณกํ อวิญฺญาณกํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา อุปฑฺฒเมว อทาสิ ฯ โส ตํ วิภวํ อาทาย ปุน พาราณสึ คนฺตฺวา นิวาสํ กปฺเปสิ ฯ
อปรภาเค สงฺขเสฏฺฐิสฺสาปิ ตาทิสเมว ภยํ อุปฺปชฺชิ ฯ โส อตฺตโน ปฏิสรณํ อุปธาเรนฺโต สหายสฺส เม มหาอุปกาโร กโต อุปฑฺฒวิภโว ทินฺโน น โส มํ ทิสฺวา ปริจฺจชิสฺสติ ตสฺส สนฺติกํ คมิสฺสามีติ จินฺเตนฺโต ภริยํ อาทาย ปทสาว พาราณสึ คนฺตฺวา ภริยํ อาห ภทฺเท ตว มยา สทฺธึ อนฺตรวีถิยํ คมนนฺนาม น ยุตฺตํ มยา เปสิตยานํ อารุยฺห มหนฺเตน ปริวาเรน ปจฺฉา อาคมิสฺสสิ ยาว ยานํ เปเสมิ ตาว อิเธว โหหีติ วตฺวา ตํ สาลายํ ฐเปตฺวา สยํ นครํ ปวิสิตฺวา เสฏฺฐิสฺส ฆรํ คนฺตฺวา ราชคหนครโต ตุมฺหากํ สหาโย สงฺขเสฏฺฐี นาม อาคโตติ อาโรจาเปสิ ฯ โส อาคจฺฉตูติ ปกฺโกสาเปตฺวา ตํ ทิสฺวา เนว อาสนา วุฏฺฐาสิ น ปฏิสณฺฐารมกาสิ เกวลํ กิมตฺถํ อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ ตุมฺหากํ ทสฺสนตฺถํ อาคโตมฺหีติ ฯ นิวาโส เต กหํ คหิโตติ ฯ น ตาว นิวาสนฏฺฐานํ อตฺถิ เสฏฺฐิฆรณิมฺปิ สาลายํ ฐเปตฺวา อาคโตมฺหีติ ฯ ตุมฺหากํ อิธ นิวาสนฏฺฐานํ นตฺถิ นิวาปํ คเหตฺวา เอกสฺมึ ฐาเน ปจาเปตฺวา ภุญฺชิตฺวา คจฺฉถ ปุน อมฺเห มา ปสฺสิตฺถาติ วตฺวา มยฺหํ สหายสฺส ทุสฺสนฺเต พนฺธิตฺวา เอกํ พหลปลาปตุมฺพํ เทหีติ ทาสํ อาณาเปสิ ฯ ตํ ทิวสํ กิร โส รตฺตสาลีนํ สกฏสหสฺสมตฺตํ โอธุนาเปตฺวา โกฏฺฐาคารํ ปูราเปสิ จตฺตาฬีสโกฏิธนํ คเหตฺวา อาคโต อกตญฺญู มหาโจโร สหายสฺส ตุมฺพมตฺเต ปลาเป ทาเปสิ ฯ ทาโส ปจฺฉิยํ เอกํ ปลาปตุมฺพํ ปกฺขิปิตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อยํ อสปฺปุริโส มม สนฺติกา จตฺตาฬีสโกฏิธนํ ลภิตฺวา อิทานิ ปลาปตุมฺพํ ทาเปสิ คณฺหามิ นุ โข มา คณฺหามีติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อยํ ตาว อกตญฺญู มิตฺตทุพฺภี กตวินาสกภาเวน มยา สทฺธึ มิตฺตภาวํ ภินฺทิ สจาหํ เอเตน ทินฺนํ ปลาปตุมฺพํ ลามกตฺตา น คณฺหิสฺสามิ อหํ มิตฺตภาวํ ภินฺทิสฺสามิ อนฺธพาลา ปริตฺตกํ ลทฺธํ อคณฺหนฺตา มิตฺตภาวํ วินาเสนฺติ อหมฺปน เอเตน ทินฺนํ ปลาปตุมฺพํ คเหตฺวา มม วเสน มิตฺตภาวํ ปติฏฺฐาเปสฺสามีติ ฯ โส ปลาปตุมฺพํ ทุสฺสนฺเต พนฺธิตฺวา ปาสาทา โอรุยฺห สาลํ อคมาสิ ฯ อถ นํ ภริยา กินฺเต อยฺย ลทฺธนฺติ ปุจฺฉิ ฯ ภทฺเท อมฺหากํ สหาโย ปิลิยเสฏฺฐี ปลาปตุมฺพํ ทตฺวา อมฺเห อชฺเชว วิสฺสชฺเชสีติ ฯ สา อยฺย กิมตฺถํ อคฺคเหสิ กึ เอตํ จตฺตาฬีสโกฏิธนสฺส อนุจฺฉวิกนฺติ โรทิตุํ อารภิ ฯ โพธิสตฺโต ภทฺเท มา โรทิ อหํ เตน สทฺธึ มิตฺตเภทภเยน มม วเสน มิตฺตภาวํ ฐเปตุํ คณฺหึ ตฺวํ กึการณา โรทสีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
อสมฺปทาเนนิตรีตรสฺส
พาลสฺส มิตฺตานิ กลี ภวนฺติ
ตสฺมา หรามิ ภุสํ อฑฺฒมานํ
มา เม มิตฺติ ภิชฺชิตฺถ สสฺสตายนฺติ ฯ
ตตฺถ อสมฺปทาเนนาติ อสปฺปทาเนน ฯ สรโลเปน สนฺธิ ฯ อคหเณนาติ อตฺโถ ฯ อิตรีตรสฺสาติ ยสฺสกสฺสจิ ลามกาลามกสฺสาปิ ฯ พาลสฺส มิตฺตานิ กลี ภวนฺตีติ ทนฺธสฺส อปฺปญฺญสฺส มิตฺตานิ กลี นาม กาฬกณฺณิสทิสานิ โหนฺติ ภิชฺชนฺตีติ อตฺโถ ฯ ตสฺมา หรามิ ภุสํ อฑฺฒมานนฺติ เตน การเณนาหํ สหาเยน ทินฺนํ เอกํ ปลาปตุมฺพํ หรามิ คณฺหามีติ ทสฺเสติ ฯ มานนฺติ หิ อฏฺฐนฺนํ นาฬีนํ นามํ ฯ จตุนฺนํ อฑฺฒมานานํ จตสฺโส จ นาฬิโย ตุมฺโพ นาม ฯ เตน วุตฺตํ ปลาปตุมฺพนฺติ ฯ มา เม มิตฺติ ภิชฺชิตฺถ สสฺสตายนฺติ มม สหาเยน สทฺธึ มิตฺติ มา ภิชฺชิตฺถ สสฺสตาว อยํ โหตูติ อตฺโถ ฯ
เอวํ วุตฺเต จ เสฏฺฐิภริยา โรทเตว ฯ ตสฺมึ ขเณ สงฺขเสฏฺฐินา ปิลิยเสฏฺฐิสฺส ทินฺโน กมฺมนฺตทาโส สาลาทฺวาเรน อาคจฺฉนฺโต เสฏฺฐิภริยาย โรทนสทฺทํ สุตฺวา สาลํ ปวิสิตฺวา อตฺตโน สามิเก ทิสฺวา ปาเทสุ ปติตฺวา โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา กิมตฺถํ อิธาคตตฺถ สามีติ ปุจฺฉิ ฯ เสฏฺฐี สพฺพํ อาโรเจสิ ฯ กมฺมนฺตทาโส โหตุ สามิ มา จินฺเตตฺถาติ อุโภ สมสฺสาเสตฺวา อตฺตโน เคหํ เนตฺวา คนฺโธทเกน นฺหาเปตฺวา โภเชตฺวา สามิกา โว อาคตาติ เสสทาเส สนฺนิปาเตตฺวา ทสฺเสตฺวา กติปาหํ วีตินาเมตฺวา สพฺเพ ทาเส คเหตฺวา ราชงฺคณํ คนฺตฺวา อุปรวมกาสิ ฯ ราชา ปกฺโกสาเปตฺวา กึ เอตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ เต สพฺพํ ตํ ปวุตฺตึ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา เตสํ วจนํ สุตฺวา อุโภปิ เสฏฺฐี ปกฺโกสาเปตฺวา สงฺขเสฏฺฐึ ปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตยา มหาเสฏฺฐิ ปิลิยเสฏฺฐิสฺส จตฺตาฬีสโกฏิธนํ ทินฺนนฺติ ฯ มหาราช มม สหายสฺส มํ ตกฺเกตฺวา ราชคหํ อาคตสฺส น เกวลํ ธนํ สพฺพํ วิภวชาตํ สวิญฺญาณกาวิญฺญาณกํ เทฺว โกฏฺฐาเส กตฺวา สมภาคํ อทาสินฺติ ฯ ราชา สจฺจเมตนฺติ ปิลิยเสฏฺฐึ ปุจฺฉิ ฯ อาม เทวาติ ฯ ตยา ปนสฺส ตญฺเญว ตกฺเกตฺวา อาคตสฺส อตฺถิ โกจิ สกฺกาโร วา สมฺมาโน วา กโตติ ฯ โส ตุณฺหี อโหสิ ฯ อปิจ ปน เต เอตสฺส ปลาปตุมฺพมตฺตํ ทุสฺสนฺเต ปกฺขิปาเปตฺวา ทาปิตํ อตฺถีติ ฯ ตมฺปิ สุตฺวา ตุณฺหีเยว อโหสิ ฯ ราชา กึ กาตพฺพนฺติ อมจฺเจหิ สทฺธึ มนฺเตตฺวา ตํ ปริภาสิตฺวา คจฺฉถ ปิลิยเสฏฺฐิสฺส ฆเร สพฺพํ วิภวํ สงฺขเสฏฺฐิสฺส เทถาติ อาห ฯ โพธิสตฺโต มหาราช มยฺหํ ปรสนฺตเกน อตฺโถ นตฺถิ มยา ทินฺนมตฺตเมว ปน ทาเปถาติ อาห ฯ ราชา โพธิสตฺตสฺส สนฺตกํ ทาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต สพฺพํ อตฺตนา ทินฺนวิภวํ ปฏิลภิตฺวา ทาสปริวุโต ราชคหเมว คนฺตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปิลิยเสฏฺฐี เทวทตฺโต อโหสิ สงฺขเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ
อสมฺปทานชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗