อสัมปทานชาดก
ว่าด้วยการไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๑ · บรรทัด ๘๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหารทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสมฺปทาเนนิตรีตรสฺส ดังนี้. ความย่อว่า ในครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณของพระตถาคต พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นผู้อกตัญญูแม้ในครั้งก่อนก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระราชามคธพระองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐี (ในรัชกาล) ของพระราชาพระองค์นั้นมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่า สังขเศรษฐี ในพระนครพาราณสีมีเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่า ปิลิยเศรษฐี เศรษฐีทั้งสองนั้นเป็นสหายกัน ในเศรษฐีทั้งสองนั้น ปิลิยเศรษฐี ในพระนครพาราณสี ประสบภัยอย่างมหันต์ด้วยหน้าที่การงานบางอย่างถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวกลายเป็นคนขัดสนไร้ที่พำนัก ชวนภรรยาเดินทางไปหมายพึ่งท่านสังขเศรษฐี ออกจากพระนครพาราณสี มุ่งไปสู่พระนครราชคฤห์ด้วยเท้าเปล่า จนถึงนิเวศน์ของท่านสังขเศรษฐี ท่านสังขเศรษฐีเห็นเขาแล้ว กล่าวว่าเพื่อนของเรามาแล้ว ต้อนรับแข็งแรง แสดงความเคารพนับถือให้พักอยู่สอง-สามวัน วันหนึ่งจึงถามว่า เพื่อนรัก ท่านมาด้วยต้องการอะไร ? ปิลิยเศรษฐีตอบว่า เพื่อนยาก ภัยบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ถึงสิ้นเนื้อประดาตัว ช่วยอุดหนุนข้าพเจ้าด้วยเถิดฝ่ายสังขเศรษฐีก็กล่าวว่า ดีละเพื่อน อย่ากลัวไปเลย แล้วสั่งให้เปิดคลัง แบ่งเงินให้ ๔๐ โกฏิ แล้วยังแบ่งครึ่งสวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นของตนทุกอย่าง อันเป็นบริวารตามกำหนด ส่วนที่เหลือให้อีกด้วย ปิลิยเศรษฐีขนสมบัติกลับไปพระนครพาราณสี ตั้งหลักฐานได้. ในเวลาต่อมา ภัยเช่นเดียวกันนั่นแหละ ก็เกิดแก่ท่านสังขเศรษฐีบ้าง ท่านสังขเศรษฐีใคร่ครวญถคงที่พำนักของตนคิดได้ว่า เราได้ทำอุปการะอย่างใหญ่หลวงไว้แก่สหาย แบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง เขาเห็นเราแล้วคงไม่ทอดทิ้ง เราจักไปหาเขาดังนี้แล้ว พาภรรยาเดินทางไปพระนครพาราณสีด้วยเท้าเปล่ากล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอจะเดินไปตามท้องถนนพร้อมกับพี่ดูไม่ควรเลย เธอคอยขึ้นยานที่พี่ส่งมารับไปกับบริวารจำนวนมากภายหลัง จงคอยอยู่ที่นี่จนกว่าพี่จะส่งยานมารับ ดังนี้แล้วให้นางพักที่ศาลา ตนเองเข้าสู่พระนคร ไปสู่เรือนเศรษฐี ให้คนบอกท่านเศรษฐีว่า สหายของท่านชื่อ สังขเศรษฐีมาจากพระนครราชคฤห์ ปิลิยเศรษฐีให้คนไปเชิญมา ครั้นเห็นสังขเศรษฐีแล้ว ก็มิได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ไม่กระทำปฏิสันถารเลย เอ่ยถามอย่างเดียวว่า ท่านมาทำไม ?. สังขเศรษฐีตอบว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อพบท่าน ถามว่า ท่านพักที่ไหนล่ะ ?. ตอบว่า ที่พักของข้าพเจ้ายังไม่มีดอก ข้าพเจ้าให้แม่บ้านหยุดคอยที่ศาลาแล้วมาก่อน ปิลิยเศรษฐีกล่าวว่า ที่พักของท่านที่นี่ก็ไม่มี ท่านจงรับอาหารไปให้เขาหุงต้มกิน ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วพากันไปเสียเถิดอย่ามาพบเราอีกเลย พลางสั่งทาสว่า เจ้าจงตวงข้าวลีบ ๔ ทะนานห่อชายผ้าสหายของเราให้ไปเถิด ได้ยินว่า วันนั้น ปิลิยเศรษฐีให้คนฝัดข้าวสาลีแดงไว้ประมาณพันเกวียน ขึ้นยุ้งไว้เต็มทั้งที่ได้รับทรัพย์ ๔๐ โกฏิมา ยังเนรคุณ เป็นเหมือนมหาโจรบอกให้ข้าวทะนานเดียวแก่เพื่อนได้ ทาสตวงข้าวลีบ ๔ ทะนานใส่กระเช้าแล้วไปหาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คิดว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ได้ทรัพย์ ๔๐ โกฏิจากสำนักของเรา บัดนี้สั่งให้ข้าวลีบ ๔ ทะนาน เราจะรับหรือไม่รับดีหนอ ครั้นแล้วมีปริวิตกว่า คนผู้นี้เป็นคนเนรคุณ ประทุษร้ายมิตร ทำลายมิตรภาพระหว่างเราเสียแล้ว ด้วยความเป็นคนตัดรอนอุปการะที่เราทำไว้ถ้าเราไม่รับข้าวลีบ ๔ ทะนานที่เขาให้ เพราะเป็นของเลวไซร้ก็จักต้องทำลายมิตรภาพ คนอันธพาลที่ไม่ยอมรับสิ่งของที่ตนได้เล็กน้อย ย่อมยังมิตรภาพให้สลายไป แต่เรารับข้าวลีบที่เขาให้ จักยังดำรงมิตรภาพไว้ได้ด้วยอำนาจของเรา แล้วก็ห่อข้าวลีบ๔ ทะนาน ที่ชายผ้าลงจากปราสาทไปสู่ศาลา ครั้งนั้น ภรรยาถามท่านว่า ท่านเจ้าข้า ท่านได้สิ่งไรมาบ้าง ? ตอบว่า ปิลิยเศรษฐีสหายของเราให้ข้าวลีบมา ๔ ทะนาน แล้วสลัดเราเสียในวันนี้เลยทีเดียว นางกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ท่านรับมาทำไม มันสมควรแก่ทรัพย์ ๔๐ โกฏิละหรือ แล้วเริ่มร้องไห้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่านางผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เลย พี่เกรงจะเสียไมตรีกับเขา จึงรับมาเพื่อดำรงมิตรภาพไว้ด้วยอำนาจของพี่ เธอจะร้องไห้ไปทำไม ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า " ไมตรีของผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนพาลย่อมเป็นโทษ ก่อให้เกิดแตกร้าวกัน เพราะไม่รับของไว้ เพราะฉะนั้น เราจึงรับเอาข้าวลีบกึ่งมานะ๑ ไว้ด้วยมาคิดว่า ไมตรีของเราอย่าได้แตกร้าวเสียเลย ขอให้ไมตรีของเรานี้ ดำรงยั่งยืนต่อไปเถิด " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมฺปทาเนน ความว่า เพราะไม่ยอมรับของไว้ เข้าสนธิกันโดยลบสระ ได้ความว่า เพราะไม่ถือเอาสิ่งของไว้. บทว่า อิตรีตรสฺส ได้แก่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเลวหรือไม่เลยก็ตาม. บทว่า พาลสฺส มิตฺตานิ กลี ภวนฺติ ความว่า ไมตรีของคนโง่ ๆ ไร้ปัญญา ย่อมชื่อว่าเป็นกลี คือเป็นเช่นกับตัวกาฬกรรณีอธิบายว่า ย่อมทำลายได้. ด้วยบทว่า ตสฺมา หรามิ ภุสํ อฑฺฒมมานํ นี้ พระโพธิสัตว์แสดงว่า ด้วยเหตุนั้น พี่จึงหอบหิ้ว คือยอมรับข้าวลีบตุมพะหนึ่ง (๔ ทะนาน) ที่สหายเขาให้. อธิบายว่า มานะหนึ่งเท่ากับ ๘ ทะนาน๑. มานะ เป็นชื่อมาตรา, ๘ ทะนานเท่ากับ ๑ มานะ, กึ่งมานะเท่ากับ ๔ ทะนาน. กึ่งมานะเท่ากับ ๔ ทะนาน และ ๔ ทะนาน ชื่อว่า หนึ่งดุมพะด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปลาปตุมฺพํ. บทว่า มา เม มิตฺติ ภิชฺชิตฺถ สสฺสตายํ ความว่า ไมตรีของเรากับสหายอย่าแตกกันเสียเลย ขอให้ไมตรีนี้จงยั่งยืนอยู่ต่อไปเถิด. ก็เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่อย่างนี้ ภรรยาคงร้องไห้อยู่นั่นเอง ในขณะนั้น ทาสผู้ทําการงานที่ท่านสังขเศรษฐีมอบให้แก่ ปิลิยเศรษฐี ผ่านมาทางประตูศาลา ได้ยินเสียงภรรยาของท่านเศรษฐีร้องไห้ จึงเข้าไปยังศาลา เห็นเจ้านายเก่าของตน ก็หมอบลงแทบเท้า ร้องไห้คร่ำครวญ พลางถามว่า ข้าแต่นายท่านพากันมาที่นี่ทำไม ? ท่านเศรษฐีก็เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดทาสผู้ทำงานจึงปลอบท่านทั้งสองว่า ช่างเถิดนาย ท่านทั้งสองอย่าคิดเลย แล้วพาไปเรือนของตน ให้อาบน้ำหอม ให้บริโภคอาหาร เรียกทาสทั้งหลายที่เหลือมาประชุมกัน แสดงให้รู้ว่าเจ้านายของพวกท่านมาแล้ว รออยู่สอง-สามวัน ก็พาทาสทั้งหมดไปสู่ท้องพระลานหลวง แล้วร้องตะโกนโพนทนาขึ้น พระราชารับสั่งให้เรียกมาตรัสถามว่า นี่เรื่องอะไรกัน ? ทาสเหล่านั้นพากันกราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของพวกทาสแล้ว รับสั่งให้เรียกเศรษฐีทั้งสองเข้ามาเฝ้าตรัสถามท่านสังขเศรษฐีว่า มหาเศรษฐี ได้ยินว่า ท่านให้ทรัพย์๔๐ โกฏิ แก่ปิลิยเศรษฐี จริงหรือ ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชเจ้า มิใช่แต่ทรัพย์อย่างเดียวเท่านั้น ที่ข้าพระองค์ให้แก่สหายผู้นึกถึงข้าพระองค์ แล้วบ่ายหน้ามาสู่พระนครราชคฤห์ข้าพระองค์แบ่งสวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นสมบัติทุกอย่าง ออกเป็นสองส่วน แล้วแบ่งเท่า ๆ กัน พระเจ้าข้าพระราชาตรัสถามปิลิยเศรษฐีว่า ข้อนั้นเป็นความจริงหรือ ? ปิลิยเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เป็นความจริงพระเจ้าข้าตรัสถามต่อไปว่า ก็เมื่อเขานึกถึงท่าน มาหาถึงนี่แล้ว ท่านยังจะได้กระทำสักการะ สัมมานะ อะไรบ้างเล่า ? เขานิ่งเสีย รับสั่งถามต่อไปว่า ยังอีกข้อหนึ่งเล่า เจ้าได้ให้ทาสตวงข้าวลีบดุมพะหนึ่งใส่ชายผ้าให้เขาไป ยังจะจริงหรือ ? ปิลิยเศรษฐีแม้จะฟังพระดำรัสนั้น ก็คงนิ่งอึ้งอยู่นั่นเอง พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์ว่า ควรทำอย่างไร ทรงบริภาษปิลิยเศรษฐี แล้วตรัสว่า ไปกันเถิดท่านทั้งหลาย จงไปเอาสมบัติในเรือนของปิลิยเศรษฐี ให้แก่สังขเศรษฐีเถิด พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งของของผู้อื่นเลย ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานส่วนที่ข้าพระองค์ให้แก่เขาเท่านั้นเถิด พระเจ้าข้า พระราชารับสั่งให้พระราชทานสมบัติอันเป็นส่วนของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ได้คืนสมบัติที่ตนให้ไปทั้งหมดแล้วแวดล้อมด้วยทาสกลับไปสู่พระนครราชคฤห์ นั่นแหละ ตั้งหลักฐานได้แล้ว กระทำบุญทั้งหลาย มีให้ทานเป็นต้น แล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ปิลิยเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต ส่วนสังขเศรษฐีได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอสัมปทานชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๑๔–๕๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
14. Asampadānavaggavaṇṇanā
1. Asampadānajātakaṃ
asampadānenitarītarassāti idaṃ satthā veḷuvane viharanto devadattaṃ ārabbha kathesi.
Tasmiñhi kāle bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso devadatto akataññū tathāgatassa guṇaṃ na jānātīti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva devadatto akataññū pubbepi akataññūyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte magadharaṭṭhe rājagahe ekasmiṃ magadharaññe rajjaṃ kārente bodhisatto tasseva seṭṭhī ahosi asītikoṭivibhavo saṅkhaseṭṭhī nāmena. Bārāṇasiyaṃ piliyaseṭṭhī nāma asītikoṭivibhavo ahosi. Te aññamaññaṃ sahāyakā ahesuṃ. Tesu bārāṇasiyaṃ piliyaseṭṭhissa kenacideva karaṇīyena mahantaṃ bhayaṃ uppajji. Sabbaṃ sāpateyyaṃ parihāyati. So daliddo appaṭisaraṇo hutvā bhariyaṃ ādāya saṅkhaseṭṭhiṃ paccayaṃ katvā bārāṇasito nikkhamitvā padasāva rājagahaṃ gantvā saṅkhaseṭṭhissa nivesanaṃ agamāsi. So taṃ disvāva sahāyo me āgatoti parissajjitvā sakkārasammānaṃ katvā katipāhaṃ vītināmetvā ekadivasaṃ samma kenatthena āgatosīti pucchi. Bhayaṃ me samma uppannaṃ Sabbaṃ dhanaṃ parikkhīṇaṃ upatthambho me hohīti. Sopi sādhu samma mā bhāyīti bhaṇḍāgāraṃ vivarāpetvā cattāḷīsa hiraññakoṭiyo dāpetvā sesaṃpi paricchedaparivāraṃ sabbaṃ attano santakaṃ saviññāṇakaṃ aviññāṇakaṃ majjhe bhinditvā upaḍḍhameva adāsi. So taṃ vibhavaṃ ādāya puna bārāṇasiṃ gantvā nivāsaṃ kappesi.
Aparabhāge saṅkhaseṭṭhissāpi tādisameva bhayaṃ uppajji. So attano paṭisaraṇaṃ upadhārento sahāyassa me mahāupakāro kato upaḍḍhavibhavo dinno na so maṃ disvā pariccajissati tassa santikaṃ gamissāmīti cintento bhariyaṃ ādāya padasāva bārāṇasiṃ gantvā bhariyaṃ āha bhadde tava mayā saddhiṃ antaravīthiyaṃ gamanannāma na yuttaṃ mayā pesitayānaṃ āruyha mahantena parivārena pacchā āgamissasi yāva yānaṃ pesemi tāva idheva hohīti vatvā taṃ sālāyaṃ ṭhapetvā sayaṃ nagaraṃ pavisitvā seṭṭhissa gharaṃ gantvā rājagahanagarato tumhākaṃ sahāyo saṅkhaseṭṭhī nāma āgatoti ārocāpesi. So āgacchatūti pakkosāpetvā taṃ disvā neva āsanā vuṭṭhāsi na paṭisaṇṭhāramakāsi kevalaṃ kimatthaṃ āgatosīti pucchi. Tumhākaṃ dassanatthaṃ āgatomhīti. Nivāso te kahaṃ gahitoti. Na tāva nivāsanaṭṭhānaṃ atthi seṭṭhigharaṇimpi sālāyaṃ ṭhapetvā āgatomhīti. Tumhākaṃ idha nivāsanaṭṭhānaṃ natthi nivāpaṃ gahetvā ekasmiṃ ṭhāne pacāpetvā bhuñjitvā gacchatha puna amhe mā passitthāti vatvā mayhaṃ sahāyassa dussante bandhitvā ekaṃ Bahalapalāpatumbaṃ dehīti dāsaṃ āṇāpesi. Taṃ divasaṃ kira so rattasālīnaṃ sakaṭasahassamattaṃ odhunāpetvā koṭṭhāgāraṃ pūrāpesi cattāḷīsakoṭidhanaṃ gahetvā āgato akataññū mahācoro sahāyassa tumbamatte palāpe dāpesi. Dāso pacchiyaṃ ekaṃ palāpatumbaṃ pakkhipitvā bodhisattassa santikaṃ agamāsi. Bodhisatto cintesi ayaṃ asappuriso mama santikā cattāḷīsakoṭidhanaṃ labhitvā idāni palāpatumbaṃ dāpesi gaṇhāmi nu kho mā gaṇhāmīti. Athassa etadahosi ayaṃ tāva akataññū mittadubbhī katavināsakabhāvena mayā saddhiṃ mittabhāvaṃ bhindi sacāhaṃ etena dinnaṃ palāpatumbaṃ lāmakattā na gaṇhissāmi ahaṃ mittabhāvaṃ bhindissāmi andhabālā parittakaṃ laddhaṃ agaṇhantā mittabhāvaṃ vināsenti ahampana etena dinnaṃ palāpatumbaṃ gahetvā mama vasena mittabhāvaṃ patiṭṭhāpessāmīti. So palāpatumbaṃ dussante bandhitvā pāsādā oruyha sālaṃ agamāsi. Atha naṃ bhariyā kinte ayya laddhanti pucchi. Bhadde amhākaṃ sahāyo piliyaseṭṭhī palāpatumbaṃ datvā amhe ajjeva vissajjesīti. Sā ayya kimatthaṃ aggahesi kiṃ etaṃ cattāḷīsakoṭidhanassa anucchavikanti rodituṃ ārabhi. Bodhisatto bhadde mā rodi ahaṃ tena saddhiṃ mittabhedabhayena mama vasena mittabhāvaṃ ṭhapetuṃ gaṇhiṃ tvaṃ kiṃkāraṇā rodasīti vatvā imaṃ gāthamāha
asampadānenitarītarassa
bālassa mittāni kalī bhavanti
Tasmā harāmi bhusaṃ aḍḍhamānaṃ
mā me mitti bhijjittha sassatāyanti.
Tattha asampadānenāti asappadānena. Saralopena sandhi. Agahaṇenāti attho. Itarītarassāti yassakassaci lāmakālāmakassāpi. Bālassa mittāni kalī bhavantīti dandhassa appaññassa mittāni kalī nāma kāḷakaṇṇisadisāni honti bhijjantīti attho. Tasmā harāmi bhusaṃ aḍḍhamānanti tena kāraṇenāhaṃ sahāyena dinnaṃ ekaṃ palāpatumbaṃ harāmi gaṇhāmīti dasseti. Mānanti hi aṭṭhannaṃ nāḷīnaṃ nāmaṃ. Catunnaṃ aḍḍhamānānaṃ catasso ca nāḷiyo tumbo nāma. Tena vuttaṃ palāpatumbanti. Mā me mitti bhijjittha sassatāyanti mama sahāyena saddhiṃ mitti mā bhijjittha sassatāva ayaṃ hotūti attho.
Evaṃ vutte ca seṭṭhibhariyā rodateva. Tasmiṃ khaṇe saṅkhaseṭṭhinā piliyaseṭṭhissa dinno kammantadāso sālādvārena āgacchanto seṭṭhibhariyāya rodanasaddaṃ sutvā sālaṃ pavisitvā attano sāmike disvā pādesu patitvā roditvā kanditvā kimatthaṃ idhāgatattha sāmīti pucchi. Seṭṭhī sabbaṃ ārocesi. Kammantadāso hotu sāmi mā cintetthāti ubho samassāsetvā attano gehaṃ netvā gandhodakena nhāpetvā bhojetvā sāmikā vo āgatāti sesadāse sannipātetvā dassetvā katipāhaṃ vītināmetvā sabbe dāse gahetvā rājaṅgaṇaṃ gantvā uparavamakāsi. Rājā Pakkosāpetvā kiṃ etanti pucchi. Te sabbaṃ taṃ pavuttiṃ rañño ārocesuṃ. Rājā tesaṃ vacanaṃ sutvā ubhopi seṭṭhī pakkosāpetvā saṅkhaseṭṭhiṃ pucchi saccaṃ kira tayā mahāseṭṭhi piliyaseṭṭhissa cattāḷīsakoṭidhanaṃ dinnanti. Mahārāja mama sahāyassa maṃ takketvā rājagahaṃ āgatassa na kevalaṃ dhanaṃ sabbaṃ vibhavajātaṃ saviññāṇakāviññāṇakaṃ dve koṭṭhāse katvā samabhāgaṃ adāsinti. Rājā saccametanti piliyaseṭṭhiṃ pucchi. Āma devāti. Tayā panassa taññeva takketvā āgatassa atthi koci sakkāro vā sammāno vā katoti. So tuṇhī ahosi. Apica pana te etassa palāpatumbamattaṃ dussante pakkhipāpetvā dāpitaṃ atthīti. Tampi sutvā tuṇhīyeva ahosi. Rājā kiṃ kātabbanti amaccehi saddhiṃ mantetvā taṃ paribhāsitvā gacchatha piliyaseṭṭhissa ghare sabbaṃ vibhavaṃ saṅkhaseṭṭhissa dethāti āha. Bodhisatto mahārāja mayhaṃ parasantakena attho natthi mayā dinnamattameva pana dāpethāti āha. Rājā bodhisattassa santakaṃ dāpesi. Bodhisatto sabbaṃ attanā dinnavibhavaṃ paṭilabhitvā dāsaparivuto rājagahameva gantvā kuṭumbaṃ saṇṭhapetvā dānādīni puññāni katvā yathākammaṃ gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā piliyaseṭṭhī devadatto ahosi saṅkhaseṭṭhī pana ahamevāti.
Asampadānajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗