ผันทนชาดก
ว่าด้วยการผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๓๘ · บรรทัด ๖๘๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำโรหิณิ ทรงพระปรารภการทะเลาะแห่งพระญาติ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กุาริหตฺโถ ปุริโส ดังนี้.
ก็เนื้อความจักมีแจ้งในกุณาลชาดก.๑ แต่ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกหมู่ญาติมาตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรทั้งหลาย.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสีได้มีบ้านช่างไม้อยู่ภายนอกพระนคร. ในบ้านนั้นมีพราหมณ์ช่างไม้ผู้หนึ่ง หาไม้มาจากป่า ทำรถเลี้ยงชีวิต ครั้งนั้นในหิมวันตประเทศ มีต้นตะคร้อใหญ่. มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากินแล้ว มานอนที่โคนไม้ตะคร้อนั้น. ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเมื่อลมระดมพัด กิ่งแห้งกิ่งหนึ่งของต้นตะคร้อหักตกถูกคอหมีนั้น. มันพอกิ่งไม้ทิ่มคอหน่อยก็สะดุ้งตกใจลุกขึ้นวิ่งไปหวนกลับมาใหม่ มองดูทางที่วิ่งมา ไม่เห็นอะไรคิดว่าสีหะหรือพยัคฆ์อื่น ๆ ที่จะติดตามมา มิได้มีเลย ก็แต่เทพยดาที่เกิดณ ต้นไม้นี้ชะรอยจะไม่ทนดูเราผู้นอน ณ ที่นี้ เอาเถิดคงได้รู้กัน แล้วผูกโกรธในที่มิใช่ฐานะแล้วทุบฉีกต้นไม้ ตะคอกรุกขเทวดาว่า ข้าไม่ได้กินใบต้นไม้ของเจ้าเลยทีเดียว ข้าไม่ได้หักกิ่ง ที่มฤคอื่น ๆ พากันนอนที่ตรงนี้ เจ้าทนได้ทีข้าละก็เจ้าทนไม่ได้ โทษอะไรของข้าเล่า รอสักสองสามวันต่อไปเถิด ข้าจักให้เขาขุดต้นไม้ของเจ้าเสียทั้งรากทั้งโคน แล้วให้ตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่จงได้ เที่ยวสอดส่องหาบุรุษผู้หนึ่งเรื่อยไป. ครั้งนั้น พราหมณ์ช่างไม้ผู้นั้นพามนุษย์ ๒-๓ คนไปถึงประเทศตรงนั้น โดยยานน้อยเพื่อต้องการไม้ทำรถจอดยานน้อยไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งถือพร้าและขวานเลือกเฟ้นต้นไม้ ได้เดินไปดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก แปล เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑ หน้า ๕๑๔จนใกล้ไม้ตะคร้อ. หมีพบเข้าแล้วคิดว่า วันนี้น่าที่เราจะได้เห็นหลังปัจจามิตรได้มายืนอยู่ที่โคนต้น. ฝ่ายนายช่างไม้เล่า มองดูทางโน้นทางนี้ ผ่านไปใกล้ต้นตะคร้อ. หมีนั้นคิดว่า เราต้อง บอกเขาทันทีที่เขายังไม่ผ่านไป ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
ท่านเป็นบุรุษถือขวาน มาสู่ป่ายืนอยู่ ดูก่อนสหาย เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้ หรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุริโส ความว่า ท่านผู้เป็นบุรุษคนหนึ่งมือถือขวาน หยั่งลงสู่ป่านี้ยืนอยู่.
เขาฟังคำของมันแล้ว คิดว่า ผู้เจริญน่าอัศจรรย์จริง มฤคพูดภาษามนุษย์ เราไม่เคยพบมาก่อนจากนี้เลย เจ้านี่คงจะรู้จักไม้ที่เหมาะแก่การทำรถต้องถามมันดูก่อน จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งป่าทึบและป่าโปร่ง ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไร ที่จะทำกงรถ ได้มั่นคงดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อีโส ความว่า แกเล่าเป็นหมีตัวหนึ่งท่องเที่ยวไปในป่า เจ้าคงรู้จักไม้ที่ควรจะทำรถได้.
หมีได้ฟังดังนั้น คิดว่า บัดนี้ มโนรถของข้าจักถึงที่สุด ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า
ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวาง จะมั่นคงที่ไหนเล่า แต่ว่าต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อ นั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก.
เขาฟังคำของมันนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่า วันนี้เป็นวันดีจริงเทียวละที่เราเข้าป่า สัตว์ดิรัจฉานบอกไม้อันเหมาะที่จะกระทำรถแก่เรา โอ ดีนักเมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า
ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็น อย่างไร ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา
เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร. ลำดับนั้น หมีเมื่อจะบอกแก่เขา ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลงด้วย ย่อม น้อมลงด้วย แต่ไม่หัก ต้นไม้นั้นชื่อว่าต้นตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่. ต้นไม้นี้แหละ ชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ ควรแก่การงานของท่านทุกอย่าง คือควรทำล้อ ดุม งอนและกงรถ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารานํ ความว่า หมีนั้นคิดว่าบางคราวคนนี้จะไม่พึงถือเอาต้นไม้นี้ก็ได้ เราต้องบอกแม้ซึ่งคุณของต้นไม้นั้นไว้บ้างจึงได้กล่าวคำนี้ว่า ทำกำดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อีสานเนมิรถสฺสจ ความว่า ต้นตะคร้อนี้ จักควรแก่การงาน คือจักเหมาะแก่การงานที่จะกระทำงอนรถ กงรถและเครื่องรถที่เหลือทุก ๆ อย่างของท่าน.
หมีนั้นครั้นบอกอย่างนี้แล้ว ดีใจ เดินเที่ยวไปเสียข้างหนึ่ง ช่างไม้เล่าก็เตรียมการที่จะตัดต้นไม้. รุกขเทวดาคิดว่าอะไร ๆ เราก็มิได้ให้ตกใส่บนตัวหมีนั้นมันผูกอาฆาตในอันมิใช่เหตุเลย กำลังจะทำลายวิมานของเราเสีย และตัวเราก็จักพลอยย่อยยับไปด้วย ต้องล้างผลาญไอ้หมีตัวนี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่งให้ได้จำแลงเป็นคนทำงานในป่า มาสู่สำนักของช่างไม้นั้น แล้วถามว่า บุรุษผู้เจริญท่านได้ต้นไม้ที่เหมาะใจแล้ว ท่านจักตัดต้นไม้นี้ไปทำอะไร. ตอบว่า จักกระทำกงรถ ด้วยต้นไม้นี้ จักเป็นตัวรถก็ได้. ถามว่า ใครบอกท่าน. ตอบว่า หมีตัวหนึ่งบอก. รุกขเทวดาจึงกล่าวว่า ดีละดีแล้ว ที่หมีนั้นบอกรถจักงามด้วยไม้นี้ แต่เมื่อท่านลอกหนังคอหมีประมาณ ๔ นิ้วแล้วเอาหนังนั้นหุ้มกงรถ ดุจหุ้มด้วยแผ่นเหล็กกงรถก็จะแข็งแรง และท่านจักได้ทรัพย์มาก. ถามว่า ข้าพเจ้าจักได้หนังหมีมาจากไหนเล่า ตอบว่า ท่านเป็นคนโง่ ต้นไม้นี้ตั้งต้นอยู่ในป่าไม่หนีหายไปดอกนะ ท่านจงไปสู่สำนักไอ้หมีตัวที่มันบอกต้นไม้นั้น หลอกมันว่า นายเอ๋ย ข้าพเจ้าจะตัดต้นไม้ที่ท่านชี้ให้ตรงไหนเล่า พามันมา ขณะที่มันหมดระแวงกำลังยื่นจงอยปากบอกอยู่ว่า ตัดตรงนี้และตรงนั้น ท่านจงฟันเสียด้วยขวานใหญ่อันคมให้ถึงสิ้นชีวิต ถลกหนังกินเนื้อที่ดี ๆ แล้วค่อยตัดต้นไม้เป็นอันรุกขเทวดาจองเวรสำเร็จ. พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อน ภารทวาชะ แม้ถ้อยคำของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำ ของเราบ้าง. ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมี ตัวนี้ แล้วจงเอาหนังนั้นหุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง. เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำ ความทุกข์มาให้แก่หมีทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภารทฺวาช เป็นคำที่เทวดาเรียกเขาโดยโคตร. บทว่า อุปกฺขนฺขมฺหา แปลว่า จากลำคอ. บทว่า อุกฺกจฺจ แปลว่าตัดออก.
ช่างไม้ฟังคำของรุกขเทวดา คิดว่า โอ้โอ วันนี้เป็นวันมงคลของเราฆ่าหมี ตัดต้นไม้ แล้วหลีกไป.
พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสคาถาว่า
ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ ฆ่ากันและกัน ด้วยการวิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้. ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ ทั้งหลายในที่นั้นย่อมฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนเหมือน หมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่ บพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตรทั้งหลายจง ร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้ตะคร้อเลย. ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความ สามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญ แล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฆาตยุํ แปลว่า ต่างฝ่ายต่างฆ่ากัน. บทว่า มยุรนจฺจํ นจฺจนฺติ ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร บรรดามนุษย์ วิวาทเกิดมีในที่ใด ฝูงคนในที่นั้นต่างก็จะร่ายรำ เหมือนนกยูงรำแพน กระทำที่ ๆควรปกปิด คือที่ ๆ ลี้ลับให้ปรากฏ ฉันใด มนุษย์นั้นก็ฉันนั้น เมื่อประกาศโทษแห่งกันและกัน ชื่อว่าฟ้อนรำเหมือนการรำแพนแห่งนกยูง. บทว่า ตํ โวความว่า เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรบพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่มหาบพิตรทั้งหลาย. บทว่า ยาวนฺเตตฺถ ความว่า เท่าที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ อย่าพากันเป็นหมีและไม้ตะคร้อเลย. บทว่า สามคฺยเมว ความว่า บพิตรทั้งหลาย จงศึกษาความเป็นผู้พร้อมเพรียงกันอย่างเดียวเถิด นี้เป็นข้อที่พุทธาทิบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว. บทว่า ธมฺมฏฺโ ความว่าตั้งอยู่ในสุจริตธรรม. บทว่า โยคกฺเขมา ความว่า ท่านผู้ยินดีในสามัคคีธรรมย่อมไม่แคล้วจากธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ คือพระนิพพาน. บทว่าน ธํสติ ความว่า ย่อมไม่เสื่อม. พระศาสดาทรงถือเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระนิพพาน ด้วยประการฉะนี้.
พระราชาทั้งหลาย ทรงสดับธรรมกถาของพระองค์แล้ว ต่างก็ทรงสมัครสมานกันได้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่าก็แลเทวดาผู้สิงอยู่ในราวป่านั้น ฟังเรื่องราวนั้น ในครั้งนั้น คือเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาผันทนชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๒๕–๒๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เตรสนิบาตชาดก ๔๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ ผนฺทนชาตกํ ฯ
กุฐาริหตฺโถ ปุริโสติ อิทํ สตฺถา โรหิณีนทีตีเร วิหรนฺโต ญาตกานํ กลหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ ปน กุณาลชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ ตทา ปน สตฺถา ญาตเก อามนฺเตตฺวา มหาราชา
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พหินคเร วฑฺฒกีคาโม อโหสิ ฯ ตตฺร เอโก พฺราหฺมณวฑฺฒกี อรญฺญา ทารูนิ อาหริตฺวา รถํ กตฺวา ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ ตทา หิมวนฺตปฺปเทเส มหาผนฺทนรุกฺโข อโหสิ ฯ เอโก กาฬสีโห โคจรํ ปริเยสิตฺวา อาคนฺตฺวา ตสฺส มูเล นิปชฺชิ ฯ อถสฺส เอกทิวสํ วาเต ปหรนฺเต เอโก สุกฺขทณฺฑโก ปติตฺวา ขนฺเธ อวตฺถาสิ ฯ โส โถกํ ขนฺเธน รุชฺชนฺเตน ภีตตสิโต อุฏฺฐาย ปกฺขนฺทิตฺวา ปุน นิวตฺโต อาคตมคฺคํ โอโลเกนฺโต กิญฺจิ อทิสฺวา อญฺโญ มํ สีโห วา พฺยคฺโฆ วา อนุพนฺโธ นตฺถิ อิมสฺมึ ปน รุกฺเข นิพฺพตฺตเทวตา มํ เอตฺถ นิปชฺชนฺตํ น สหติ มญฺเญ โหตุ ชานิสฺสามีติ อฏฺฐาเน โกปํ พนฺธิตฺวา รุกฺขํ ปหริตฺวา เนว ตว รุกฺขปตฺตํ ขาทามิ น สาขํ ภุญฺชามิ อญฺเญ มิเค อิธ สยนฺเต สหสิ มญฺเจว น สหสิ โก มยฺหํ โทโส อญฺญํ กติปาหํ อาคเมหิ สมูลกํ เต รุกฺขํ อุปฺปาตาเปตฺวา ขณฺฑาขณฺฑํ เฉทาเปสฺสามีติ รุกฺขเทวตํ ตชฺชิตฺวา เอกํ ปุริสํ อุปธาเรนฺโต วิจริ ฯ ตทา โส พฺราหฺมณวฑฺฒกี เทฺว ตโย มนุสฺเส อาทาย รถทารูนํ อตฺถาย ยานเกน ตํ ปเทสํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ ฐาเน ยานกํ ฐเปตฺวา วาสิผรสุหตฺโถ รุกฺเข อุปธาเรนฺโต ผนฺทนสมีปํ อคมาสิ ฯ กาฬสีโห ตํ ทิสฺวา อชฺช มยา ปจฺจามิตฺตสฺส ปิฏฺฐึ ทฏฺฐุํ วฏฺฏตีติ อาคนฺตฺวา รุกฺขมูเล อฏฺฐาสิ ฯ วฑฺฒกีปิ อิโตจิโต จ โอโลเกนฺโต ผนฺทนสมีเปน ปายาสิ ฯ โส ยาว เอโส นาติกฺกมติ ตาวเทวสฺส กเถสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปฐมํ คาถมาห
กุฐาริหตฺโถ ปุริโส วนโมคฺคยฺห ติฏฺฐสิ
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เฉตุมิจฺฉสีติ ฯ
ตตฺถ ปุริโสติ ตฺวํ กุฐาริหตฺโถ เอโก ปุริโส อิมํ วนํ โอคฺคยฺห ติฏฺฐสีติ ฯ
โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา อจฺฉริยํ วต โภ น วต เม อิโต ปุพฺเพ มิโค มานุสฺสวาจํ ภาสนฺโต ทิฏฺฐปุพฺโพ เอส รถา- นุจฺฉวิกํ ทารุํ ชานิสฺสติ ปุจฺฉามิ ตาว นนฺติ จินฺเตตฺวา ทุติยํ คาถมาห
อีโส วนานิ จรสิ สมานิ วิสมานิ จ
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหนฺติ ฯ
ตตฺถ อีโสติ ตฺวํปิ เอโก กาฬสีโห วนานิ จรสิ ตฺวํ รถานุจฺฉวิกํ ทารุํ ชานิสฺสสีติ ฯ
ตํ สุตฺวา กาฬสีโห อิทานิ เม มโนรโถ มตฺถกํ ปาปุณิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา ตติยํ คาถมาห
เนว สาโล น ขทิโร นาสฺสกณฺโณ กุโต ธโว
รุกฺโข จ ผนฺทโนนาม ตํ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหนฺติ ฯ
โส ตํ สุตฺวา โสมนสฺสชาโต สุทิวโส วต อชฺช อรญฺญํ ปวิฏฺโฐมฺหิ ติรจฺฉานคโต เม รถานุจฺฉวิกํ ทารุํ อาจิกฺขติ อโห สาธูติ ปุจฺฉนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห
กีทีสานิสฺส ปณฺณานิ ขนฺโธ วา ปน กีทิโส
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ ยถา ชาเนมุ ผนฺทนนฺติ ฯ
อถสฺส โส อาจิกฺขนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
ยสฺส สาขา ปลมฺพนฺติ นมนฺติ น จ ภญฺชเร
โส รุกฺโข ผนฺทโนนาม ยสฺส มูเล อหํ ฐิโต ฯ
อารานํ จกฺกนาภีนํ อีสาเนมิรถสฺส จ
สพฺพสฺส เต กมฺมนิโย อยํ เหสฺสติ ผนฺทโนติ ฯ
ตตฺถ อารานนฺติ อิทํ โส กทาเจส อิมํ รุกฺขํ น คณฺเหยฺย คุณมฺปิสฺส กเถสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอวมาห ฯ ตตฺถ อีสาเนมิรถสฺส จาติ รถอีสาย จ เนมิยา จ เสสสฺส จ สพฺพสฺส เต เอส กมฺมนิโย กมฺมกฺขโม ภวิสฺสตีติ ฯ
โส เอวํ อาจิกฺขิตฺวา ตุฏฺฐมานโส เอกมนฺเต จริ ฯ วฑฺฒกีปิ รุกฺขํ ฉินฺทิตุํ อารภิ ฯ รุกฺขเทวตา จินฺเตสิ มยา เอตสฺส อุปริ น กิญฺจิ ปาติตํ อยํ อฏฺฐาเน อาฆาตํ พนฺธิตฺวา มม วิมานํ นาเสติ อหญฺจ วินสฺสิสฺสามิ เอเกนุปาเยน จ อิมํเยว อีสํ นาเสสฺสามีติ วนกมฺมิกปุริโส วิย หุตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา ปุจฺฉิ โภ ปุริส มนาโป เต รุกฺโข ลทฺโธ อิมํ ฉินฺทิตฺวา กึ กริสฺสสีติ ฯ รถเนมึ กริสฺสามิ อิมินา รุกฺเขน รโถ ภวิสฺสตีติ ฯ เกน เต อกฺขาตนฺติ ฯ เอเกน กาฬสีเหนาติ ฯ สาธุ สุฏฺฐุ เตน อกฺขาตํ อิมินา รุกฺเขน รโถ สุนฺทโร ภวิสฺสติ กาฬสีหสฺส ปน คลจมฺมํ อุปฺปาเตตฺวา จตุรงฺคุลิมตฺเต ฐาเน อยปเฏน วิย เนมิมณฺฑเล ปริกฺขิตฺเต เนมิ จ ถิรา ภวิสฺสติ พหุญฺจ ธนํ ลภิสฺสสีติ ฯ กาฬสีหจมฺมํ กุโต ลจฺฉามีติ ฯ ตฺวํ พาลโกสิ อยนฺตาว รุกฺโข วเน ฐิโต น ปลายติ ตฺวํ เยน โส รุกฺโข อกฺขาโต ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา สามิ ตยา ทสฺสิตํ รุกฺขํ กตรฏฺฐาเน ฉินฺทามีติ วญฺเจตฺวา อาเนหิ อถ นํ นิราสํกํ อิธ จ เอตฺถ จ ฉินฺทาติ มุขตุณฺฑํ ปสาเรตฺวา อาจิกฺขนฺตํ ติขิเณน มหาผรสุนา โกฏฺเฏตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา จมฺมํ อาทาย วรมํสํ ขาทิตฺวา รุกฺขํ ฉินฺทาติ เวรํ กปฺเปติ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิมา คาถา อาห
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เทวตา อชฺฌภาสถ
มยฺหํปิ วจนํ อตฺถิ ภารทฺวาช สุณาหิ เม ฯ
อิมสฺส อุปกฺขนฺธมฺหา อุกฺกจฺจ จตุรงฺคุลึ
เตน เนมึ ปริหเรสิ เอวํ ทฬฺหตรํ สิยา ฯ
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เวรํ กปฺเปสิ เทวตา
ชาตานญฺจ อชาตานํ อีสานํ ทุกฺขมาวหีติ ฯ
ตตฺถ ภารทฺวาชาติ ตํ โคตฺเตนาลปติ ฯ อุปกฺขนฺธมฺหาติ ขนฺธโต ฯ อุกฺกจฺจาติ อุกฺกนฺติตฺวา ฯ
วฑฺฒกี รุกฺขเทวตาย วจนํ สุตฺวา อโห อชฺช มยฺหํ มงฺคลทิวโสติ กาฬสีหํ ฆาเตตฺวา รุกฺขํ ฉินฺทิตฺวา ปกฺกามิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
อิจฺเจว ผนฺทโน อีสํ อีโส จ ปน ผนฺทนํ
อญฺญมญฺญํ วิวาเทน อญฺญมญฺญมฆาตยุํ ฯ
เอวเมว มนุสฺเสสุ วิวาโท ยตฺถ ชายติ
มยุรนจฺจํ นจฺจนฺติ ยถา เต อีสผนฺทนา ฯ
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
สมฺโมทถ มา วิวทิตฺถ มา โหถ อีสผนฺทนา ฯ
สามคฺยเมว สิกฺเขถ พุทฺเธเหตํ ปสํสิตํ
สามคฺคิรโต ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสตีติ ฯ
ตตฺถ อฆาตยุนฺติ ฆาตาเปสุํ ฯ มยุรนจฺจํ นจฺจนฺตีติ มหาราช ยตฺถ หิ มนุสฺสานํ วิวาโท โหติ ตตฺถ ยถา นาม มยุรา นจฺจนฺตา ปฏิจฺฉาเทตพฺพํ รหสฺสนฺตํ ปากฏํ กโรนฺติ เอวํ เต มนุสฺสา อญฺญมญฺญสฺส รนฺธํ ปกาเสนฺตา มยุรนจฺจํ นจฺจนฺติ นาม ฯ ยถา เต อีสผนฺทนาติ อญฺญมญฺญสฺส รนฺธํ ปกาเสนฺตา นจฺจึสุ นาม ฯ ตํ โวติ เตน การเณน ตุมฺเห วทามิ ภทฺทํ ตุมฺหากํ โหตุ ฯ ยาวนฺเตตฺถาติ ยาวนฺโต เอตฺถ ฯ อีสผนฺทนสทิสา มา อหุตฺถ ฯ สามคฺยเมวาติ สมคฺคภาวเมว ตุมฺเห สิกฺขถ อิทํ ปญฺญาพุทฺเธหิ ปณฺฑิเตหิ ปสํสิตํ ฯ ธมฺมฏฺโฐติ สุจริตธมฺเม ฐิโต ฯ โยคกฺเขมาติ โยเคหิ เขมา นิพฺพานา ฯ น ธํสตีติ น ปริหายติ ฯ อิติ นิพฺพาเนน เทสนาย กูฏํ คณฺหิ ฯ
ราชาโน ตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา สมคฺคา ชาตา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ตํ การณํ สุตฺวา ตสฺมึ วนสณฺเฑ วุฏฺฐา เทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
ผนฺทนชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗