ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ผันทนชาดก
ชาดกที่ ๔๗๕ · เตรสนิบาตชาดก

ผันทนชาดก

ว่าด้วยการผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๓๘ · บรรทัด ๖๘๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากผันทนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำโรหิณิ ทรงพระปรารภการทะเลาะแห่งพระญาติ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กุาริหตฺโถ ปุริโส ดังนี้.

ก็เนื้อความจักมีแจ้งในกุณาลชาดก.๑ แต่ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกหมู่ญาติมาตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรทั้งหลาย.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสีได้มีบ้านช่างไม้อยู่ภายนอกพระนคร. ในบ้านนั้นมีพราหมณ์ช่างไม้ผู้หนึ่ง หาไม้มาจากป่า ทำรถเลี้ยงชีวิต ครั้งนั้นในหิมวันตประเทศ มีต้นตะคร้อใหญ่. มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากินแล้ว มานอนที่โคนไม้ตะคร้อนั้น. ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเมื่อลมระดมพัด กิ่งแห้งกิ่งหนึ่งของต้นตะคร้อหักตกถูกคอหมีนั้น. มันพอกิ่งไม้ทิ่มคอหน่อยก็สะดุ้งตกใจลุกขึ้นวิ่งไปหวนกลับมาใหม่ มองดูทางที่วิ่งมา ไม่เห็นอะไรคิดว่าสีหะหรือพยัคฆ์อื่น ๆ ที่จะติดตามมา มิได้มีเลย ก็แต่เทพยดาที่เกิดณ ต้นไม้นี้ชะรอยจะไม่ทนดูเราผู้นอน ณ ที่นี้ เอาเถิดคงได้รู้กัน แล้วผูกโกรธในที่มิใช่ฐานะแล้วทุบฉีกต้นไม้ ตะคอกรุกขเทวดาว่า ข้าไม่ได้กินใบต้นไม้ของเจ้าเลยทีเดียว ข้าไม่ได้หักกิ่ง ที่มฤคอื่น ๆ พากันนอนที่ตรงนี้ เจ้าทนได้ทีข้าละก็เจ้าทนไม่ได้ โทษอะไรของข้าเล่า รอสักสองสามวันต่อไปเถิด ข้าจักให้เขาขุดต้นไม้ของเจ้าเสียทั้งรากทั้งโคน แล้วให้ตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่จงได้ เที่ยวสอดส่องหาบุรุษผู้หนึ่งเรื่อยไป. ครั้งนั้น พราหมณ์ช่างไม้ผู้นั้นพามนุษย์ ๒-๓ คนไปถึงประเทศตรงนั้น โดยยานน้อยเพื่อต้องการไม้ทำรถจอดยานน้อยไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งถือพร้าและขวานเลือกเฟ้นต้นไม้ ได้เดินไปดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก แปล เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑ หน้า ๕๑๔จนใกล้ไม้ตะคร้อ. หมีพบเข้าแล้วคิดว่า วันนี้น่าที่เราจะได้เห็นหลังปัจจามิตรได้มายืนอยู่ที่โคนต้น. ฝ่ายนายช่างไม้เล่า มองดูทางโน้นทางนี้ ผ่านไปใกล้ต้นตะคร้อ. หมีนั้นคิดว่า เราต้อง บอกเขาทันทีที่เขายังไม่ผ่านไป ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

ท่านเป็นบุรุษถือขวาน มาสู่ป่ายืนอยู่ ดูก่อนสหาย เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้ หรือ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุริโส ความว่า ท่านผู้เป็นบุรุษคนหนึ่งมือถือขวาน หยั่งลงสู่ป่านี้ยืนอยู่.

เขาฟังคำของมันแล้ว คิดว่า ผู้เจริญน่าอัศจรรย์จริง มฤคพูดภาษามนุษย์ เราไม่เคยพบมาก่อนจากนี้เลย เจ้านี่คงจะรู้จักไม้ที่เหมาะแก่การทำรถต้องถามมันดูก่อน จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งป่าทึบและป่าโปร่ง ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไร ที่จะทำกงรถ ได้มั่นคงดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อีโส ความว่า แกเล่าเป็นหมีตัวหนึ่งท่องเที่ยวไปในป่า เจ้าคงรู้จักไม้ที่ควรจะทำรถได้.

หมีได้ฟังดังนั้น คิดว่า บัดนี้ มโนรถของข้าจักถึงที่สุด ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวาง จะมั่นคงที่ไหนเล่า แต่ว่าต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อ นั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก.

เขาฟังคำของมันนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่า วันนี้เป็นวันดีจริงเทียวละที่เราเข้าป่า สัตว์ดิรัจฉานบอกไม้อันเหมาะที่จะกระทำรถแก่เรา โอ ดีนักเมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า

ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็น อย่างไร ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา

เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร. ลำดับนั้น หมีเมื่อจะบอกแก่เขา ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลงด้วย ย่อม น้อมลงด้วย แต่ไม่หัก ต้นไม้นั้นชื่อว่าต้นตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่. ต้นไม้นี้แหละ ชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ ควรแก่การงานของท่านทุกอย่าง คือควรทำล้อ ดุม งอนและกงรถ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารานํ ความว่า หมีนั้นคิดว่าบางคราวคนนี้จะไม่พึงถือเอาต้นไม้นี้ก็ได้ เราต้องบอกแม้ซึ่งคุณของต้นไม้นั้นไว้บ้างจึงได้กล่าวคำนี้ว่า ทำกำดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อีสานเนมิรถสฺสจ ความว่า ต้นตะคร้อนี้ จักควรแก่การงาน คือจักเหมาะแก่การงานที่จะกระทำงอนรถ กงรถและเครื่องรถที่เหลือทุก ๆ อย่างของท่าน.

หมีนั้นครั้นบอกอย่างนี้แล้ว ดีใจ เดินเที่ยวไปเสียข้างหนึ่ง ช่างไม้เล่าก็เตรียมการที่จะตัดต้นไม้. รุกขเทวดาคิดว่าอะไร ๆ เราก็มิได้ให้ตกใส่บนตัวหมีนั้นมันผูกอาฆาตในอันมิใช่เหตุเลย กำลังจะทำลายวิมานของเราเสีย และตัวเราก็จักพลอยย่อยยับไปด้วย ต้องล้างผลาญไอ้หมีตัวนี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่งให้ได้จำแลงเป็นคนทำงานในป่า มาสู่สำนักของช่างไม้นั้น แล้วถามว่า บุรุษผู้เจริญท่านได้ต้นไม้ที่เหมาะใจแล้ว ท่านจักตัดต้นไม้นี้ไปทำอะไร. ตอบว่า จักกระทำกงรถ ด้วยต้นไม้นี้ จักเป็นตัวรถก็ได้. ถามว่า ใครบอกท่าน. ตอบว่า หมีตัวหนึ่งบอก. รุกขเทวดาจึงกล่าวว่า ดีละดีแล้ว ที่หมีนั้นบอกรถจักงามด้วยไม้นี้ แต่เมื่อท่านลอกหนังคอหมีประมาณ ๔ นิ้วแล้วเอาหนังนั้นหุ้มกงรถ ดุจหุ้มด้วยแผ่นเหล็กกงรถก็จะแข็งแรง และท่านจักได้ทรัพย์มาก. ถามว่า ข้าพเจ้าจักได้หนังหมีมาจากไหนเล่า ตอบว่า ท่านเป็นคนโง่ ต้นไม้นี้ตั้งต้นอยู่ในป่าไม่หนีหายไปดอกนะ ท่านจงไปสู่สำนักไอ้หมีตัวที่มันบอกต้นไม้นั้น หลอกมันว่า นายเอ๋ย ข้าพเจ้าจะตัดต้นไม้ที่ท่านชี้ให้ตรงไหนเล่า พามันมา ขณะที่มันหมดระแวงกำลังยื่นจงอยปากบอกอยู่ว่า ตัดตรงนี้และตรงนั้น ท่านจงฟันเสียด้วยขวานใหญ่อันคมให้ถึงสิ้นชีวิต ถลกหนังกินเนื้อที่ดี ๆ แล้วค่อยตัดต้นไม้เป็นอันรุกขเทวดาจองเวรสำเร็จ. พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อน ภารทวาชะ แม้ถ้อยคำของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำ ของเราบ้าง. ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมี ตัวนี้ แล้วจงเอาหนังนั้นหุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง. เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำ ความทุกข์มาให้แก่หมีทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภารทฺวาช เป็นคำที่เทวดาเรียกเขาโดยโคตร. บทว่า อุปกฺขนฺขมฺหา แปลว่า จากลำคอ. บทว่า อุกฺกจฺจ แปลว่าตัดออก.

ช่างไม้ฟังคำของรุกขเทวดา คิดว่า โอ้โอ วันนี้เป็นวันมงคลของเราฆ่าหมี ตัดต้นไม้ แล้วหลีกไป.

พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสคาถาว่า

ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ ฆ่ากันและกัน ด้วยการวิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้. ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ ทั้งหลายในที่นั้นย่อมฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนเหมือน หมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่ บพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตรทั้งหลายจง ร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้ตะคร้อเลย. ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความ สามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญ แล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฆาตยุํ แปลว่า ต่างฝ่ายต่างฆ่ากัน. บทว่า มยุรนจฺจํ นจฺจนฺติ ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร บรรดามนุษย์ วิวาทเกิดมีในที่ใด ฝูงคนในที่นั้นต่างก็จะร่ายรำ เหมือนนกยูงรำแพน กระทำที่ ๆควรปกปิด คือที่ ๆ ลี้ลับให้ปรากฏ ฉันใด มนุษย์นั้นก็ฉันนั้น เมื่อประกาศโทษแห่งกันและกัน ชื่อว่าฟ้อนรำเหมือนการรำแพนแห่งนกยูง. บทว่า ตํ โวความว่า เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรบพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่มหาบพิตรทั้งหลาย. บทว่า ยาวนฺเตตฺถ ความว่า เท่าที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ อย่าพากันเป็นหมีและไม้ตะคร้อเลย. บทว่า สามคฺยเมว ความว่า บพิตรทั้งหลาย จงศึกษาความเป็นผู้พร้อมเพรียงกันอย่างเดียวเถิด นี้เป็นข้อที่พุทธาทิบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว. บทว่า ธมฺมฏฺโ ความว่าตั้งอยู่ในสุจริตธรรม. บทว่า โยคกฺเขมา ความว่า ท่านผู้ยินดีในสามัคคีธรรมย่อมไม่แคล้วจากธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ คือพระนิพพาน. บทว่าน ธํสติ ความว่า ย่อมไม่เสื่อม. พระศาสดาทรงถือเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระนิพพาน ด้วยประการฉะนี้.

พระราชาทั้งหลาย ทรงสดับธรรมกถาของพระองค์แล้ว ต่างก็ทรงสมัครสมานกันได้.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่าก็แลเทวดาผู้สิงอยู่ในราวป่านั้น ฟังเรื่องราวนั้น ในครั้งนั้น คือเราตถาคตแล.

จบอรรถกถาผันทนชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๒๕–๒๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เตรสนิบาตชาดก · ๔๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

2 Phandanajātakaṃ.

Kuṭhārihattho purisoti idaṃ satthā rohiṇīnadītīre viharanto ñātakānaṃ kalahaṃ ārabbha kathesi. Vatthu pana kuṇālajātake āvībhavissati. Tadā pana satthā ñātake āmantetvā mahārājā

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bahinagare vaḍḍhakīgāmo ahosi. Tatra eko brāhmaṇavaḍḍhakī araññā dārūni āharitvā rathaṃ katvā jīvitaṃ kappesi. Tadā himavantappadese mahāphandanarukkho ahosi. Eko kāḷasīho gocaraṃ pariyesitvā āgantvā tassa mūle nipajji. Athassa ekadivasaṃ vāte paharante eko sukkhadaṇḍako patitvā khandhe avatthāsi. So thokaṃ khandhena rujjantena bhītatasito uṭṭhāya pakkhanditvā puna nivatto āgatamaggaṃ olokento kiñci adisvā añño maṃ sīho vā byaggho vā anubandho natthi imasmiṃ pana rukkhe nibbattadevatā maṃ ettha nipajjantaṃ na sahati maññe hotu jānissāmīti aṭṭhāne kopaṃ bandhitvā rukkhaṃ paharitvā neva tava rukkhapattaṃ khādāmi na sākhaṃ bhuñjāmi aññe mige idha sayante sahasi mañceva na sahasi ko mayhaṃ doso aññaṃ katipāhaṃ āgamehi samūlakaṃ te rukkhaṃ uppātāpetvā khaṇḍākhaṇḍaṃ chedāpessāmīti rukkhadevataṃ tajjitvā ekaṃ purisaṃ upadhārento vicari. Tadā so brāhmaṇavaḍḍhakī dve tayo manusse ādāya rathadārūnaṃ atthāya yānakena taṃ padesaṃ gantvā ekasmiṃ Ṭhāne yānakaṃ ṭhapetvā vāsipharasuhattho rukkhe upadhārento phandanasamīpaṃ agamāsi. Kāḷasīho taṃ disvā ajja mayā paccāmittassa piṭṭhiṃ daṭṭhuṃ vaṭṭatīti āgantvā rukkhamūle aṭṭhāsi. Vaḍḍhakīpi itocito ca olokento phandanasamīpena pāyāsi. So yāva eso nātikkamati tāvadevassa kathessāmīti cintetvā paṭhamaṃ gāthamāha

kuṭhārihattho puriso vanamoggayha tiṭṭhasi

puṭṭho me samma akkhāhi kiṃ dāruṃ chetumicchasīti.

Tattha purisoti tvaṃ kuṭhārihattho eko puriso imaṃ vanaṃ oggayha tiṭṭhasīti.

So tassa vacanaṃ sutvā acchariyaṃ vata bho na vata me ito pubbe migo mānussavācaṃ bhāsanto diṭṭhapubbo esa rathā- nucchavikaṃ dāruṃ jānissati pucchāmi tāva nanti cintetvā dutiyaṃ gāthamāha

īso vanāni carasi samāni visamāni ca

puṭṭho me samma akkhāhi kiṃ dāruṃ nemiyā daḷhanti.

Tattha īsoti tvaṃpi eko kāḷasīho vanāni carasi tvaṃ rathānucchavikaṃ dāruṃ jānissasīti.

Taṃ sutvā kāḷasīho idāni me manoratho matthakaṃ pāpuṇissatīti cintetvā tatiyaṃ gāthamāha

neva sālo na khadiro nāssakaṇṇo kuto dhavo

rukkho ca phandanonāma taṃ dāruṃ nemiyā daḷhanti.

So taṃ sutvā somanassajāto sudivaso vata ajja araññaṃ paviṭṭhomhi tiracchānagato me rathānucchavikaṃ dāruṃ ācikkhati aho sādhūti pucchanto catutthaṃ gāthamāha

kīdīsānissa paṇṇāni khandho vā pana kīdiso

puṭṭho me samma akkhāhi yathā jānemu phandananti.

Athassa so ācikkhanto dve gāthā abhāsi

yassa sākhā palambanti namanti na ca bhañjare

so rukkho phandanonāma yassa mūle ahaṃ ṭhito.

Ārānaṃ cakkanābhīnaṃ īsānemirathassa ca

sabbassa te kammaniyo ayaṃ hessati phandanoti.

Tattha ārānanti idaṃ so kadācesa imaṃ rukkhaṃ na gaṇheyya guṇampissa kathessāmīti cintetvā evamāha. Tattha īsānemirathassa cāti rathaīsāya ca nemiyā ca sesassa ca sabbassa te esa kammaniyo kammakkhamo bhavissatīti.

So evaṃ ācikkhitvā tuṭṭhamānaso ekamante cari. Vaḍḍhakīpi rukkhaṃ chindituṃ ārabhi. Rukkhadevatā cintesi mayā etassa upari na kiñci pātitaṃ ayaṃ aṭṭhāne āghātaṃ bandhitvā mama vimānaṃ nāseti ahañca vinassissāmi ekenupāyena ca imaṃyeva īsaṃ nāsessāmīti vanakammikapuriso viya hutvā tassa santikaṃ āgantvā pucchi bho purisa manāpo te rukkho laddho imaṃ chinditvā kiṃ karissasīti. Rathanemiṃ karissāmi iminā rukkhena ratho bhavissatīti. Kena te Akkhātanti. Ekena kāḷasīhenāti. Sādhu suṭṭhu tena akkhātaṃ iminā rukkhena ratho sundaro bhavissati kāḷasīhassa pana galacammaṃ uppātetvā caturaṅgulimatte ṭhāne ayapaṭena viya nemimaṇḍale parikkhitte nemi ca thirā bhavissati bahuñca dhanaṃ labhissasīti. Kāḷasīhacammaṃ kuto lacchāmīti. Tvaṃ bālakosi ayantāva rukkho vane ṭhito na palāyati tvaṃ yena so rukkho akkhāto tassa santikaṃ gantvā sāmi tayā dassitaṃ rukkhaṃ kataraṭṭhāne chindāmīti vañcetvā ānehi atha naṃ nirāsaṃkaṃ idha ca ettha ca chindāti mukhatuṇḍaṃ pasāretvā ācikkhantaṃ tikhiṇena mahāpharasunā koṭṭetvā jīvitakkhayaṃ pāpetvā cammaṃ ādāya varamaṃsaṃ khāditvā rukkhaṃ chindāti veraṃ kappeti.

Tamatthaṃ pakāsento satthā imā gāthā āha

iti phandanarukkhopi devatā ajjhabhāsatha

mayhaṃpi vacanaṃ atthi bhāradvāja suṇāhi me.

Imassa upakkhandhamhā ukkacca caturaṅguliṃ

tena nemiṃ pariharesi evaṃ daḷhataraṃ siyā.

Iti phandanarukkhopi veraṃ kappesi devatā

jātānañca ajātānaṃ īsānaṃ dukkhamāvahīti.

Tattha bhāradvājāti taṃ gottenālapati. Upakkhandhamhāti khandhato. Ukkaccāti ukkantitvā.

Vaḍḍhakī rukkhadevatāya vacanaṃ sutvā aho ajja mayhaṃ maṅgaladivasoti kāḷasīhaṃ ghātetvā rukkhaṃ chinditvā pakkāmi.

Tamatthaṃ pakāsento satthā āha

icceva phandano īsaṃ īso ca pana phandanaṃ

aññamaññaṃ vivādena aññamaññamaghātayuṃ.

Evameva manussesu vivādo yattha jāyati

mayuranaccaṃ naccanti yathā te īsaphandanā.

Taṃ vo vadāmi bhaddaṃ vo yāvantettha samāgatā

sammodatha mā vivadittha mā hotha īsaphandanā.

Sāmagyameva sikkhetha buddhehetaṃ pasaṃsitaṃ

sāmaggirato dhammaṭṭho yogakkhemā na dhaṃsatīti.

Tattha aghātayunti ghātāpesuṃ. Mayuranaccaṃ naccantīti mahārāja yattha hi manussānaṃ vivādo hoti tattha yathā nāma mayurā naccantā paṭicchādetabbaṃ rahassantaṃ pākaṭaṃ karonti evaṃ te manussā aññamaññassa randhaṃ pakāsentā mayuranaccaṃ naccanti nāma. Yathā te īsaphandanāti aññamaññassa randhaṃ pakāsentā nacciṃsu nāma. Taṃ voti tena kāraṇena tumhe vadāmi bhaddaṃ tumhākaṃ hotu. Yāvantetthāti yāvanto ettha. Īsaphandanasadisā mā ahuttha. Sāmagyamevāti samaggabhāvameva tumhe sikkhatha idaṃ paññābuddhehi paṇḍitehi pasaṃsitaṃ. Dhammaṭṭhoti sucaritadhamme ṭhito. Yogakkhemāti yogehi khemā nibbānā. Na dhaṃsatīti na parihāyati. Iti nibbānena desanāya kūṭaṃ gaṇhi.

Rājāno tassa dhammakathaṃ sutvā samaggā jātā.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā taṃ kāraṇaṃ sutvā tasmiṃ vanasaṇḍe vuṭṭhā devatā pana ahamevāti.

Phandanajātakaṃ dutiyaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๗๔. อัมพชาดกชาดกถัดไป๔๗๖. ชวนหังสชาดก