ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กาลิงคโพธิชาดก
ชาดกที่ ๔๗๙ · เตรสนิบาตชาดก

กาลิงคโพธิชาดก

ว่าด้วยการพยากรณ์ที่อันเป็นชัยภูมิ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๙๐ · บรรทัด ๖๙๕๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกาลิงคโพธิชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการบูชามหาโพธิ์ ที่พระอานนท์เถระการทำแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา กาลิงฺโค จกฺกวตฺติ ดังนี้.

ความพิสดารว่า พระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไปตามชนบท เพื่อประโยชน์จะทรงสงเคราะห์เวไนยสัตว์ ชาวกรุงสาวัตถีต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปยังพระเชตวัน ไม่ได้ปูชนียสถานอย่างอื่นไปวางไว้ที่ประตูพระคันธกุฎี ด้วยเหตุนั้น เขาก็มีความปราโมทย์กันอย่างยิ่ง. ท่านอนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีทราบเหตุนั้นแล้ว จึงไปยังสำนักพระอานนท์เถระ ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จมาพระเชตวัน กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อพระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไป พระวิหารนี้ไม่มีปัจจัย มนุษย์ทั้งหลายไม่มีสถานที่บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขอโอกาสเถิดท่านเจ้าข้า ขอท่านจงกราบทูลความเรื่องนี้แด่พระตถาคต แล้วจงรู้ที่ที่ควรบูชาสักแห่งหนึ่ง.

พระอานนทเถระรับว่า ดีละ แล้วทูลถามพระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เจดีย์มีกี่อย่าง. พระศาสดาตรัสตอบว่า มีสามอย่างอานนท์. พระอานนทเถระทูลถามว่า สามอย่างอะไรบ้างพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่าธาตุเจดีย์ ๑ ปริโภคเจดีย์ ๑ อุทเทสิกเจดีย์ ๑. พระอานนทเถระทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จจาริกไป ข้าพระองค์อาจกระทำเจดีย์ได้หรือ. พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สำหรับธาตุเจดีย์ไม่อาจทำได้ เพราะธาตุเจดีย์นั้น จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว สำหรับอุทเทสิกเจดีย์ก็ไม่มีวัตถุปรากฏ เป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น ต้นมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าบาลีเป็น กาลิงคโพธิชาดก*อาศัยเป็นที่ตรัสรู้ ถึงพระพุทธเจ้าจะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม ปรินิพพานแล้วก็ตาม เป็นเจดีย์ได้เหมือนกัน. พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อพระองค์เสด็จหลีกไป พระมหาวิหารเชตวันหมดที่พึ่งอาศัย มนุษย์ทั้งหลายไม่ได้สถานที่เป็นที่บูชา ข้าพระองค์จักนำพืชจากต้นมหาโพธิมาปลูกที่ประตูพระเชตวัน พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดีแล้วอานนท์ เธอจงปลูกเถิดเมื่อเป็นเช่นนั้น ในพระเชตวันก็จักเป็นดังตถาคตอยู่เป็นนิตย์. พระอานนท์เถระบอกแก่พระเจ้าโกศล อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี และนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นต้น ให้ขุดหลุม ณ ที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิที่ประตูพระเชตวัน แล้วกล่าวกะพระมหาโมคคัลลานเถระว่า ท่านขอรับ กระผมจักปลูกต้นโพธิที่ประตูพระเชตวัน ท่านช่วยนำเอาลูกโพธิสุกจากต้นมหาโพธิให้กระผมทีเถิด.

พระมหาโมคคัลลานเถระรับว่า ดีละ แล้วเหาะไปยังโพธิมณฑลเอาจีวรรับลูกโพธิที่หล่นจากขั้วแต่ยังไม่ถึงพื้นดิน ได้แล้วนำมาถวายพระอานนทเถระ. พระอานนทเถระได้แจ้งความพระเจ้าโกศลเป็นต้นว่า เราจักปลูกต้นโพธิ์ในที่นี้. พระเจ้าโกศลให้ราชบุรุษถือเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างเสด็จมาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ในเวลาเย็น. อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา และผู้มีศรัทธาอื่น ๆ ก็ได้ทำเช่นนั้น.

พระอานนทเถระ ตั้งอ่างทองใบใหญ่ไว้ในที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิ ให้เจาะก้นอ่างแล้วให้ลูกโพธิสุกแด่พระเจ้าโกศล ทูลว่า มหาบพิตร พระองค์จงปลูกโพธิสุกนี้เถิด พระเจ้าโกศลทรงพระดำริว่า ความเป็นพระราชามิได้ดำรงอยู่ตลอดไป ควรที่เราจะให้อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีปลูกต้นโพธินี้ ทรงดำริดังนี้ แล้วได้วางลูกโพธิสุกนั้นไว้ในมือของมหาเศรษฐี. อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีรวบรวมเปือกตมที่มีกลิ่นหอมแล้ว ฝังลูกโพธิสุกไว้ในเปือกตมนั้นพอลูกโพธิพ้นมือมหาเศรษฐี เมื่อชนทั้งปวงกำลังแลดูอยู่ ได้ปรากฏลำต้นโพธิประมาณเท่างอนไถ สูงห้าสิบศอก แตกกิ่งใหญ่ห้ากิ่ง ๆ ละห้าสิบศอกคือในทิศทั้งสี่และเบื้องบน ต้นโพธินั้นเป็นต้นไม้ใหญ่กว่าต้นไม้ใหญ่ในป่าตั้งขึ้นในทันใดนั่นเอง ด้วยประการฉะนี้.

พระราชารับสั่งให้เอาหม้อทองคำและหม้อเงิน ๘๐๐ หม้อ ใส่น้ำหอมเต็ม ประดับด้วยดอกบัวเขียว สูงขึ้นมาหนึ่งศอกเป็นต้น ตั้งเป็นแถวแวดล้อมต้นมหาโพธิ แล้วรับสั่งให้ทำแท่นสำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด โปรยปรายผสมทองสร้างกำแพงล้อมรอบ ทำซุ้มประตูสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ เครื่องสักการะได้มีเป็นอันมาก. พระอานนทเถระเข้าไปเฝ้าพระตถาคต กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงประทับนั่ง ณ โคนต้นโพธิ์ที่ข้าพระองค์ปลูก เข้าสมาบัติที่ข้าพระองค์เข้า ณ โคนต้นมหาโพธิ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน. พระศาสดาตรัสว่า พูดอะไร อานนท์ เมื่อเรานั่งเข้าสมาบัติที่ได้เข้าแล้ว ณมหาโพธิมณฑล ประเทศอื่นก็ไม่อาจที่จะทรงอยู่ได้. พระอานนท์เถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ขอพระองค์จงใช้สอยโคนต้นโพธิ์นั้น ด้วยความสุขเกิดแก่สมาบัติ โดยกำหนดว่าใกล้ภูมิประเทศนี้เถิด. พระศาสดาทรงใช้สอยโคนต้นโพธินั้น ด้วยความสุขเกิดแต่สมาบัติตลอดราตรีหนึ่ง.

พระอานนท์เถระถวายพระพรแด่พระเจ้าโกศลเป็นต้น ให้ทำการฉลองต้นโพธิ. และต้นโพธิ์แม้นั้น ก็ปรากฏว่า อานนท์โพธิทีเดียว เพราะเป็นต้นไม้ที่พระอานนท์ปลูกไว้. ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่าท่านพระอานนท์ เมื่อตถาคตยังดำรงอยู่ ให้ปลูกต้นโพธิ์แล้วบูชาอย่างมากมายพระเถระมีคุณมากน่าอัศจรรย์จริง. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนอานนท์ก็ได้พามนุษย์ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ พร้อมด้วยทวีปบริวาร ให้นำของหอมและดอกไม้เป็นอันมากไปกระทำการฉลองต้นโพธิ์ ณ มหาโพธิมณฑลเหมือนกันดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล พระเจ้ากาลิงคราชเสวยราชสมบัติอยู่ในทันตปุรนครแคว้นกาลิงคะ. พระองค์มีพระราชโอรสของพระองค์ คือ มหากาลิงคะองค์หนึ่ง จุลลกาลิงคะองค์หนึ่ง ในสององค์นั้น องค์พี่ พวกโหรทำนายว่าจักได้ครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไปแล้ว แต่องค์น้องพวกโหรทำนายว่า จักบวชเป็นฤาษีเที่ยวภิกขาจาร แต่โอรสขององค์น้องจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.

ต่อมาภายหลัง เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไป พระราชโอรสองค์พี่เป็นพระราชา องค์น้องเป็นอุปราช. อุปราชนั้น ได้มีมานะขึ้นเพราะบุตรเป็นเหตุว่าได้ยินว่า ลูกของเราจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. พระราชานั้นทรงอดทนอยู่ไม่ได้จึงรับสั่งกะอำมาตย์รับใช้คนหนึ่งว่า เจ้าจงจับเจ้าจุลลกาลิงคะ. อำมาตย์นั้นไปกราบทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร พระราชาประสงค์จะจับพระองค์ ขอจงรักษาชีวิตของพระองค์ไว้. อุปราชได้เอาของสามอย่างของพระองค์ คือพระราชลัญจกร ผ้ากัมพลเนื้อละเอียด และพระขรรค์ แสดงแก่อำมาตย์รับใช้แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายพึงให้ราชสมบัติแก่บุตรของเราด้วยสัญญานี้ แล้วเสด็จเข้าป่า สร้างอาศรมในภูมิประเทศที่รื่นรมย์ บวชเป็นฤาษีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ.

แม้ในแคว้นมัททราช พระอัครมเหสีของพระเจ้ามัททราชในสาคลนครประสูติพระธิดา. พวกโหรทำนายพระธิดาว่า พระธิดานี้จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีพ แต่พระโอรสของพระนางจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. พระราชาชาวชมพูทวีปได้สดับเหตุดังนั้น จึงมาล้อมพระนครพร้อมกัน. พระเจ้ามัททราชทรงดำริว่า ถ้าเราให้ธิดานี้แก่พระราชาองค์หนึ่ง พระราชาที่เหลือก็จักโกรธ เราจักรักษาธิดาของเราไว้ จึงพาพระธิดาและพระอัครมเหสีปลอมพระองค์หนีเข้าป่า สร้างอาศรมอยู่ทางเหนืออาศรมของกาลิงคกุมาร เลี้ยงชีพด้วยมวลผลาหารอยู่ ณ ที่นั้น. พระชนกชนนีทรงดำริว่า เราจักรักษาธิดาอยู่ในอาศรม แล้วไปหาผลาหาร. ในเวลาที่พระชนกชนนีไป พระธิดาได้เอาดอกไม้ต่าง ๆ มาทำเป็นเทริดดอกไม้แล้ววางไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา จนเกิดเป็นเหมือนคั่นบันได. ที่นั้นมีต้นมะม่วงที่งามชอุ่มอยู่ต้นหนึ่ง พระธิดาขึ้นเล่นบนต้นมะม่วง แล้วปาเทริดดอกไม้ไป.

วันหนึ่ง เทริดดอกไม้ไปคล้องพระเศียรของกาลิงคกุมารผู้กำลังสรงสนานอยู่ในแม่น้ำคงคา. พระกาลิงคกุมารแลดูแล้ว ทรงพระดำริว่า เทริดดอกไม้นี้ หญิงคนหนึ่งกระทำ แต่ไม่ใช่หญิงแก่ทำ เป็นหญิงสาวทำ เราจักตรวจตราดูก่อน จึงไปเหนือน้ำคงคาด้วยอำนาจกิเลส ได้สดับเสียงของพระธิดาผู้นั่งอยู่บนต้นมะม่วงร้องเพลงด้วยเสียงอันไพเราะ จึงเสด็จไปที่โคนต้นไม้ทอดพระเนตรเห็นพระธิดา จึงตรัสถามว่า แม่นางผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านเป็นใคร. พระธิดาตอบว่า เราเป็นมนุษย์. พระกุมารตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงลงมา. พระธิดาตรัสว่า นาย เราเป็นกษัตริย์ไม่อาจลงไปได้. พระกุมารตรัสว่า ที่รัก ฉันเป็นกษัตริย์เหมือนกัน ท่านจงมาเถิด. พระธิดาตรัสว่านาย คนมิใช่เป็นกษัตริย์ได้ด้วยเหตุสักว่าถ้อยคำเท่านั้น ถ้าท่านเป็นกษัตริย์ ขอท่านจงกล่าวมายาของกษัตริย์เถิด. ชนทั้งสองนั้นต่างกล่าวมายากษัตริย์กะกันและกัน. เมื่อชนทั้งสองอยู่ด้วยความรักใคร่ พระราชธิดาก็ตั้งครรภ์ โดยครบ ๑๐ เดือนก็ประสูติพระราชโอรส ซึ่งสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดม. พระชนกชนนีได้ขนานนามว่า กาลิงคะ. กาลิงคกุมารนั้นเจริญวัยสำเร็จการศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่าง ในสำนักของพระชนกและพระอัยกา. ลำดับนั้น พระชนกของกาลิงคกุมารนั้น ตรวจดูดวงดาวก็ทราบว่าพี่ชายสวรรคตแล้ว จึงบอกบุตรว่า พ่ออย่าอยู่ในป่าเลย พระเจ้ามหากาลิงคะผู้เป็นลุงของพ่อสวรรคตแล้ว พ่อจงไปยังทันตปุรนคร ครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เถิด แล้วมอบพระธำมรงค์ผ้ากัมพลและพระขรรค์ ซึ่งพระองค์นำมาให้แล้วตรัสสั่งว่า พ่อในทันตปุรนคร อำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของเรามีอยู่ที่ถนนโน้น พ่อจงเหาะลงไปที่กลางที่นอนในเรือนของเขา แล้วแสดงรัตนะสามประการนี้ แล้วบอกความที่เจ้าเป็นโอรสของเราแก่เขา เขาจักช่วยเจ้าให้ได้ครองราชสมบัติ.

กาลิงคกุมารนั้น กราบลาพระชนกชนนีและอัยกาแล้ว เหาะไปด้วยบุญฤทธิ์ ลงนั่งเหนือที่นอนของอำมาตย์ ถูกถามว่า ท่านเป็นใคร จึงบอกว่าเราเป็นบุตรของจุลลกาลิงคะ แล้วแสดงรัตนะสามนั้น. อำมาตย์จึงประกาศแก่ราชบริษัท. อำมาตย์และราชบริษัททั้งหลายพร้อมกันประดับประดาพระนครนั้น อภิเษกกาลิงคกุมารให้ครองราชสมบัติ.

ลำดับนั้น ปุโรหิตชื่อว่า ภารทวาชะ ของพระเจ้ากาลิงคะได้กราบทูลจักรพรรดิให้พระเจ้ากาลิงคะทรงทราบ. พระเจ้ากาลิงคะนั้น ทรงบำเพ็ญจักรวัตรนั้นให้บริบูรณ์แล้ว. ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ จักรแก้วก็มาจากที่อยู่ของจักรแก้ว ช้างแก้วก็มาจากตระกูลอุโปสถ ม้าแก้วก็มาจากตระกูลอัศวราชวลาหก แก้วมณีก็มาจากเขาเวปุลลบรรพต นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ก็บังเกิดปรากฏแก่พระเจ้ากาลิงคะนั้น.

พระเจ้าจักรพรรดิกาลิงคราช ทรงครองราชสมบัติตลอดห้องจักรวาลวันหนึ่ง มีเสนาแวดล้อมเต็มไปในที่ประมาณ ๓๖ โยชน์ เสด็จขึ้นทรงช้างเผือกขาวเปรียบด้วยอดเขาไกรลาส ไปสู่สำนักพระชนกชนนีด้วยสิริวิลาสใหญ่.

ฝ่ายช้างพระที่นั่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ไม่อาจเหาะข้ามมหาโพธิมณฑลอันเกิดแต่สะดือแผ่นดิน อันเป็นไชยมงคลของพระพุทธเจ้าทั้งปวงได้.

พระเจ้าจักรพรรดิราชทรงไสไปเนือง ๆ แต่ช้างทรงนั้นก็ไม่อาจที่จะไปได้.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

พระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า กาลิงคะ ได้ ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จไปสู่ ที่ใกล้ต้นโพธิด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก.

ลำดับนั้น ปุโรหิตของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งตามเสด็จไปด้วยคิดว่าธรรมดาว่าทางอากาศไม่มีเครื่องกั้น เพราะเหตุไรหนอ พระราชาจึงไม่อาจจะไสช้างไปได้ เราจักตรวจตราดู แล้วลงจากอากาศตรวจตราเห็นภูมิภาคอันเป็นมณฑลสะดือแผ่นดิน มีชัยบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง.

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าต้นหญ้าแม้สักเท่าหนวดกระต่ายมิได้มีในที่มีประมาณ ๘ กรีสนั้นเลย มีแต่ทรายอันมีสีเหมือนแผ่นเงิน เรี่ยรายอยู่หญ้าเครือเถาไม้ใหญ่โดยรอบที่นั้น มียอดเวียนประทักษิณโพธิมณฑล แล้วตั้งอยู่เฉพาะหน้าโพธิมณฑล.

ปุโรหิตตรวจดูภูมิภาคแล้ว คิดว่า แท้จริง ที่นี้เป็นที่ ๆ กำจัดกิเลสทั้งปวงของพระพุทธเจ้าทั้งปวง แม้ถึงใคร ๆ มีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ไม่อาจที่จะเหาะข้ามที่นี้ไปได้ จึงไปเฝ้าพระเจ้ากาลิงคราช แสดงคุณของพระโพธิมณฑล แล้วกราบทูลพระราชาว่า เสด็จลงเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ภารทวาชปุโรหิต พิจารณาดูภูมิภาคแล้ว จึง ประคองอัญชลีกราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็นบุตร แห่งดาบส ชื่อว่า กาลิงคะว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จลง เถิด ภูมิภาคนี้อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะทรง สรรเสริญแล้ว พุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่ง มี พระคุณหาประมาณมิได้ ย่อมไพโรจน์ ณ ภูมิภาคนี้. หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาคส่วนนี้ ม้วนเวียนโดยรอบทักษิณาวัฏ ภูมิภาคส่วนนี้เป็นที่ไม่ หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ สดับมาอย่างนี้. ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน อัน ทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง มีสาครเป็นขอบเขต ขอเชิญ พระองค์เสด็จลงแล้ว กระทำการนอบน้อมเถิด พระเจ้าข้า. ช้างกุญชรเชือกประเสริฐ เกิดในตระกูลอุโปสถ ย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศเลย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. ช้างเชือกประเสริฐ เป็นช้างเกิดในตระกูล อุโบสถโดยแท้ ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจจะเข้าไปใกล้ ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้ ถ้าพระองค์ยังทรงสงสัย อยู่ ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด. พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรง ใคร่ครวญถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยากรณ์ว่า เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่า จริงหรือไม่จริงอย่างนี้ แล้ว ทรงไสพระที่นั่งไป. ฝ่ายช้างพระที่นั่ง ถูกพระราชาไสไปแล้ว ก็ เปล่งเสียงดุจนกกระเรียนแล้วถอยหลังทรุดคุกลง ดัง อดทนภาระหนักไม่ได้ฉะนั้น.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๖๗–๒๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เตรสนิบาตชาดก · ๕๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖ กาลิงฺคชาตกํ ฯ

ราชา กาลิงฺโค จกฺกวตฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อานนฺทตฺเถเรน กตํ มหาโพธิปูชํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เวเนยฺยสงฺคหตฺถาย หิ ตถาคเต ชนปทจาริกํ ปกฺกนฺเต สาวตฺถิวาสิโน คนฺธมาลาทิหตฺถา เชตวนํ คนฺตฺวา อญฺญํ ปูชนียฏฺฐานํ อลภิตฺวา คนฺธกุฏิทฺวาเร ปาเตตฺวา คจฺฉนฺติ เตน อุฬารปาโมชฺชา โหนฺติ ฯ ตํ การณํ ญตฺวา อนาถปิณฺฑิโก ตถาคตสฺส เชตวนํ อาคตกาเล อานนฺทตฺเถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ภนฺเต อยํ วิหาโร ตถาคเต จาริกํ ปกฺกนฺเต นิปฺปจฺจโย โหติ มนุสฺสานํ คนฺธมาลาทีหิ ปูชนียฏฺฐานํ น โหติ สาธุ ภนฺเต ตถาคตสฺส อิมมตฺถํ อาโรเจตฺวา เอกสฺส ปูชนียฏฺฐานสฺส สกฺกุเณยฺยภาวํ ชานาถาติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตถาคตํ ปุจฺฉิ กติ นุโข ภนฺเต เจติยานีติ ฯ ตีณิ อานนฺทาติ ฯ กตมานิ ตีณีติ ฯ สารีริกํ ปาริโภคิกํ อุทฺทิสิกนฺติ ฯ สกฺกา ปน ภนฺเต ตุมฺเหสุ จรนฺเตสุเยว เจติยํ กาตุนฺติ ฯ อานนฺท สารีริกํ น สกฺกา กาตุํ ตมฺหิ พุทฺธานํ ปรินิพฺพุตกาเล โหติ อุทฺทิสิกมวตฺถุกํ มมายนมตฺตเมว โหติ พุทฺเธหิ ปริภุตฺโต มหาโพธิ พุทฺเธสุ ธรนฺเตสุปิ ปรินิพฺพุเตสุปิ เจติยเมวาติ ฯ ภนฺเต ตุมฺเหสุ ปกฺกนฺเตสุ เชตวนมหาวิหาโร อปฺปฏิสรโณ โหติ มนุสฺสา ปูชนียฏฺฐานํ น ลภนฺติ มหาโพธิโต พีชํ อาหริตฺวา เชตวนทฺวาเร โรเปสฺสามิ ภนฺเตติ อาห ฯ สาธุ อานนฺท โรเปหิ เอวํ สนฺเต เชตวเน มม นิพทฺธวาโส วิย ภวิสฺสตีติ ฯ เถโร โกสลนรินฺทสฺส อนาถปิณฺฑิกสฺส วิสาขาทีนญฺจ อาโรเจตฺวา เชตวนทฺวาเร โพธิโรปนฏฺฐาเน อาวาฏํ ขณาเปตฺวา มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรํ อาห ภนฺเต อหํ เชตวนทฺวาเร โพธึ โรเปสฺสามิ มหาโพธิโต เม โพธิปกฺกํ อาหรถาติ ฯ เถโร สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อากาเสน โพธิมณฺฑํ คนฺตฺวา วณฺฑา ปริคลนฺตํ ปกฺกํ ภูมึ อปฺปตฺตเมว จีวเรน สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อาทาย อาหริตฺวา อานนฺทตฺเถรสฺส อทาสิ ฯ อานนฺทตฺเถโร อชฺช กิร โพธึ โรเปสฺสามาติ โกสลราชาทีนํ อาโรเจสิ ฯ ราชา สายณฺหสมเย มหนฺเตน ปริวาเรน สพฺพูปกรณานิ คาหาเปตฺวา อาคมิ ฯ ตถา อนาถปิณฺฑิโก จ วิสาขา จ อญฺโญ จ สทฺโธ ชโน ฯ เถโร มหาโพธิโรปนฏฺฐาเน มหนฺตํ สุวณฺณกฏาหํ ฐเปตฺวา เหฏฺฐา ฉิทฺทํ กาเรตฺวา อิทํ โพธิปกฺกํ โรเปหิ มหาราชาติ รญฺโญว อทาสิ ฯ โส จินฺเตสิ รชฺชํ นาม น สพฺพกาลํ อมฺหากํ ติฏฺฐติ อิทํ มยา อนาถปิณฺฑิเกน โรปาเปตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส ตํ โพธิปกฺกํ มหาเสฏฺฐิสฺส หตฺเถ ฐเปสิ ฯ อนาถปิณฺฑิโก คนฺธกลลํ วิยูหิตฺวา ตตฺถ ปาเตสิ ฯ ตสฺมึ ตสฺส หตฺถโต มุตฺตมตฺเตเยว สพฺเพสํ ปสฺสนฺตานญฺจ นงฺคลสีสปฺปมาโณ โพธิขนฺโธ ปญฺญาสหตฺถุพฺเพโธ อุฏฺฐหิ ฯ จตูสุ ทิสาสุ อุทฺธญฺจาติ ปญฺจ มหาสาขา ปณฺณาสหตฺถาว นิกฺขมึสุ ฯ อิติ โส ตํขณญฺเญว วนปฺปติเชฏฺฐโก หุตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ราชา อฏฺฐสตมตฺเต สุวณฺณรชฏฆเฏ คนฺโธทเกน ปูเรตฺวา นีลุปฺปลหตฺถกาทิปฏิมณฺฑิเต มหาโพธึ ปริกฺขิปิตฺวา ปุณฺณฆฏปนฺติโย นาม ฐปาเปสิ สตฺตรตนมยํ เวทิกํ กาเรสิ สุวณฺณมิสฺสกํ วาลุกํ โอกิริ ปาการปริกฺเขปํ กาเรสิ สตฺตรตนมยทฺวารโกฏฺฐกํ กาเรสิ ฯ สกฺกาโร มหา อโหสิ ฯ เถโร ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ภนฺเต ตุมฺเหหิ มหาโพธิมูเล สมาปนฺนสมาปตฺตึ มยา โรปิตโพธิมูเล นิสีทิตฺวา มหาชนสฺส หิตตฺถาย สมาปชฺชถาติ อาห ฯ อานนฺท กึ กเถสิ มยิ มหาโพธิมณฺเฑ สมาปนฺนสมาปตฺตึ สมาปชฺชิตฺวา นิสินฺเน อญฺโญ ปเทโส ธาเรตุํ น สกฺโกตีติ ฯ ภนฺเต มหาชนสฺส หิตตฺถาย อิมสฺส ภูมิปฺปเทสสฺส ธูรนิยาเมน สมาปตฺติสุเขน ตํ โพธิมูลํ ปริภุญฺชถาติ ฯ สตฺถา เอกรตฺตึ สมาปตฺติสุเขน ตํ ปริภุญฺชิ ฯ เถโร โกสลราชาทีนํ กเถตฺวา โพธิมหํ นาม กาเรสิ ฯ โสปิ โข โพธิ อานนฺทตฺเถเรน โรปิตตฺตา อานนฺทโพธิเยวาติ ปญฺญายิตฺถ ฯ ตทา ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อายสฺมา อานนฺโท ธรนฺเตเยว ตถาคเต โพธึ โรปาเปตฺวา มหาปูชํ กโรติ อโห มหาคุโณ เถโรติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ อานนฺโท สปริวาเรสุ จตูสุ มหาทีเปสุ มนุสฺเส คเหตฺวา พหุคนฺธมาเล อาหราเปตฺวา มหาโพธิมณฺเฑ โพธิมหํ กาเรสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต กาลิงฺครฏฺเฐ ทนฺตปุรนคเร กาลิงฺโค นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส มหากาลิงฺโค จุลฺลกาลิงฺโคติ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ เตสุ เนมิตฺตกา เชฏฺฐปุตฺตํ ปิตุ อจฺจเยน รชฺชํ กาเรสฺสตีติ พฺยากรึสุ ฯ กนิฏฺฐํ ปน อยํ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ภิกฺขาย จริสฺสติ ปุตฺโต ปนสฺส จกฺกวตฺติ ภวิสฺสตีติ พฺยากรึสุ ฯ อปรภาเค เชฏฺฐปุตฺโต ปิตุ อจฺจเยน ราชา อโหสิ ฯ กนิฏฺโฐ ปน อุปราชา ฯ โส ปุตฺโต กิร เม จกฺกวตฺติ ภวิสฺสตีติ ปุตฺตํ นิสฺสาย มานมกาสิ ฯ ราชา อสหนฺโต จุลฺลกาลิงฺคํ คณฺหาติ เอกํ อตฺถจรกํ อาณาเปสิ ฯ โส คนฺตฺวา กุมาร ราชา ตํ คณฺหาเปตุกาโม ตว ชีวิตํ รกฺขาติ อาห ฯ โส อตฺตโน ลญฺจมุทฺทิกญฺจ สุขุมกมฺพลญฺจ ขคฺคญฺจาติ อิมานิ ตีณิ อตฺถจรกสฺส อมจฺจสฺส ทสฺเสตฺวา อิมาย สญฺญาย มม ปุตฺตสฺส รชฺชํ ทเทยฺยาถาติ วตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา รมณีเย ภูมิภาเค อสฺสมํ กตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา นทีตีเร วาสํ กปฺเปสิ ฯ มทฺทรฏฺเฐปิ สาคลนคเร มทฺทรญฺโญ อคฺคมเหสี ธีตรํ วิชายิ ฯ ตํ เนมิตฺตกา อยํ ภิกฺขํ จริตฺวา ชีวิสฺสติ ปุตฺโต ปนสฺสา จกฺกวตฺติ ภวิสฺสตีติ พฺยากรึสุ ฯ ชมฺพูทีปราชาโน ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา เอกปฺปหาเรเนว อาคนฺตฺวา นครํ รุนฺธึสุ ฯ มทฺทราชา จินฺเตสิ สจาหํ อิมํ เอกสฺส ทสฺสามิ เสสราชาโน กุชฺฌิสฺสนฺติ มม ธีตรํ รกฺขิสฺสามีติ ธีตรญฺจ ภริยญฺจ คเหตฺวา อญฺญาตกเวเสน ปลายิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา กาลิงฺคกุมารสฺส อสฺสมปทโต อุปริภาเค อสฺสมํ กตฺวา ปพฺพชิตฺวา อุญฺฉาจริยาย ชีวิตํ กปฺเปนฺโต ตตฺถ ปฏิวสติ ฯ มาตาปิตโร ธีตรํ รกฺขิสฺสามาติ ตํ อสฺสมปเท กตฺวา ผลาผลตฺถาย คจฺฉนฺติ ฯ สา เตสํ คตกาเล นานาปุปฺผานิ คเหตฺวา ปุปฺผจุมฺพิตกํ กตฺวา คงฺคาตีเร ฐเปสิ ฯ โสปาณปนฺตี วิย ชาโต ฯ เอโก สุปุปฺผิโต อมฺพรุกฺโข อตฺถิ ฯ ตํ อภิรุยฺหิตฺวา กีฬิตฺวา ปุปฺผจุมฺพิตกํ ขิปติ ฯ ตํ เอกทิวสํ คงฺคายํ นฺหายนฺตสฺส กาลิงฺคกุมารสฺส สีเส ลคฺคิ ฯ โส โอโลเกตฺวา อิทํ เอกาย อิตฺถิยา กตํ โน จ โข มหลฺลิกาย กตํ ตรุณกุมาริกาย กตํ วิมํสิสฺสามิ ตาว นนฺติ กิเลสวเสน อุปริคงฺคํ คนฺตฺวา ตสฺสา อมฺพรุกฺเข นิสีทิตฺวา มธุเรน สเรน คายนฺติยา สทฺทํ สุตฺวา รุกฺขมูลํ คนฺตฺวา ตํ ทิสฺวา ภทฺเท กานาม ตฺวนฺติ อาห ฯ มานุสีหมสฺมิ สามีติ ฯ เตนหิ โอตราหีติ ฯ น สกฺกา สามิ อหํ ขตฺติยาติ ฯ ภทฺเท อหํ ขตฺติโยว โอตราหีติ ฯ สามิ น วจนมตฺเตเนว ขตฺติโย โหติ ยทิ ขตฺติโย ขตฺติยมายํ กเถถาติ ฯ เต อุโภปิ อญฺญมญฺญํ ขตฺติยมายํ กถยึสุ ฯ เตสํ ปิยสํวาสวเสน วสนฺตานํ ราชธีตา คพฺภํ ลภิตฺวา ทสมาสจฺจเยน ธญฺญปุญฺญลกฺขณสมฺปนฺนํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ กาลิงฺโคติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ปิตุ เจว อยฺยกสฺส จ สนฺติเก สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ฯ อถสฺส ปิตา นกฺขตฺตโยควเสน ภาตุ มตภาวํ ญตฺวา ตาต มา ตฺวํ อรญฺเญ วส เปเตยฺโย มหากาลิงฺโค กาลกโต ตฺวํ ทนฺตปุรํ คนฺตฺวา กุลสนฺตกํ รชฺชํ คณฺหาหีติ วตฺวา อตฺตนา อานีตํ มุทฺทิกญฺจ กมฺพลญฺจ ขคฺคญฺจ ทตฺวา ตาต ทนฺตปุรนคเร อสุกวีถิยํ อมฺหากํ อตฺถจรโก อมจฺโจ อตฺถิ ตสฺส เคเห สยนมชฺเฌ โอตริตฺวา อิมานิ ตีณิ รตนานิ ตสฺส ทสฺเสตฺวา มม ปุตฺตภาวํ อาจิกฺข โส ตํ รชฺเช ปติฏฺฐเปสฺสตีติ อุยฺโยเชสิ ฯ โส มาตาปิตโร จ อยฺยเก จ วนฺทิตฺวา ปุญฺญมหิทฺธิยา อากาเสน อาคนฺตฺวา อมจฺจสฺส สยนปิฏฺเฐเยว โอตริตฺวา โกสิ ตฺวนฺติ ปุฏฺโฐ จุลฺลกาลิงฺคสฺส ปุตฺโตมฺหีติ อาจิกฺขิตฺวา ตานิ รตนานิ ทสฺเสสิ ฯ อมจฺโจ ราชปริสาย อาโรเจสิ ฯ อมจฺจา นครํ อลงฺการาเปตฺวา ตสฺส ฉตฺตํ อุสฺสาปยึสุ ฯ อถสฺส กาลิงฺคสฺส ภารทฺวาโชนาม ปุโรหิโต ตสฺส จกฺกวตฺติวตฺตานิ อาจิกฺขิ ฯ โส ตํ วตฺตํ ปูเรสิ ฯ อถสฺส ปณฺณรสุโปสถทิวเส จกฺกทหโต จกฺกรตนํ อุโปสถกุลโต หตฺถิรตนํ วลาหกอสฺสราชกุลโต อสฺสรตนํ เวปุลฺลปพฺพตโต มณิรตนํ อาคมิ อิตฺถีคหปติปรินายกรตนานิ ปาตุภวึสุ ฯ โส จกฺกวาฬคพฺเภ รชฺชํ คณฺหิตฺวา เอกทิวสํ ฉตฺตึสโยชนาย เสนาย ปริวุโต สพฺพเสตํ เกลาสกูฏปฏิภาคํ หตฺถึ อภิรุยฺห มหนฺเตน สิริวิลาเสน มาตาปิตูนํ สนฺติกํ ปายาสิ ฯ อถสฺส สพฺพพุทฺธานํ ชยมณฺฑลสฺส ปฐวินาภิภูตสฺส มหาโพธิมณฺฑลสฺส อุปริภาเคน นาโค คนฺตุํ นาสกฺขิ ฯ ราชา ปุนปฺปุนํ โจเทสิ ฯ โส นาสกฺขิเยว ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา ปฐมํ คาถมาห

ราชา กาลิงฺโค จกฺกวตฺติ ธมฺเมน ปฐวิมนุสาสิ

อคมาสิ โพธิสมีปํ นาเคน มหานุภาเวนาติ ฯ

อถสฺส รญฺโญ ปุโรหิโต รญฺญา สทฺธึ คจฺฉนฺโต อากาเสน อาวรณํ นาม นตฺถิ กึ นุโข ราชา หตฺถึ เปเสตุํ น สกฺโกติ วิมํสิสฺสามีติ อากาสโต โอรุยฺห สพฺพพุทฺธานํ ชยปลฺลงฺกํ ปฐวินาภิมณฺฑลภูตํ ภูมิภาคํ ปสฺสิ ฯ ตทา กิร ตตฺถ อฏฺฐกรีสมตฺเต ฐาเน สสกมสฺสุมตฺตํปิ ติณํ นาม นตฺถิ รชฏปฏวณฺณา วาลุกา วิปฺปกิณฺณา โหติ ฯ สมนฺตา ติณลตาวนปฺปตโย โพธิมณฺฑํ ปทกฺขิณํ กตฺวา อาวตฺติตฺวา โพธิมณฺฑาภิมุขาว อฏฺฐํสุ ฯ พฺราหฺมโณ ภูมิภาคํ โอโลเกตฺวา อิทํ หิ สพฺพพุทฺธานํ สพฺพกิเลสวิธํสนฏฺฐานํ อิมสฺส อุปริภาเคน สกฺกาทีหิปิ น สกฺกา คนฺตุนฺติ จินฺเตตฺวา กาลิงฺครญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา โพธิมณฺฑสฺส วณฺณํ กเถตฺวา ราชานํ โอตราติ อาห ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิมา คาถา อาห

กาลิงฺโค ภารทฺวาโช ราชานํ กาลิงฺคสมณโกลญฺญํ

จกฺกวตฺตยโต ปริคฺคเหตฺวา ปญฺชลี อิทมโวจ

ปจฺโจโรห มหาราช ภูมิภาโคยํ สมณุคีโต

อิธ อนธิวรา พุทฺธา อภิสมฺพุทฺธา วิโรจนฺติ ฯ

ปทกฺขิณโต อาวฏฺฏา ติณลตา อสฺมึ ภูมิภาคสฺมึ

ปฐวิยา อยํ มณฺโฑ อิติ โน สุตํ มหาราช ฯ

สาครปริยนฺตาย สพฺพภูตธรณิยา

ปฐวิยา อยํ มณฺโฑ โอโรหิตฺวา นโม กโรหิ ฯ

เย เต ภวนฺติ นาคา อภิชาตาว กุญฺชรา

เอตฺตาวตา ปเทสํ ตํ เต นาคา เนวมุปยนฺติ ฯ

อภิชาโต นาโค กามํ เปเสหิ กุญฺชรํ ทนฺตึ

เอตฺตาวตา ปเทสา จ น สกฺกา นาเคน อุปคนฺตุํ ฯ

ตํ สุตฺวา กาลิงฺโค ราชา เวยฺยญฺชนิกวโจ นิสาเมตฺวา

สมฺเปเสสิ นาคํ อุยฺยาม มยํ ยถา อิทํ วจนํ ฯ

สมฺเปสิโต จ รญฺญา นาโค โกญฺโจว อภินทิตฺวาน

ปฏิสกฺกิตฺวา นิสีทิ ครุภารํ อสหมาโนติ ฯ

ตตฺถ สมณโกลญฺญนฺติ ตาปสานํ ปุตฺตํ ฯ จกฺกวตฺตยโตติ จกฺกวตฺตยมานํ จกฺกวตฺตินฺติ อตฺโถ ฯ ปริคฺคเหตฺวาติ ภูมิภาคํ วิมํสิตฺวา ฯ สมณุคีโตติ สพฺพพุทฺเธหิ วณฺณิโต ฯ อนธิวราติ อตุลฺยา อปฺปเมยฺยา ฯ วิโรจนฺตีติ วิหตสพฺพกิเลสนฺธการา ตรุณสุริโย วิย อิธ นิสินฺนา วิโรจนฺติ ฯ ติณลตาติ ติณานิ จ ลตานิ จ ฯ มณฺโฑติ จตุนหุตาธิกทฺวิโยชนสตสหสฺสพหลาย ปฐวิยา มณฺโฑ สาโร นาภิภูโต อจลฏฺฐานํ กปฺเป สณฺฐหนฺเต ปฐมํ สณฺฐหติ วินสฺสนฺเต ปจฺฉา วินสฺสติ ฯ อิติ โน สุตนฺติ เอวํ อมฺเหหิ ลกฺขณมนฺตวเสน สุตํ ฯ โอโรหิตฺวาติ อากาสา โอตริตฺวา อิมสฺส สพฺพพุทฺธานํ กิเลสวิธํสนฏฺฐานสฺส นมการํ กโรหิ ปูชาสกฺการมนุวเธหิ ฯ เย เตติ เย เต จกฺกวตฺติรญฺโญ หตฺถิรตนสงฺขาตา อุโปสถกุเล นิพฺพตฺตนาคา ฯ เอตฺตาวตาติ สพฺเพปิ เต เอตฺตกํ ปเทสํ เนวมุปยนฺติ โจทิยมานาปิ น อุปคจฺฉนฺติเยว ฯ อภิชาโตติ โคจริยาทีนิ อฏฺฐ หตฺถิกุลานิ อภิภวิตฺวา อติกฺกมิตฺวา อุโปสถกุเล ชาโต ฯ กุญฺชรนฺติ อุตฺตมํ ฯ เอตฺตาวตาติ เอตฺตโก ปเทโส สกฺกา เอเตน นาเคน อุปคนฺตุํ อิโต อุตฺตรึ น สกฺกา อภิกงฺขนฺโต วชิรงฺกุเสน สญฺญํ ทตฺวา เปเสหีติ ฯ เวยฺยญฺชนิกวโจ นิสาเมตฺวาติ ภิกฺขเว โส ราชา ตสฺส ลกฺขณปาฐกสฺส เวยฺยญฺชนิกสฺส กาลิงฺคภารทฺวาชสฺส วโจ นิสาเมตฺวา อุปธาเรตฺวา ชานิสฺสาม มยํ ยถา อิมสฺส วจนํ ยทิ วา สจฺจํ ยทิ วา อลิกนฺติ วิมํสนฺโต นาคํ เปเสตีติ อตฺโถ ฯ โกญฺโจว อภินทิตฺวานาติ ภิกฺขเว โส นาโค เตน รญฺญา วชิรงฺกุเสน โจเทตฺวา เปสิโต โกญฺจสกุโณ วิย นทิตฺวา ปฏิสกฺกิตฺวา โสณฺฑํ อุกฺขิปิตฺวา คีวํ อุนฺนาเมตฺวา ครุภารํ วหิตุํ อสกฺโกนฺโต วิย อากาเสเยว นิสีทิ ฯ

โส เตน ปุนปฺปุนํ วิชฺฌิยมาโน เวทนํ สหิตุํ อสกฺโกนฺโต กาลมกาสิ ฯ ราชา ปนสฺส มตภาวํ อชานนฺโต ตถา นิสินฺโนว อโหสิ ฯ กาลิงฺคภารทฺวาโช มหาราช ตว นาโค นิรุทฺโธ อญฺญํ หตฺถึ สงฺกมาติ อโวจ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา ทสมํ คาถมาห

กาลิงฺโค ภารทฺวาโช นาคํ ขีณายุกํ วิทิตฺวาน

ราชานํ กาลิงฺคํ ตรมาโน อชฺฌภาสิตฺถ

อญฺญํ สงฺกม นาคํ นาโค ขีณายุโก มหาราชาติ ฯ

ตตฺถ นาโค ขีณายุโกติ นาโค เต ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต ยํกิญฺจิ กโรนฺเตน น หิ สกฺกา ปิฏฺเฐ นิสินฺเนน โพธิมณฺฑมตฺถเกน คนฺตุํ อญฺญํ นาคํ สงฺกมาติ ฯ

รญฺโญ ปุญฺญิทฺธิพเลน อญฺโญ นาโค อุโปสถกุลโต อาคนฺตฺวา ปิฏฺฐึ อุปนาเมสิ ฯ ราชา ตสฺส ปิฏฺฐิยํ โอปนิสีทิ ฯ ตสฺมึ ขเณ มตหตฺถี ภูมิยํ ปติ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิตรคาถมาห

ตํ สุตฺวา กาลิงฺโค ตรมาโน

สงฺกมิ นาคํ สงฺกนฺเตว รญฺเญ

นาโค ตตฺเถว ปติ ภูมฺยา

เวยฺยญฺชนิกวโจ ยถา ตถา อหุ นาโคติ ฯ

อถ ราชา อากาสา โอรุยฺห โพธิมณฺฑํ โอโลเกตฺวา ปาฏิหาริยํ ทิสฺวา ภารทฺวาชสฺส ถุตึ กโรนฺโต อาห

กาลิงฺคภารทฺวาชํ กาลิงฺโค พฺราหฺมณํ อิทมโวจ

ตวเมวาสิ สมฺพุทฺโธ สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวีติ ฯ

พฺราหฺมโณ ตํ อนธิวาเสนฺโต อตฺตานํ นีเจ ฐาเน ฐเปตฺวา พุทฺเธเยว อุปสงฺกมิตฺวา วณฺเณสิ ฯ ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสิ

ตํ อนธิวาเสนฺโต กาลิงฺโค พฺราหฺมโณ อิทมโวจ

เวยฺยญฺชนิกา หิ มยํ พุทฺธา สพฺพญฺญุโน มหาราช ฯ

สพฺพญฺญู สพฺพวิทู จ พุทฺธา ลกฺขเณน ชานนฺติ

อาคมพลสา หิ มยํ พุทฺธา สพฺพํ ปชานนฺตีติ ฯ

ตตฺถ เวยฺยญฺชนิกาติ มหาราช มยํ พฺยญฺชนํ ทิสฺวา พฺยากรณสมตฺถา สุคตพุทฺธานาม มหาราช พุทฺธา ปน สพฺพญฺญู สพฺพวิทู พุทฺธา หิ อตีตาทิเภทํ สพฺพํ ชานนฺติเจว วิทิยนฺติ จ สพฺพญฺญุตญาเณน เต สพฺพํ ชานนฺติ ลกฺขเณน มยํ ปน อาคมพลสา อตฺตโน สิปฺปพเลเนว ชานาม ตญฺจ เอกเทสเมว พุทฺธา ปน สพฺพํ ปชานนฺตีติ ฯ

ราชา พุทฺธคุเณ สุตฺวา โสมนสฺสปฺปตฺโต หุตฺวา สกลจกฺกวาฬ- วาสิเกหิ พหุํ คนฺธมาลํ อาหราเปตฺวา มหาโพธิมณฺเฑ สตฺตาหํ โพธิปูชํ กาเรสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต อิมํ คาถาทฺวยมาห

มหายิตฺวาน สมฺโพธึ นานาตุริเยหิ วิชฺชมาเนหิ

มาลาวิเลปนํ อภิหริตฺวา ปาการปริกฺเขปํ กาเรสิ

อถ ราชา ปายาสิ ฯ

สฏฺฐิวาหสหสฺสานิ ปุปฺผานิ สนฺนิปาตยิ

ปูเชสิ ราชา กาลิงฺโค โพธิมณฺฑมนุตฺตรนฺติ ฯ

ตตฺถ ปายาสีติ มาตาปิตูนํ สนฺติกํ อคมาสิ โส มหาโพธิมณฺเฑ อฏฺฐารสหตฺถํ สุวณฺณถมฺภํ อุสฺสาเปสิ ตสฺส สตฺตรตนมยํ เวทิกํ การาเปสิ รตนมิสฺสกวาลิกํ โอกิริตฺวา ปาการปริกฺเขปํ กาเรสิ สตฺตรตนมยํ ทฺวารโกฏฺฐกํ กาเรสิ เทวสิกํ ปุปฺผานิ สฏฺฐิวาหสหสฺสานิ ปาตยิ เอวํ โพธิมณฺฑํ ปูเชสิ ฯ ปาลิยํ ปน สฏฺฐิวาหสหสฺสานํ ปุปฺผานนฺติ เอตฺตกเมวาคตํ ฯ

เอวํ มหาโพธิปูชํ กตฺวา คนฺตฺวา มาตาปิตโร อาทาย ทนฺตปูรเมว อาคนฺตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ อานนฺโท โพธิปูชํ อกาสิเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กาลิงฺโค อานนฺโท อโหสิ กาลิงฺคภารทฺวาโช ปน อหเมวาติ ฯ

กาลิงฺคชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๗๘. ทูตชาดกชาดกถัดไป๔๘๐. อกิตติชาดก