ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ตักการิยชาดก
ชาดกที่ ๔๘๑ · เตรสนิบาตชาดก

ตักการิยชาดก

ว่าด้วยการพูดดีเป็นศรีแก่ตัว

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๒๖ · บรรทัด ๗๐๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากตักการิยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหเมว ทุพฺภาสิตํ ภาสิ พาโล ดังนี้.

ความพิสดารว่า ภายในพรรษาหนึ่ง พระอัครสาวกทั้งสองท่านประสงค์จะละหมู่อยู่อย่างเงียบ ๆ ทูลลาพระศาสดา ไปถึงที่อยู่ของพระโกกาลิกะในโกกาลิกรัฐกล่าวเธออย่างนี้ว่า โกกาลิกะผู้มีอายุ เรากับเธอถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จักอยู่เป็นผาสุกตลอดไตรมาสนี้ เราขออยู่จำพรรษา ณ ที่นี้แหละ. เธอตอบว่า ผู้มีอายุ ก็ท่านอาศัยผมแล้วจักอยู่สำราญได้ไฉนเล่า. พระอัครสาวกตอบว่า ผู้มีอายุ ถ้าเธอไม่บอกแก่ใคร ๆ ว่า พระอัครสาวกอยู่จำพรรษาที่นี้เราจะพึงอยู่สบาย นี้เราอาศัยเธออยู่เป็นผาสุก. เธอถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ผมอาศัยท่าน พึงอยู่เป็นผาสุกได้อย่างไร. ตอบว่า เราจักบอกธรรม จักกล่าวธรรมกถาแก่เธอตลอดไตรมาส นี้เธออาศัยเราอยู่เป็นผาสุก. พระโกกาลิกะกล่าวว่า ผู้มีอายุ เชิญท่านอยู่ตามอัธยาศัยเถิด และได้ถวายเสนาสนะที่สมควรแก่ท่านทั้งสอง. พระอัครสาวกทั้งสองพากันอยู่สบายด้วยความสุขในผลสมาบัติ. ใคร ๆ มิรู้การที่ท่านพากันอยู่ ณ ที่นี้. ท่านทั้งสองจำพรรษาแล้ว ปวารณาแล้ว ก็พากันบอกพระโกกาลิกะนั้นว่า อาวุโส เราอาศัยเธออยู่กันอย่างสบายแล้วจักพากันไปถวายบังคมพระศาสดา เธอรับคำว่า สาธุ แล้วพาพระอัครสาวกทั้งสองเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านใกล้ ๆ. พระเถระทั้งหลายกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็พากันออกจากบ้าน.

พระโกกาลิกะส่งพระเถระเหล่านั้นแล้วกลับไปบอกคนทั้งหลายว่าอุบาสกทั้งหลาย พวกแกเหมือนเดรัจฉาน ช่างไม่รู้เสียเลยว่าพระอัครสาวกทั้งสองอยู่ในวิหารตลอด ๓ เดือน บัดนี้เล่า ท่านก็กลับไปเสียแล้ว. คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า เหตุไรเล่า พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่แจ้งแก่พวกผมให้ทราบ แล้วพากันถือเภสัช มีเนยใสและน้ำมันเป็นต้น และเครื่องนุ่งห่มคือผ้าเป็นอันมาก เข้าไปหาพระเถระไหว้แล้วต่างกราบเรียนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ โปรดอภัยแก่พวกกระผมเถิด. พระโกกาลิกะดำริว่า พระเถระทั้งสองมักน้อยสันโดษ คงไม่รับผ้าเหล่านี้ด้วยตน คงให้แก่เรา จึงไปสู่พระเถระทั้งหลายกับพวกอุบาสกนั่นเอง. พระเถระทั้งสองมิได้รับอะไร ๆ ไว้เพื่อตนทั้งไม่สั่งให้เขาถวายแก่พระโกกาลิกะ เพราะท่านมุ่งอบรมภิกษุอยู่. พวกอุบาสกพากันอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าไม่รับคราวนี้ ก็นิมนต์มาที่นี้อีกเพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม. พระเถระเจ้ารับแล้วพากันไปสู่สำนักพระศาสดา พระโกกาลิกะผูกอาฆาตว่า พระเถระเหล่านั้น เมื่อตนไม่รับก็ไม่บอกให้เขาให้แม้แก่เรา. ฝ่ายพระเถระทั้งสองพักอยู่ในสำนักพระศาสดาหน่อยหนึ่ง ก็พาภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้เป็นบริวารของตน ๆ เที่ยวจาริกไปกับภิกษุ๑,๐๐๐ รูป จนถึงโกกาลิกรัฐ. พวกอุบาสกเหล่านั้นก็พากันต้อนรับ พาพระเถระไปสู่วิหารนั้นเอง กระทำสักการะใหญ่ทุก ๆ วัน. เภสัชและเครื่องนุ่งห่มคือผ้าเกิดขึ้นมามากมาย. พวกภิกษุผู้ที่มากับพระเถระ พากันเลือกจีวรให้แก่พวกภิกษุที่มากันเท่านั้น ไม่ได้ให้แก่พระโกกาลิกะ. แม้พระเถระก็มิได้บอกให้เธอ โกกาลิกะไม่ได้จีวรก็ด่าตัดเพ้อพระเถระว่า สารีบุตรและโมคคัลลานะปรารถนาน้อย เมื่อก่อนเขาให้ลาภไม่รับ บัดนี้รับเสียจนล้นเหลือ ไม่มองดูผู้อื่น ๆ เลย พระเถระทั้งหลายดำริว่า โกกาลิกะประสบอกุศลเพราะอาศัยพวกเรา พร้อมด้วยบริวารพากันออกไป แม้จะถูกหมู่ชนพากันอาราธนาว่าพระคุณเจ้านิมนต์อยู่อีกสักสองสามวันเถิด ก็มิได้ปรารถนาจะกลับ.

ลำดับนั้นภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายจักอยู่ได้อย่างไร พระเถระผู้ชิดชอบของพวกท่าน ทนการอยู่ของภิกษุเหล่านั้นไม่ได้. อุบาสกเหล่านั้นพากันไปสู่สำนักของพระโกกาลิกะนั้น กล่าวว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ได้ยินว่า พระคุณเจ้าทนการอยู่ในสำนักของพระเถระไม่ได้ นิมนต์ไปเถิดขอรับ จงขอให้พระเถระเจ้าทั้งสองรับขมาแล้วนิมนต์กลับมา หรือไม่เช่นนั้นพระคุณเจ้าจงหนีไปอยู่ที่อื่นเถิด. พระโกกาลิกะจำไปอ้อนวอนพระเถระทั้งหลายด้วยความกลัวพวกอุบาสก. พระเถระทั้งหลายต่างกล่าวว่า ผู้มีอายุ เธอจงไปเสียเถิด พวกเราจักไม่กลับละ. เธอเมื่อไม่อาจนิมนต์พระเถระให้กลับได้ ก็กลับไปวิหารนั่นแล. ลำดับนั้น พวกอุบาสกพากันถามเธอว่า พระคุณเจ้าข้าพระคุณเจ้านิมนต์พระเถระกลับหรือ ก็กล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่สามารถนิมนต์ให้กลับได้. ลำดับนั้น พวกอุบาสกต่างคิดว่า เมื่อภิกษุผู้มีบาปกรรมนี้ยังอยู่ในวิหารนี้ พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักจักไม่อยู่ พวกเราต้องไล่เธอไปเสีย แล้วพากันกล่าวกะเธอว่า พระคุณเจ้าข้า พระคุณเจ้าอย่าอยู่ที่นี้เลยพระคุณเจ้าจะพึ่งพาอาศัยอะไร ๆ พวกข้าพเจ้าไม่ได้ละ. เธอถูกพวกเหล่านั้นชังน้ำหน้าเสียแล้ว ก็ถือบาตรจีวรไปพระเชตวัน เข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระโมคคัลลานะมีความปรารถนาลามก ลุอำนาจความปรารถนาลามกเสียแล้ว. ลำดับนั้น พระศาสดารับสั่งกะเธอว่า โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย จงยังจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด. ท่านโกกาลิกะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระองค์มัวเชื่อพระอัครสาวกของพระองค์ ข้าพระองค์ได้เห็นประจักษ์แล้วว่าพวกนี้ล้วนเลว ๆ มีลับลมคมในทุศีลทั้งนั้น แม้พระศาสดาจะตรัสห้ามถึงสามครั้ง ก็คงกล่าวอย่างนั้น แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.

พอเธอหันไปเท่านั้นทั่วร่างก็เกิดตุ่มประมาณเท่าเมล็ดผักกาด ค่อยเจริญโดยลำดับ ถึงขนาดมะตูมสุกแล้วแตกน้ำเหลืองและเลือดไหลโทรมกาย. เธอต้องระทดเจ็บแสบนอนอยู่ ณ ซุ่มพระทวารพระเชตวัน ถึงพรหมโลกได้มีเรื่องเกรียวกราวกันว่า พระอัครสาวกทั้งสองถูกพระโกกาลิกะด่า. ลำดับนั้นตุทีพรหมอุปัชฌาย์ของเธอทราบเรื่องนั้น จึงมาดำริว่า จักให้เธอขมาพระเถระทั้งหลายเสีย ยืนในอากาศกล่าวว่า โกกาลิกะ ท่านทำกรรมหยาบคายนัก ท่านจงให้พระอัครสาวกเลื่อมใสเถิด. เธอถามว่า ผู้มีอายุ ท่านเป็นใครเล่า เราชื่อว่า ตุทีพรหม เธอกลับเอ็ดเอามหาพรหมว่า ผู้มีอายุ ท่านนะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แล้วว่า เป็นพระอนาคามีมิใช่หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ธรรมดาว่า พระอนาคามีมีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นสภาวะ ท่านคงเป็นยักษ์ที่กองขยะเป็นแน่. ท้าวมหาพรหมนั้น เมื่อมิอาจให้เธอเชื่อถือถ้อยคำได้ ก็กล่าวว่า ท่านนั้นเองจักปรากฏตามคำของท่าน แล้วไปสู่พรหมโลกชั้นสุทธาวาสทันที. ฝ่ายภิกษุโกกาลิกะก็ตายไปบังเกิดในปทุมนรก. ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ความที่เธอเกิดในที่นั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระตถาคต. พระศาสดาตรัสเล่าแก่พวกภิกษุพวกภิกษุเมื่อกล่าวถึงโทษของเธอ พากันสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า โกกาลิกภิกษุด่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะบังเกิดในปทุมนรกเพราะอาศัยปากของตน. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่โกกาลิกะถูกถ้อยคำกำจัดเสีย เสวยทุกข์เพราะปากของตน แม้ในกาลก่อน ก็เสวยทุกข์เพราะปากของตนแล้วเหมือนกันดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีปุโรหิตของท้าวเธอเป็นคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา. นางพราหมณีของเขาเล่นชู้กับพราหมณ์อื่น. แม้พราหมณ์ผู้เป็นชู้นั้น ก็มีลักษณะเช่นนั้นเหมือนกัน. ปุโรหิตเฝ้าห้ามนางพราหมณีบ่อย ๆ เมื่อไม่อาจห้ามปรามกันได้. ก็คิดว่าเราไม่อาจจะฆ่าไอ้ไพรีของเรานี้ด้วยมือตนได้ ต้องหาอุบายฆ่ามันเสียให้ได้. เขาก็เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระนครของพระองค์เป็นพระนครชั้นเลิศในสกลชมพูทวีป พระองค์เล่าก็เป็นพระอัครราชา ประตูพระนครด้านทักษิณของพระองค์ผู้ทรงนามว่าอัครราชาเช่นนี้ สร้างไว้ชั่วไม่เป็นมงคลเลยพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสสั่งว่า ควรจะได้อะไรเล่า. เขากราบทูลว่า ต้องรื้อประตูเก่าเสียหาไม้ที่ประกอบด้วยมงคลมาให้พลีแก่ฝูงภูตผู้รักษาพระนคร แล้วตั้งพระทวารใหม่ตามมงคลฤกษ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่าถ้าเช่นนั้น เชิญท่านทำอย่างนั้นเถิด.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นมาณพ ชื่อว่าตักการิยะเรียนศิลปะในสำนักของเขา. ปุโรหิตให้รื้อประตูเก่าตั้งใหม่แล้วกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ประตูสำเร็จแล้ว พรุ่งนี้เป็นวันฤกษ์งามต้องทำพลียกพระทวารมิให้ล่วงพ้นฤกษ์นั้นไปได้ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่าถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์ควรจะได้อะไรเพื่อประกอบพิธีพลีกรรม. เขากราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระทวารมีศักดิ์ใหญ่ ต้องเชิญเทพดาผู้มีศักดิ์ให้เข้าครอบครอง จำต้องฆ่าพราหมณ์ผู้บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย คนหนึ่งมีนัยตาเหลืองมีเขี้ยวงอกออกมา เอาเนื้อและเลือดของเขาทำพลีกรรม แล้วเอาอ่างฝังลงไปใต้พระทวาร ตั้งพระทวารบนนั้น อย่างนี้จึงจักเกิดสวัสดีแก่พระองค์และแก่พระนครพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ดีละท่านอาจารย์ เชิญท่านฆ่าพราหมณ์เช่นนั้นแล้วยกประตูพระนครเถิด. เขาดีใจเกิดลำพองว่า พรุ่งนี้เป็นได้เห็นหลังปัจจามิตรละ ครั้นไปถึงเรือนของตนก็ไม่อาจรักษาปากไว้ได้ ละล่ำละลักบอกเมียว่า อีคนชั่ว อีคนจัณฑาล ตั้งแต่นี้มึงจะชมชื่นกับใครเล่า พรุ่งนี้กูจะฆ่าชู้ของมึงพลีกรรมเสีย. ภรรยาเถียงว่า เขาไม่มีผิด จักฆ่าเสียเพราะเหตุอะไรเล่า. เขาตอบว่า พระราชารับสั่งให้กูทำพลีกรรมด้วยเนื้อและเลือดของพราหมณ์ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองตั้งพระทวาร ก็ชู้ของมึงมีเขี้ยวและตาเหลืองกูจักฆ่ามันทำพลีกรรมเสีย.

นางจึงส่งข่าวไปถึงสำนักของชู้ว่า ข่าวว่าพระราชาทรงประสงค์จะฆ่าพวกพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลืองทำพลีกรรม ถ้าเธออยากจะมีชีวิตอยู่ ก็จงชักชวนพวกพราหมณ์ผู้มีลักษณะเช่นเดียวกับเธอหนีไปเสียให้ทันกาลทีเดียวเถิด. เขาทำตามนั้น ข่าวนั้นได้เลื่องลือไปในพระนคร. พวกพราหมณ์ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองทุกคนพากันหนีออกจากพระนครทุกแห่ง. ปุโรหิตมิได้ล่วงรู้ความศัตรูหนีไปแล้ว เข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่ กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ที่โน่นมีพวกพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลือง โปรดรับสั่งจับเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงส่งพวกอำมาตย์ไป. พวกอำมาตย์เหล่านั้นไม่เห็นเขาก็พากันมากราบทูลว่า ข่าวว่าหนีไปเสียแล้วพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับสั่งว่า ค้นดูในที่อื่นซี. แม้จะพากันเที่ยวค้นในพระนครทุกแห่งก็มิได้พบ เมื่อมีพระดำรัสว่า จงค้นผู้อื่นจากคนนั้นซี ก็พากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เว้นท่านปุโรหิตเสียแล้ว คนอื่น ๆ ไม่มีรูปเป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า เราไม่อาจฆ่าปุโรหิตได้. พวกนั้นพากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ประสงค์อะไรเช่นนั้น เพราะท่านปุโรหิตเป็นตัวการณ์ แม้นไม่ยกพระทวารในวันนี้แล้ว พระนครก็จักเป็นอันไม่ได้รับคุ้มครอง ท่านอาจารย์ก็บอกอยู่ว่า พ้นวันนี้ไปแล้วต้องรออีกปีหนึ่งจึงได้ฤกษ์ เมื่อพระนครไม่มีประตูตั้งปี จักเปิดโอกาสแก่พวกข้าศึกได้ พวกเราต้องฆ่าพราหมณ์นี้ให้พวกพราหมณ์ผู้อื่นที่ฉลาดทำพลีกรรม ยกพระทวารเถิดพระเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งว่า ก็พวกพราหมณ์ผู้อื่นที่ฉลาดเหมือนท่านอาจารย์ยังจะมีอยู่หรือ. พวกนั้นพากันกราบทูลว่า มีอยู่พระเจ้าข้า อันเตวาสิกของเขาเองชื่อตักการิยมาณพ โปรดประทานตำแหน่งปุโรหิตแก่เขาแล้วทรงกระทำการมงคลเกิดพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสเรียกเขามาให้กระทำสัมมานาการแล้วประทานตำแหน่งปุโรหิต ทรงสั่งเพื่อกระทำอย่างนั้น. เราได้ไปสู่ประตูพระนครด้วยบริวารเป็นอันมาก. ราชบุรุษทั้งหลายพากันมัดปุโรหิต พามาด้วยอานุภาพแห่งพระราชา. พระมหาสัตว์ให้ขุดหลุมในที่ที่จะตั้งพระทวารให้ลงม่านล้อมรอบเข้าอยู่ในม่านกับอาจารย์. อาจารย์มองดูหลุมพลางทอดอาลัย ไม่ได้ใครเป็นที่พำนักแก่ตน พึงรำพึงว่า เราเป็นผู้จัดแจงความฉิบหายทั้งนั้น เพราะเรามันโง่ไม่อาจจะคุ้มครองปากของตนได้ รีบไปบอกแก่อีตัวร้าย ตัวของเราเองนำการฆ่ามาให้ตน เมื่อจะสนทนากับพระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

ดูก่อนพ่อตักการิยะ ฉันเองเป็นคนโง่เขลา กล่าวคำชั่วช้าเหมือนกบในป่า ร้องเรียกงูมาให้กินตน ฉะนั้น ฉันจะตกลงไปในหลุมนี้ ได้ยินมาว่า บุคคลที่ พูดล่วงเลยขอบเขตไม่ดีเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุพฺภาสิตํ ภาสิ ความว่า เราได้กล่าวคำอันเป็นทุพภาษิต. บทว่า ภงฺโกว ความว่า เรานั่นแหละย่อมกล่าวแต่คำชั่ว ๆเหมือนกบอยู่ในป่าร้องเรียกงูให้มากัดกินคนฉะนั้น. บทว่า ตกฺการิเย ความว่าคนโง่เรียกเขาซึ่งเพศหญิงอันเป็นชื่อของเขาจึงกล่าวอย่างนั้น.

พระมหาสัตว์ ได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

บุคคลผู้กล่าวล่วงเลยขอบเขต ย่อมได้ประสบการ จองจำ การถูกฆ่า ความเศร้าโศกและความร่ำไห้ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ชนทั้งหลายจะฝังท่านลงในหลุม เพราะเหตุใด ท่านต้องติเตียนตัวท่านเอง เพราะ เหตุนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติเวลภาณี ความว่า คนที่พูดล่วงเลยขอบเขต คือพูดล่วงประมาณ ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ อธิบายว่า ไม่ดี. บทว่า โสกปริเทวญฺจ ความว่า ดูก่อนอาจารย์ คนที่พูดล่วงเลยเวลาอย่างนี้แหละ ย่อมถูกฆ่าและถูกจองจำ ถึงความเศร้าโศก ร่ำไห้ด้วยเสียงเอ็ดอึงบทว่า ครหาสิ ความว่า ท่านไม่ต้องติเตียนผู้อื่นดอก พึงติเตียนตนเอง. บทว่า เอตฺโต แปลว่า ในเพราะเหตุนี้. บทว่า อาจริย ตํ ความว่าอาจารย์ ชนทั้งหลายกำลังจะฝังท่านในหลุมที่ท่านขุดไว้อยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ท่านพึงติเตียนตนเองเท่านั้น.

พระมหาสัตว์ครั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ จึงกล่าวต่อไปว่า ท่านอาจารย์ท่านไม่รักษาวาจา ถึงความทุกข์ผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้คนพวกอื่น ก็ถึงความทุกข์เหมือนกัน แล้วนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๙๖–๓๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เตรสนิบาตชาดก · ๘๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๘. ตกฺการิยชาตกํ ฯ

อหเมว ทุพฺภาสิตํ ภาสิ พาโลติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกกาลิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอกสฺมึ หิ อนฺโตวสฺเส เทฺว อคฺคสาวกา คณํ ปหาย วิวิตฺตวาสํ วสิตุกามา สตฺถารํ อาปุจฺฉิตฺวา โกกาลิกรฏฺเฐ โกกาลิกวสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ตํ เอวมาหํสุ อาวุโส โกกาลิก ตํ นิสฺสาย อมฺหากํ อมฺเห จ นิสฺสาย ตว ผาสุวิหาโร ภวิสฺสติ อิมํ เตมาสํ อิเธว วเสยฺยามาติ ฯ โก ปนาวุโส มํ นิสฺสาย ตุมฺหากํ ผาสุวิหาโรติ ฯ สเจ ตฺวํ อาวุโส อคฺคสาวกา อิธ วิหรนฺตีติ กสฺสจิ นาโรเจยฺยาสิ มยํ สุขํ วิหเรยฺยาม อยํ ตํ นิสฺสาย อมฺหากํ ผาสุวิหาโรติ ฯ อถ ตุมฺเห นิสฺสาย มยฺหํ โก ผาสุวิหาโรติ ฯ มยํ ตุยฺหํ อนฺโตเตมาสํ ธมฺมํ วาเจสฺสาม ธมฺมกถํ กเถสฺสาม เอสตุยฺหํ อมฺเห นิสฺสาย ผาสุวิหาโรติ ฯ วสถาวุโส ยถาชฺฌาสเยนาติ โส เตสํ ปฏิรูปํ เสนาสนํ อทาสิ ฯ เต ผลสมาปตฺติสุเขน สุขํ วสึสุ ฯ โกจิ เนสํ ตตฺถ วสนภาวํ น ชานาติ ฯ เต วุตฺถวสฺสา ปวาเรตฺวา อาวุโส ตํ นิสฺสาย สุขํ วุตฺถมฺหา สตฺถารํ วนฺทิตุํ คจฺฉามาติ ตํ อาปุจฺฉึสุ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เต อาทาย ธุรคาเม ปิณฺฑาย จริ ฯ เถรา กตภตฺตกิจฺจา คามโต นิกฺขมึสุ ฯ โกกาสิโก เต อุยฺโยเชตฺวา นิวตฺติตฺวา มนุสฺสานํ อาโรเจสิ อุปาสกา ตุมฺเห ติรจฺฉานคตสทิสา เทฺว อคฺคสาวเก เตมาสํ ธุรวิหาเร วสนฺเต น ชานิตฺถ อิทานิ โข คตาติ ฯ มนุสฺสา กสฺมา ปน ภนฺเต อมฺหากํ นาโรจยิตฺถาติ วตฺวา พหุํสปฺปิเตลาทิเภสชฺชญฺเจว วตฺถจฺฉาทนญฺจ คเหตฺวา เถเร อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ขมถ โน ภนฺเต มยํ ตุมฺหากํ อคฺคสาวกภาวํ น ชานาม อชฺช โน โกกาลิกภทฺทนฺตสฺส วจเนน ญาตํ อมฺหากํ อนุกมฺปาย อิมานิ เภสชฺชวตฺถจฺฉาทนานิ คณฺหถาติ ฯ โกกาลิโก เถรา อปฺปิจฺฉา สนฺตุฏฺฐา อิมานิ วตฺถานิ อตฺตนา อคเหตฺวา มยฺหํ ทสฺสนฺตีติ จินฺเตตฺวา อุปาสเกหิ สทฺธึเยว เถรานํ สนฺติกํ คโต ฯ เถรา ภิกฺขุปริปาจิตตฺตา กิญฺจิ เนว อตฺตนา คณฺหึสุ น โกกาลิกสฺส ทาเปสุํ ฯ อุปาสกา ภนฺเต อิทานิ อคณฺหนฺตา ปุน อมฺหากํ อนุคฺคหตฺถาย อิธาคจฺเฉยฺยาถาติ ยาจึสุ ฯ เถรา อธิวาเสตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ อคมึสุ ฯ โกกาลิโก อิเม เถรา อตฺตนา อคณฺหนฺตา มยฺหมฺปิ น ทาเปสุนฺติ อาฆาตํ พนฺธิ ฯ เถราปิ สตฺถุ สนฺติเก โถกํ วสิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน ปริวาเร ปญฺจสเต ภิกฺขู อาทาย ภิกฺขุสหสฺเสน สทฺธึ จาริกญฺจรมานา โกกาลิกรฏฺฐํ ปตฺตา ฯ เต อุปาสกา ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา เถเร อาทาย ตเมว วิหารํ เนตฺวา เทวสิกํ มหาสกฺการํ กรึสุ ฯ ปหูตํ เภสชฺชวตฺถจฺฉาทนํ อุปฺปชฺชิ ฯ เถเร หิ สทฺธึ อาคตภิกฺขู จีวรานิ วิจาเรนฺตา สทฺธึ อาคตานํ ภิกฺขูนญฺเญว เทนฺติ โกกาลิกสฺส น เทนฺติ ฯ เถราปิ ตสฺส น ทาเปนฺติ ฯ โกกาลิโก จีวรํ อลภิตฺวา ปาปิจฺฉา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปุพฺเพ ทิยฺยมานํ ลาภํ อคเหตฺวา อิทานิ คณฺหนฺติ ปูเรตุํ น สกฺกา อญฺเญ น โอโลเกนฺตีติ เถเร อกฺโกสติ ปริภาสติ ฯ เถรา โกกาลิโก อมฺเห นิสฺสาย อกุสลํ ปสวตีติ สปริวารา นิกฺขมิตฺวา อญฺญํ ภนฺเต กติปาหํ วสถาติ มนุสฺเสหิ ยาจิยมานาปิ นิวตฺติตุํ น อิจฺฉึสุ ฯ อเถโก ทหรภิกฺขุ อาห อุปาสกา กถํ เถรา วสิสฺสนฺติ ตุมฺหากํ กุลุปกตฺเถโร อิเมสํ วาสํ น สหตีติ ฯ เต ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ภนฺเต ตุมฺเห กิร เถรานํ อิธ วาสํ น สหถ คจฺฉถ ภนฺเต ขมาเปตฺวา วา นิวตฺเตถ ปลายิตฺวา วา อญฺญตฺถ วสถาติ ฯ โส อุปาสกานํ ภเยน คนฺตฺวา เถเร ยาจิ ฯ เถรา คจฺฉาวุโส น มยํ นิวตฺตามาติ ปกฺกมึสุ ฯ โส เถเร นิวตฺเตตุํ อสกฺโกนฺโต วิหารเมว ปจฺจาคโต ฯ อถ นํ อุปาสกา ปุจฺฉึสุ นิวตฺติตา เต ภนฺเต เถราติ ฯ นิวตฺเตตุํ นาสกฺขึ อาวุโสติ ฯ อถ นํ อิมสฺมึ ปาปธมฺเม อิธ วสนฺเต เปสลา ภิกฺขู น วสิสฺสนฺติ นิกฑฺฒิสฺสาม นนฺติ จินฺเตตฺวา ภนฺเต มา ตฺวํ อิธ วส อมฺเห นิสฺสาย ตุยฺหํ กิญฺจิ นตฺถีติ อาหํสุ ฯ โส เตหิ อพหุมานกโต ปตฺตจีวรมาทาย เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปาปิจฺฉา ภนฺเต สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสํ คตาติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา มาเหวํ โกกาลิก อวจ ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา ภิกฺขูติ ธาเรหิ ฯ โกกาลิโก ตุมฺเห ภนฺเต ตุมฺหากํ อคฺคสาวกานํ สทฺทหถ อหํ ปจฺจกฺขโต อทฺทสํ ปาปกา เอเต ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺตา ทุสฺสีลาติ วตฺวา ยาวตติยํ สตฺถารา นิวาริโตปิ ตเถว วตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ ฯ ตสฺส ปกฺกนฺตมตฺตสฺเสว สกลสรีเร สาสปมตฺตา ปิฬกา อุฏฺฐหิตฺวา อนุปุพฺเพน วฑฺฒิตฺวา เวฬุวปกฺกมตฺตา หุตฺวา ภิชฺชิตฺวา ปุพฺพโลหิตานิ ปคฺฆรึสุ ฯ โส นิตฺถุนนฺโต เวทนาปฺ- ปตฺโต เชตวนทฺวารโกฏฺฐเก นิปชฺชิ ฯ โกกาลิเกน เทฺว อคฺคสาวกา อกฺกุฏฺฐาติ ยาว พฺรหฺมโลกา เอกโกลาหลํ อโหสิ ฯ อถสฺส อุปชฺฌาโย ตุทีนาม พฺรหฺมา ตํ การณํ ญตฺวา อาคนฺตฺวา ตํ เถเร ขมาเปสฺสามีติ อากาเส ฐตฺวา โกกาลิก ผรุสํ เต กมฺมํ กตํ อคฺคสาวเก ปสาเทหีติ อาห ฯ โก ปน ตฺวํ อาวุโสติ ฯ ตุทีพฺรหฺมานาม อหนฺติ นนุ ตฺวํ อาวุโส ภควตา อนาคามีติ พฺยากโต อนาคามี จ อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกาติ วุตฺตํ ตฺวํ สงฺการฏฺฐาเน ยกฺโข ภวิสฺสตีติ มหาพฺรหฺมานํ อปสาเทสิ ฯ โส ตํ อตฺตโน วจนํ คาหาเปตุํ อสกฺโกนฺโต ตว วาจาย ตฺวเมว ปญฺญายิสฺสสีติ วตฺวา สุทฺธาวาสเมว คโต ฯ โกกาลิโกปิ กาลํ กตฺวา ปทุมนิรเย อุปฺปชฺชิ ฯ ตสฺส ตตฺถ นิพฺพตฺตภาวํ ญตฺวา สหมฺปติมหาพฺรหฺมา ตถาคตสฺส อาโรเจสิ ฯ สตฺถา ภิกฺขูนํ อาโรเจสิ ฯ ภิกฺขู ตสฺสอคุณํ กเถนฺตา ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส โกกาลิโก กิร สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเน อกฺโกสิตฺวา อตฺตโน มุขํ นิสฺสาย ปทุมนิรเย อุปฺปนฺโนติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว โกกาลิโก อิทาเนว วจเนน หโต อตฺตโน มุขํ นิสฺสาย ทุกฺขํ อนุภวติ ปุพฺเพเปส อตฺตโน มุขํ นิสฺสาย ทุกฺขํ อนุโภสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตสฺส ปุโรหิโต ปิงฺคโล นิกฺขนฺตทาโฒ อโหสิ ฯ ตสฺส พฺราหฺมณี อญฺเญน พฺราหฺมเณน สทฺธึ อติจริ ฯ โสปิ ตาทิโสว ฯ ปุโรหิโต พฺราหฺมณึ ปุนปฺปุนํ วาเรนฺโตปิ วาเรตุํ อสกฺโกนฺโต จินฺเตสิ อิมํ มม เวรึ สหตฺถา มาเรตุํ น สกฺกา อุปาเยน นํ มาเรสฺสามีติ ฯ โส ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา อาห มหาราช ตว นครํ สกลชมฺพูทีเป อคฺคนครํ ตฺวํ อคฺคราชา เอวํ อคฺครญฺโญนาม ตว ทกฺขิณทฺวารํ ทุยุตฺตํ อวมงฺคลนฺติ ฯ อาจริย อิทานิ กึ กาตพฺพนฺติ ฯ มงฺคลํ โยเชตพฺพนฺติ ฯ กึ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ ปุราณทฺวารํ หาเรตฺวา มงฺคลยุตฺตานิ ทารูนิ คเหตฺวา นครปริคฺคาหกานํ ภูตานํ พลึ ทตฺวา มงฺคลนกฺขตฺเตน ปติฏฺฐาเปตุํ วฏฺฏตีติ ฯ เตนหิ เอวํ กโรถาติ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตกฺการิโยนาม มาณโว หุตฺวา ตสฺส สนฺติเก สิปฺปํ อุคฺคณฺหาติ ฯ ปุโรหิโต ปุราณทฺวารํ หาเรตฺวา นวํ ปติฏฺฐาเปตฺวา ราชานํ อาห นิฏฺฐิตํ เทว ทฺวารํ เสฺว ภทฺทกนกฺขตฺตํ ตํ อนติกฺกมิตฺวา พลึ กตฺวา ทฺวารํ ปติฏฺฐาเปตุํ วฏฺฏตีติ ฯ เตนหิ อาจริย พลิกมฺมตฺถาย กึ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ เทว มเหสกฺขํ ทฺวารํ มเหสกฺขเทวตาหิ ปริคฺคหิตํ เอกํ ปิงฺคลํ นิกฺขนฺตทาฒํ อุภโต วิสุทฺธํ พฺราหฺมณํ มาเรตฺวา ตสฺส มํสโลหิเตน พลึ กตฺวา สรีรํ เหฏฺฐา ขิปิตฺวา ทฺวารํ ปติฏฺฐาเปตพฺพํ เอวํ ตุมฺหากญฺจ นครสฺส จ โสตฺถิ ภวิสฺสตีติ ฯ สาธุ อาจริย เอวรูปํ พฺราหฺมณํ มาเรตฺวา ทฺวารํ ปติฏฺฐาเปหีติ ฯ โส ตุฏฺฐมานโส เสว ปจฺจามิตฺตสฺส ปิฏฺฐึ ปสฺสิสฺสามีติ อุสฺสาหชาโต อตฺตโน เคหํ คนฺตฺวา มุขํ รกฺขิตุํ อสกฺโกนฺโต ตุริตตุริโต ภริยํ อาห ปาเป จณฺฑาลิ อิโต ปฏฺฐาย เกน สทฺธึ อภิรมิสฺสสิ เสฺว เต ชารํ มาเรตฺวา พลิกมฺมํ กริสฺสามีติ ฯ นิรปราธํ กึการณา มาเรสฺสสีติ ฯ ราชา กฬารปิงฺคลสฺส พฺราหฺมณสฺส มํสโลหิเตน พลิกมฺมํ กตฺวา นครทฺวารํ ปติฏฺฐาเปหีติ อาห ชาโร จ เต กฬารปิงฺคโล ตํ มาเรตฺวา พลิกมฺมํ กริสฺสามีติ ฯ สา ชารสฺส สนฺติกํ สาสนํ ปาเหสิ ราชา กิร กฬารปิงฺคลํ พฺราหฺมณํ มาเรตฺวา พลึ กาตุกาโม สเจ ชีวิตุกาโม อญฺเญปิ ตยา สทิเส พฺราหฺมเณ คเหตฺวา สกาลสฺเสว ปลายสฺสูติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ ตํ นคเร ปากฏํ อโหสิ ฯ สกลนครโต สพฺเพ กฬารปิงฺคลา ปลายึสุ ฯ ปุโรหิโต อมิตฺตสฺส ปลาตภาวํ อชานิตฺวา ปาโตว ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว อสุกฏฺฐาเน กฬารปิงฺคโล พฺราหฺมโณ อตฺถิ ตํ คณฺหาเปถาติ อาห ฯ ราชา อมจฺเจ เปเสสิ ฯ เต ตํ อปสฺสนฺตา อาคนฺตฺวา ปลาโต กิราติ อาโรเจสุํ ฯ อญฺญตฺถ อุปธาเรถาติ ฯ สกลนคเร อุปธาเรนฺตาปิ น ปสฺสึสุ ฯ ตโต อญฺญํ อุปธาเรถาติ วุตฺเต เทว ฐเปตฺวา ปุโรหิตํ อญฺโญ เอวรูโป นตฺถีติ วทึสุ ฯ ปุโรหิตํ น สกฺกา มาเรตุนฺติ ฯ เทว กึ วเทถ ปุโรหิตสฺส การณา อชฺช ทฺวาเร อปติฏฺฐาปิเต นครํ อคุตฺตํ ภวิสฺสติ อาจริโย กเถนฺโต อชฺช อติกฺกมิตฺวา อิโต สํวจฺฉรจฺจเยน นกฺขตฺตํ ลภิสฺสสีติ กเถสิ สํวจฺฉรํ นคเร อทฺวารเก ปจฺจตฺถิกานํ โอกาโส ภวิสฺสติ อิมํ มาเรตฺวา อญฺเญน พฺยตฺเตน พฺราหฺมเณน พลิกมฺมํ กาเรตฺวา ทฺวารํ ปติฏฺฐาเปสฺสามาติ ฯ อตฺถิ ปนญฺโญ อาจริยสทิโส ปณฺฑิตพฺราหฺมโณติ ฯ อตฺถิ เทว ตสฺเสว อนฺเตวาสิโก ตกฺการิยมาณโวนาม ตสฺส ปุโรหิตฏฺฐานํ ทตฺวา มงฺคลํ กโรถาติ ฯ ราชา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา สมฺมานํ กาเรตฺวา ปุโรหิตฏฺฐานํ ทตฺวา ตถา กาตุํ อาณาเปสิ ฯ โส มหนฺเตน ปริวาเรน นครทฺวารํ อคมาสิ ฯ ปุโรหิตํ ราชานุภาเวน พนฺธิตฺวา อานยึสุ ฯ มหาสตฺโต ทฺวารฐปนฏฺฐาเน อาวาฏํ ขณาเปตฺวา สาณึ ปริกฺขิปาเปตฺวา อาจริเยน สทฺธึ อนฺโตสาณิยํ อฏฺฐาสิ ฯ อาจริโย อาวาฏํ โอโลเกนฺโต อตฺตโน ปติฏฺฐํ อลภนฺโต อนตฺโถ ตาว เม นิปฺผาทิโต อโหสิ พาลตาย ปน มุขํ รกฺขิตุํ อสหนฺโต เวเคน ปาปิตฺถิยา กเถสึ อตฺตนาว เม อตฺตโน วโธ อาภโตติ มหาสตฺตํ อาลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

อหเมว ทุพฺภาสิตํ ภาสิ พาโล

ภงฺโกว อรญฺเญ อหิมวฺหายมาโน

ตกฺการิเย โสพฺภมิมํ ปตามิ

น กิเรว สาธุ อติเวลภาณีติ

ตตฺถ ทุพฺภาสิตํ ภาสีติ ทุพฺภาสิตํ ภาสึ ฯ ภงฺโกวาติ ยถา อรญฺเญ มณฺฑโก วสนฺโต อตฺตโน ขาทกํ อหึ อเวหติ โส ตํ อวฺหยมาโน ทุพฺภาสิตํ ภาสตินาม เอวํ อหเมว ทุพฺภาสิตํ ภาสึ ฯ ตกฺการิเยติ ตสฺส นามํ อิตฺถีลิงฺคํ ตํ อาลปนฺโต เอวมาห ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต ทุติยํ คาถมาห

ปปฺโปติ มจฺโจ อติเวลภาณี

พนฺธํ วธํ โสกปริเทวญฺจ

อตฺตานํเยว ครหาสิ เอตฺโต

อาจริย ตํ นิขณนฺติ โสพฺเภติ ฯ

ตตฺถ อติเวลภาณีติ เวลาติกฺกนฺตํ ปมาณาติกฺกนฺตํ กตฺวา กถนํนาม น สาธุ อติเวลภาณี ปุริโส น สาธูติปิ อตฺโถ ฯ โสกปริเทวญฺจาติ อาจริย เอวเมว อติเวลภาณี ปุริโส วธพนฺธญฺจ โสกญฺจ มหนฺเตน สทฺเทน ปริเทวญฺจ ปปฺโปติ ฯ ครหาสีติ ปรํ อครหิตฺวา อตฺตานํเยว ครเหยฺยาสิ ฯ เอตฺโตติ เอตสฺมึ การเณ ฯ อาจริย ตนฺติ อาจริย เยน การเณน ตํ นิขณนฺติ โสพฺเภ ตํ ตยาว กตํ ตสฺมา อตฺตานเมว ครเหยฺยาสีติ วทติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา อาจริย วาจํ อรกฺขิตฺวา น เกวลํ ตวเมว ทุกฺขปฺปตฺโต อญฺเญปิ ปตฺตาเยวาติ อตีตํ อาหริตฺวา ทสฺเสติ

ปุพฺเพ กิร พาราณสิยํ กาลีนาม คณิกา อโหสิ ฯ ตสฺสา ตุณฺฑิโลนาม ภาตา ฯ กาลี เอกทิวสํ สหสฺสํ คณฺหาติ ฯ ตุณฺฑิโล ปน อิตฺถีธุตฺโต สุราธุตฺโต อกฺขธุตฺโต จ อโหสิ ฯ สา ตสฺส ธนํ เทติ ฯ โส ลทฺธลทฺธํ วินาเสติ ฯ สา ตํ วาเรนฺตีปิ วาเรตุํ นาสกฺขิ ฯ โส เอกทิวสํ ชูเต ปราชิโต นิวตฺถวตฺถานิ ทตฺวา กฏสารขณฺฑํ นิวาเสตฺวา ตสฺสา เคหํ อาคมิ ฯ ตาย จ ทาสิโย อาณตฺตา โหนฺติ ตุณฺฑิลสฺส อาคตกาเล กิญฺจิ อทตฺวา คีวายํ นํ คเหตฺวา นีหเรยฺยาถาติ ฯ ตา ตถา กรึสุ ฯ โส คนฺตฺวา ทฺวารมูเล โรทนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อเถโก เสฏฺฐีปุตฺโต นิจฺจกาลํ กาลิยา สหสฺสํ อาหรนฺโต ตํทิวสํ ตํ ทิสฺวา กึ ตุณฺฑิล โรทสีติ ปุจฺฉิ ฯ สามิ ชูเต ปราชิโต มม ภคินิยา สนฺติกํ อาคโตมฺหิ ตา มํ ทาสิโย คีวายํ คเหตฺวา นีหรึสูติ ฯ เตนหิ ติฏฺฐ ภคินิยา เต กเถสฺสามีติ โส คนฺตฺวา ภาตา เต กฏสารขณฺฑํ นิวาเสตฺวา ทฺวารมูเล ฐิโต วตฺถานิสฺส กิมตฺถํ น เทสีติ อาห ฯ อหํ ตาวน เทมิ สเจ ปน เต สิเนโห อตฺถิ ตฺวํ เทหีติ ฯ ตสฺมึ ปน คณิกาย ฆเร อิทํ จาริตฺตํ อาภตํ สหสฺสโต ปญฺจ สตานิ คณิกาย โหนฺติ ปญฺจ สตานิ วตฺถคนฺธมาลา มูลานิ โหนฺติ ฯ อาคตปุริสา ตสฺมึ ฆเร ลทฺธวตฺถานิ นิวาเสตฺวา รตฺตึ วสิตฺวา ปุนทิวเส คจฺฉนฺตา ตมฺปิ ฐเปตฺวา อาภตวตฺถาเนว นิวาเสตฺวา คจฺฉนฺติ ฯ ตสฺมา เสฏฺฐีปุตฺโต ตาย ทินฺนวตฺถานิ นิวาเสตฺวา อตฺตโน สาฏเก ตุณฺฑิลสฺส ทาเปสิ ฯ โส นิวาเสตฺวา นทนฺโต ตชฺเชนฺโต คนฺตฺวา สุราเคหํ ปาวิสิ ฯ กาลีปิ ทาสิโย อาณาเปสิ เสฺว เอตสฺส คมนกาเล วตฺถานิ อจฺฉินฺเทยฺยาถาติ ฯ ตา ตสฺส นิกฺขมนกาเล อิโตจิโต จ อุปธาวิตฺวา วิลุมฺปมานาวิย สาฏเก คเหตฺวา อิทานิ ยาหิ กุมาราติ นคฺคํ กตฺวา วิสชฺเชสุํ ฯ โส นคฺโคว นิกฺขมิ ฯ ชโน ปริหาสํ กโรติ ฯ โส ลชฺชิตฺวา มยาเวตํ กตํ อหเมว อตฺตโน มุขํ รกฺขิตุํ นาสกฺขินฺติ ปริเทวิ ฯ อิทํ ตาว ทสฺเสตุํ ตติยํ คาถมาห

กิเมวาหํ ตุณฺฑิลํ อปุจฺฉึ

กเรยฺยาสํ ภาตรํ กาลิกาย

นคฺโควาหํ วตฺถยุคญฺจ ฉินฺโน

อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสวาติ ฯ

ตตฺถ พหุ ตาทิโสวาติ เสฏฺฐีปุตฺโตปิ หิ อตฺตนา กเตเหว ทุกฺขํ ปตฺโต ตฺวมฺปิ ตสฺมา อยํ ตุยฺหํ ทุกฺขปฺปตฺติ พหูหิ การเณหิ ตาทิโสว ฯ

อปโรปิ พาราณสิยํ อชปาลานํ ปมาเทน โคจรภูมิยํ ทฺวีสุ เมณฺเฑสุ ยุชฺฌนฺเตสุ เอโก กุลิงฺคสกุโณ อิเม อิทานิ ภินฺเนหิ สีเสหิ มริสฺสนฺติ วาเรสฺสามิ เตติ มาตุล มา ยุชฺฌถาติ วาเรตฺวา เตสํ กถํ อคเหตฺวา ยุชฺฌนฺตานญฺเญว ปิฏฺฐิยมฺปิ สีเสปิ นิสีทิตฺวา ยาจิตฺวา วาเรตุํ อสกฺโกนฺโต เตนหิ มํ มาเรตฺวา ยุชฺฌถาติ อุภินฺนํ สีสนฺตรํ ปาวิสิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ ปหรึสุเยว ฯ โส สณฺหกรณียํ ปึสิโตวิย อตฺตนา กเตเนว วินาสํ ปตฺโต ฯ อิทํ อปรํปิ การณํ ทสฺเสนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห

โย ยุชฺฌมานานํ อยุชฺฌมาโน

เมณฺฑนฺตรํ ปจฺจุปติ กุลิงฺโค

โส ปึสิโต เมณฺฑสิเรหิ ตตฺถ

อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสวาติ ฯ

ตตฺถ เมณฺฑนฺตรนฺติ เมณฺฑานํ อนฺตรํ ฯ ปจฺจุปตีติ อติคนฺตฺวา อุปฺปติ อากาเส สีสานํ เวมชฺเฌ อฏฺฐาสีติ อตฺโถ ฯ ปึสิโตติ ปีฬิโต ฯ

อปเรปิ พาราณสีวาสิโน โคปาลกา ผลิตํ ตาลรุกฺขํ ทิสฺวา เอกํ ผลตฺถาย รุกฺขํ อาโรเปสุํ ฯ ตสฺมึ ผลานิ ปาเตนฺเต เอโก กณฺหสปฺโป วมฺมิกา นิกฺขมิตฺวา ตาลรุกฺขํ อภิรูหิ ฯ เหฏฺฐา ฐิตา ทณฺฑาทีหิ ปหรนฺตาปิ ตํ นิวาเรตุํ นาสกฺขึสุ ฯ เต สปฺโป ตาลํ อภิรูหตีติ อิตรสฺส อาจิกฺขึสุ ฯ โส ภีโต มหารวํ รวิ ฯ เหฏฺฐา ฐิตา เอกํ ถิรสาฏกํ จตูสุ กณฺเณสุ คเหตฺวา อิมสฺมึ สาฏเกปติตาติ อาหํสุ ฯ โส ปริคลนฺโต จตุนฺนํปิ อนฺตเร สาฏกมชฺเฌ ปติ ฯ ตสฺส ปาตนเวเคน เต สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตา อญฺญมญฺญํ สีเสน ปหริตฺวา ภินฺเนหิ สีเสหิ ชีวิตกฺขยํ ปตฺตา ฯ อิทํ การณํ ทสฺเสนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห

จตุโร ชนา โปฏฺฐกํ อคฺคเหสุํ

เอกญฺจ โปสํ อนุรกฺขมานา

สพฺเพว เต ภินฺนสิรา สยึสุ

อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสวาติ ฯ

ตตฺถ โปฏฺฐกนฺติ สาฏกํ ฯ สพฺเพว เตติ เตปิ จตฺตาโร ชนา อตฺตนา กเตเนว ภินฺนสีสา สยึสุ ฯ

อปราปิ พาราณสีวาสิโน เอฬกโจรา รตฺตึ เอกํ อชํ เถเนตฺวา ทิวา อรญฺเญ ขาทิสฺสามาติ ตสฺสา อวสฺสนตฺถาย มุขํ พนฺธิตฺวา เวฬุคุมฺเพ ฐเปสุํ ฯ ปุนทิวเส ตํ ขาทิตุํ คจฺฉนฺตา อาวุธํ ปมุสฺสิตฺวา อคมํสุ ฯ เต อชํ มาเรตฺวา มํสํ ปจิตฺวา ขาทิสฺสาม อาหรถาวุธนฺติ เอกสฺสาปิ หตฺเถ อาวุธํ อทิสฺวา วินา อาวุเธน เอตํ มาเรตฺวาปิ มํสํ คเหตุํ น สกฺกา วิสชฺเชม นํ ปุญฺญมสฺสา อตฺถีติ วิสชฺเชสุํ ฯ ตทา เอโก เวฬุกาโร เวฬุํ คเหตฺวา ปุนปิ อาคนฺตฺวา คเหสฺสามีติ นฬการสตฺถํ เวฬุปตฺตนฺตเร ฐเปตฺวา ปกฺกามิ ฯ อชา มุตฺตมฺหีติ ตุสิตฺวา เวฬุมูเล กีฬมานา ปจฺฉิมปาเทหิ ปหริตฺวา ตํ สตฺถกํ ปาเตสิ ฯ โจรา สตฺถสทฺทํ สุตฺวา อุปธาเรนฺตา ตํ ทิสฺวา ตุฏฺฐมานสา อชํ มาเรตฺวา มํสํ ขาทึสุ ฯ อิติ สาปิ อชา อตฺตนา กเตเนว มตาติ อิทํ ทสฺเสตุํ ฉฏฺฐํ คาถมาห

อชา ยถา เวฬุคุมฺพสฺมึ พนฺธา

อเวกฺขิปนฺตี อสิมชฺฌคจฺฉิ

เตเนว ตสฺสา คลกํ วิกนฺตา

อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสวาติ ฯ

ตตฺถ อเวกฺขิปนฺตีติ กีฬมานา ปจฺฉิมปาเท ขิปนฺตี ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา อตฺตโน วจนํ รกฺขิตฺวา มิตภาณิโนนาม มรณทุกฺขา มุญฺจนฺตีติ ทสฺเสตฺวา กินฺนรวตฺถุํ อาหริ

พาราณสีวาสี กิเรโก ลุทฺทกปุตฺโต หิมวนฺตํ คนฺตฺวา เอเกน อุปาเยน ชายปติเก เทฺว กินฺนเร คเหตฺวา อาเนตฺวา รญฺโญ อทาสิ ฯ ราชา อทิฏฺฐปุพฺเพ กินฺนเร ทิสฺวา ตุสิตฺวา ลุทฺทก อิเมสํ โก คุโณติ ปุจฺฉิ ฯ เทว เอเต มธุเรน สเรน คายนฺติ มนุญฺญํ นจฺจนฺติ มนุสฺสา เอวํ คายิตุํ วา นจฺจิตุํ วา น ชานนฺตีติ ฯ ราชา ลุทฺทกสฺส พหุธนํ ทตฺวา กินฺนเร คายถ นจฺจถาติ อาห ฯ กินฺนรา สเจ มยํ คายนฺตา พฺยญฺชนํ ปริปุณฺณํ กาตุํ น สกฺขิสฺสาม ทุคฺคหิตํ โหติ อมฺเห ครหิสฺสนฺติ วธิสฺสนฺติ พหุํ กเถนฺตานญฺจ มุสาวาโทปิ โหตีติ มุสาวาทภเยน รญฺญา ปุนปฺปุนํ วุตฺตาปิ น คายึสุ น นจฺจึสุ ฯ ราชา กุชฺฌิตฺวา อิเม มาเรตฺวา มํสํ ปจิตฺวา อาหรถาติ อาณาเปนฺโต สตฺตมํ คาถมาห

นยิเม เทวา นาปิ คนฺธพฺพปุตฺตา

มิคา อิเม อตฺถวสาภตา อิเม

เอกญฺจ นํ สายมาเส ปจนฺตุ

เอกญฺจ นํ ปุน ปาตราเส ปจนฺตูติ ฯ

ตตฺถ มิคา อิเมติ อิเม สเจ เทวา คนฺธพฺพา วา ภเวยฺยุํ นจฺเจยฺยุญฺเจว คาเยยฺยุญฺจ อิเม ปน มิคา ติรจฺฉานคตา ฯ อตฺถวสาภตา อิเมติ อตฺถํ ปจฺจาสึสนฺเตน ลุทฺเทน อานีตตฺตา อตฺถวเสน มม หตฺถํ อาภตา เอเตสุ เอกํ สายมาเส เอกํ ปาตราเส ปจนฺตูติ ฯ

กินฺนรี จินฺเตสิ ราชา กุทฺโธ นิสฺสํสยํ มาเรสฺสติ อิทานิ กเถตุํ กาโลติ อนนฺตรํ คาถมาห

สตํ สหสฺสาน ทุพฺภาสิตานํ

กลมฺปิ นาคฺฆติ สุภาสิตสฺส

ทุพฺภาสิตํ สงฺกมาโน กิเลโส

ตสฺมา ตุณฺหี กึปุริโส น พาลยาติ

ตตฺถ สงฺกมาโน กิเลโสติ กทาจิ อหํ ภาสมานา ทุพฺภาสิตํ ภาเสยฺยํ เอวํ ทุพฺภาสิตํ สงฺกมาโน กิลิสฺสติ กิลมติ ฯ ตสฺมาติ เตน การเณน ตุมฺหากํ น คายึ น พาลภาเวนาติ ฯ

ราชา กินฺนริยา ตุสิตฺวา อนนฺตรํ คาถมาห

ยา เมสา พฺยากาสิ ปมุญฺจเถตํ

คิริญฺจ นํ หิมวนฺตํ นยนฺตุ

อิมญฺจ โข เทนฺตุ มหานสาย

ปาโตว นํ ปาตราเส ปจนฺตูติ ฯ

ตตฺถ ยา เมสาติ ยา เม เอสา ฯ เทนฺตูติ มหานสตฺถาย เทนฺตุ ฯ

กินฺนโร รญฺโญ วจนํ สุตฺวา อยํ มํ อกเถนฺตํ อวสฺสํ มาเรสฺสติ อิทานิ กเถตุํ วฏฺฏตีติ อิตรํ คาถมาห

ปชฺชุนฺนนาถา ปสโว ปสุนาถา อยํ ปชา

ตฺวํ นาโถสิ มหาราช อมฺหนาถา มม ภริยา

ทฺวินฺนมญฺญตรํ ญตฺวา มุตฺโต คจฺเฉยฺยปพฺพตนฺติ

ตตฺถ ปชฺชุนฺนนาถาติ ติณภกฺขา ปสโว เมฆนาถานาม ฯ ปสุนาถา อยํ ปชาติ อยํ ปน มนุสฺสปชา ปญฺจโครเสหิ อุปชีวนฺตี ปสุนาถา ปสุปติฏฺฐา ฯ ตฺวํ นาโถสีติ ตฺวํ มม ปติฏฺฐา อสิ ฯ อมฺหนาถา มม ภริยาติ อหมสฺสา ปติฏฺฐา ฯ ทฺวินฺนมญฺญตรํ ญตฺวา มุตฺโต คจฺเฉยฺย ปพฺพตนฺติ อมฺหากํ ทฺวินฺนํ อนฺตเร เอโก เอกํ มตํ ญตฺวา สยํ มรณโต มุตฺโต ปจฺฉา หิมวนฺตํ คจฺเฉยฺย ชีวมานา มยํ อญฺญมญฺญํ น ชหาม ตสฺมา สเจปิ อิมํ หิมวนฺตํ เปเสตุกาโม มํ ปฐมํ มาเรตฺวา ปจฺฉา เปเสหีติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา มหาราช น มยํ ตว วจนํ อกาตุกามตาย ตุณฺหี อหุมฺหา มหากถาย ปน โทสํ ทิสฺวา น กถยิมฺหาติ ทีเปนฺโต อิมํ คาถทฺวยมาห

น เว นินฺทา สุปริวชฺชยาถ

นานา ชนา เสวิตพฺพา ชนินฺท

เยเนว เอโก ลภเต ปสํสํ

เตเนว อญฺโญ ลภเต นินฺทิตารํ ฯ

สพฺโพ โลโก ปรจิตฺเตน อติจิตฺโต

สพฺโพ โลโก จิตฺตวาสมฺหิ จิตฺเต

ปจฺเจกจิตฺตา ปุถุ สพฺพสตฺตา

กสฺสีธ จิตฺตสฺส วเส น วตฺตตีติ ฯ

ตตฺถ สุปริวชฺชยาถาติ มหาราช นินฺทา นาม สุเขน ปริวชฺเชตุํ น สกฺกา ฯ นานา ชนาติ นานา ฉนฺทชนา ฯ เยเนวาติ เยน สีลาทิคุเณน เอโก ปสํสํ ลภฺติ เตเนว อญฺโญ นินฺทิตารํ ลภติ อมฺหากํ หิ กินฺนรานํ อนฺตเร กถเนน ปสํสํ ลภติ มนุสฺสานํ อนฺตเร อกถเนน นินฺทํ อิติ นินฺทานาม ทุปริวชฺชนียา สฺวาหํ กถํ ตว สนฺติกา ปสํสํ ลภิสฺสามีติ ฯ สพฺโพ โลโก ปรจิตฺเตน อติจิตฺโตติ มหาราช อสปฺปุริโส หิ ปาณาติปาตาทิจิตฺเตน สปฺปุริโส ปาณาติปาตาเวรมณีอาทิจิตฺเตน อติจิตฺโตติ เอวํ สพฺโพ โลโก ปรจิตฺเตน อติจิตฺโตติ อตฺโถ ฯ จิตฺตวาสมฺหิ จิตฺเตติ สพฺโพ โลโก ปน อตฺตโน หีเนน วา ปณีเตน วา จิตฺเตน จิตฺตวานามเยว ฯ ปจฺเจกจิตฺตาติ ปาฏิเยกจิตฺตา ปุถุปฺปเภทา สพฺเพ สตฺตา เตสุ กสฺเสกสฺส ตว วา อญฺญสฺส วา จิตฺเต น กินฺนรี วา มาทิโส วา อญฺโญ วา วตฺเตยฺย ตสฺมา อยํ มม จิตฺตวเส น วตฺตตีติ มา มยฺหํ กุชฺฌิ สพฺเพ สตฺตา หิ อตฺตโน จิตฺตวเส น คจฺฉนฺติ เทวาติ กึปุริโส รญฺโญ ธมฺมํ เทเสติ ฯ

ราชา สภาวเมว เอส กเถติ ปณฺฑิโต กินฺนโรติ โสมนสฺสปฺปตฺโต หุตฺวา โอสานคาถมาห

ตุณฺหี อหุ กึปุริโส อภาณิโส

โยทานิ พฺยากาสิ ภยสฺส ภีโต

โสทานิ มุตฺโต สุขิโต อโรโค

วาจา คิเรวตฺถวตี นรานนฺติ ฯ

ตตฺถ วาจา คิเรวตฺถวตี นรานนฺติ วาจา คิรา อิเมสํ สตฺตานํ อตฺถวตี หิตาวหา โหตีติ อตฺโถ ฯ

ราชา กินฺนเร สุวณฺณปญฺชเร นิสีทาเปตฺวา ตเมว ลุทฺทกํ ปกฺโกสาเปตฺวา คจฺฉ อิเม คหิตฏฺฐาเนเยว วิสชฺเชหีติ วิสชฺชาเปสิ ฯ

มหาสตฺโตปิ ปสฺสาจริย เอวํ กินฺนรา วาจํ รกฺขิตฺวา ปตฺตกาเล กถิเตน สุภาสิเตเนว มุตฺตา ตฺวมฺปน ทุกฺกถิเตน มหาทุกฺขํ ปตฺโตติ อิทํ อุทาหรณํ ทสฺเสตฺวา อาจริย มา ภายิ ชีวิตํ เต ทสฺสามีติ อสฺสาเสสิ อปิจ โข ปน ตุมฺเห มํ รกฺเขยฺยาถาติ วุตฺเต น ตาว นกฺขตฺตโยโค ลพฺภตีติ ตํทิวสํ วีตินาเมตฺวา มชฺฌิมยามสมนนฺตเร มตํ เอฬกํ อาหราเปตฺวา พฺราหฺมณ ยตฺถ กตฺถจิ คนฺตฺวา ชีวาหีติ กญฺจิ อชานาเปนฺโต อุยฺโยเชตฺวา เอฬกมํเสน พลึ กตฺวา ทฺวารํ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ โกกาลิโก วาจาย หโตเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กฬารปิงฺคโล โกกาลิโก อโหสิ ตกฺการิยปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ

ตกฺการิยชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๘๐. อกิตติชาดกชาดกถัดไป๔๘๒. รุรุมิคชาดก