ชัยทิศชาดก
ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙๖ · บรรทัด ๙๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๓
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วตเม ดังนี้.
ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละเศวตฉัตร อันประดับด้วยกาญจนมาลา แล้วเลี้ยงดูมารดาบิดา ดังนี้ อันภิกษุนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า อุตตรปัญจาลราช เสวยราชสมบัติอยู่ในกปิลรัฐ พระอัครมเหสีของท้าวเธอทรงตั้งพระครรภ์ แล้วประสูติพระราชโอรส ในภพก่อน หญิงคนหนึ่งร่วมสามีกับพระนาง โกรธเคืองกันแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราสามารถเคี้ยวกินบุตรของท่านที่คลอดแล้ว ดังนี้ แล้วได้มาเกิดเป็นนางยักษิณี คราวนั้น นางยักษิณีนั้นได้โอกาสทั้ง ๆ ที่พระนางเทวีทอดพระเนตรเห็นอยู่ คว้าเอาพระกุมารผู้มีวรรณะ ดุจชิ้นเนื้อสดไปเคี้ยวกิน เสียงกร้วม ๆ แล้วหลบหลีกไป แม้ในวาระที่ ๒ ก็ได้ทำอย่างนั้น แต่ในวาระที่ ๓ ในเวลาที่พระนางเทวีเสด็จเข้าไปสู่เรือนประสูติแล้ว พวกราชบุรุษพากันแวดล้อมตำหนัก จัดการถวายอารักขามั่นคง ในวันที่พระเทวีประสูติ นางยักษิณี ก็มาจับเอาทารกไปอีก พระนางเทวีจึงส่งพระสุรเสียงร้องขึ้นว่า นางยักษ์ ๆ ราชบุรุษทั้งหลายมีอาวุธครบมือ พากันวิ่งติดตามนางยักษิณี ตามสัญญาที่พระนางบอกให้ นางยักษิณีไม่ได้โอกาสเพื่อจะเคี้ยวกิน หนีไปจากที่นั้น เข้าไปยังท่อน้ำ ส่วนทารก อ้าปากดูดนมนางยักษิณี โดยเข้าใจว่าเป็นมารดา นางยักษิณีก็เกิดความรักเหมือนบุตรของตนหนีออกจากท่อน้ำได้แล้ว ไปยังสุสานสถาน ทำการประคบประหงมทารกนั้นอยู่ในถ้ำศิลา ต่อมาเมื่อทารกนั้นเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ นางยักษิณีก็นำเนื้อมนุษย์มาให้กินเป็นอาหาร ทั้งสองก็กินเนื้อมนุษย์อยู่ในที่นั้น ทารกไม่รู้ตัวว่าเป็นมนุษย์ สำคัญว่าเป็นบุตรนางยักษิณี แต่ก็ไม่อาจที่จะจำแลงกายหายตัวได้ ต่อมานางยักษิณีจึงให้รากไม้อย่างหนึ่ง แก่พระราชกุมาร เพื่อต้องการให้หายตัวได้ ด้วยอานุภาพแห่งรากไม้ พระราชกุมารหายตัวได้ ก็เที่ยวไปกินเนื้อมนุษย์ นางยักษิณีไปปรนนิบัติท้าวเวสสวัณมหาราช เลยทำกาลกิริยาเสีย ณ ที่นั้นเอง ฝ่ายพระนางเทวีประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ในวาระที่ ๔พระราชโอรสจึงปลอดภัย เพราะพ้นจากนางยักษิณี พระชนกชนนีและพระประยูรญาติ ได้ขนานพระนาม ให้พระโอรสนั้นว่า ชัยทิสกุมาร เพราะเกิดมาชนะนางยักษิณีผู้เป็นปัจจามิตร พระชัยทิสกุมารทรงเจริญวัยแล้ว ได้ทรงศึกษาศิลปวิทยาสำเร็จ แล้วให้ยกเศวตฉัตร ครองราชสมบัติสืบสันติวงศ์.
คราวนั้น พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าชัยทิสนั้น พระชนกชนนีและพระประยูรญาติ ขนานพระนามว่า "อลีนสัตตุกุมาร" พออลีนสัตตุกุมารเจริญวัยแล้ว ทรงเล่าเรียนศิลปศาสตร์ จนสำเร็จ ได้เป็นอุปราช ในเวลาต่อมา กุมารผู้เป็นบุตรนางยักษิณีทำรากไม้หายเพราะความประมาท ไม่สามารถเพื่อจะหายตัวได้ จึงมีรูปร่างปรากฏเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน คนทั้งหลายเห็นเข้าก็พากันสะดุ้งตกใจกลัว แล้วเข้ามาร้องทุกข์พระราชาว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มียักษ์ตนหนึ่ง ปรากฏตนเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน มันคงเข้ามาพระนครโดยลำดับ ๆ จักฆ่ามนุษย์เคี้ยวกินเป็นอาหาร ควรตรัสสั่งให้จับเสีย พระเจ้าข้าพระราชาทรงรับทราบแล้ว มีพระราชโองการสั่งพลนิกายว่า ท่านทั้งหลายจงจับยักษ์ตนนั้น พลนิกายเหล่านั้น ไปยืนรายล้อมสุสานประเทศ กุมารบุตรนางยักษิณีมีรูปร่างเปล่าเปลือย น่าสะพรึงกลัว หวาดต่อมรณภัย ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง วิ่งผ่าฝูงคนไป ผู้คนทั้งหลาย หวาดหวั่นต่อมรณภัย ร้องบอกกันว่ายักษ์ ๆ ดังนี้ แตกกลุ่มออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายกุมารบุตรนางยักษิณี หนีจากที่นั้นได้แล้วก็เข้าไปสู่ป่า ไม่กลับมายังถิ่นมนุษย์อีก ได้ไปอาศัยดงใกล้ทางใหญ่แห่งหนึ่ง คอยจับผู้คนที่เดินทางผ่านมาได้ทีละคน แล้วเข้าไปสู่ป่าฆ่าเคี้ยวกิน พำนักอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นิโครธต้นหนึ่ง.
ลำดับนั้น พราหมณ์พ่อค้าเกวียนคนหนึ่ง จ้างคนรักษาดงเป็นราคาหนึ่งพัน เพื่อพาข้ามดง พร้อมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม มนุษย์ยักษ์ เห็นแล้วจึงส่งเสียงดังลั่น วิ่งมา ผู้คนทั้งหลายต่างตกใจกลัว พากันนอนราบหมดมนุษย์ยักษ์จับพราหมณ์พ่อค้าได้แล้ว หนีไป ถูกตอไม้ตำเอาที่เท้า และเมื่อพวกมนุษย์รักษาดงวิ่งติดตามมา จึงทิ้งพราหมณ์วิ่งหนี เมื่อมนุษย์ยักษ์นั้นนอนอยู่ในที่นั้น๗วัน พระเจ้าชัยทิสเสด็จออกจากพระนครล่าเนื้อ พราหมณ์ผู้เลี้ยงดูมารดาคนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นชาวเมืองตักกศิลา ได้เรียนสตารหคาถา๔ บาท มาเฝ้าพระเจ้าชัยทิส ซึ่งกำลังจะเสด็จออกจากพระนคร พระเจ้าชัยทิส ตรัสสั่งว่า เรากลับมาแล้วจักฟัง พระราชทานบ้านพักแก่พราหมณ์นั้นแล้วเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสสั่งว่า เนื้อหนีไปทางด้านผู้ใด ผู้นั้นจักต้องมีโทษ. ลำดับนั้น กวางตัวหนึ่ง ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีผ่านหน้าพระราชาไป อำมาตย์ทั้งหลาย ต่างพากันหัวเราะ พระราชาทรงถือพระขรรค์ ติดตามกวางไปสิ้นระยะทาง ๓ โยชน์จึงตามทัน แล้วเอาพระขรรค์ฟันกวางนั้นขาดออกเป็นสองท่อนทรงใส่หาบ ๆ เสด็จมาถึงสถานที่มนุษย์ยักษ์นอนอยู่ ประทับนั่งพักหน่อยหนึ่ง ที่ลานหญ้าแพรก แล้วเตรียมจะเสด็จต่อไป ลำดับนั้น มนุษย์ยักษ์ลุกขึ้น กล่าวว่า หยุดนะ ! ท่านจะไปไหน ท่านตกเป็นอาหารของเราแล้วยึดพระหัตถ์ไว้ กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า
เป็นเวลานานนักหนา นับแต่เวลาที่เราอดอาหาร มาครบ ๗ วัน อาหารมากมาย พึ่งเกิดขึ้นแก่เราวัน นี้ ท่านเป็นใคร มาจากไหน เชิญท่านบอก ชาติ สกุล ตามที่รู้กันมาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภกฺโข มหา ความว่า อาหารเป็นอันมาก. บทว่า สตฺตมิภตฺตกาเล ความว่า นับแต่วันปาฏิบทมา ถึงการที่เราอดอาหารครบ ๗ วัน. บทว่า กุโตสิ ความว่า ท่านมาจากไหน ?
พระราชาทอดพระเนตรเห็นยักษ์ แล้วตกใจกลัว ถึงกับอุรประเทศแข็งทื่อดังเสา ไม่ทรงสามารถจะวิ่งหนีไปได้ จึงตั้งพระสติ ตรัสพระคาถาที่๒ ความว่า
เราเป็นพระเจ้าปัญจาลราช มีนามว่าชัยทิส ถ้า ท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จัก เราออกมาล่าเนื้อ เที่ยวมาตาม ข้างภูเขาและป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้เถิด วันนี้จง ปล่อยเราไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิควํ ปวิฏฺโ ความว่า ออกจากแว่นแคว้น เข้าป่า เพื่อล่าเนื้อ. บทว่า คจฺฉานิ ความว่า (เที่ยวลัดเลาะมา) ริมภูเขาลำเนาไพร. บทว่า ปสทิมํ ความว่า (ท่านจงกิน) กวางนี้.
ยักษ์ได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า
พระองค์ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียน กลับเอาของที่ตก เป็นของข้าพเจ้านั่นเองมาแลกเปลี่ยน กวางที่พระองค์ ตรัสถึงนั้นเป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กิน พระองค์แล้ว อยากจะกินเนื้อกวาง ก็จักกินได้ภาย หลัง เวลานี้มิใช่เวลาขอร้อง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสเนว ความว่า อันเป็นของ ๆ ข้าพเจ้านั่นเอง. บทว่า ปณสิ ความว่า พระองค์ตรัสเอาของ ๆ ข้าพเจ้า มาแลกเปลี่ยนตัว. บทว่า สสฺสมาโน แปลว่า ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียนอยู่. บทว่า ตํ ขาทิยาน ความว่า กินเนื้อกวางนั้น. บทว่า ชิฆญฺํ ความว่า ข้าพเจ้าประสงค์จะเคี้ยวกิน. บทว่า ขาทิสฺสํ ความว่า เพราะข้าพเจ้าจักกินเนื้อกวางนั้น ในภายหลัง. บทว่า น วิลาปกาโล ความว่า ยักษ์ทูลว่า พระองค์อย่าขอร้องเลย เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะขอร้อง.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงระลึกถึงนันทพราหมณ์ได้ จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ความว่า
ถ้าความรอดพ้นของเราไม่มีด้วยการแลกเปลี่ยน ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครเสียก่อน เราผัดพราหมณ์ ไว้ว่า จะให้ทรัพย์ เราจักรักษาคำสัตย์ ย้อนกลับมา หาท่านอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น จตฺถิ ความว่า ถ้าว่าการหลุดพ้นของเราจะไม่มี แม้ด้วยการแลกเปลี่ยนแล้วไซร้. บทว่า คนฺตฺวาน ความว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้ท่านจงกินเนื้อกวางตัวนี้ ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครก่อน. บทว่า ปเคเยว แปลว่า ก่อนทีเดียว. อธิบายว่า ท่านจงรับปฏิญญาเพื่อต้องการให้เรากลับมาทันเวลาบริโภคอาหารเช้าวันพรุ่งนี้เถิด. บทว่า ตํ สงฺครํ ความว่า เพราะเราได้ทำความผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จักให้ทรัพย์แก่เขา ครั้นเราให้ทรัพย์แก่เขาแล้ว จักตามรักษาซึ่งสัจจะตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้นี้ กลับมาหาท่านอีก. ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า
ดูก่อนพระราชา พระองค์ใกล้จะถึงสวรรคตอยู่ แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึงกรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัส บอกกรรมนั้น แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะอนุญาต ให้กลับไปก่อนได้.
กรรม ในคาถานั้น ก็ได้แก่กรรมนั่นเอง. บทว่า อนุตปฺปตี ตํ ความว่า ยังจะตามร้อนใจถึงกรณียกิจอะไร ? บทว่า ปตฺตํ แปลว่า เข้าถึง. บทว่า อปิ สกฺกุเณมุ ความว่า เออก็ ถ้าข้าพระเจ้าได้ฟังเหตุแห่งความเศร้าโศกของท่านแล้ว อาจจะอนุญาตให้ท่านมาตอนเช้าตรู่ได้.
พระราชาเมื่อจะตรัสบอกเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า
ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ เราผัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เราจักรักษา คำสัตย์ กลับมาหาท่านอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ความว่า ข้าพเจ้าตั้งความผัดเพี้ยนเป็นสัญญามัดตัว โดยปฏิญญาแก่พราหมณ์ว่า ฟังสตารหคาถา ๔ บาท แล้วจักให้ทรัพย์แก่เขา เพราะข้าพเจ้ายังมิได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์จึงหาพ้นไปได้ไม่.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า
ความหวังในทรัพย์พระองค์ได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ ได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์ พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จกลับมาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนราวฏฺฏสฺสุ ความว่า จงเสด็จกลับมาอีก.
ก็แลครั้นยักษ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปล่อยพระราชาไป. พระราชาอันยักษ์ปล่อยแล้ว จึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียวแล้วทรงสังเกตเครื่องหมายตามทาง เสด็จเข้าไปหาพลนิกายของพระองค์แวดล้อมด้วยพลนิกาย เสด็จเข้าสู่พระนคร ตรัสสั่งให้หานันทพราหมณ์มาเฝ้าเชิญให้นั่งบนอาสนะอันมีค่ามาก ทรงสดับคาถาเสร็จแล้ว พระราชทานทรัพย์๕ พัน เชิญพราหมณ์ให้ขึ้นยานพาหนะแล้วตรัสสั่งว่า ท่านจงนำทรัพย์นี้ไปยังเมืองตักกศิลาเถิด ทรงมอบคนให้แล้วก็ส่งพราหมณ์ไป ทรงพระประสงค์จะเสด็จกลับคืนไปหายักษ์ในวันรุ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้หาพระโอรสมาทรงสั่งสอนพระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
พระเจ้าชัยทิสทรงพ้นเงื้อมมือยักษ์แล้ว รีบเสด็จ กลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ เพราะได้ ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่าจะพระราชทานทรัพย์ได้ ตรัสสั่งให้หาพระราชโอรสพระนามว่า อลีนสัตตุมา. ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษกปกครองรัฐสีมาในวันนี้ จงประพฤติธรรมในรัฐสีมาและในประชาชนทั้งหลาย บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของ เจ้า เราจะไปในสำนักแห่งยักษ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลีนสตฺตุํ ได้แก่ พระราชกุมารผู้มีพระนามอย่างนี้. แต่ในพระบาลี ท่านเขียนไว้ว่า " อลีนสัตตะ ". บทว่า อชฺเชว รชฺชํ ความว่า ลูกรัก พ่อจะมอบราชสมบัติให้แก่เจ้า เจ้าจงสนานมุรธาภิสิตในวันนี้แหละ. บทว่า นฺเต ได้แก่ ตฺยนฺเต แปลว่า ในสำนัก.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น ตรัสคาถาที่ ๑๐ ความว่า
ขอเดชะ ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงพระคุณอันประ เสริฐ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัยอะไรไว้ใน ใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้สดับความ ที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะข้า พระพุทธเจ้า ขาดพระราชบิดาเสียแล้ว หาปรารถนา แม้ราชสมบัติไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุพฺพํ แปลว่า กระทำอยู่. บทว่า ยมชฺช ความว่า พระราชบิดาให้ข้าพระพุทธเจ้าขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะกระทำการที่ไม่พอพระทัยอันใด. บทว่า อุทสฺสเย ความว่า พระราชบิดาทรงยกขึ้น คือ แต่งตั้งให้ข้าพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ เพราะการกระทำที่ไม่พอพระทัยอันใด พระองค์จงตรัสบอกการกระทำอันนั้น เพราะข้าพระพุทธเจ้าขาดพระองค์เสียแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาแม้ราชสมบัติ.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ลูกรัก พ่อไม่ได้เพ่งถึงความผิดทางกายกรรม และวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความตกลงไว้ กับยักษ์ พ่อต้องรักษาคำสัตย์ จึงต้องกลับไปอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปราธิโต ความว่า เราไม่คำนึงถึงความผิดทางไตรทวารนี้ของเจ้าเลย. บทว่า ตุริยํ แปลว่า อันเป็นของเจ้า. มีคำอธิบายว่า ลูกรัก พ่อมิได้คำนึงถึงความผิดอันไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่ออะไร ๆ ของเจ้าทั้งทางกายและทางวาจาเลย. บทว่า สทฺธิญฺจ กตฺวา ความว่าแต่เพราะยักษ์ตนหนึ่ง จับพ่อไว้ คราวไปป่าล่าเนื้อ จักกินเป็นอาหาร เมื่อเป็นเช่นนั้น พ่อจึงให้สัตยสาบานไว้กับยักษ์นั้นว่า เมื่อเราได้ฟังธรรมกถาของพราหมณ์ กระทำสักการะแก่เขาแล้ว จักมาให้ทันเวลาอาหารเช้า พรุ่งนี้จึงกลับมาได้ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะตามรักษาความสัตย์ไว้ พ่อจักต้องไปในที่นั้นอีก เจ้าจงเสวยราชสมบัติเถิด.
อลีนสัตตุราชกุมาร ทรงฟังพระราชดำรัสของพระราชบิดาแล้ว ตรัสคาถา ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าจักไปแทน ขอพระราชบิดาจง ประทับอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อทางที่จะรอดชีวิตจากสำนักแห่ง ยักษ์ ไม่มี ข้าแต่สมเด็จพระราชบิดา ถ้าพระองค์มี พระประสงค์จะเสด็จให้ได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักตาม เสด็จด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเธว ความว่า ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้เถิด. บทว่า ตโต ความว่า ขึ้นชื่อว่าความรอดชีวิตจากสำนักของยักษ์นั้น ไม่มีทางเลย. บทว่า อุโภ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นอันว่าจักไม่ต้องอยู่กันทั้งสองคน.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ลูกรัก นั้นเป็นธรรมของสัตบุรุษ โดยแท้จริง แต่เมื่อไรยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเธอกินเสียที่โคนไม้ นั่น เป็นความด่างพล้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ เป็นทุกข์ยิ่ง กว่าความตายของพ่อเสียอีก.
พระคาถานั้นมีอธิบายว่า นั้นเป็นธรรม คือ ธาตุแท้ของสัตบุรุษคือบัณฑิตทั้งหลาย โดยแน่แท้ เจ้าพูดคำที่ถูกต้องแล้ว ก็แต่ว่าจะเป็นความทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเอง ข้อนั้นจะเป็นความด่างพร้อยผูกพันพ่อ.
บทว่า ภิทารุกฺขมูเล ความว่า เมื่อยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเจ้ากินโดยพลการ ที่โคนต้นไม้อันกล้าแข็ง.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้า ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้ พระราชบิดา อย่าเสด็จไปในสำนักของยักษ์เลย ข้าพระพุทธเจ้าจะ ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของ พระราชบิดานี้แหละไว้ เพราะฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ขอยอมตายแทนพระราชบิดา พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมิสฺสํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักแลกชีวิตของตน กับพระชนมชีพของพระราชบิดาในคราวนี้แหละ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะข้าพระพุทธเจ้าจักแลกพระชนมชีพ ของพระราชบิดาไว้ ฉะนั้น จึงเลือกเอาความตาย เพื่อต้องการให้พระราชบิดามีพระชนมชีพอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าสรรเสริญความตายอย่างเดียวเท่านั้น จึงเลือกคือปรารถนาความตาย.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๔๘–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๒๐๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ชยทฺทิสชาตกํ
จิรสฺสํ วต เมติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ มาตุโปสกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุ สามชาตกสทิสํ ฯ
ตทา ปน สตฺถา โปราณกปณฺฑิตา กาญฺจนมาลํ เสตจฺฉตฺตํ ปหาย มาตาปิตโร โปเสสุนฺติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต กปิลฺลรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาโล นาม ราชา อโหสิ ฯ ตสฺส อคฺคมเหสี คพฺภํ ปฏิลภิตฺวา ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ตสฺสา ปุริมภเว เอกา สปตฺตี กุชฺฌิตฺวา ตุยฺหํ ชาตปชํ ขาทิตุํ สมตฺถา ภวิสฺสามีติ ปตฺถนํ ฐเปตฺวา ยกฺขินี อโหสิ ฯ สา ตทา โอกาสํ ลภิตฺวา ตสฺสา ปสฺสนฺติยาว ตํ อลฺลมํสเปสิวณฺณกุมารํ คเหตฺวา มุรุมุรายนฺตี ขาทิตฺวา ปกฺกามิ ฯ ทุติยวาเรปิ ตเถว อกาสิ ฯ ตติยวาเร ปน ตสฺสา ปสูติฆรํ ปวิฏฺฐกาเล เคหํ ปริวาเรตฺวา ทฬฺหํ อารกฺขํ อกํสุ ฯ วิชาตทิวเส ยกฺขินี อาคนฺตฺวา ปุน ทารกํ อคฺคเหสิ ฯ เทวี ยกฺขินีติ มหาสทฺทมกาสิ ฯ อาวุธหตฺถา ปุริสา อาคนฺตฺวา เทวิยา ทินฺนสญฺญาย ยกฺขินึ อนุพนฺธึสุ ฯ สา ขาทิตุํ โอกาสํ อลภนฺตี ตโต ปลายิตฺวา อุทกนิทฺธมนํ ปาวิสิ ฯ ทารโก จ มาตาติ สญฺญาย ตสฺสา ถนํ มุเขน คณฺหิ ฯ สา ปุตฺตสิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา ตโต ปลายิตฺวา สุสานํ คนฺตฺวา ทารกํ ปาสาณเลเณ กตฺวา ปฏิชคฺคิ ฯ อถสฺส อนุกฺกเมน วฑฺฒมานสฺส มนุสฺสมํสํ อาหริตฺวา อทาสิ ฯ อุโภปิ มนุสฺสมํสํ ขาทิตฺวา ตตฺถ วสึสุ ทารโก อตฺตโน มนุสฺสภาวํ น ชานาติ ยกฺขินีปุตฺโตสฺมีติ สญฺญาย โส อตฺตภาวํ ชหิตฺวา อนฺตรธายิตุํ น สกฺโกติ ฯ อถสฺส สา อนฺตรธานตฺถาย เอกํ มูลํ อทาสิ ฯ โส มูลานุภาเวน อนฺตรธายิตฺวา มนุสฺสมํสํ ขาทนฺโต วิจริ ฯ ยกฺขินี เวสฺสวณมหาราชสฺส เวยฺยาวจฺจตฺถาย คตา ตตฺเถว กาลมกาสิ ฯ เทวีปิ จตุตฺถวาเร อญฺญํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ โส ยกฺขินิยา มุตฺตตฺตา อโรโค อโหสิ ฯ ปจฺจามิตฺตํ ยกฺขินึ ชินิตฺวา ชาตตฺตา ชยทฺทิสกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺเป นิปฺผตฺตึ ปตฺวา ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา รชฺชมนุสาสิ ฯ
ตทา โพธิสตฺโต ตสฺสา อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ อลีนสตฺตุกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต อุคฺคหิตสิปฺโป หุตฺวา อุปราชา อโหสิ ฯ โส ยกฺขินีปุตฺโต อปรภาเค ปมาเทน ตํ มูลํ นาเสตฺวา อนฺตรธายิตุํ อสกฺโกนฺโต ทิสฺสนรูโปว สุสาเน มนุสฺสมํสํ ขาทติ ฯ มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา ภีตตสิตา อาคนฺตฺวา รญฺโญ อุปกฺโกสึสุ เทว เอโก ยกฺโข ทิสฺสมานรูโป สุสาเน มนุสฺสมํสํ ขาทติ โส อนุกฺกเมน นครํ ปวิสิตฺวา มนุสฺเส มาเรตฺวา ขาทิสฺสติ ตํ คาหาเปตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ราชา สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา คณฺหถ นนฺติ อาณาเปสิ ฯ เต พลนิกายา คนฺตฺวา สุสานํ ปริวาเรตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ ยกฺขินีปุตฺโต นคฺโค อุพฺพิคฺคมานรูโป มรณภยภีโต วิรวนฺโต มนุสฺสานํ อนฺตรํ ปกฺขนฺทิ ฯ มนุสฺสา ยกฺโขติ มรณภยภีตา ทฺวิธา ภิชฺชึสุ ฯ โสปิ ตโตว ปลายิตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ น ปุน มนุสฺสปถํ อาคจฺฉิ ฯ โส เอกํ มหาวตฺตนิอฏวึ นิสฺสาย มคฺคปฏิปนฺเนสุ เอเกกํ คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มาเรตฺวา ขาทนฺโต เอกสฺมึ นิโคฺรธมูเล วาสํ กปฺเปสิ ฯ
อเถโก สตฺถวาหพฺราหฺมโณ อฏวิปาลานํ สหสฺสํ ทตฺวา ปญฺจหิ สกฏสเตหิ ตํ มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ มนุสฺสยกฺโข วิรวนฺโต ปกฺขนฺทิ ฯ ภีตา มนุสฺสา อุเรน นิปชฺชึสุ ฯ โส พฺราหฺมณํ คเหตฺวา ปลายนฺโต ขาณุนา ปาเท วิทฺโธ อฏวิปาเลสุ อนุพนฺธนฺเตสุ พฺราหฺมณํ ฉฑฺเฑตฺวา คนฺตฺวา อตฺตโน วสนรุกฺขมูเล นิปชฺชิ ฯ ตสฺส ตตฺถ นิปนฺนสฺส สตฺตเม ทิวเส ชยทฺทิสราชา มิควธํ อาณาเปตฺวา นครา นิกฺขมิ ฯ ตํ นครา นิกฺขมนฺตมตฺตเมว ตกฺกสิลวาสี นนฺโท นาม มาตุโปสกพฺราหฺมโณ จตสฺโส สตารหคาถา อาทาย อาคนฺตฺวา อทฺทส ฯ ชยทฺทิสราชา นิวตฺเตตฺวา สุณิสฺสามีติ ตสฺส นิวาสนเคหํ ทาเปตฺวา มิควธํ คนฺตฺวา ยสฺส ปสฺเสน มิโค ปลายติ ตสฺเสว โส คีวาติ อาห ฯ
อถ เอโก ปสทมิโค อุฏฺฐหิตฺวา รญฺโญ อภิมุโข คนฺตฺวา ปลายิ ฯ อมจฺจา ปริหาสํ กรึสุ ฯ ราชา ขคฺคํ คเหตฺวา ตํ อนุพนฺธิตฺวา ติโยชนมตฺถเก ปตฺวา ขคฺเคน นํ ปหริตฺวา เทฺว ขนฺธานิ กตฺวา กาเชนาทาย อาคจฺฉนโต มนุสฺสยกฺขสฺส นิปนฺนฏฺฐานํ ปตฺวา ทพฺพติเณสุ นิสีทิตฺวา โถกํ วิสมิตฺวา คนฺตุํ อารภิ ฯ อถ นํ โส อุฏฺฐาย ติฏฺฐ กุหึ คจฺฉสิ ภกฺโขสิ เมติ หตฺเถ คเหตฺวา ปฐมํ คาถมาห
จิรสฺสํ วต เม อุทปาทิ อชฺช
ภกฺโข มหา สตฺตมิภตฺตกาเล
กุโตสิ โก วาสิ ตทึฆ พฺรูหิ
อาจิกฺข ชาตึ วิทิโต ยถาสีติ ฯ
ตตฺถ ภกฺโข มหาติ มหาภกฺโข ฯ สตฺตมิภตฺตกาเลติ ปาฏิปทโต ปฏฺฐาย นิราหารสฺส สตฺตมิยํ ภตฺตกาเล ฯ กุโตสีติ กุโต อาคโตสิ ฯ
ราชา ยกฺขํ ทิสฺวา ภีโต อูรุตฺถมฺภํ ปตฺวา ปลายิตุํ นาสกฺขิ สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา ทุติยํ คาถมาห
ปญฺจาลราชา มิควํ ปวิฏฺโฐ
ชยทฺทิโส นาม ยทิ สุโต เต
จรามิ คจฺฉานิ วนานิ จาหํ
ปสทิมํ ขาท มมชฺช มุญฺจาติ ฯ
ตตฺถ มิควํ ปวิฏฺโฐติ มิควธาย รฏฺฐา นิกฺขนฺโต ฯ คจฺฉานีติ ปพฺพตปสฺสานิ ฯ ปสทนฺติ ปสทมิคํ ฯ
โส ตํ สุตฺวา ยกฺโข ตติยํ คาถมาห
เสเนว ตฺวํ ปณสิ สสฺสมาโน
มเมโส ภกฺโข ปสโท ยํ วเทสิ
ตํ ขาทิยาน ปสทํ ชิฆญฺญํ
ขาทิสฺสํ ปจฺฉา น วิลาปกาโลติ ฯ
ตตฺถ เสเนวาติ มม สนฺตเกเนว ฯ ปณสีติ โวหเรสิ อตฺตานํ วิกฺกีณสิ ฯ สสฺสมาโนติ หึสยมาโน ฯ ตํ ขาทิยานาติ ตํ ปสทมํสํ ขาทิตฺวา ฯ ชิฆญฺญนฺติ ฆสิตุกาโมสฺมิ ฯ ขาทิสฺสนฺติ ตสฺมา เอตํ ปจฺฉา ขาทิสฺสามิ ฯ น วิลาปกาโลติ มา วิลปสิ นายํ วิลาปกาโลติ วทติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา นนฺทพฺราหฺมณํ สริตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห
น จตฺถิ โมกฺโข มม วิกฺกเยน
คนฺตฺวาน ปจฺจาคมนาย ปณฺเห
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย
สจฺจานุรกฺขี ปุนราวฏฺฏิสฺสนฺติ
ตตฺถ น จตฺถีติ สเจ มยฺหํ วิกฺกเยนปิ น โมกฺโข อตฺถิ ฯ คนฺตฺวานาติ เอวํ สนฺเต อชฺช อิมํ มิคมํสํ ขาทิตฺวา มม นครํ คนฺตฺวา ฯ ปณฺเหติ ปเคเยว เสฺว ปาตราสกาเล ปญฺจาคมนตฺถาย ปฏิญฺญํ คณฺหาหีติ อธิปฺปาโย ฯ ตํ สงฺครนฺติ มยา ธนนฺเต ทสฺสามีติ พฺราหฺมณสฺส สงฺคโร กโต ตํ ตสฺส ทตฺวา อิทํ มยา วุตฺตํ สจฺจํ อนุรกฺขนฺโต อหํ ปุน อาคมิสฺสนฺติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา ยกฺโข ปญฺจมํ คาถมาห
กึ กมฺมชาตํ อนุตปฺปตี ตํ
ปตฺตํ สมีมํ มรณสฺส ราช
อาจิกฺข เม ตํ อปิ สกฺกุเณมุ
อนุชายิตุํ อาคมนาย ปณฺเหติ ฯ
ตตฺถ กมฺมเมว กมฺมชาตํ ฯ อนุตปฺปตี ตนฺติ ตํ อนุตปฺปติ ฯ ปตฺตนฺติ อุปคตํ ฯ อปิ สกฺกุเณมูติ อปิ นาม ตํ ตว โสกการณํ สุตฺวา ปาโตว อาคมนาย ตํ อนุชานิตุํ สกฺกุเณยฺยามาติ อตฺโถ ฯ
ราชา ตํ การณํ กเถนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห
กตา มยา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา
ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย
สจฺจานุรกฺขี ปุนราวฏฺฏิสฺสนฺติ ฯ
ตตฺถ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตนฺติ จตสฺโส สตารหคาถา สุตฺวา ธนนฺเต ทสฺสามีติ ปฏิญฺญาย มยา อตฺตนิ ปฏิมุญฺจิตฺวา ฐปิตํ ตํ น มุตฺตํ ธนสฺส อทินฺนตฺตาติ ฯ
ตํ สุตฺวา ยกฺโข สตฺตมํ คาถมาห
ยา เต กตา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา
ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย
สจฺจานุรกฺขี ปุนราวฏฺฏสฺสูติ ฯ
ตตฺถ ปุนราวฏฺฏสฺสูติ ปุน อาคจฺฉสฺสุ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา ราชานํ วิสชฺเชสิ ฯ โส เตน วิสฺสฏฺโฐ ตฺวํ มา จินฺตยิ อหํ ปาโตว อาคมิสฺสามีติ วตฺวา มคฺคนิมิตฺตานิ สลฺลกฺเขนฺโต อตฺตโน พลนิกายํ อุปคนฺตฺวา พลนิกายปริวุโต นครํ ปวิสิตฺวา นนฺทพฺราหฺมณํ ปกฺโกสาเปตฺวา มหารเห อาสเน นิสีทาเปตฺวา คาถา สุตฺวา จตฺตาริ สหสฺสานิ ทตฺวา ยานํ อาโรเปตฺวา อิมํ ตกฺกสิลเมว เนถาติ มนุสฺเส ทตฺวา พฺราหฺมณํ อุยฺโยเชตฺวา ทุติยทิวเส ปฏิคนฺตุกาโม หุตฺวา ปุตฺตํ อามนฺเตตฺวา อนุสาสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เทฺว คาถา อภาสิ
มุตฺโตว โส โปริสาทสฺส หตฺถา
คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย
อามนฺตยี ปุตฺตมลีนสตฺตุํ ฯ
อชฺเชว รชฺชํ อภิเสจยสฺสุ
ธมฺมญฺจ รฏฺเฐสุ ชเนสุ จาปิ
อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ
คจฺฉามิหํ โปริสาทสฺส ญนฺเตติ ฯ
ตตฺถ อลีนสตฺตุนฺติ เอวํนามกํ กุมารํ ฯ ปาลิยํ ปน อลีนสตฺตนฺติ ลิขิตํ ฯ อชฺเชว รชฺชนฺติ ปุตฺต รชฺชํ เต ทมฺมิ ตฺวํ อชฺเชว มุทฺธนิ อภิเสจยสฺสุ ฯ ญนฺเตติ ตฺยนฺเต สนฺติเกติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมาโร ทสมํ คาถมาห
กึ กมฺม กุพฺพํ ตว เทว ปาเท
นาราธยึ ตทิจฺฉามิ โสตุํ
ยมชฺช รชฺชมฺหิ อุทสฺสเย ตุวํ
รชฺชํปิ นิจฺเฉยฺยํ ตยา วินา อหนฺติ ฯ
ตตฺถ กุพฺพนฺติ กโรนฺโต ฯ ยมชฺชาติ เยน อนาราธกมฺเมน อชฺช มํ รชฺชมฺหิ ตฺวํ ฯ อุทสฺสเยติ อุสฺสาเปสิ ปติฏฺฐาเปสิ ตํ เม อาจิกฺข อหํ หิ ตยา วินา รชฺชํปิ น อิจฺฉามีติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา อนนฺตรํ คาถมาห
น กมฺมุนา จ วจสา ตาต
อปราธิโตหํ ตุวิยํ สรามิ
สทฺธิญฺจ กตฺวา โปริสาทเกน
สจฺจานุรกฺขี ปุนหํ คมิสฺสนฺติ ฯ
ตตฺถ อปราธิโตติ อปราธํ อิโต อหํ ฯ ตุวิยนฺติ ตว สนฺติกํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต อหํ อิโต ตว กมฺมโต วา ตว วจนโต วา กิญฺจิ มม อปฺปิยํ อปราธํ น สรามิ ฯ สทฺธิญฺจ กตฺวาติ มํ ปน มิควธํ คตํ เอโก ยกฺโข มํ ขาทิสฺสามีติ คณฺหิ อถาหํ พฺราหฺมณสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ตสฺส สกฺการํ กตฺวา เสฺว ปาตราสกาเล อาคมิสฺสนฺติ เตน ปุริสาเทน สทฺธึ สจฺจํ กตฺวา อาคโต ตสฺมา สจฺจํ อนุรกฺขนฺโต ปุน ตตฺถ คมิสฺสามิ ตฺวํ รชฺชํ กาเรหีติ วทติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมาโร คาถมาห
อหํ คมิสฺสามิ อิเธว โหหิ
นตฺถิ ตโต ชีวโต วิปฺปโมกฺโข
สเจ ตุวํ อจฺฉสิเยว ราช
อหํปิ คจฺฉามิ อุโภ น โหมาติ ฯ
ตตฺถ อิเธวาติ ตฺวํ อิเธว โหหีติ ฯ ตโตติ ตสฺส สนฺติกา ชีวนฺตสฺส โมกฺโข นาม นตฺถิ ฯ อุโภติ เอวํ สนฺเต อุโภปิ น ภวิสฺสามาติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา คาถมาห
อทฺธา หิ ตาต สตาเนส ธมฺโม
มรณา จ เม ทุกฺขตรํ ตทสฺส
กมฺมาสปาโท ตํ ยทา ปจฺจิตฺวา
ปสยฺห ขาเท ภิทารุกฺขมูเลติ ฯ
ตสฺสตฺโถ อทฺธา เอส ตาต สตานํ ปณฺฑิตานํ ธมฺโม สภาโว ยุตฺตํ ตฺวํ วเทสิ อปิจ โข ปน มยฺหํ มรณโตเปตํ ทุกฺขตรํ อสฺส ยทา ตํ โส กมฺมาสปาโท ฯ ภิทารุกฺขมูเลติ ติขิเณ รุกฺขมูเล ภิตฺวา ปจิตฺวา ปสยฺห พลกฺกาเรน ขาเทยฺยาติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมาโร คาถมาห
ปาเณน เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ
มา ตฺวมคา โปริสาทสฺส ญนฺเต
เอตญฺจ เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ
ตสฺมา มตํ ชีวิตสฺส วเรมีติ ฯ
ตตฺถ นิมิสฺสนฺติ อหํ อิเธว ตว ปาเณน มม ปาณํ ปริวตฺเตยฺยํ ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอตํ ปาณํ ตว ปาเณนาหํ นิมิสฺสํ ตสฺมา ตว ชีวิตสฺสตฺถาย มม มรณํ วเรมิ มรณเมว วณฺเณมิ วเรมิ อิจฺฉามีติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา ปุตฺตสฺส พลํ ชานนฺโต สาธุ ตาต คจฺฉาติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ โส มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา นครา นิกฺขมิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อุปฑฺฒคาถมาห
ตโต หเว ธิติมา ราชปุตฺโต
วนฺทิตฺวา มาตุ ปิตุ จ ปาเทติ ฯ
ตตฺถ ปาเทติ ปาเท วนฺทิตฺวา นิกฺขมนฺโตติ อตฺโถ ฯ
อถสฺส มาตาปิตโรปิ ภคินีปิ ภริยาปิ อมจฺจปริชเนหิ สทฺธึเยว นิกฺขมึสุ ฯ โส นครา นิกฺขมิตฺวา ปิตรํ มคฺคํ ปุจฺฉิตฺวา สุฏฺฐุ ววตฺถเปตฺวา มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา เสสานํ โอวาทํ ทตฺวา อจฺฉมฺภีโต เกสรสีโห วิย มคฺคํ อารุยฺห ยกฺขาวาสํ ปายาสิ ฯ ตํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา มาตา สกภาเวน สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตี ปฐวิยํ ปตติ ฯ ปิตา พาหา ปคฺคยฺห มหนฺเตน สทฺเทน กนฺทติ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อุปฑฺฒคาถํ อาห
ทุกฺขินิสฺส มาตา นิปตี ปฐพฺยา
ปิตสฺส ปคฺคยฺห ภุชานิ กนฺทตีติ ฯ อุปฑฺฒคาถํ วตฺวา ตสฺส ปิตรา ปยุตฺตํ มาตรา ภคินีภริยาหิ จ กตํ สจฺจกิริยํ ปกาเสนฺโต อปราปิ จตสฺโส คาถา อภาสิ
ตํ คจฺฉนฺตํ ตาว ปิตา วิทิตฺวา
ปรมฺมุโข วนฺทติ ปญฺชลีโก
โสโม จ ราชา วรุโณ จ ราชา
ปชาปตี จนฺทิมา สุริโย จ
เอเตหิ คุตฺโต โปริสาทกมฺหา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ
ยํ ทณฺฑกิรญฺโญ คตสฺส มาตา
รามสฺสกา โสตฺถานํ สุคุตฺตา
ตนฺเต อหํ โสตฺถานํ กโรมิ
เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ปุตฺต ฯ
อาวี รโหวาปิ มโนปโทสํ
นาหํ สเร ชาตุมลีนสตฺเต
เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ
ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ
น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ
เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ สามีติ ฯ
ตตฺถ ปรมฺมุโขติ อยํ เม ปุตฺโต ปรมฺมุโข คจฺฉตีติ วิทิตฺวา ฯ ปญฺชลีโกติ ตสฺมึ กาเล สิรสิ อญฺชลึ ปติฏฺฐเปตฺวา วนฺทติ เทวตา นมสฺสติ ฯ โปริสาทกมฺหาติ โปริสาทสฺส สนฺติกา เตน อนุญฺญาโต โสตฺถินา ปจฺเจหิ ฯ รามสฺสกาติ รามสฺส อกาสิ ฯ เอโก กิร พาราณสิวาสี ราโม นาม มาตุโปสโก มาตาปิตโร ปฏิชคฺคนฺโต โวหารตฺถาย คโต ทณฺฑกิรญฺโญ วิชิเต กุมฺภวตึ นาม นครํ คนฺตฺวา นววิเธน วสฺเสน สกลรฏฺเฐ วินาสิยมาเน มาตาปิตูนํ คุณํ สริ ฯ อถ นํ มาตาปิตุปฏฺฐานธมฺมสฺส ผเลน เทวตา โสตฺถินา อานยิตฺวา มาตุยา อทํสุ ฯ ตํ การณํ สุตวเสน อาหริตฺวา เอวมาห ฯ โสตฺถานนฺติ โสตฺถิภาวํ ฯ ตํ ปน กิญฺจาปิ เทวตา กรึสุ ฯ มาตุปฏฺฐานํ นิสฺสาย นิพฺพตฺตตฺตา ปน มาตา อกาสีติ วุตฺตํ ฯ ตํ เต อหนฺติ อหํปิ เต ตเมว โสตฺถานํ กโรมิ มํ นิสฺสาย ตเถว ตว โสตฺถิภาโว โหตูติ อตฺโถ ฯ อถวา ฯ กโรมีติ คจฺฉามิ ฯ เอเตน สจฺเจนาติ สเจ เทวตาหิ ตสฺส โสตฺถินา อานีตภาโว สจฺโจ เอเตน สจฺเจน มาตาปิตูนํ สรนฺตุ เทวตา รามํ วิย ตํปิ อาเนตฺวา มม ทสฺสนฺตูติ อตฺโถ ฯ อนุญฺญาโตติ โปริสาเทน คจฺฉาติ อนุญฺญาโต ฯ เทวตานํ อานุภาเวน โสตฺถิ ปฏิอาคจฺฉ ปุตฺตาติ วทติ ฯ ชาตุมลีนสตฺเตติ ชาตุ เอกํเสน อลีนสตฺเต มม ภาติเก อหํ สมฺมุขา วา ปรมฺมุขา วา มโนปโทสํ น สรามิ น มยา ตมฺหิ มโนปโทโส กตปุพฺโพติ เอวมสฺส กนิฏฺฐา สจฺจมกาสิ ฯ ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามีติ มม สามิ อลีนสตฺตุ ยสฺมา ตฺวํ อนธิมโนสิ มํ อนภิภวิตฺวา อนติกฺกมิตฺวา อญฺญํ มเนน ปตฺเถสิ ฯ น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสีติ มยฺหํปิ จ มนสา ตฺวํ อปฺปิโย น โหสิ อญฺญมญฺญํ ปิยสํวาสาว มยนฺติ เอวมสฺส อคฺคมเหสี สจฺจมกาสิ ฯ
กุมาโร ปิตรา อกฺขาตนเยน ยกฺขาวาสมคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ ยกฺโขปิ ขิตฺติยา นาม พหุมายา โหนฺติ โก ชานาติ กึ ภวิสฺสตีติ รุกฺขํ อภิรุหิตฺวา รญฺโญ อาคมนํ โอโลเกนฺโต นิสีทิ ฯ โส กุมารํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ปิตรํ นิวตฺเตตฺวา ปุตฺโต อาคโต ภวิสฺสติ นตฺถิ เม ภยนฺติ โอตริตฺวา ตสฺส ปิฏฺฐึ ทสฺเสนฺโต นิสีทิ ฯ โส อาคนฺตฺวา ตสฺส ปุรโต อฏฺฐาสิ ฯ
อถ ยกฺโข คาถมาห
พฺรหา อุชุ จารุมุโข กโตสิ
น มมํ ชานาสิ วเน วสนฺตํ
ลุทฺทญฺจ มํ ญตฺวา โปริสาทกํ
โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺยาติ ฯ
ตตฺถ โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺยาติ กุมารโก นาม ปุริโส อตฺตโน โสตฺถิภาวํ ชานนฺโต คจฺฉนฺโต อิธาคจฺเฉยฺย ตฺวํ อชานนฺโต อาคโตติ มญฺเญติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมาโร คาถมาห
ชานามิ อิธ ลุทฺทํ โปริสาทํ
น ตํ วิชานามิ วเน วสนฺตํ
อหญฺจ ปุตฺโตสฺมิ ชยทฺทิส
มมชฺช ขาท ปิตุโน ปโมกฺขาติ ฯ
ตตฺถ ปโมกฺขาติ ปโมกฺขเหตุ อหํ ปิตุ ชีวิตํ ทตฺวา อิธาคโต ตสฺมา ตํ มุญฺจ มํ ขาทาหีติ อตฺโถ ฯ
ตโต ยกฺโข คาถมาห
ชานาหิ ปุตฺโตสิ ชยทฺทิสสฺส
ตาทิโส โว มุขวณฺโณ อุภินฺนํ
สุทุกฺกรญฺเญว กตํ ตเวทํ
โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขาติ ฯ
ตตฺถ ตาทิโส โวติ ตาทิโส โว ตุมฺหากํ อุภินฺนํ สทิโสว มุขวณฺโณติ อตฺโถ ฯ กตํ ตเวทนฺติ อิทํ ตว กมฺมํ สุทุกฺกรํ ฯ
ตโต กุมาโร คาถมาห
น ทุกฺกรํ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ
โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา
มาตุ จ เหตู ปรโลกคมฺยา
สุเขน สคฺเคน จ สมฺปยุตฺโตติ ฯ
ตตฺถ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญติ กิญฺจิ อหํ เอตฺถ น มญฺญามิ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยกฺโข ปุคฺคโล ปิตุ วา ปโมกฺขตฺถาย มาตุ วา เหตุ ฯ ปรโลกคมฺยาติ ปรโลกํ คนฺตฺวา ฯ สุเขน สคฺเคนาติ สคฺเค นิพฺพตฺตนเกน สุเขน สมฺปยุตฺโต ภวติ ฯ มตฺตุมิจฺเฉติ มริตุํ อิจฺฉติ ตสฺมา อหํ เอตฺถ มาตาปิตูนํ อตฺถาย ชีวิตปริจฺจาเค กิญฺจิ ทุกฺกรํ น มญฺญามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ยกฺโข กุมาร มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถิ ตฺวํ กสฺมา น ภายสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตสฺส กเถนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
อหญฺจ โข อตฺตโน ปาปํ กเรยฺยํ
อาวี รโห วาปิ สเร น ชาตุ
สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมิ
ยเถว เม อิธ ตถา ปรตฺถํ ฯ
ขาทชฺช มํ ทานิ มหานุภาวํ
กรสฺสุ กิจฺจานิ อิมํ สรีรํ
รุกฺขสฺส วา เต ปปตามิ อคฺคา
ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวมเทสิ มํสนฺติ ฯ
ตตฺถ สเร น ชาตูติ เอกํเสเนว น สรามิ ฯ สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมีติ อหํ ญาเณน สุปริจฺฉินฺนชาติมรโณ ชาตสตฺโต อมรณธมฺโม นาม นตฺถีติ ชานามิ ฯ ยเถว เม อิธาติ ยเถว มม อิธ ตถา ปรโลเก ยถา จ ปรโลเก ตถา อิธาปิ มรณโต มุตฺติ นาม นตฺถีติ อิทํ เม ญาเณน สุปริจฺฉินฺนํ ฯ กรสฺสุ กิจฺจานีติ อิมินา สรีเรน กตฺตพฺพกิจฺจานิ กร อิมนฺเต มยา นิสฺสฏฺฐํ สรีรํ ฯ ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวมเทสิ มํสนฺติ มยิ รุกฺขคฺคา ปติตฺวา มเต มม สรีรโต ตฺวํ ฉาทยมาโน โรจยมาโน ยํ ยํ อิจฺฉสิ ตํ ตํ มํสํ อเทสิ ขาเทยฺยาสีติ อตฺโถ ฯ
ยกฺโข ตสฺส วจนํ สุตฺวา ภีโต หุตฺวา น สกฺกา อิมสฺส มํสํ ขาทิตุํ อุปาเยน ตํ ปลาเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อิมํ คาถมาห
อิทญฺจ เต รุจฺจติ ราชปุตฺต
จชฺชสิ ปาณํ ปิตุ ปโมกฺขา
ตสฺมาติห ตฺวํ ตรมานรูโป
สมฺภญฺช กฏฺฐานิ ชเลหิ อคฺคินฺติ ฯ
ตตฺถ ชเลหีติ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สารทารูนิ อาหริตฺวา อคฺคึ ชาเลตฺวา นิทฺธูเม องฺคาเร กร ตตฺถ เต มํสํ ปจิตฺวา ขาทิสฺสามีติ ทสฺเสติ ฯ
โส ตถา กตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ตํ การณํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิตรํ คาถมาห
ตโต หเว ธิติมา ราชปุตฺโต
ทารู สมาหตฺถ มหนฺตมคฺคึ
อาทีปยิตฺวา ปฏิเวทยิตฺโถ
อาทีปิโต ทานิ มหายมคฺคีติ ฯ
ยกฺโข อคฺคึ กตฺวา อาคตํ กุมารํ โอโลเกตฺวา อยํ ปุริโส สีโห วิย มรณาปิสฺส ภยํ นตฺถิ มยา เอตฺตกํ กาลํ เอวํ นิพฺภโย นาม น ทิฏฺฐปุพฺโพติ โลมหํสชาโต กุมารํ ปุนปฺปุนํ โอโลเกนฺโต นิสีทิ ฯ กุมาโร ตสฺส กิริยํ ทิสฺวา คาถมาห
ขาทชฺช มํ ทานิ ปสยฺหการี
กึ มํ มุหุํ เปกฺขสิ หฏฺฐโลโม
ตถา ตถา ตุยฺหมหํ กโรมิ
ยถา ยถา มํ ฉาทมาโน อเทสีติ ฯ
ตตฺถ มุหุนฺติ ปุนปฺปุนํ ฯ ตถา ตถา ตุยฺหมหนฺติ อหํ ตุยฺหํ ตถา ตถา วจนํ กโรมิ อิทานิ กึ กริสฺสามิ ยถา ยถา มํ ฉาทยมาโน โรจยมาโน อเทสิ ขาทิสฺสสิ ตสฺมา ขาทชฺช มนฺติ ฯ
อถสฺส วจนํ สุตฺวา ยกฺโข คาถมาห
โก ตาทิสํ อาหรติ ขาทิตาเส
ธมฺเม ฐิตํ สจฺจวาทึ วทญฺญุํ
มุทฺธาปิ ตสฺส วิปฺผเลยฺย สตฺตธา
โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺยาติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมาโร สเจ มํ น ขาทิตุกาโมสิ อถ กสฺมา ทารูนิ ภญฺชาเปตฺวา อคฺคึ กาเรสีติ วตฺวา ปลายิสฺสติ นุโข โนติ ตุวํ ปริคณฺหนตฺถายาติ วุตฺเต ตฺวํ อิทานิ มํ กถํ ปริคณฺหิสฺสสิ ยฺวาหํ ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺโต สกฺกสฺส เทวรญฺโญ อตฺตานํ ปริคณฺหิตุํ น อทาสินฺติ วตฺวา
อิทํ หิ โส พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน
สโส อวาเสสิ สเก สรีเร
เตเนว โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต
สสฏฺฐโก กามทุหชฺช ยกฺโขติ อาห ฯ
ตสฺสตฺโถ อิทมฺปิ โส สสปณฺฑิโต พฺราหฺมโณ เอโสติ พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน อชฺช อิทํ สรีรํ ขาเทตฺวา อิเธว วสาติ เอวํ สเก สรีเร อตฺตโน สรีรํ ทาตุํ อาวาเสสิ วสาเปสีติ อตฺโถ ฯ สรีรญฺจสฺส ภกฺขตฺถาย อทาสิ ฯ สกฺโก ปพฺพตรสํ ปีเฬตฺวา อาทาย จนฺทมณฺฑเล สสลกฺขณํ อกาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เตเนว สสลกฺขเณน โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต สสิ สสีติ ปญฺญายิ ฯ เอวํ สสฏฺฐโก โลกสฺส กามทุโห เปมวฑฺฒมาโน อชฺช ยกฺโข วิโรจติ ฯ กปฺปฏฺฐิยํ เหตํ ปาฏิหาริยนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา ยกฺโข กุมารํ วิสชฺเชนฺโต คาถมาห
จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต
วิโรจเต ปนฺนรเสว ภานุมา
เอวํ ตุวํ โปริสาทา ปมุตฺโต
วิโรจ กปิลฺเล มหานุภาว
อาโมทยํ ปิตรํ มาตรญฺจ
สพฺโพ จ เต นนฺทตุ ญาติปกฺโขติ ฯ
ตตฺถ ภานุมาติ สุริโย ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา ปนฺนรเส ราหุมุขา มุตฺโต จนฺโท วา ภานุมา วา วิโรจติ เอวํ ตฺวํปิ มม สนฺติกา มุตฺโต กปิลฺลรฏฺเฐ วิโรจ มหานุภาวาติ ฯ นนฺทตูติ ตุสฺสตุ ฯ
คจฺฉ มหาวีราติ มหาสตฺตํ อุยฺโยเชสิ ฯ โสปิ ตํ นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ปญฺจ สีลานิ ทตฺวา ยกฺโข นุโข เอส โนติ ปริคณฺหนฺโต ยกฺขานนฺนาม อกฺขีนิ รตฺตานิ โหนฺติ อนิมฺมิลานิ จ ฉายา น ปญฺญายติ อจฺฉมฺภิตา โหนฺติ นายํ ยกฺโข มนุสฺโส เอส มยฺหํ กิร ปิตุโน ตโย ภาตโร ยกฺขินิยา คหิตา เตสุ ตาย เทฺว ขาทิตา ภวิสฺสนฺติ เอโก ปุตฺตสิเนเหน ปฏิชคฺคิโต ภวิสฺสติ อิมินา เตน ภวิตพฺพํ อิมํ เนตฺวา มยฺหํ ปิตุ อาจิกฺขิตฺวา รชฺเช ปฏิจฺฉาเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอหิ โภ น ตฺวํ ยกฺโข ปิตุ เม เชฏฺฐภาติโกสิ เอหิ มยา สทฺธึ คนฺตฺวา กุลสนฺตเก รชฺเช ฉตฺตํ อุสฺสาเปหีติ วตฺวา อิตเรน นาหํ มนุสฺโสติ วุตฺเต น ตฺวํ มยฺหํ สทฺทหสิ อตฺถิ ปน โส ยสฺส สทฺทหสีติ ปุจฺฉิตฺวา อตฺถิ อสุกฏฺฐาเน ทิพฺพจกฺขุตาปโสติ วุตฺเต ตํ อาทาย ตตฺถ อคมาสิ ฯ ตาปโส เต ทิสฺวา กึ กโรนฺตา ปิตาปุตฺตา อรญฺเญ วิจรถาติ วตฺวา เตสํ ญาติภาวํ กเถสิ ฯ โปริสาโท ตสฺส สทฺทหิตฺวา ตาต ตฺวํ คจฺฉ อหํ เอกสฺมึเยว อตฺตภาเว ทุพฺพิโธ ชาโต น เม รชฺเชนตฺโถ ปพฺพชิสฺสามิหนฺติ ตาปสสฺส สนฺติเก อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิ ฯ อถ นํ กุมาโร วนฺทิตฺวา นครเมว อคมาสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
ตโต หเว ธิติมา ราชปุตฺโต
กตญฺชลี ปคฺคยฺห โปริสาทํ
เตนานุญฺญาโต โสตฺถิ สุขี อโรโค
ปจฺจาคมา กปิลฺลมลีนสตฺโตติ ฯ คาถํ วตฺวา นาครเนคมาทีหิ กตกิริยํ ทสฺเสนฺโต โอสานคาถมาห
ตํ เนคมา ชานปทา จ สพฺเพ
หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ
นมสฺสมานา ปญฺชลิกา อุปาคมุํ
นมตฺถุ เต ทุกฺกรการโกสีติ ฯ
ราชา กุมาโร กิร อาคโตติ สุตฺวา ปจฺจุคฺคมนํ อกาสิ ฯ กุมาโร มหาชนปริวุโต คนฺตฺวา ราชานํ วนฺทิ ฯ อถ นํ โส ปุจฺฉิ ตาต กถํ ตาทิสา โปริสาทา มุตฺโตสีติ ฯ ตาต นายํ ยกฺโข ตุมฺหากํ เชฏฺฐภาติโก เอส มยฺหํ เปตฺเตยฺโยติ ตํ สพฺพํ ปวุตฺตึ อาโรเจตฺวา ตุมฺเหหิ มม เปตฺเตยฺยํ ทฏฺฐุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ ราชา ตํ ขณญฺเญว เภริญฺจาราเปตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ตาปสานํ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ มหาตาปโส ตสฺส ยกฺขินิยา อาเนตฺวา อขาเทตฺวา โปสิตการณญฺจ ยกฺขาภาวการณญฺจ เตสํ ญาติภาวญฺจ สพฺพํ วิตฺถาเรน กเถสิ ฯ ราชา เอหิ ภาติก รชฺชํ กาเรหีติ อาห ฯ อลํ มหาราชาติ ฯ เตนหิ เอถ อุยฺยาเน วสิสฺสถ อหํ โว จตูหิ ปจฺจเยหิ อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ฯ น คจฺฉามิ มหาราชาติ ฯ ราชา เตสํ อสฺสมปทโต อวิทูเร เอกํ ปพฺพตนฺตรํ พนฺธิตฺวา มหนฺตํ ตฬากํ กาเรตฺวา เกทาเร สมฺปาเทตฺวา มหาชนํ กุลสหสฺสํ อาเนตฺวา มหาคามํ นิเวเสตฺวา ตาปสานํ ภิกฺขาจารํ ปฏฺฐเปสิ ฯ โส คาโม จุลฺลกมฺมาสทมฺมนิคโม นาม ชาโต ฯ สุตฺตโส มหาสตฺเตน โปริสาทสฺส ทมิตปเทโส นาม ปน มหากมฺมาสทมฺมนิคโม นามาติ เวทิตพฺโพติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน มาตุโปสกตฺเถโร โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ ตาปโส สารีปุตฺโต โปริสาโท องฺคุลิมาโล กนิฏฺฐา อุปฺปลวณฺณา อคฺคมเหสี ราหุลมาตา อลีนสตฺตุกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ
ชยทฺทิสชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗