ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ชัยทิศชาดก
ชาดกที่ ๕๑๓ · ติงสตินิบาตชาดก

ชัยทิศชาดก

ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙๖ · บรรทัด ๙๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากชัยทิศชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วตเม ดังนี้.

ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละเศวตฉัตร อันประดับด้วยกาญจนมาลา แล้วเลี้ยงดูมารดาบิดา ดังนี้ อันภิกษุนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า อุตตรปัญจาลราช เสวยราชสมบัติอยู่ในกปิลรัฐ พระอัครมเหสีของท้าวเธอทรงตั้งพระครรภ์ แล้วประสูติพระราชโอรส ในภพก่อน หญิงคนหนึ่งร่วมสามีกับพระนาง โกรธเคืองกันแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราสามารถเคี้ยวกินบุตรของท่านที่คลอดแล้ว ดังนี้ แล้วได้มาเกิดเป็นนางยักษิณี คราวนั้น นางยักษิณีนั้นได้โอกาสทั้ง ๆ ที่พระนางเทวีทอดพระเนตรเห็นอยู่ คว้าเอาพระกุมารผู้มีวรรณะ ดุจชิ้นเนื้อสดไปเคี้ยวกิน เสียงกร้วม ๆ แล้วหลบหลีกไป แม้ในวาระที่ ๒ ก็ได้ทำอย่างนั้น แต่ในวาระที่ ๓ ในเวลาที่พระนางเทวีเสด็จเข้าไปสู่เรือนประสูติแล้ว พวกราชบุรุษพากันแวดล้อมตำหนัก จัดการถวายอารักขามั่นคง ในวันที่พระเทวีประสูติ นางยักษิณี ก็มาจับเอาทารกไปอีก พระนางเทวีจึงส่งพระสุรเสียงร้องขึ้นว่า นางยักษ์ ๆ ราชบุรุษทั้งหลายมีอาวุธครบมือ พากันวิ่งติดตามนางยักษิณี ตามสัญญาที่พระนางบอกให้ นางยักษิณีไม่ได้โอกาสเพื่อจะเคี้ยวกิน หนีไปจากที่นั้น เข้าไปยังท่อน้ำ ส่วนทารก อ้าปากดูดนมนางยักษิณี โดยเข้าใจว่าเป็นมารดา นางยักษิณีก็เกิดความรักเหมือนบุตรของตนหนีออกจากท่อน้ำได้แล้ว ไปยังสุสานสถาน ทำการประคบประหงมทารกนั้นอยู่ในถ้ำศิลา ต่อมาเมื่อทารกนั้นเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ นางยักษิณีก็นำเนื้อมนุษย์มาให้กินเป็นอาหาร ทั้งสองก็กินเนื้อมนุษย์อยู่ในที่นั้น ทารกไม่รู้ตัวว่าเป็นมนุษย์ สำคัญว่าเป็นบุตรนางยักษิณี แต่ก็ไม่อาจที่จะจำแลงกายหายตัวได้ ต่อมานางยักษิณีจึงให้รากไม้อย่างหนึ่ง แก่พระราชกุมาร เพื่อต้องการให้หายตัวได้ ด้วยอานุภาพแห่งรากไม้ พระราชกุมารหายตัวได้ ก็เที่ยวไปกินเนื้อมนุษย์ นางยักษิณีไปปรนนิบัติท้าวเวสสวัณมหาราช เลยทำกาลกิริยาเสีย ณ ที่นั้นเอง ฝ่ายพระนางเทวีประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ในวาระที่ ๔พระราชโอรสจึงปลอดภัย เพราะพ้นจากนางยักษิณี พระชนกชนนีและพระประยูรญาติ ได้ขนานพระนาม ให้พระโอรสนั้นว่า ชัยทิสกุมาร เพราะเกิดมาชนะนางยักษิณีผู้เป็นปัจจามิตร พระชัยทิสกุมารทรงเจริญวัยแล้ว ได้ทรงศึกษาศิลปวิทยาสำเร็จ แล้วให้ยกเศวตฉัตร ครองราชสมบัติสืบสันติวงศ์.

คราวนั้น พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าชัยทิสนั้น พระชนกชนนีและพระประยูรญาติ ขนานพระนามว่า "อลีนสัตตุกุมาร" พออลีนสัตตุกุมารเจริญวัยแล้ว ทรงเล่าเรียนศิลปศาสตร์ จนสำเร็จ ได้เป็นอุปราช ในเวลาต่อมา กุมารผู้เป็นบุตรนางยักษิณีทำรากไม้หายเพราะความประมาท ไม่สามารถเพื่อจะหายตัวได้ จึงมีรูปร่างปรากฏเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน คนทั้งหลายเห็นเข้าก็พากันสะดุ้งตกใจกลัว แล้วเข้ามาร้องทุกข์พระราชาว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มียักษ์ตนหนึ่ง ปรากฏตนเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน มันคงเข้ามาพระนครโดยลำดับ ๆ จักฆ่ามนุษย์เคี้ยวกินเป็นอาหาร ควรตรัสสั่งให้จับเสีย พระเจ้าข้าพระราชาทรงรับทราบแล้ว มีพระราชโองการสั่งพลนิกายว่า ท่านทั้งหลายจงจับยักษ์ตนนั้น พลนิกายเหล่านั้น ไปยืนรายล้อมสุสานประเทศ กุมารบุตรนางยักษิณีมีรูปร่างเปล่าเปลือย น่าสะพรึงกลัว หวาดต่อมรณภัย ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง วิ่งผ่าฝูงคนไป ผู้คนทั้งหลาย หวาดหวั่นต่อมรณภัย ร้องบอกกันว่ายักษ์ ๆ ดังนี้ แตกกลุ่มออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายกุมารบุตรนางยักษิณี หนีจากที่นั้นได้แล้วก็เข้าไปสู่ป่า ไม่กลับมายังถิ่นมนุษย์อีก ได้ไปอาศัยดงใกล้ทางใหญ่แห่งหนึ่ง คอยจับผู้คนที่เดินทางผ่านมาได้ทีละคน แล้วเข้าไปสู่ป่าฆ่าเคี้ยวกิน พำนักอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นิโครธต้นหนึ่ง.

ลำดับนั้น พราหมณ์พ่อค้าเกวียนคนหนึ่ง จ้างคนรักษาดงเป็นราคาหนึ่งพัน เพื่อพาข้ามดง พร้อมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม มนุษย์ยักษ์ เห็นแล้วจึงส่งเสียงดังลั่น วิ่งมา ผู้คนทั้งหลายต่างตกใจกลัว พากันนอนราบหมดมนุษย์ยักษ์จับพราหมณ์พ่อค้าได้แล้ว หนีไป ถูกตอไม้ตำเอาที่เท้า และเมื่อพวกมนุษย์รักษาดงวิ่งติดตามมา จึงทิ้งพราหมณ์วิ่งหนี เมื่อมนุษย์ยักษ์นั้นนอนอยู่ในที่นั้น๗วัน พระเจ้าชัยทิสเสด็จออกจากพระนครล่าเนื้อ พราหมณ์ผู้เลี้ยงดูมารดาคนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นชาวเมืองตักกศิลา ได้เรียนสตารหคาถา๔ บาท มาเฝ้าพระเจ้าชัยทิส ซึ่งกำลังจะเสด็จออกจากพระนคร พระเจ้าชัยทิส ตรัสสั่งว่า เรากลับมาแล้วจักฟัง พระราชทานบ้านพักแก่พราหมณ์นั้นแล้วเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสสั่งว่า เนื้อหนีไปทางด้านผู้ใด ผู้นั้นจักต้องมีโทษ. ลำดับนั้น กวางตัวหนึ่ง ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีผ่านหน้าพระราชาไป อำมาตย์ทั้งหลาย ต่างพากันหัวเราะ พระราชาทรงถือพระขรรค์ ติดตามกวางไปสิ้นระยะทาง ๓ โยชน์จึงตามทัน แล้วเอาพระขรรค์ฟันกวางนั้นขาดออกเป็นสองท่อนทรงใส่หาบ ๆ เสด็จมาถึงสถานที่มนุษย์ยักษ์นอนอยู่ ประทับนั่งพักหน่อยหนึ่ง ที่ลานหญ้าแพรก แล้วเตรียมจะเสด็จต่อไป ลำดับนั้น มนุษย์ยักษ์ลุกขึ้น กล่าวว่า หยุดนะ ! ท่านจะไปไหน ท่านตกเป็นอาหารของเราแล้วยึดพระหัตถ์ไว้ กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า

เป็นเวลานานนักหนา นับแต่เวลาที่เราอดอาหาร มาครบ ๗ วัน อาหารมากมาย พึ่งเกิดขึ้นแก่เราวัน นี้ ท่านเป็นใคร มาจากไหน เชิญท่านบอก ชาติ สกุล ตามที่รู้กันมาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภกฺโข มหา ความว่า อาหารเป็นอันมาก. บทว่า สตฺตมิภตฺตกาเล ความว่า นับแต่วันปาฏิบทมา ถึงการที่เราอดอาหารครบ ๗ วัน. บทว่า กุโตสิ ความว่า ท่านมาจากไหน ?

พระราชาทอดพระเนตรเห็นยักษ์ แล้วตกใจกลัว ถึงกับอุรประเทศแข็งทื่อดังเสา ไม่ทรงสามารถจะวิ่งหนีไปได้ จึงตั้งพระสติ ตรัสพระคาถาที่๒ ความว่า

เราเป็นพระเจ้าปัญจาลราช มีนามว่าชัยทิส ถ้า ท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จัก เราออกมาล่าเนื้อ เที่ยวมาตาม ข้างภูเขาและป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้เถิด วันนี้จง ปล่อยเราไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิควํ ปวิฏฺโ ความว่า ออกจากแว่นแคว้น เข้าป่า เพื่อล่าเนื้อ. บทว่า คจฺฉานิ ความว่า (เที่ยวลัดเลาะมา) ริมภูเขาลำเนาไพร. บทว่า ปสทิมํ ความว่า (ท่านจงกิน) กวางนี้.

ยักษ์ได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า

พระองค์ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียน กลับเอาของที่ตก เป็นของข้าพเจ้านั่นเองมาแลกเปลี่ยน กวางที่พระองค์ ตรัสถึงนั้นเป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กิน พระองค์แล้ว อยากจะกินเนื้อกวาง ก็จักกินได้ภาย หลัง เวลานี้มิใช่เวลาขอร้อง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสเนว ความว่า อันเป็นของ ๆ ข้าพเจ้านั่นเอง. บทว่า ปณสิ ความว่า พระองค์ตรัสเอาของ ๆ ข้าพเจ้า มาแลกเปลี่ยนตัว. บทว่า สสฺสมาโน แปลว่า ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียนอยู่. บทว่า ตํ ขาทิยาน ความว่า กินเนื้อกวางนั้น. บทว่า ชิฆญฺํ ความว่า ข้าพเจ้าประสงค์จะเคี้ยวกิน. บทว่า ขาทิสฺสํ ความว่า เพราะข้าพเจ้าจักกินเนื้อกวางนั้น ในภายหลัง. บทว่า น วิลาปกาโล ความว่า ยักษ์ทูลว่า พระองค์อย่าขอร้องเลย เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะขอร้อง.

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงระลึกถึงนันทพราหมณ์ได้ จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ความว่า

ถ้าความรอดพ้นของเราไม่มีด้วยการแลกเปลี่ยน ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครเสียก่อน เราผัดพราหมณ์ ไว้ว่า จะให้ทรัพย์ เราจักรักษาคำสัตย์ ย้อนกลับมา หาท่านอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น จตฺถิ ความว่า ถ้าว่าการหลุดพ้นของเราจะไม่มี แม้ด้วยการแลกเปลี่ยนแล้วไซร้. บทว่า คนฺตฺวาน ความว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้ท่านจงกินเนื้อกวางตัวนี้ ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครก่อน. บทว่า ปเคเยว แปลว่า ก่อนทีเดียว. อธิบายว่า ท่านจงรับปฏิญญาเพื่อต้องการให้เรากลับมาทันเวลาบริโภคอาหารเช้าวันพรุ่งนี้เถิด. บทว่า ตํ สงฺครํ ความว่า เพราะเราได้ทำความผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จักให้ทรัพย์แก่เขา ครั้นเราให้ทรัพย์แก่เขาแล้ว จักตามรักษาซึ่งสัจจะตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้นี้ กลับมาหาท่านอีก. ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า

ดูก่อนพระราชา พระองค์ใกล้จะถึงสวรรคตอยู่ แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึงกรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัส บอกกรรมนั้น แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะอนุญาต ให้กลับไปก่อนได้.

กรรม ในคาถานั้น ก็ได้แก่กรรมนั่นเอง. บทว่า อนุตปฺปตี ตํ ความว่า ยังจะตามร้อนใจถึงกรณียกิจอะไร ? บทว่า ปตฺตํ แปลว่า เข้าถึง. บทว่า อปิ สกฺกุเณมุ ความว่า เออก็ ถ้าข้าพระเจ้าได้ฟังเหตุแห่งความเศร้าโศกของท่านแล้ว อาจจะอนุญาตให้ท่านมาตอนเช้าตรู่ได้.

พระราชาเมื่อจะตรัสบอกเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า

ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ เราผัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เราจักรักษา คำสัตย์ กลับมาหาท่านอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ความว่า ข้าพเจ้าตั้งความผัดเพี้ยนเป็นสัญญามัดตัว โดยปฏิญญาแก่พราหมณ์ว่า ฟังสตารหคาถา ๔ บาท แล้วจักให้ทรัพย์แก่เขา เพราะข้าพเจ้ายังมิได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์จึงหาพ้นไปได้ไม่.

ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า

ความหวังในทรัพย์พระองค์ได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ ได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์ พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จกลับมาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนราวฏฺฏสฺสุ ความว่า จงเสด็จกลับมาอีก.

ก็แลครั้นยักษ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปล่อยพระราชาไป. พระราชาอันยักษ์ปล่อยแล้ว จึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียวแล้วทรงสังเกตเครื่องหมายตามทาง เสด็จเข้าไปหาพลนิกายของพระองค์แวดล้อมด้วยพลนิกาย เสด็จเข้าสู่พระนคร ตรัสสั่งให้หานันทพราหมณ์มาเฝ้าเชิญให้นั่งบนอาสนะอันมีค่ามาก ทรงสดับคาถาเสร็จแล้ว พระราชทานทรัพย์๕ พัน เชิญพราหมณ์ให้ขึ้นยานพาหนะแล้วตรัสสั่งว่า ท่านจงนำทรัพย์นี้ไปยังเมืองตักกศิลาเถิด ทรงมอบคนให้แล้วก็ส่งพราหมณ์ไป ทรงพระประสงค์จะเสด็จกลับคืนไปหายักษ์ในวันรุ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้หาพระโอรสมาทรงสั่งสอนพระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า

พระเจ้าชัยทิสทรงพ้นเงื้อมมือยักษ์แล้ว รีบเสด็จ กลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ เพราะได้ ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่าจะพระราชทานทรัพย์ได้ ตรัสสั่งให้หาพระราชโอรสพระนามว่า อลีนสัตตุมา. ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษกปกครองรัฐสีมาในวันนี้ จงประพฤติธรรมในรัฐสีมาและในประชาชนทั้งหลาย บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของ เจ้า เราจะไปในสำนักแห่งยักษ์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลีนสตฺตุํ ได้แก่ พระราชกุมารผู้มีพระนามอย่างนี้. แต่ในพระบาลี ท่านเขียนไว้ว่า " อลีนสัตตะ ". บทว่า อชฺเชว รชฺชํ ความว่า ลูกรัก พ่อจะมอบราชสมบัติให้แก่เจ้า เจ้าจงสนานมุรธาภิสิตในวันนี้แหละ. บทว่า นฺเต ได้แก่ ตฺยนฺเต แปลว่า ในสำนัก.

พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น ตรัสคาถาที่ ๑๐ ความว่า

ขอเดชะ ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงพระคุณอันประ เสริฐ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัยอะไรไว้ใน ใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้สดับความ ที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะข้า พระพุทธเจ้า ขาดพระราชบิดาเสียแล้ว หาปรารถนา แม้ราชสมบัติไม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุพฺพํ แปลว่า กระทำอยู่. บทว่า ยมชฺช ความว่า พระราชบิดาให้ข้าพระพุทธเจ้าขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะกระทำการที่ไม่พอพระทัยอันใด. บทว่า อุทสฺสเย ความว่า พระราชบิดาทรงยกขึ้น คือ แต่งตั้งให้ข้าพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ เพราะการกระทำที่ไม่พอพระทัยอันใด พระองค์จงตรัสบอกการกระทำอันนั้น เพราะข้าพระพุทธเจ้าขาดพระองค์เสียแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาแม้ราชสมบัติ.

พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

ลูกรัก พ่อไม่ได้เพ่งถึงความผิดทางกายกรรม และวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความตกลงไว้ กับยักษ์ พ่อต้องรักษาคำสัตย์ จึงต้องกลับไปอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปราธิโต ความว่า เราไม่คำนึงถึงความผิดทางไตรทวารนี้ของเจ้าเลย. บทว่า ตุริยํ แปลว่า อันเป็นของเจ้า. มีคำอธิบายว่า ลูกรัก พ่อมิได้คำนึงถึงความผิดอันไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่ออะไร ๆ ของเจ้าทั้งทางกายและทางวาจาเลย. บทว่า สทฺธิญฺจ กตฺวา ความว่าแต่เพราะยักษ์ตนหนึ่ง จับพ่อไว้ คราวไปป่าล่าเนื้อ จักกินเป็นอาหาร เมื่อเป็นเช่นนั้น พ่อจึงให้สัตยสาบานไว้กับยักษ์นั้นว่า เมื่อเราได้ฟังธรรมกถาของพราหมณ์ กระทำสักการะแก่เขาแล้ว จักมาให้ทันเวลาอาหารเช้า พรุ่งนี้จึงกลับมาได้ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะตามรักษาความสัตย์ไว้ พ่อจักต้องไปในที่นั้นอีก เจ้าจงเสวยราชสมบัติเถิด.

อลีนสัตตุราชกุมาร ทรงฟังพระราชดำรัสของพระราชบิดาแล้ว ตรัสคาถา ความว่า

ข้าพระพุทธเจ้าจักไปแทน ขอพระราชบิดาจง ประทับอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อทางที่จะรอดชีวิตจากสำนักแห่ง ยักษ์ ไม่มี ข้าแต่สมเด็จพระราชบิดา ถ้าพระองค์มี พระประสงค์จะเสด็จให้ได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักตาม เสด็จด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเธว ความว่า ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้เถิด. บทว่า ตโต ความว่า ขึ้นชื่อว่าความรอดชีวิตจากสำนักของยักษ์นั้น ไม่มีทางเลย. บทว่า อุโภ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นอันว่าจักไม่ต้องอยู่กันทั้งสองคน.

พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า

ลูกรัก นั้นเป็นธรรมของสัตบุรุษ โดยแท้จริง แต่เมื่อไรยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเธอกินเสียที่โคนไม้ นั่น เป็นความด่างพล้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ เป็นทุกข์ยิ่ง กว่าความตายของพ่อเสียอีก.

พระคาถานั้นมีอธิบายว่า นั้นเป็นธรรม คือ ธาตุแท้ของสัตบุรุษคือบัณฑิตทั้งหลาย โดยแน่แท้ เจ้าพูดคำที่ถูกต้องแล้ว ก็แต่ว่าจะเป็นความทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเอง ข้อนั้นจะเป็นความด่างพร้อยผูกพันพ่อ.

บทว่า ภิทารุกฺขมูเล ความว่า เมื่อยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเจ้ากินโดยพลการ ที่โคนต้นไม้อันกล้าแข็ง.

พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า

ข้าพระพุทธเจ้า ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้ พระราชบิดา อย่าเสด็จไปในสำนักของยักษ์เลย ข้าพระพุทธเจ้าจะ ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของ พระราชบิดานี้แหละไว้ เพราะฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ขอยอมตายแทนพระราชบิดา พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมิสฺสํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักแลกชีวิตของตน กับพระชนมชีพของพระราชบิดาในคราวนี้แหละ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะข้าพระพุทธเจ้าจักแลกพระชนมชีพ ของพระราชบิดาไว้ ฉะนั้น จึงเลือกเอาความตาย เพื่อต้องการให้พระราชบิดามีพระชนมชีพอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าสรรเสริญความตายอย่างเดียวเท่านั้น จึงเลือกคือปรารถนาความตาย.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๔๘–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๑๗๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓)

ว่าด้วยพระเจ้าปัญจาละพระนามว่าชัยทิศ

(ยักษ์จับพระหัตถ์ของพระราชาแล้วกราบทูลว่า)

[๖๔]

นานจริงหนอ วันนี้ภักษาเป็นอันมากได้เกิดขึ้นแก่เรา

ในเวลาอาหารในวัน ๗ ค่ำ ท่านเป็นใคร มาจากไหน

ขอเชิญท่านบอกเนื้อความนั้นและชาติสกุลตามที่ท่านทราบเถิด

(พระราชาทรงเห็นยักษ์แล้ว ตกพระทัย ต่อมาทรงรวบรวมสติได้แล้วจึงตรัสว่า)

[๖๕]

ข้าพเจ้าคือพระเจ้าปัญจาละนามว่าชัยทิศ เข้ามาล่าสัตว์

บางทีท่านจะได้ยินมาแล้วบ้าง เราเที่ยวไปตามเชิงเขาแนวป่า

วันนี้ท่านจงกินเนื้อฟานนี้ ปล่อยข้าพเจ้าไปเถิด

(ยักษ์กราบทูลว่า)

[๖๖]

พระองค์เมื่อถูกข้าพระองค์เบียดเบียน

กลับทรงแลกพระองค์กับของที่ข้าพระองค์มีอยู่

เนื้อฟานที่พระองค์กล่าวถึงเป็นภักษาของข้าพระองค์

ข้าพระองค์เคี้ยวกินพระองค์แล้วอยากกินเนื้อฟาน

ก็จักเคี้ยวกินในภายหลัง เวลานี้ไม่ใช่เวลาพร่ำเพ้อรำพัน

(พระราชาทรงหวนระลึกถึงนันทพราหมณ์ จึงตรัสว่า)

[๖๗]

ถ้าว่า ข้าพเจ้ารอดพ้นไปไม่ได้ด้วยการแลกเปลี่ยน

เพื่อไปแล้วจะกลับมาในวันพรุ่งนี้

กติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้นข้าพเจ้าทำไว้แล้ว

ข้าพเจ้าผู้รักษาความสัตย์จักกลับมาอีก

(ยักษ์กราบทูลว่า)

[๖๘]

พระมหาราช กรรมอะไรเล่า

ที่ทำให้พระองค์ผู้ใกล้ถึงการสวรรคตต้องทรงเดือดร้อน

ขอพระองค์ตรัสบอกกรรมนั้นแก่ข้าพระองค์

บางทีข้าพระองค์อาจจะอนุญาตให้พระองค์ไป

เพื่อจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ได้บ้าง

(พระราชาตรัสว่า)

[๖๙]

ข้าพเจ้าได้ให้ความหวังเกี่ยวกับทรัพย์ไว้แก่พราหมณ์

กติกานั้นข้าพเจ้าได้รับรองไว้แล้ว

ยังมิได้ปลดเปลื้องกติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น

ข้าพเจ้าผู้รักษาความสัตย์จักกลับมาอีก

(ยักษ์กราบทูลว่า)

[๗๐]

ความหวังเกี่ยวกับทรัพย์อันใดพระองค์ได้สร้างไว้ให้แก่พราหมณ์

กติกานั้นพระองค์ทรงรับรองไว้แล้ว

ยังมิได้ปลดเปลื้องกติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เลย

ขอพระองค์จงทรงรักษาความสัตย์เสด็จกลับมาอีก

(พระศาสดาเมื่อทรงแสดงความนั้น จึงได้ตรัสว่า)

[๗๑]

ก็พระเจ้าชัยทิศนั้นรอดพ้นจากเงื้อมมือของยักษ์โปริสาทแล้ว

ทรงรีบเสด็จไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์

ทรงหวังจะปลดเปลื้องกติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์

รับสั่งเรียกหาอลีนสัตตุราชบุตรเข้ามาเฝ้า ตรัสว่า

[๗๒]

ลูกจงอภิเษกราชสมบัติในวันนี้

จงประพฤติธรรมในบริวารของตนและแม้ในบุคคลเหล่าอื่น

อนึ่ง การประพฤติอธรรมขออย่าได้มีในแคว้นของลูก

ส่วนพ่อจะไปสำนักของยักษ์โปริสาท

(พระราชกุมารกราบทูลว่า)

[๗๓]

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท หม่อมฉันทำกรรมอะไร

จึงทำให้พระราชบิดาไม่พอพระทัย

และวันนี้พระราชบิดาจะให้หม่อมฉันดำรงราชสมบัติ

เพราะการงานที่ทำให้พระราชบิดาไม่พอพระทัยอันใด

หม่อมฉันปรารถนาจะสดับข้อนั้นๆ

แม้ราชสมบัติเว้นพระราชบิดาหม่อมฉันก็ไม่พึงปรารถนา

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๔]

ลูกรัก พ่อมิได้ระลึกถึงความผิดของลูก

เพราะการกระทำหรือเพราะคำพูดของลูกนี้เลย

เพราะให้สัจจะไว้กับยักษ์โปริสาท

พ่อต้องรักษาความสัตย์ จักต้องกลับไปอีก

(พระราชกุมารกราบทูลว่า)

[๗๕]

หม่อมฉันจักไปแทน ขอพระองค์ประทับอยู่ที่นี้

การที่จะรอดชีวิตพ้นมาจากสำนักยักษ์โปริสาทย่อมไม่มี

ขอเดชะ ถ้าพระราชบิดาจะเสด็จไปจริงๆ

หม่อมฉันก็จะตามเสด็จด้วย แม้เราทั้ง ๒ จะไม่รอดชีวิต

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๖]

ลูกรัก นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษอย่างแท้จริง

แต่เมื่อใดยักษ์โปริสาทเท้าด่าง

ข่มขี่ทำลายลูกแล้วย่างกินที่โคนต้นไม้

ข้อนั้นพึงเป็นทุกข์ยิ่งกว่าการตายของพ่อเสียอีก

(พระราชกุมารกราบทูลว่า)

[๗๗]

หม่อมฉันจักเอาชีวิตแลกเปลี่ยนชีวิตของเสด็จพ่อ

เสด็จพ่ออย่าได้เสด็จไปสำนักยักษ์โปริสาทเลย

ก็หม่อมฉันจักแลกเปลี่ยนเอาชีวิตของเสด็จพ่อนั้นไว้

เพราะเหตุนั้น จึงขอยอมตายเพื่อชีวิตของเสด็จพ่อ

(พระศาสดาเมื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๘]

ลำดับนั้นแล พระราชบุตรผู้ทรงมีพระปรีชา

ถวายบังคมพระยุคลบาทพระมารดาพระบิดาแล้วเสด็จไป

พระมารดาของท้าวเธอทรงระทมทุกข์ ล้มลงที่พื้นปฐพี

ส่วนพระบิดานั้นเล่าทรงประคองพระพาหาทั้ง ๒

แล้วทรงกันแสง

(และเมื่อจะประกาศสัจจะ จึงได้ตรัสต่อไปอีกว่า)

[๗๙]

พระบิดาทรงทราบชัดว่าพระโอรสกำลังมุ่งหน้าเสด็จไป

จึงบ่ายพระพักตร์ต่อเบื้องพระปฤษฎางค์ ประคองอัญชลี

นมัสการว่า ลูกรัก ขอลูกจงมีเทพเหล่านี้ คือ ท้าวโสมะ

ท้าววรุณ ท้าวปชาบดี พระจันทร์ และสุริยเทพคุ้มครอง

ขอลูกจงได้รับอนุญาตกลับมาจากสำนักยักษ์โปริสาทด้วยความสวัสดี

(พระชนนีทรงทำสัจจกิริยาว่า)

[๘๐]

ลูกรัก มารดาของพ่อรามได้รับการคุ้มครองอย่างดี

ได้กระทำความสวัสดีอันใดให้แก่พ่อรามผู้ไปยังแคว้นของพระเจ้า

ทัณฑกี แม่ขอกระทำความสวัสดีอันนั้นให้แก่ลูก

ด้วยความสัตย์นี้ ขอทวยเทพเจ้าโปรดระลึกถึงลูก

ขอลูกจงได้รับอนุญาตกลับมาด้วยความสวัสดีเถิด

(พระภคินีทรงทำสัจจกิริยาว่า)

[๘๑]

น้องนึกไม่ออกเลย

ถึงการคิดประทุษร้ายเจ้าพี่อลีนสัตตุในที่แจ้งหรือที่ลับ

ด้วยความสัตย์นี้ ขอทวยเทพโปรดระลึกถึงเจ้าพี่

ขอเจ้าพี่ทรงได้รับอนุญาตกลับมาด้วยความสวัสดีเถิด

(พระชายาทรงทำกิริยาว่า)

[๘๒]

ขอเดชะพระสวามี ก็เพราะพระองค์มิได้ประพฤตินอกใจ

หม่อมฉันเลย ฉะนั้น พระองค์มิได้เป็นที่รักจากใจหม่อมฉันก็หาไม่

ด้วยความสัตย์นี้ ขอทวยเทพโปรดระลึกถึงพระองค์

ขอพระองค์ทรงได้รับอนุญาตกลับมาด้วยความสวัสดีเถิด

(ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวว่า)

[๘๓]

เจ้ามีร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้างาม มาจากไหน

เจ้าไม่รู้หรือว่าเราอยู่ในป่า

ใครๆ เขาก็รู้จักเราผู้ชั่วร้ายว่า เป็นยักษ์กินคน

มีใครเล่าเมื่อรู้ถึงความปลอดภัยพึงมาที่นี้

(พระราชกุมารตรัสว่า)

[๘๔]

นายพราน เรารู้ว่าท่านกินคน

เราจะไม่รู้ว่าท่านอยู่ในป่าก็หาไม่

เราเป็นพระโอรสของพระเจ้าชัยทิศ

เพราะต้องการจะปลดเปลื้องพระบิดา

วันนี้ท่านจงปล่อยพระบิดา จงกินเราเถิด

(ยักษ์กราบทูลว่า)

[๘๕]

เรารู้ว่าท่านเป็นพระโอรสของพระเจ้าชัยทิศ

เพราะใบหน้าและผิวพรรณของท่านทั้ง ๒ คล้ายคลึงกัน

การที่บุคคลยอมตายเพื่อปลดเปลื้องบิดาของตน

นี้เป็นกรรมที่กระทำได้ยาก แต่ท่านได้กระทำแล้ว

(พระราชกุมารตรัสว่า)

[๘๖]

ในเรื่องนี้เรามิได้สำคัญว่าทำได้ยากอะไรนัก

บุคคลใดยอมตายเพื่อปลดเปลื้องบิดาของตน

หรือเพราะเหตุแห่งมารดา บุคคลนั้นไปสู่ปรโลกแล้ว

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขและอารมณ์อันเลิศ

(พระราชกุมารถูกยักษ์ถามถึงความไม่กลัวตาย จึงตรัสว่า)

[๘๗]

ก็เราระลึกไม่ได้สักนิดเดียว

ถึงการกระทำความชั่วของตนทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ

เราเป็นผู้มีการเกิดและการตายตามกำหนด

การพ้นจากความตายย่อมไม่มีในโลกนี้ฉันใด

ในโลกหน้าก็ฉันนั้น

[๘๘]

ท่านผู้มีอานุภาพมาก วันนี้ท่านจงกินเราบัดนี้เถิด

จงทำกิจที่ควรทำกับสรีระนี้ หรือว่าเพื่อท่านเราจะตกจากยอดไม้

ท่านพอใจจงกินเนื้อของเราส่วนที่ท่านพอใจเถิด

(ยักษ์ฟังพระดำรัสแล้วตกใจกลัว จึงกราบทูลว่า)

[๘๙]

ท่านราชบุตร ถ้าท่านพอใจอย่างนี้

ท่านจะสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระบิดา

ฉะนั้น ท่านจงรีบหักฟืน ก่อไฟให้โพลงขึ้นในที่นี้

(พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๐]

ลำดับนั้นแล พระราชบุตรผู้ทรงปรีชาได้รวบรวมฟืน

ก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว จึงตรัสบอกให้ยักษ์ทราบว่า

บัดนี้ไฟกองใหญ่เราได้ก่อแล้ว

(พระราชกุมารทรงเห็นกิริยาของยักษ์นั้น จึงตรัสว่า)

[๙๑]

บัดนี้ท่านจงข่มขี่กินเราในวันนี้เถิด

ทำไมท่านจึงขนพองเพ่งดูเราบ่อยๆ

เรากระทำตามคำของท่าน ตามที่ท่านพอใจจะกินเรา

(ยักษ์กราบทูลว่า)

[๙๒]

ใครเล่าควรที่จะกินคนผู้ดำรงอยู่ในธรรม

มีปกติกล่าวคำสัตย์ รู้ถ้อยคำของผู้ขอเช่นท่าน

บุคคลใดพึงกินคนผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์เช่นนั้น

แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็พึงแตกออก ๗ เสี่ยง

(พระราชกุมารตรัสว่า)

[๙๓]

เพราะสสบัณฑิตนั้นสำคัญท้าวสักกเทวราชนี้ว่าเป็นพราหมณ์

จึงได้ให้สิงอยู่ในสรีระของตน ยักษ์ เพราะเหตุนั้นแล

จันทิมเทพบุตรนั้นจึงมีรูปกระต่ายปรากฏอยู่

ซึ่งให้ความพอใจแก่ชาวโลกตราบจนทุกวันนี้

(ยักษ์เมื่อจะปล่อยพระราชกุมาร จึงกราบทูลว่า)

[๙๔]

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์พ้นจากปากราหูแล้วย่อมไพโรจน์

ในดิถีเพ็ญ ๑๕ ค่ำฉันใด

ท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้ท่านก็ฉันนั้น พ้นแล้วจากยักษ์โปริสาท

ยังพระบิดาและพระมารดาให้ปลื้มพระทัย

จงไพโรจน์ในกบิลรัฐเถิด

อนึ่ง ขอพระประยูรญาติของพระองค์ทุกฝ่ายจงร่าเริงยินดีทั่วหน้า

(พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)

[๙๕]

ลำดับนั้น พระราชบุตรทรงพระนามอลีนสัตตุผู้ทรงพระปรีชา

ทรงประคองอัญชลี ถวายบังคมโปริสาทดาบส

ทรงได้รับอนุญาตเสด็จกลับกบิลรัฐอย่างสุขสวัสดีและปลอดภัย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงกิริยาที่ชาวมคธถวายการต้อนรับพระราชกุมาร จึงตรัสว่า)

[๙๖]

ชาวนิคม ชาวชนบท พลช้าง พลรถ

และพลเดินเท้าล้วนประคองอัญชลี เข้าเฝ้าถวายบังคม

กราบทูลท้าวเธอว่า ขอถวายบังคมแด่พระองค์

พระองค์ทรงเป็นผู้กระทำกิจที่ทำได้ยาก

ชยัททิสชาดกที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๒. กุมภชาดกชาดกถัดไป๕๑๔. ฉัททันตชาดก