ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ชัยทิศชาดก
ชาดกที่ ๕๑๓ · ติงสตินิบาตชาดก

ชัยทิศชาดก

ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙๖ · บรรทัด ๙๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากชัยทิศชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระเจ้าชัยทิส ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงทราบกำลังของพระโอรสจึงตรัสสั่งว่า ดีละลูกรัก เจ้าจงไปเถิด. อลีนสัตตุราชกุมาร ถวายบังคมลาพระราชมารดาและพระราชบิดาแล้วก็เสด็จออกจากพระนคร.

เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถากึ่งคาถา ความว่า

ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรงพระปรีชา ถวายบังคมพระยุคบาท พระชนกชนนีแล้วเสด็จไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเท ความว่า ถวายบังคมพระยุคลบาทพระชนกชนนีเสด็จไปแล้ว.

ลำดับนั้น พระชนกชนนีก็ดี พระภคินีก็ดี พระชายาก็ดี ของพระราชกุมารนั้น พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ และบริวารชนก็เสด็จออกไปด้วย. ครั้นพระราชกุมารนั้นออกจากพระนครแล้ว ก็ทูลถามหนทางกะพระราชบิดากำหนดไว้ด้วยดีแล้ว ถวายบังคมพระชนกชนนี ประทานโอวาทแก่ชนที่เหลือ แล้วมิได้สะด้งตกพระทัยกลัว เสด็จขึ้นสู่ทางดำเนินไปสู่ที่อยู่ของยักษ์ ประหนึ่งว่าไกรสรสีหราชฉะนั้น. พระมารดาทอดพระเนตรเห็นพระกุมารกำลังทรงดำเนินไป ไม่สามารถจะดำรงพระองค์อยู่ได้ ก็ล้มลง ณ พื้นปฐพี. พระราชบิดาก็ทรงประคองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.

เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงทรงตรัสพระคาถากึ่งคาถา ความว่า

พระชนนีของพระราชกุมารนั้น ทรงมีทุกข์ โทมนัสล้มลงเหนือพื้นปฐพี พระชนกนาถเล่า ก็ทรง ประคองสองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.

ครั้นตรัสกึ่งพระคาถาดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศสัจจกิริยา อันพระราชบิดาของพระกุมารนั้นทรงประกอบ และอันพระราชมารดาพระภคินีและพระชายาทรงกระทำแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีก ๔ คาถา ความว่า

พระราชบิดา ทรงทราบชัดว่า พระโอรสกำลัง มุ่งหน้าเสด็จไป ทรงเบือนพระพักตร์ประคองอัญชลี กราบไหว้เทวดาทั้งหลาย คือ พระโสมราชา พระวรุณราช พระปชาบดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ ขอเทพยเจ้าเหล่านี้ ช่วยคุ้มครองโอรสของเรา จาก อำนาจแห่งยักษ์ อลีนสัตตุลูกรัก ขอยักษ์นั้นจงอนุญาต ให้เจ้ากลับมาโดยสวัสดี. มารดาของรามบุรุษ ผู้ไปสู่แคว้นของพระเจ้า ทัณฑกิราช ได้คุ้มครองทำความสวัสดี แก่รามะผู้เป็น บุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้นแก่เจ้า ด้วยคำสัตย์นั้น ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้เจ้า ได้รับอนุญาต กลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก. น้องนึกไม่ออกเลย ถึงความคิดประทุษร้าย ใน อลีนสัตตุผู้พระเชษฐา ทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ ด้วย ความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึงพระเชษฐาที่ เคารพ ขอพระเชษฐาจงได้รับอนุญาตให้กลับมาโดย สวัสดี. ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคยประพฤตินอกใจ หม่อมฉันเลย ฉะนั้น จงเป็นที่รักของหม่อมฉันด้วย ใจจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึง พระสวามีที่เคารพ ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์ จง ได้รับอนุญาตให้กลับมาโดยสวัสดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺมุโข ความว่า พระราชบิดาทรงทราบชัดว่า พระโอรสของเรานี้ กำลังมุ่งหน้าเสด็จไป. บทว่า ปญฺชลีโก ความว่า ทรงเบือนพระพักตร์ประดิษฐานอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ในกาลนั้นทรงไหว้วิงวอน นอบน้อมเทพยเจ้าทั้งหลาย. บทว่า โปริสาทกมฺหา ความว่าขอเทพเจ้าจงช่วยคุ้มครองโอรสของเราจากอำนาจแห่งยักษ์ ดูก่อนอลีนสัตตุลูกรัก ยักษ์นั้นจงอนุญาตให้เจ้ากลับมาโดยความสวัสดี.

บทว่า รามสฺสกา ความว่า มารดาของรามบุรุษได้กระทำความคุ้มครอง. เล่ากันมาว่า มีบุรุษคนหนึ่งเป็นชาวเมืองพาราณสี ชื่อรามะ เป็นผู้เลี้ยงดูมารดา ปฏิบัติมารดาบิดา คราวหนึ่งไปค้าขายถึงเมืองกุมภวดี ในแว่นแคว้นของพระเจ้าทัณฑกิราช เมื่อแคว้นทั้งสิ้นต้องพินาศลง ด้วยฝนเก้าประการ เขาได้ระลึกถึงคุณของมารดาบิดา. ครั้งนั้น ด้วยผลแห่งมาตาปิตุปัฏฐานธรรม เทพยเจ้าทั้งหลายได้นำเขามามอบให้แก่มารดาด้วยความสวัสดี. พระชนนีของอลีนสัตตุราชกุมาร ทรงนำเหตุการณ์นั้นมาตรัสอย่างนี้ ก็โดยที่ได้ยินได้ฟังมา.

บทว่า โสตฺถานํ ได้แก่ ความสวัสดี. ถึงเทพยเจ้าทั้งหลาย จะกระทำความสวัสดีได้ก็จริง แต่ท่านกล่าวว่า มารดาได้กระทำแล้ว เพราะเกิดแล้วโดยอาศัยมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม. บทว่า ตนฺเต อหํ ความว่า (มารดาของรามบุรุษทำความสวัสดี แก่รามะผู้บุตรฉันใด) แม้แม่ก็ทำความสวัสดีนั้นแก่เจ้าเหมือนกัน คือ เพราะอาศัยแม่ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกของแม่ฉันนั้นเหมือนกัน. อีกนัยหนึ่ง บทว่า กโรมิ แปลว่า จะไป. บทว่า เอเตน สจฺจน ความว่า ถ้าว่ารามบุรุษนั้นเป็นผู้อันเทพยเจ้า นำมาแล้วโดยความสวัสดี เป็นความจริงไซร้ ด้วยอํานาจคำสัตย์นั้น ขอเทพยเจ้าทั้งหลายจงระลึกถึงเจ้า เพื่อชนกชนนี คือขอเทพยเจ้าจงนำเจ้ามาแสดงแก่แม่ เหมือนรามบุรุษฉะนั้น.

บทว่า อนุญฺาโต ความว่า ลูกรัก อันยักษ์อนุญาตว่าไปได้ คือ พระชนนีตรัสว่า ดูก่อนลูกรัก ขอเจ้าจงกลับมาโดยสวัสดี ด้วยเทวานุภาพเถิด.

บทว่า ชาตุมลีนสตฺเต ความว่า พระกนิษฐภคินีของอลีนสัตตุราชกุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า น้องระลึกไม่ได้ ซึ่งความคิดประทุษร้ายทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง ในอลีนสัตตุผู้พระเชษฐา โดยส่วนเดียวเป็นแน่แท้. บทว่า ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ ความว่า พระอัครมเหสีของอลีนสัตตุราชกุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระอลีนสัตตุผู้พระสวามี พระองค์มิได้ประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย คือพระองค์มิได้ข่มขี่ล่วงเกินหม่อมฉัน ถึงกับเอาพระทัยใฝ่ปรารถนาหญิงอื่นเลย. บทว่า น จาปิเม มนสา อปฺปิโยสิ ความว่า พระองค์จะไม่เป็นที่รัก ด้วยใจจริงของหม่อมฉันก็หามิได้ เราทั้งสองอยู่ร่วมกันมาด้วยความรักใคร่ทีเดียว.

พระราชกุมาร เสด็จดำเนินไปสู่ทางที่อยู่ของยักษ์ ตามคำแนะนำที่พระราชบิดาตรัสบอก. ฝ่ายยักษ์คิดว่า ธรรมดากษัตริย์มีมายามาก ใครจะรู้ว่าจักเกิดอะไรขึ้น จึงขึ้นต้นไม้นั่งแลดูทางที่พระเจ้าชัยทิสจะเสด็จมา เหลือบเห็นพระกุมารกำลังดำเนินมา คิดว่า ชะรอยพระโอรสจักให้พระราชบิดากลับแล้วตัวมาแทน ภัยคงไม่มีแก่เรา จึงลงจากต้นไม้นั่งผินหลังให้. พระราชกุมารเสด็จมาถึงแล้ว เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้ายักษ์.

ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า

ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีหน้าอันงดงามมา จากไหน ท่านไม่รู้หรือว่า เราอยู่ในป่านี้ ชะรอยจะ ไม่รู้ว่า เราเป็นคนดุร้าย กินเนื้อมนุษย์กระมังจึงได้มา ที่ไม่รู้ความสวัสดีของตนดอกจึงได้มาในที่นี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ความว่าดูก่อนกุมาร บุรุษไรเล่ารู้ความสวัสดีของตน เดินไปจะกล้ามาในที่นี้ ชะรอยท่านจะไม่รู้จึงได้มา.

พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า

เรารู้ว่าท่านเป็นคนหยาบช้า กินมนุษย์ แต่หารู้ว่า ท่านอยู่ในป่านี้ไม่ เราคือโอรสของพระเจ้าชัยทิส วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนก เพื่อปลดเปลื้องให้ พระองค์พ้นไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโมกฺขา ความว่า เพราะเหตุที่จะปลดเปลื้องภาระเสีย เราจึงยอมมอบชีวิตแทนพระราชบิดามาในที่นี้ เพราะฉะนั้น ท่านจงปล่อยพระชนกเราเถิด เชิญกินเราแทนพระองค์.

ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า

เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิส ดูพระพักตร์และผิวพรรณ ของท่านทั้งสองคล้ายคลึงกัน การที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อเปลื้องบิดาให้พ้นไปนี้ เป็นกรรมที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ท่านก็ทำได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิโส โว ความ ว่า พระพักตร์และผิวพรรณของท่านทั้งสองคล้าย ๆ กัน คือเหมือนกันแท้. บทว่า กตํ ตเวทํ ความว่า กรรมของท่านทั้งนี้ เป็นกรรมที่ทำได้โดยยากแท้.

ลำดับนั้น พระราชกุมารตรัสคาถา ความว่า

มิใช่ของทำยากเลยในเรื่องนี้ เราไม่เห็นสำคัญ อะไร ผู้ใดยอมตายแทนเพื่อเปลื้องบิดา หรือเพราะ เหตุแห่งมารดา ผู้นั้นไปสู่ปรโลกแล้ว ย่อมเป็นผู้ เพรียบพร้อมด้วยสุข และอารมณ์อันงามเลิศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเ ความว่า ในข้อนี้ เราไม่เห็นสำคัญอะไรเลย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บุคคลใดปรารถนาจะตาย เพื่อปลดเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดา. บทว่า ปรโลกคมฺยา ความว่า เขาไปสู่ปรโลกแล้ว. บทว่า สุเขน สคฺเคน ความว่า ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยสุขอันบังเกิดในสวรรค์. บทว่า มตฺตุมิจฺเฉ ความว่า เพราะฉะนั้น ในการสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่มารดาบิดานี้ เราไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอะไรเลย.

ยักษ์ฟังดังนั้นแล้วจึงถามว่า พ่อกุมาร ธรรมดาว่าสัตว์บุคคลที่จะไม่กลัวตายไม่มีเลย เหตุไฉนท่านจึงไม่กลัวเล่า ? เมื่อพระราชกุมารจะบอกความแก่ยักษ์ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำความชั่วเพื่อ ตนเอง ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ เพราะว่าเราเป็นผู้มี ชาติและมรณะ อันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ของเรา ฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เชิญท่านกินเนื้อเราในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญ ท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็น พลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใด ๆ ก็เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้น ๆ ของเราเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเร น ชาตุ ความว่า เราระลึกไม่ได้เลย แม้เพียงส่วนเดียว. บทว่า สงฺขาตชาตี มรโณหมสฺมิ ความว่าเรารู้ว่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว มีความเกิดและความตาย อันญาณกำหนดไว้แล้วด้วยดี ที่จะชื่อว่ามีความไม่ตายเป็นธรรมดาไม่มี. บทว่า ยเถว เม อิธความว่า ข้อนี้ญาณของเรากำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดีทีเดียวว่า โลกนี้ของเราฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้น โลกหน้าฉันใด แม้โลกนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่าการพ้นจากความตายไม่มี. บทว่า กรสฺสุ กิจฺจานิ ความว่า ท่านจงทำกิจที่ควรทำด้วยสรีระนี้ สรีระนี้เราสละแก่ท่านแล้ว. บทว่า ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวเม เทสิ มํสํ ความว่า เมื่อเราตกจากยอดไม้ตายแล้ว เมื่อท่านจะกิน ชอบใจปรารถนาเนื้อส่วนใดจากสรีระของเรา ก็ควรบริโภคเนื้อส่วนนั้น.

ยักษ์ฟังถ้อยคำของพระกุมารแล้ว ตกใจกลัว คิดว่า เราไม่อาจที่จะกินเนื้อพระกุมารนี้ได้ จักต้องหาอุบายไล่ให้เธอหนีไปเสีย จึงกล่าวคาถานี้ความว่า

ดูก่อนพระราชโอรส เรื่องนี้ท่านเต็มใจจริง จึง สละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้ เพราะเหตุนั้น แหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเลหิ ความว่า ท่านจงเข้าไปสู่ป่า หาฟืนไม้แก่น มาก่อไฟขึ้น ทำให้เป็นถ่าน ที่ปราศจากควัน เราจักปิ้งเนื้อของท่านในถ่านเพลิงนั้นกิน.

อลีนสัตตุราชกุมาร ได้กระทำตามที่ยักษ์บอกทุกประการ เสร็จแล้วไปยังสำนักของยักษ์ พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า

ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำ เอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์ทราบว่า บัดนี้ได้ก่อไฟเสร็จแล้ว.

ยักษ์มองดูพระราชกุมาร ซึ่งก่อไฟเสร็จแล้วเดินมาหา เกิดขนพองสยองเกล้าว่า บุรุษนี้เป็นดุจราชสีห์ ไม่กลัวความตายเลย ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราไม่เคยพบเห็นคนที่ไม่กลัวตายอย่างนี้เลย จึงนั่งชำเลืองดูพระกุมารบ่อย ๆ พระราชกุมารเห็นกิริยาของยักษ์แล้ว จึงตรัสคาถา ความว่า

เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกินเราในวันนี้ ทำไมจึงหวาดระแวงเกรงเรา มองดูอยู่บ่อย ๆ เราได้ ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญ กินได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุหุํ แปลว่า บ่อย ๆ . บทว่า ตถาตถา ตุยฺหมหํ ความว่า ท่านพอใจปรารถนาจะบริโภคเคี้ยวกินเราโดยวิธีใดเราการทำตามคำของท่านโดยวิธีนั้นแล้ว คราวนี้จักให้เราทำอย่างไร เพราะฉะนั้น เชิญท่านกินเราเสียวันนี้เถิด.

ยักษ์ฟังคำของพระกุมารแล้ว กล่าวคาถา ความว่า

ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์ ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษาหารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น จะพึง แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง.

พระราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงพูดว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์จะกินเราเหตุไรจึงบอกให้เราหักฟืนมาก่อไฟ เมื่อยักษ์บอกว่า เพื่อต้องการลองดูว่าท่านจะหนีหรือไม่ จึงตรัสว่า ท่านจักเข้าใจเราในบัดนี้ได้อย่างไร ครั้งเราบังเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ยังไม่ยอมให้ท้าวสักกเทวราชดูหมิ่นตนได้ จึงตรัสคาถา ความว่า

แท้จริง สสบัณฑิตนั้น สำคัญท้าวสักกเทวราชนี้ ว่าเป็นพราหมณ์ จึงได้ให้อยู่ เพื่อให้สรีระของตน เป็นทาน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร จึงมีรูปกระต่ายปรากฏ สมประสงค์ของโลกอยู่จนทุกวันนี้.

คาถานั้น มีอธิบายว่า สสบัณฑิตนั้น สำคัญสักกพราหมณ์ แม้นี้ว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ จึงพูดว่า วันนี้เชิญท่านเคี้ยวกินสรีระของเราในที่นี้แห่งเดียวเถิด แล้วให้อาศัย คือให้อยู่พักเพื่อให้สรีระของตนเป็นทานอย่างนี้และแล้วได้ให้สรีระเพื่อเป็นอาหารแก่สักกพราหมณ์นั้น ท้าวสักกเทวราชจึงบีบเอารสอันเกิดแต่บรรพต มาเขียนเป็นภาพกระต่ายไว้ในมณฑลพระจันทร์นับแต่นั้นมา เพราะภาพกระต่ายนั้นเอง จันทิมเทพบุตรนั้น ชาวโลกจึงรู้กันทั่วว่า กระต่าย กระต่าย ดังนี้ จันทิมเทพบุตรมีรูปกระต่ายปรากฏ แจ่มกระจ่างอย่างนี้ สมประสงค์ คือยังความพอใจของโลกให้เจริญ รุ่งโรจน์อยู่จนทุกวันนี้ และเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ อยู่ตลอดกัป.

ยักษ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะปล่อยพระราชกุมาร จึงกล่าวคาถา ความว่า

พระจันทร์ พระอาทิตย์ พ้นจากปากแห่งราหู แล้ว ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญฉันใด ดูก่อนท่านผู้มี อานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้นหลุดพ้นจากเรา ผู้กินเนื้อ มนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ปลื้มพระทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูรญาติของ ท่านจงยินดีกันทั่วหน้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาณุมา ได้แก่พระอาทิตย์ ท่านอธิบายว่า พระจันทร์หรือพระอาทิตย์ พ้นจากปากราหูแล้วย่อมสว่างไสว ในดิถี๑๕ ค่ำฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้ท่านพ้นไปจากสำนักของเราแล้ว ก็รุ่งโรจน์ในกบิลรัฐฉันนั้นเถิด. บทว่า นนฺทตุ ความว่า ขอพระประยูรญาติทั้งหลาย จงทรงยินดี ร่าเริง.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๔๘–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๒๐๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ชยทฺทิสชาตกํ

จิรสฺสํ วต เมติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ มาตุโปสกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุ สามชาตกสทิสํ ฯ

ตทา ปน สตฺถา โปราณกปณฺฑิตา กาญฺจนมาลํ เสตจฺฉตฺตํ ปหาย มาตาปิตโร โปเสสุนฺติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต กปิลฺลรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาโล นาม ราชา อโหสิ ฯ ตสฺส อคฺคมเหสี คพฺภํ ปฏิลภิตฺวา ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ตสฺสา ปุริมภเว เอกา สปตฺตี กุชฺฌิตฺวา ตุยฺหํ ชาตปชํ ขาทิตุํ สมตฺถา ภวิสฺสามีติ ปตฺถนํ ฐเปตฺวา ยกฺขินี อโหสิ ฯ สา ตทา โอกาสํ ลภิตฺวา ตสฺสา ปสฺสนฺติยาว ตํ อลฺลมํสเปสิวณฺณกุมารํ คเหตฺวา มุรุมุรายนฺตี ขาทิตฺวา ปกฺกามิ ฯ ทุติยวาเรปิ ตเถว อกาสิ ฯ ตติยวาเร ปน ตสฺสา ปสูติฆรํ ปวิฏฺฐกาเล เคหํ ปริวาเรตฺวา ทฬฺหํ อารกฺขํ อกํสุ ฯ วิชาตทิวเส ยกฺขินี อาคนฺตฺวา ปุน ทารกํ อคฺคเหสิ ฯ เทวี ยกฺขินีติ มหาสทฺทมกาสิ ฯ อาวุธหตฺถา ปุริสา อาคนฺตฺวา เทวิยา ทินฺนสญฺญาย ยกฺขินึ อนุพนฺธึสุ ฯ สา ขาทิตุํ โอกาสํ อลภนฺตี ตโต ปลายิตฺวา อุทกนิทฺธมนํ ปาวิสิ ฯ ทารโก จ มาตาติ สญฺญาย ตสฺสา ถนํ มุเขน คณฺหิ ฯ สา ปุตฺตสิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา ตโต ปลายิตฺวา สุสานํ คนฺตฺวา ทารกํ ปาสาณเลเณ กตฺวา ปฏิชคฺคิ ฯ อถสฺส อนุกฺกเมน วฑฺฒมานสฺส มนุสฺสมํสํ อาหริตฺวา อทาสิ ฯ อุโภปิ มนุสฺสมํสํ ขาทิตฺวา ตตฺถ วสึสุ ทารโก อตฺตโน มนุสฺสภาวํ น ชานาติ ยกฺขินีปุตฺโตสฺมีติ สญฺญาย โส อตฺตภาวํ ชหิตฺวา อนฺตรธายิตุํ น สกฺโกติ ฯ อถสฺส สา อนฺตรธานตฺถาย เอกํ มูลํ อทาสิ ฯ โส มูลานุภาเวน อนฺตรธายิตฺวา มนุสฺสมํสํ ขาทนฺโต วิจริ ฯ ยกฺขินี เวสฺสวณมหาราชสฺส เวยฺยาวจฺจตฺถาย คตา ตตฺเถว กาลมกาสิ ฯ เทวีปิ จตุตฺถวาเร อญฺญํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ โส ยกฺขินิยา มุตฺตตฺตา อโรโค อโหสิ ฯ ปจฺจามิตฺตํ ยกฺขินึ ชินิตฺวา ชาตตฺตา ชยทฺทิสกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺเป นิปฺผตฺตึ ปตฺวา ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา รชฺชมนุสาสิ ฯ

ตทา โพธิสตฺโต ตสฺสา อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ อลีนสตฺตุกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต อุคฺคหิตสิปฺโป หุตฺวา อุปราชา อโหสิ ฯ โส ยกฺขินีปุตฺโต อปรภาเค ปมาเทน ตํ มูลํ นาเสตฺวา อนฺตรธายิตุํ อสกฺโกนฺโต ทิสฺสนรูโปว สุสาเน มนุสฺสมํสํ ขาทติ ฯ มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา ภีตตสิตา อาคนฺตฺวา รญฺโญ อุปกฺโกสึสุ เทว เอโก ยกฺโข ทิสฺสมานรูโป สุสาเน มนุสฺสมํสํ ขาทติ โส อนุกฺกเมน นครํ ปวิสิตฺวา มนุสฺเส มาเรตฺวา ขาทิสฺสติ ตํ คาหาเปตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ราชา สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา คณฺหถ นนฺติ อาณาเปสิ ฯ เต พลนิกายา คนฺตฺวา สุสานํ ปริวาเรตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ ยกฺขินีปุตฺโต นคฺโค อุพฺพิคฺคมานรูโป มรณภยภีโต วิรวนฺโต มนุสฺสานํ อนฺตรํ ปกฺขนฺทิ ฯ มนุสฺสา ยกฺโขติ มรณภยภีตา ทฺวิธา ภิชฺชึสุ ฯ โสปิ ตโตว ปลายิตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ น ปุน มนุสฺสปถํ อาคจฺฉิ ฯ โส เอกํ มหาวตฺตนิอฏวึ นิสฺสาย มคฺคปฏิปนฺเนสุ เอเกกํ คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มาเรตฺวา ขาทนฺโต เอกสฺมึ นิโคฺรธมูเล วาสํ กปฺเปสิ ฯ

อเถโก สตฺถวาหพฺราหฺมโณ อฏวิปาลานํ สหสฺสํ ทตฺวา ปญฺจหิ สกฏสเตหิ ตํ มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ มนุสฺสยกฺโข วิรวนฺโต ปกฺขนฺทิ ฯ ภีตา มนุสฺสา อุเรน นิปชฺชึสุ ฯ โส พฺราหฺมณํ คเหตฺวา ปลายนฺโต ขาณุนา ปาเท วิทฺโธ อฏวิปาเลสุ อนุพนฺธนฺเตสุ พฺราหฺมณํ ฉฑฺเฑตฺวา คนฺตฺวา อตฺตโน วสนรุกฺขมูเล นิปชฺชิ ฯ ตสฺส ตตฺถ นิปนฺนสฺส สตฺตเม ทิวเส ชยทฺทิสราชา มิควธํ อาณาเปตฺวา นครา นิกฺขมิ ฯ ตํ นครา นิกฺขมนฺตมตฺตเมว ตกฺกสิลวาสี นนฺโท นาม มาตุโปสกพฺราหฺมโณ จตสฺโส สตารหคาถา อาทาย อาคนฺตฺวา อทฺทส ฯ ชยทฺทิสราชา นิวตฺเตตฺวา สุณิสฺสามีติ ตสฺส นิวาสนเคหํ ทาเปตฺวา มิควธํ คนฺตฺวา ยสฺส ปสฺเสน มิโค ปลายติ ตสฺเสว โส คีวาติ อาห ฯ

อถ เอโก ปสทมิโค อุฏฺฐหิตฺวา รญฺโญ อภิมุโข คนฺตฺวา ปลายิ ฯ อมจฺจา ปริหาสํ กรึสุ ฯ ราชา ขคฺคํ คเหตฺวา ตํ อนุพนฺธิตฺวา ติโยชนมตฺถเก ปตฺวา ขคฺเคน นํ ปหริตฺวา เทฺว ขนฺธานิ กตฺวา กาเชนาทาย อาคจฺฉนโต มนุสฺสยกฺขสฺส นิปนฺนฏฺฐานํ ปตฺวา ทพฺพติเณสุ นิสีทิตฺวา โถกํ วิสมิตฺวา คนฺตุํ อารภิ ฯ อถ นํ โส อุฏฺฐาย ติฏฺฐ กุหึ คจฺฉสิ ภกฺโขสิ เมติ หตฺเถ คเหตฺวา ปฐมํ คาถมาห

จิรสฺสํ วต เม อุทปาทิ อชฺช

ภกฺโข มหา สตฺตมิภตฺตกาเล

กุโตสิ โก วาสิ ตทึฆ พฺรูหิ

อาจิกฺข ชาตึ วิทิโต ยถาสีติ ฯ

ตตฺถ ภกฺโข มหาติ มหาภกฺโข ฯ สตฺตมิภตฺตกาเลติ ปาฏิปทโต ปฏฺฐาย นิราหารสฺส สตฺตมิยํ ภตฺตกาเล ฯ กุโตสีติ กุโต อาคโตสิ ฯ

ราชา ยกฺขํ ทิสฺวา ภีโต อูรุตฺถมฺภํ ปตฺวา ปลายิตุํ นาสกฺขิ สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา ทุติยํ คาถมาห

ปญฺจาลราชา มิควํ ปวิฏฺโฐ

ชยทฺทิโส นาม ยทิ สุโต เต

จรามิ คจฺฉานิ วนานิ จาหํ

ปสทิมํ ขาท มมชฺช มุญฺจาติ ฯ

ตตฺถ มิควํ ปวิฏฺโฐติ มิควธาย รฏฺฐา นิกฺขนฺโต ฯ คจฺฉานีติ ปพฺพตปสฺสานิ ฯ ปสทนฺติ ปสทมิคํ ฯ

โส ตํ สุตฺวา ยกฺโข ตติยํ คาถมาห

เสเนว ตฺวํ ปณสิ สสฺสมาโน

มเมโส ภกฺโข ปสโท ยํ วเทสิ

ตํ ขาทิยาน ปสทํ ชิฆญฺญํ

ขาทิสฺสํ ปจฺฉา น วิลาปกาโลติ ฯ

ตตฺถ เสเนวาติ มม สนฺตเกเนว ฯ ปณสีติ โวหเรสิ อตฺตานํ วิกฺกีณสิ ฯ สสฺสมาโนติ หึสยมาโน ฯ ตํ ขาทิยานาติ ตํ ปสทมํสํ ขาทิตฺวา ฯ ชิฆญฺญนฺติ ฆสิตุกาโมสฺมิ ฯ ขาทิสฺสนฺติ ตสฺมา เอตํ ปจฺฉา ขาทิสฺสามิ ฯ น วิลาปกาโลติ มา วิลปสิ นายํ วิลาปกาโลติ วทติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา นนฺทพฺราหฺมณํ สริตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห

น จตฺถิ โมกฺโข มม วิกฺกเยน

คนฺตฺวาน ปจฺจาคมนาย ปณฺเห

ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย

สจฺจานุรกฺขี ปุนราวฏฺฏิสฺสนฺติ

ตตฺถ น จตฺถีติ สเจ มยฺหํ วิกฺกเยนปิ น โมกฺโข อตฺถิ ฯ คนฺตฺวานาติ เอวํ สนฺเต อชฺช อิมํ มิคมํสํ ขาทิตฺวา มม นครํ คนฺตฺวา ฯ ปณฺเหติ ปเคเยว เสฺว ปาตราสกาเล ปญฺจาคมนตฺถาย ปฏิญฺญํ คณฺหาหีติ อธิปฺปาโย ฯ ตํ สงฺครนฺติ มยา ธนนฺเต ทสฺสามีติ พฺราหฺมณสฺส สงฺคโร กโต ตํ ตสฺส ทตฺวา อิทํ มยา วุตฺตํ สจฺจํ อนุรกฺขนฺโต อหํ ปุน อาคมิสฺสนฺติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา ยกฺโข ปญฺจมํ คาถมาห

กึ กมฺมชาตํ อนุตปฺปตี ตํ

ปตฺตํ สมีมํ มรณสฺส ราช

อาจิกฺข เม ตํ อปิ สกฺกุเณมุ

อนุชายิตุํ อาคมนาย ปณฺเหติ ฯ

ตตฺถ กมฺมเมว กมฺมชาตํ ฯ อนุตปฺปตี ตนฺติ ตํ อนุตปฺปติ ฯ ปตฺตนฺติ อุปคตํ ฯ อปิ สกฺกุเณมูติ อปิ นาม ตํ ตว โสกการณํ สุตฺวา ปาโตว อาคมนาย ตํ อนุชานิตุํ สกฺกุเณยฺยามาติ อตฺโถ ฯ

ราชา ตํ การณํ กเถนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

กตา มยา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา

ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ

ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย

สจฺจานุรกฺขี ปุนราวฏฺฏิสฺสนฺติ ฯ

ตตฺถ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตนฺติ จตสฺโส สตารหคาถา สุตฺวา ธนนฺเต ทสฺสามีติ ปฏิญฺญาย มยา อตฺตนิ ปฏิมุญฺจิตฺวา ฐปิตํ ตํ น มุตฺตํ ธนสฺส อทินฺนตฺตาติ ฯ

ตํ สุตฺวา ยกฺโข สตฺตมํ คาถมาห

ยา เต กตา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา

ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ

ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย

สจฺจานุรกฺขี ปุนราวฏฺฏสฺสูติ ฯ

ตตฺถ ปุนราวฏฺฏสฺสูติ ปุน อาคจฺฉสฺสุ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ราชานํ วิสชฺเชสิ ฯ โส เตน วิสฺสฏฺโฐ ตฺวํ มา จินฺตยิ อหํ ปาโตว อาคมิสฺสามีติ วตฺวา มคฺคนิมิตฺตานิ สลฺลกฺเขนฺโต อตฺตโน พลนิกายํ อุปคนฺตฺวา พลนิกายปริวุโต นครํ ปวิสิตฺวา นนฺทพฺราหฺมณํ ปกฺโกสาเปตฺวา มหารเห อาสเน นิสีทาเปตฺวา คาถา สุตฺวา จตฺตาริ สหสฺสานิ ทตฺวา ยานํ อาโรเปตฺวา อิมํ ตกฺกสิลเมว เนถาติ มนุสฺเส ทตฺวา พฺราหฺมณํ อุยฺโยเชตฺวา ทุติยทิวเส ปฏิคนฺตุกาโม หุตฺวา ปุตฺตํ อามนฺเตตฺวา อนุสาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เทฺว คาถา อภาสิ

มุตฺโตว โส โปริสาทสฺส หตฺถา

คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี

ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสฺสปฺปทาย

อามนฺตยี ปุตฺตมลีนสตฺตุํ ฯ

อชฺเชว รชฺชํ อภิเสจยสฺสุ

ธมฺมญฺจ รฏฺเฐสุ ชเนสุ จาปิ

อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ

คจฺฉามิหํ โปริสาทสฺส ญนฺเตติ ฯ

ตตฺถ อลีนสตฺตุนฺติ เอวํนามกํ กุมารํ ฯ ปาลิยํ ปน อลีนสตฺตนฺติ ลิขิตํ ฯ อชฺเชว รชฺชนฺติ ปุตฺต รชฺชํ เต ทมฺมิ ตฺวํ อชฺเชว มุทฺธนิ อภิเสจยสฺสุ ฯ ญนฺเตติ ตฺยนฺเต สนฺติเกติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา กุมาโร ทสมํ คาถมาห

กึ กมฺม กุพฺพํ ตว เทว ปาเท

นาราธยึ ตทิจฺฉามิ โสตุํ

ยมชฺช รชฺชมฺหิ อุทสฺสเย ตุวํ

รชฺชํปิ นิจฺเฉยฺยํ ตยา วินา อหนฺติ ฯ

ตตฺถ กุพฺพนฺติ กโรนฺโต ฯ ยมชฺชาติ เยน อนาราธกมฺเมน อชฺช มํ รชฺชมฺหิ ตฺวํ ฯ อุทสฺสเยติ อุสฺสาเปสิ ปติฏฺฐาเปสิ ตํ เม อาจิกฺข อหํ หิ ตยา วินา รชฺชํปิ น อิจฺฉามีติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา อนนฺตรํ คาถมาห

น กมฺมุนา จ วจสา ตาต

อปราธิโตหํ ตุวิยํ สรามิ

สทฺธิญฺจ กตฺวา โปริสาทเกน

สจฺจานุรกฺขี ปุนหํ คมิสฺสนฺติ ฯ

ตตฺถ อปราธิโตติ อปราธํ อิโต อหํ ฯ ตุวิยนฺติ ตว สนฺติกํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต อหํ อิโต ตว กมฺมโต วา ตว วจนโต วา กิญฺจิ มม อปฺปิยํ อปราธํ น สรามิ ฯ สทฺธิญฺจ กตฺวาติ มํ ปน มิควธํ คตํ เอโก ยกฺโข มํ ขาทิสฺสามีติ คณฺหิ อถาหํ พฺราหฺมณสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ตสฺส สกฺการํ กตฺวา เสฺว ปาตราสกาเล อาคมิสฺสนฺติ เตน ปุริสาเทน สทฺธึ สจฺจํ กตฺวา อาคโต ตสฺมา สจฺจํ อนุรกฺขนฺโต ปุน ตตฺถ คมิสฺสามิ ตฺวํ รชฺชํ กาเรหีติ วทติ ฯ

ตํ สุตฺวา กุมาโร คาถมาห

อหํ คมิสฺสามิ อิเธว โหหิ

นตฺถิ ตโต ชีวโต วิปฺปโมกฺโข

สเจ ตุวํ อจฺฉสิเยว ราช

อหํปิ คจฺฉามิ อุโภ น โหมาติ ฯ

ตตฺถ อิเธวาติ ตฺวํ อิเธว โหหีติ ฯ ตโตติ ตสฺส สนฺติกา ชีวนฺตสฺส โมกฺโข นาม นตฺถิ ฯ อุโภติ เอวํ สนฺเต อุโภปิ น ภวิสฺสามาติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา คาถมาห

อทฺธา หิ ตาต สตาเนส ธมฺโม

มรณา จ เม ทุกฺขตรํ ตทสฺส

กมฺมาสปาโท ตํ ยทา ปจฺจิตฺวา

ปสยฺห ขาเท ภิทารุกฺขมูเลติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อทฺธา เอส ตาต สตานํ ปณฺฑิตานํ ธมฺโม สภาโว ยุตฺตํ ตฺวํ วเทสิ อปิจ โข ปน มยฺหํ มรณโตเปตํ ทุกฺขตรํ อสฺส ยทา ตํ โส กมฺมาสปาโท ฯ ภิทารุกฺขมูเลติ ติขิเณ รุกฺขมูเล ภิตฺวา ปจิตฺวา ปสยฺห พลกฺกาเรน ขาเทยฺยาติ ฯ

ตํ สุตฺวา กุมาโร คาถมาห

ปาเณน เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ

มา ตฺวมคา โปริสาทสฺส ญนฺเต

เอตญฺจ เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ

ตสฺมา มตํ ชีวิตสฺส วเรมีติ ฯ

ตตฺถ นิมิสฺสนฺติ อหํ อิเธว ตว ปาเณน มม ปาณํ ปริวตฺเตยฺยํ ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอตํ ปาณํ ตว ปาเณนาหํ นิมิสฺสํ ตสฺมา ตว ชีวิตสฺสตฺถาย มม มรณํ วเรมิ มรณเมว วณฺเณมิ วเรมิ อิจฺฉามีติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา ปุตฺตสฺส พลํ ชานนฺโต สาธุ ตาต คจฺฉาติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ โส มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา นครา นิกฺขมิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อุปฑฺฒคาถมาห

ตโต หเว ธิติมา ราชปุตฺโต

วนฺทิตฺวา มาตุ ปิตุ จ ปาเทติ ฯ

ตตฺถ ปาเทติ ปาเท วนฺทิตฺวา นิกฺขมนฺโตติ อตฺโถ ฯ

อถสฺส มาตาปิตโรปิ ภคินีปิ ภริยาปิ อมจฺจปริชเนหิ สทฺธึเยว นิกฺขมึสุ ฯ โส นครา นิกฺขมิตฺวา ปิตรํ มคฺคํ ปุจฺฉิตฺวา สุฏฺฐุ ววตฺถเปตฺวา มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา เสสานํ โอวาทํ ทตฺวา อจฺฉมฺภีโต เกสรสีโห วิย มคฺคํ อารุยฺห ยกฺขาวาสํ ปายาสิ ฯ ตํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา มาตา สกภาเวน สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตี ปฐวิยํ ปตติ ฯ ปิตา พาหา ปคฺคยฺห มหนฺเตน สทฺเทน กนฺทติ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อุปฑฺฒคาถํ อาห

ทุกฺขินิสฺส มาตา นิปตี ปฐพฺยา

ปิตสฺส ปคฺคยฺห ภุชานิ กนฺทตีติ ฯ อุปฑฺฒคาถํ วตฺวา ตสฺส ปิตรา ปยุตฺตํ มาตรา ภคินีภริยาหิ จ กตํ สจฺจกิริยํ ปกาเสนฺโต อปราปิ จตสฺโส คาถา อภาสิ

ตํ คจฺฉนฺตํ ตาว ปิตา วิทิตฺวา

ปรมฺมุโข วนฺทติ ปญฺชลีโก

โสโม จ ราชา วรุโณ จ ราชา

ปชาปตี จนฺทิมา สุริโย จ

เอเตหิ คุตฺโต โปริสาทกมฺหา

อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ

ยํ ทณฺฑกิรญฺโญ คตสฺส มาตา

รามสฺสกา โสตฺถานํ สุคุตฺตา

ตนฺเต อหํ โสตฺถานํ กโรมิ

เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา

อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ปุตฺต ฯ

อาวี รโหวาปิ มโนปโทสํ

นาหํ สเร ชาตุมลีนสตฺเต

เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา

อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ

ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ

น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ

เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา

อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ สามีติ ฯ

ตตฺถ ปรมฺมุโขติ อยํ เม ปุตฺโต ปรมฺมุโข คจฺฉตีติ วิทิตฺวา ฯ ปญฺชลีโกติ ตสฺมึ กาเล สิรสิ อญฺชลึ ปติฏฺฐเปตฺวา วนฺทติ เทวตา นมสฺสติ ฯ โปริสาทกมฺหาติ โปริสาทสฺส สนฺติกา เตน อนุญฺญาโต โสตฺถินา ปจฺเจหิ ฯ รามสฺสกาติ รามสฺส อกาสิ ฯ เอโก กิร พาราณสิวาสี ราโม นาม มาตุโปสโก มาตาปิตโร ปฏิชคฺคนฺโต โวหารตฺถาย คโต ทณฺฑกิรญฺโญ วิชิเต กุมฺภวตึ นาม นครํ คนฺตฺวา นววิเธน วสฺเสน สกลรฏฺเฐ วินาสิยมาเน มาตาปิตูนํ คุณํ สริ ฯ อถ นํ มาตาปิตุปฏฺฐานธมฺมสฺส ผเลน เทวตา โสตฺถินา อานยิตฺวา มาตุยา อทํสุ ฯ ตํ การณํ สุตวเสน อาหริตฺวา เอวมาห ฯ โสตฺถานนฺติ โสตฺถิภาวํ ฯ ตํ ปน กิญฺจาปิ เทวตา กรึสุ ฯ มาตุปฏฺฐานํ นิสฺสาย นิพฺพตฺตตฺตา ปน มาตา อกาสีติ วุตฺตํ ฯ ตํ เต อหนฺติ อหํปิ เต ตเมว โสตฺถานํ กโรมิ มํ นิสฺสาย ตเถว ตว โสตฺถิภาโว โหตูติ อตฺโถ ฯ อถวา ฯ กโรมีติ คจฺฉามิ ฯ เอเตน สจฺเจนาติ สเจ เทวตาหิ ตสฺส โสตฺถินา อานีตภาโว สจฺโจ เอเตน สจฺเจน มาตาปิตูนํ สรนฺตุ เทวตา รามํ วิย ตํปิ อาเนตฺวา มม ทสฺสนฺตูติ อตฺโถ ฯ อนุญฺญาโตติ โปริสาเทน คจฺฉาติ อนุญฺญาโต ฯ เทวตานํ อานุภาเวน โสตฺถิ ปฏิอาคจฺฉ ปุตฺตาติ วทติ ฯ ชาตุมลีนสตฺเตติ ชาตุ เอกํเสน อลีนสตฺเต มม ภาติเก อหํ สมฺมุขา วา ปรมฺมุขา วา มโนปโทสํ น สรามิ น มยา ตมฺหิ มโนปโทโส กตปุพฺโพติ เอวมสฺส กนิฏฺฐา สจฺจมกาสิ ฯ ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามีติ มม สามิ อลีนสตฺตุ ยสฺมา ตฺวํ อนธิมโนสิ มํ อนภิภวิตฺวา อนติกฺกมิตฺวา อญฺญํ มเนน ปตฺเถสิ ฯ น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสีติ มยฺหํปิ จ มนสา ตฺวํ อปฺปิโย น โหสิ อญฺญมญฺญํ ปิยสํวาสาว มยนฺติ เอวมสฺส อคฺคมเหสี สจฺจมกาสิ ฯ

กุมาโร ปิตรา อกฺขาตนเยน ยกฺขาวาสมคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ ยกฺโขปิ ขิตฺติยา นาม พหุมายา โหนฺติ โก ชานาติ กึ ภวิสฺสตีติ รุกฺขํ อภิรุหิตฺวา รญฺโญ อาคมนํ โอโลเกนฺโต นิสีทิ ฯ โส กุมารํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ปิตรํ นิวตฺเตตฺวา ปุตฺโต อาคโต ภวิสฺสติ นตฺถิ เม ภยนฺติ โอตริตฺวา ตสฺส ปิฏฺฐึ ทสฺเสนฺโต นิสีทิ ฯ โส อาคนฺตฺวา ตสฺส ปุรโต อฏฺฐาสิ ฯ

อถ ยกฺโข คาถมาห

พฺรหา อุชุ จารุมุโข กโตสิ

น มมํ ชานาสิ วเน วสนฺตํ

ลุทฺทญฺจ มํ ญตฺวา โปริสาทกํ

โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺยาติ ฯ

ตตฺถ โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺยาติ กุมารโก นาม ปุริโส อตฺตโน โสตฺถิภาวํ ชานนฺโต คจฺฉนฺโต อิธาคจฺเฉยฺย ตฺวํ อชานนฺโต อาคโตติ มญฺเญติ ฯ

ตํ สุตฺวา กุมาโร คาถมาห

ชานามิ อิธ ลุทฺทํ โปริสาทํ

น ตํ วิชานามิ วเน วสนฺตํ

อหญฺจ ปุตฺโตสฺมิ ชยทฺทิส

มมชฺช ขาท ปิตุโน ปโมกฺขาติ ฯ

ตตฺถ ปโมกฺขาติ ปโมกฺขเหตุ อหํ ปิตุ ชีวิตํ ทตฺวา อิธาคโต ตสฺมา ตํ มุญฺจ มํ ขาทาหีติ อตฺโถ ฯ

ตโต ยกฺโข คาถมาห

ชานาหิ ปุตฺโตสิ ชยทฺทิสสฺส

ตาทิโส โว มุขวณฺโณ อุภินฺนํ

สุทุกฺกรญฺเญว กตํ ตเวทํ

โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขาติ ฯ

ตตฺถ ตาทิโส โวติ ตาทิโส โว ตุมฺหากํ อุภินฺนํ สทิโสว มุขวณฺโณติ อตฺโถ ฯ กตํ ตเวทนฺติ อิทํ ตว กมฺมํ สุทุกฺกรํ ฯ

ตโต กุมาโร คาถมาห

น ทุกฺกรํ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ

โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา

มาตุ จ เหตู ปรโลกคมฺยา

สุเขน สคฺเคน จ สมฺปยุตฺโตติ ฯ

ตตฺถ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญติ กิญฺจิ อหํ เอตฺถ น มญฺญามิ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยกฺโข ปุคฺคโล ปิตุ วา ปโมกฺขตฺถาย มาตุ วา เหตุ ฯ ปรโลกคมฺยาติ ปรโลกํ คนฺตฺวา ฯ สุเขน สคฺเคนาติ สคฺเค นิพฺพตฺตนเกน สุเขน สมฺปยุตฺโต ภวติ ฯ มตฺตุมิจฺเฉติ มริตุํ อิจฺฉติ ตสฺมา อหํ เอตฺถ มาตาปิตูนํ อตฺถาย ชีวิตปริจฺจาเค กิญฺจิ ทุกฺกรํ น มญฺญามีติ ฯ

ตํ สุตฺวา ยกฺโข กุมาร มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถิ ตฺวํ กสฺมา น ภายสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตสฺส กเถนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

อหญฺจ โข อตฺตโน ปาปํ กเรยฺยํ

อาวี รโห วาปิ สเร น ชาตุ

สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมิ

ยเถว เม อิธ ตถา ปรตฺถํ ฯ

ขาทชฺช มํ ทานิ มหานุภาวํ

กรสฺสุ กิจฺจานิ อิมํ สรีรํ

รุกฺขสฺส วา เต ปปตามิ อคฺคา

ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวมเทสิ มํสนฺติ ฯ

ตตฺถ สเร น ชาตูติ เอกํเสเนว น สรามิ ฯ สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมีติ อหํ ญาเณน สุปริจฺฉินฺนชาติมรโณ ชาตสตฺโต อมรณธมฺโม นาม นตฺถีติ ชานามิ ฯ ยเถว เม อิธาติ ยเถว มม อิธ ตถา ปรโลเก ยถา จ ปรโลเก ตถา อิธาปิ มรณโต มุตฺติ นาม นตฺถีติ อิทํ เม ญาเณน สุปริจฺฉินฺนํ ฯ กรสฺสุ กิจฺจานีติ อิมินา สรีเรน กตฺตพฺพกิจฺจานิ กร อิมนฺเต มยา นิสฺสฏฺฐํ สรีรํ ฯ ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวมเทสิ มํสนฺติ มยิ รุกฺขคฺคา ปติตฺวา มเต มม สรีรโต ตฺวํ ฉาทยมาโน โรจยมาโน ยํ ยํ อิจฺฉสิ ตํ ตํ มํสํ อเทสิ ขาเทยฺยาสีติ อตฺโถ ฯ

ยกฺโข ตสฺส วจนํ สุตฺวา ภีโต หุตฺวา น สกฺกา อิมสฺส มํสํ ขาทิตุํ อุปาเยน ตํ ปลาเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อิมํ คาถมาห

อิทญฺจ เต รุจฺจติ ราชปุตฺต

จชฺชสิ ปาณํ ปิตุ ปโมกฺขา

ตสฺมาติห ตฺวํ ตรมานรูโป

สมฺภญฺช กฏฺฐานิ ชเลหิ อคฺคินฺติ ฯ

ตตฺถ ชเลหีติ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สารทารูนิ อาหริตฺวา อคฺคึ ชาเลตฺวา นิทฺธูเม องฺคาเร กร ตตฺถ เต มํสํ ปจิตฺวา ขาทิสฺสามีติ ทสฺเสติ ฯ

โส ตถา กตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ตํ การณํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิตรํ คาถมาห

ตโต หเว ธิติมา ราชปุตฺโต

ทารู สมาหตฺถ มหนฺตมคฺคึ

อาทีปยิตฺวา ปฏิเวทยิตฺโถ

อาทีปิโต ทานิ มหายมคฺคีติ ฯ

ยกฺโข อคฺคึ กตฺวา อาคตํ กุมารํ โอโลเกตฺวา อยํ ปุริโส สีโห วิย มรณาปิสฺส ภยํ นตฺถิ มยา เอตฺตกํ กาลํ เอวํ นิพฺภโย นาม น ทิฏฺฐปุพฺโพติ โลมหํสชาโต กุมารํ ปุนปฺปุนํ โอโลเกนฺโต นิสีทิ ฯ กุมาโร ตสฺส กิริยํ ทิสฺวา คาถมาห

ขาทชฺช มํ ทานิ ปสยฺหการี

กึ มํ มุหุํ เปกฺขสิ หฏฺฐโลโม

ตถา ตถา ตุยฺหมหํ กโรมิ

ยถา ยถา มํ ฉาทมาโน อเทสีติ ฯ

ตตฺถ มุหุนฺติ ปุนปฺปุนํ ฯ ตถา ตถา ตุยฺหมหนฺติ อหํ ตุยฺหํ ตถา ตถา วจนํ กโรมิ อิทานิ กึ กริสฺสามิ ยถา ยถา มํ ฉาทยมาโน โรจยมาโน อเทสิ ขาทิสฺสสิ ตสฺมา ขาทชฺช มนฺติ ฯ

อถสฺส วจนํ สุตฺวา ยกฺโข คาถมาห

โก ตาทิสํ อาหรติ ขาทิตาเส

ธมฺเม ฐิตํ สจฺจวาทึ วทญฺญุํ

มุทฺธาปิ ตสฺส วิปฺผเลยฺย สตฺตธา

โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺยาติ ฯ

ตํ สุตฺวา กุมาโร สเจ มํ น ขาทิตุกาโมสิ อถ กสฺมา ทารูนิ ภญฺชาเปตฺวา อคฺคึ กาเรสีติ วตฺวา ปลายิสฺสติ นุโข โนติ ตุวํ ปริคณฺหนตฺถายาติ วุตฺเต ตฺวํ อิทานิ มํ กถํ ปริคณฺหิสฺสสิ ยฺวาหํ ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺโต สกฺกสฺส เทวรญฺโญ อตฺตานํ ปริคณฺหิตุํ น อทาสินฺติ วตฺวา

อิทํ หิ โส พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน

สโส อวาเสสิ สเก สรีเร

เตเนว โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต

สสฏฺฐโก กามทุหชฺช ยกฺโขติ อาห ฯ

ตสฺสตฺโถ อิทมฺปิ โส สสปณฺฑิโต พฺราหฺมโณ เอโสติ พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน อชฺช อิทํ สรีรํ ขาเทตฺวา อิเธว วสาติ เอวํ สเก สรีเร อตฺตโน สรีรํ ทาตุํ อาวาเสสิ วสาเปสีติ อตฺโถ ฯ สรีรญฺจสฺส ภกฺขตฺถาย อทาสิ ฯ สกฺโก ปพฺพตรสํ ปีเฬตฺวา อาทาย จนฺทมณฺฑเล สสลกฺขณํ อกาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เตเนว สสลกฺขเณน โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต สสิ สสีติ ปญฺญายิ ฯ เอวํ สสฏฺฐโก โลกสฺส กามทุโห เปมวฑฺฒมาโน อชฺช ยกฺโข วิโรจติ ฯ กปฺปฏฺฐิยํ เหตํ ปาฏิหาริยนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา ยกฺโข กุมารํ วิสชฺเชนฺโต คาถมาห

จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต

วิโรจเต ปนฺนรเสว ภานุมา

เอวํ ตุวํ โปริสาทา ปมุตฺโต

วิโรจ กปิลฺเล มหานุภาว

อาโมทยํ ปิตรํ มาตรญฺจ

สพฺโพ จ เต นนฺทตุ ญาติปกฺโขติ ฯ

ตตฺถ ภานุมาติ สุริโย ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา ปนฺนรเส ราหุมุขา มุตฺโต จนฺโท วา ภานุมา วา วิโรจติ เอวํ ตฺวํปิ มม สนฺติกา มุตฺโต กปิลฺลรฏฺเฐ วิโรจ มหานุภาวาติ ฯ นนฺทตูติ ตุสฺสตุ ฯ

คจฺฉ มหาวีราติ มหาสตฺตํ อุยฺโยเชสิ ฯ โสปิ ตํ นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ปญฺจ สีลานิ ทตฺวา ยกฺโข นุโข เอส โนติ ปริคณฺหนฺโต ยกฺขานนฺนาม อกฺขีนิ รตฺตานิ โหนฺติ อนิมฺมิลานิ จ ฉายา น ปญฺญายติ อจฺฉมฺภิตา โหนฺติ นายํ ยกฺโข มนุสฺโส เอส มยฺหํ กิร ปิตุโน ตโย ภาตโร ยกฺขินิยา คหิตา เตสุ ตาย เทฺว ขาทิตา ภวิสฺสนฺติ เอโก ปุตฺตสิเนเหน ปฏิชคฺคิโต ภวิสฺสติ อิมินา เตน ภวิตพฺพํ อิมํ เนตฺวา มยฺหํ ปิตุ อาจิกฺขิตฺวา รชฺเช ปฏิจฺฉาเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอหิ โภ น ตฺวํ ยกฺโข ปิตุ เม เชฏฺฐภาติโกสิ เอหิ มยา สทฺธึ คนฺตฺวา กุลสนฺตเก รชฺเช ฉตฺตํ อุสฺสาเปหีติ วตฺวา อิตเรน นาหํ มนุสฺโสติ วุตฺเต น ตฺวํ มยฺหํ สทฺทหสิ อตฺถิ ปน โส ยสฺส สทฺทหสีติ ปุจฺฉิตฺวา อตฺถิ อสุกฏฺฐาเน ทิพฺพจกฺขุตาปโสติ วุตฺเต ตํ อาทาย ตตฺถ อคมาสิ ฯ ตาปโส เต ทิสฺวา กึ กโรนฺตา ปิตาปุตฺตา อรญฺเญ วิจรถาติ วตฺวา เตสํ ญาติภาวํ กเถสิ ฯ โปริสาโท ตสฺส สทฺทหิตฺวา ตาต ตฺวํ คจฺฉ อหํ เอกสฺมึเยว อตฺตภาเว ทุพฺพิโธ ชาโต น เม รชฺเชนตฺโถ ปพฺพชิสฺสามิหนฺติ ตาปสสฺส สนฺติเก อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิ ฯ อถ นํ กุมาโร วนฺทิตฺวา นครเมว อคมาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

ตโต หเว ธิติมา ราชปุตฺโต

กตญฺชลี ปคฺคยฺห โปริสาทํ

เตนานุญฺญาโต โสตฺถิ สุขี อโรโค

ปจฺจาคมา กปิลฺลมลีนสตฺโตติ ฯ คาถํ วตฺวา นาครเนคมาทีหิ กตกิริยํ ทสฺเสนฺโต โอสานคาถมาห

ตํ เนคมา ชานปทา จ สพฺเพ

หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ

นมสฺสมานา ปญฺชลิกา อุปาคมุํ

นมตฺถุ เต ทุกฺกรการโกสีติ ฯ

ราชา กุมาโร กิร อาคโตติ สุตฺวา ปจฺจุคฺคมนํ อกาสิ ฯ กุมาโร มหาชนปริวุโต คนฺตฺวา ราชานํ วนฺทิ ฯ อถ นํ โส ปุจฺฉิ ตาต กถํ ตาทิสา โปริสาทา มุตฺโตสีติ ฯ ตาต นายํ ยกฺโข ตุมฺหากํ เชฏฺฐภาติโก เอส มยฺหํ เปตฺเตยฺโยติ ตํ สพฺพํ ปวุตฺตึ อาโรเจตฺวา ตุมฺเหหิ มม เปตฺเตยฺยํ ทฏฺฐุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ ราชา ตํ ขณญฺเญว เภริญฺจาราเปตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ตาปสานํ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ มหาตาปโส ตสฺส ยกฺขินิยา อาเนตฺวา อขาเทตฺวา โปสิตการณญฺจ ยกฺขาภาวการณญฺจ เตสํ ญาติภาวญฺจ สพฺพํ วิตฺถาเรน กเถสิ ฯ ราชา เอหิ ภาติก รชฺชํ กาเรหีติ อาห ฯ อลํ มหาราชาติ ฯ เตนหิ เอถ อุยฺยาเน วสิสฺสถ อหํ โว จตูหิ ปจฺจเยหิ อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ฯ น คจฺฉามิ มหาราชาติ ฯ ราชา เตสํ อสฺสมปทโต อวิทูเร เอกํ ปพฺพตนฺตรํ พนฺธิตฺวา มหนฺตํ ตฬากํ กาเรตฺวา เกทาเร สมฺปาเทตฺวา มหาชนํ กุลสหสฺสํ อาเนตฺวา มหาคามํ นิเวเสตฺวา ตาปสานํ ภิกฺขาจารํ ปฏฺฐเปสิ ฯ โส คาโม จุลฺลกมฺมาสทมฺมนิคโม นาม ชาโต ฯ สุตฺตโส มหาสตฺเตน โปริสาทสฺส ทมิตปเทโส นาม ปน มหากมฺมาสทมฺมนิคโม นามาติ เวทิตพฺโพติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน มาตุโปสกตฺเถโร โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ ตาปโส สารีปุตฺโต โปริสาโท องฺคุลิมาโล กนิฏฺฐา อุปฺปลวณฺณา อคฺคมเหสี ราหุลมาตา อลีนสตฺตุกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ

ชยทฺทิสชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ตติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๒. กุมภชาดกชาดกถัดไป๕๑๔. ฉัททันตชาดก