ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ชัยทิศชาดก
ชาดกที่ ๕๑๓ · ติงสตินิบาตชาดก

ชัยทิศชาดก

ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙๖ · บรรทัด ๙๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากชัยทิศชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๓ จาก ๓

เรื่องเล่า

ยักษ์กล่าวว่า ดูก่อนท่านมหาวีรเจ้า เชิญท่านไปเถิด แล้วส่งเสด็จพระมหาสัตว์เจ้า ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า ครั้นทรงทำให้ยักษ์สิ้นพยศแล้วให้ศีล๕ กำหนดดูว่า ผู้นี้จะมิใช่ยักษ์กระมัง จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดายักษ์ย่อมมีนัยน์ตาแดงและไม่กระพริบ เขาก็ไม่ปรากฏ เป็นผู้ดุร้าย อาจหาญ ผู้นี้ชะรอยจะมิใช่ยักษ์ คงเป็นมนุษย์แน่ เขาเล่ากันว่า พระเชษฐาแห่งพระราชบิดาของเรา ถูกนางยักษิณีจับไปถึงสามองค์ ในจำนวนนั้น นางยักษิณีกินเสียสององค์ แต่ประคบประหงมเลี้ยงดูด้วยรักใคร่เหมือนบุตรองค์เดียว ชะรอยจะเป็นองค์นี้แน่ เราจักนำไปทูลชี้แจง แก่พระราชบิดาของเรา ให้ท่านผู้นี้ครองราชสมบัติแล้ว จึงตรัสชักชวนว่า มาเถิด ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ใช่ยักษ์ ท่านเป็นพระเชษฐาแห่งพระราชบิดาของเรา เชิญท่านมาไปกับเรา แล้วให้ยกเศวตฉัตรเสวยราชสมบัติ สืบสันตติวงศ์เถิด เมื่อยักษ์ค้านว่า เราไม่ใช่มนุษย์ จึงตรัสว่าท่านไม่เชื่อเรา แต่มีผู้ที่ท่านพอจะเชื่อถืออยู่บ้างหรือ ? เมื่อยักษ์ตอบว่ามีอยู่คือพระดาบสผู้มีจักษุเป็นทิพย์ ณ ที่โน้น จึงทรงพายักษ์นั้นไปสำนักพระดาบสนั้น พระดาบสเห็นคนทั้งสองแล้ว ทักขึ้นว่า ท่านทั้งสองคือลุงกับหลาน เที่ยวทำอะไรอยู่ในป่า แล้วชี้แจงความที่ชนเหล่านั้นเป็นญาติกันให้ทราบ ยักษ์เชื่อถ้อยคำของพระดาบส จึงกล่าวว่า พ่อหลานชาย เจ้าจงกลับไปเถิด ลุงเกิดมาชาติเดียวเป็นถึงสองอย่าง ลุงไม่ต้องการราชสมบัติดอก ลุงจักบวช แล้วบวชเป็นฤาษีอยู่ในสำนักของพระดาบส. ลำดับนั้น พระอลีนสัตตุราชกุมารถวายบังคมลาพระเจ้าลุงแล้ว ได้เสด็จกลับไปยังพระนคร.

พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า

ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุ ผู้มีพระปัญญา ทรงประคองอัญชลีไหว้ยักษ์โปริสาท ได้รับ อนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้เสด็จกลับ มายังกบิลรัฐ.

พระบรมศาสดา ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงกรณียกิจอันชาวพระนคร และชาวนิคมเป็นต้นกระทำ จึงตรัสโอกาสคาถาความว่า

ชาวนิคม ชาวชนบท ถ้วนหน้าทั้งพลช้าง พลรถ และพลเดินเท้า ต่างพากันมาถวายบังคมพระราช โอรสนั้น พร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า ข้าพระองค์ทั้ง หลาย ถวายบังคมพระองค์ พระองค์ทรงกระทำกิจ ซึ่งยากที่จะกระทำได้.

พระเจ้าชัยทิส ทรงสดับข่าวว่า พระราชกุมารกลับมาได้ทรงจัดการสมโภชต้อนรับ. พระราชกุมารแวดล้อมด้วยมหาชน ไปถวายบังคมพระราชบิดา. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามว่า ลูกรัก เจ้าพ้นมาจากยักษ์เช่นนั้นได้อย่างไร. พระราชกุมารทูลว่า ขอเดชะ พระราชบิดาเจ้า ผู้นี้มิใช่ยักษ์ แต่เป็นพระเชษฐาธิราชของพระราชบิดา ผู้นี้เป็นพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลเรื่องราวทั้งปวงให้ทรงทราบ แล้วทูลว่า ควรที่พระราชบิดาจะเสด็จเยี่ยมพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้าบ้าง. ทันใดนั้น พระเจ้าชัยทิส จึงตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศให้ทราบทั่วกัน แล้วเสด็จไปยังสำนักแห่งดาบสทั้งหลาย ด้วยราชบริพารเป็นอันมาก. พระมหาดาบสจึงทรงเล่าเรื่องนางยักษิณีนำพระองค์ไปเลี้ยงดูไว้ไม่กินเสีย เรื่องที่พระองค์มิใช่ยักษ์ และเรื่องที่พระองค์เป็นพระประยูรญาติของราชสกุลเหล่านั้น แด่พระเจ้าชัยทิสหมดทุกอย่างโดยพิสดาร พระเจ้าชัยทิสทรงเชื้อเชิญว่า ข้าแต่พระเชษฐาธิราชเจ้า ขอเชิญพระองค์ เสด็จเสวยราชสมบัติเถิด พระมหาดาบส ถวายพระพรห้ามว่า อย่าเลย มหาราชเจ้า พระเจ้าชัยทิส ตรัสเชิญชวนว่า ถ้ากระนั้น ขอเชิญพระเชษฐาธิราชเจ้าไปอยู่ในพระอุทยานเถิด กระหม่อมฉันจักบำรุงด้วยปัจจัย ๔พระมหาดาบสถวายพระพรว่า อาตมาภาพจะยังไม่ไปก่อน มหาบพิตร พระเจ้าชัยทิส ตรัสสั่งให้ขุดคลองใหญ่ เหยียดยาวไประหว่างภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ห่างจากอาศรมบท ของเหล่าพระดาบส แล้วให้หักล้างถางพงทำไร่นา โปรดให้มหาชนพันตระกูลอพยพมาตั้งครอบครัว เป็นตำบลใหญ่ ตั้งไว้เป็นภิกขาจารของพระดาบสทั้งหลาย บ้านตำบลนั้น ปรากฏชื่อว่า " จุลลกัมมาสทัมมนิคม " ส่วนประเทศที่พระมหาสัตว์เจ้า สุตตโสมบัณฑิต ทรมานพระยาโปริสาทพึงทราบว่า ชื่อมหากัมมาสทัมมนิคม.

พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ทรงประกาศอริยสัจจธรรม ในเวลาจบอริยสัจจกถา พระเถระผู้เลี้ยงดูมารดา ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชมารดาบิดา ได้มาเป็นตระกูลแห่งพระมหาราชเจ้า พระดาบสได้มาเป็นพระสารีบุตร ยักษ์ได้มาเป็นพระองคุลิมาล พระกนิษฐภคินี ได้มาเป็น นางอุบลวรรณาเถรีพระอัครมเหสี ได้มาเป็นราหุลมารดา ส่วนอลีนสัตตุราชกุมาร ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

จบอรรถกถาชัย ทิสชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๓ / ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๔๘–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๓๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๒๒๙๖]

จิรสฺสํ วต เม อุทปาทิ อชฺช ภกฺโข มหา สตฺตมิภตฺตกาเล กุโตสิ โก วาสิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ อาจิกฺข ชาตึ วิทิโต ยถาสิ ฯ

[๒๒๙๗]

ปญฺจาลราชา มิควํ ปวิฏฺโฐ ชยทฺทิโส นาม ยทิ สุโต เต จรามิ กจฺฉานิ วนานิ จาหํ ปสทํ อิมํ ขาท มมชฺช มุญฺจ ฯ

[๒๒๙๘]

เสเนว ตฺวํ ปณสิ สยฺหมาโน ๑ มเมส ภกฺโข ปสโท ยํ วเทสิ ตํ ขาทิยาน ปสทํ ชิฆญฺญํ ขาทิสฺสํ ปจฺฉา น วิลาปกาโล ฯ

[๒๒๙๙]

น จตฺถิ โมกฺโข มม นิกฺกเยน ๒ คนฺตฺวาน ปจฺจาคมนาย ปเญฺห #๑ สี. ม. สสฺสมาโน ฯ ๒ สี. วิกฺกเยน ฯ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๒๓๐๐]

กึ กมฺมชาตํ อนุตปฺปเต ตํ ปตฺตํ สมีปํ มรณสฺส ราช อาจิกฺข เม ตํ อปิ สกฺกุเณมุ อนุชายิตุํ อาคมนาย ปเญฺห ฯ

[๒๓๐๑]

กตา มยา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๒๓๐๒]

ยา เต กตา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชสฺสุ ฯ

[๒๓๐๓]

มุตฺโต จ โส โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย อามนฺตยี ปุตฺตมลีนสตฺตุํ ๑ ฯ อชฺเชว รชฺชํ อภิเสจยสฺสุ ๒ ธมฺมญฺจ รฏฺเฐสุ ชเนสุ ๓ จาปิ #๑ ม. -สตตํ ฯ ๒ ม. อภิสิญฺจยสฺสุ ฯ ๓ ม. ธมฺมํ จร เสสุ ปเรสุ - ฯ อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ คจฺฉามหํ โปริสาทสฺส ญนฺเต ๑ ฯ

[๒๓๐๔]

กึ กมฺม กุพฺพํ ตว เทว ปาเท ๒ นาราธยึ ตํ ตทิจฺฉามิ โสตุํ ยมชฺช รชฺชมฺหิ อุทสฺสเย ตุวํ รชฺชํปิ นิจฺเฉยฺย ๓ ตยา วินาหํ ฯ

[๒๓๐๕]

น กมฺมุนา วา วจสา จ ๔ ตาต อปราธิโตหํ ตุวิยํ สรามิ สทฺธิญฺจ ๕ กตฺวา ปุริสาทเกน สจฺจานุรกฺขี ปุนหํ คมิสฺสํ ฯ

[๒๓๐๖]

อหํ คมิสฺสามิ อิเธว โหหิ นตฺถิ ตโต ชีวโต วิปฺปโมกฺโข สเจ ตุวํ คจฺฉสิเยว ราช อหํปิ คจฺฉามิ อุโภ น โหม ฯ

[๒๓๐๗]

อทฺธา หิ ตาต สตาเนส ธมฺโม มรณา จ เม ทุกฺขตรํ ตทสฺส กมฺมาสปาโท ตํ ยทา ปจิตฺวา ปสยฺห ขาเท ภิทารุกฺขมูเล ฯ

[๒๓๐๘]

ปาเณน เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ มา ตฺวํ อคา โปริสาทสฺส ญนฺเต ๖ #๑-๖ ม. ญตฺเต ฯ ๒ ม. ปาว ฯ ๓ ม. นิจฺเฉยฺยํ ฯ ๔ ม. ว ฯ ๕ ม. สนฺธิญฺจ ฯ เอตญฺจ เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ ตสฺมา มตํ ชีวิตสฺส วณฺเณมิ ๑ ฯ

[๒๓๐๙]

ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต วนฺทิตฺวา มาตุญฺจ ปิตุญฺจ ๒ ปาเท ฯ ทุกฺขินิสฺส มาตา นิปตี ๓ ปฐพฺยา ปิตสฺส ปคฺคยฺห ภุชานิ กนฺทติ ฯ

[๒๓๑๐]

ตํ คจฺฉนฺตํ ตาว ปิตา วิทิตฺวา ปรมฺมุโข วนฺทติ ปญฺชลีโก โสโม จ ราชา วรุโณ จ ราชา ปชาปตี จนฺทิมา สูริโย จ เอเตหิ คุตฺโต ปุริสาทกมฺหา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ

[๒๓๑๑]

ยํ ทณฺฑกิรญฺโญ คตสฺส ๔ มาตา รามสฺสกาสิ โสตฺถานํ สุคุตฺตา ตนฺเต อหํ โสตฺถานํ กโรมิ เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ปุตฺต ฯ

[๒๓๑๒]

อาวี รโหวาปิ มโนปโทสํ นาหํ สเร ชาตุมลีนสตฺเต เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา #๑ สี. วเรมิ ฯ ๒ สี. ยุ. วนฺทิตฺถ มาตุจฺจ ปิตุจฺจ ฯ ม. - มาตุ จ ปิตุ จ ฯ #๓ ม. นิปตา ฯ ๔ ยุ. - ทณฺฑการญฺญคตสฺส ฯ อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ภาตา ๑ ฯ

[๒๓๑๓]

ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ สามิ ฯ

[๒๓๑๔]

พฺรหา อุชู จารุมุโข กุโตสิ น มํ ปชานาสิ วเน วสนฺตํ ลุทฺทํ มํ ญตฺวา ปุริสาทโกติ โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ฯ

[๒๓๑๕]

ชานามิ ลุทฺท ปุริสาทโก ตฺวํ น ตํ น ชานามิ วเน วสนฺตํ อหญฺจ ปุตฺโตสฺมิ ชยทฺทิสสฺส มมชฺช ขาท ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ

[๒๓๑๖]

ชานามิ ปุตฺโตสิ ๒ ชยทฺทิสสฺส ตถาหิ โว มุขวณฺโณ อุภินฺนํ สุทุกฺกรญฺเจว ๓ กตํ ตเวทํ โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ

[๒๓๑๗]

น ทุกฺกรํ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา มาตู จ เหตู ปรโลกคมฺยา ๔ #๑ ม. ภาติก ฯ ๒ ม. ปุตฺโตติ ฯ ๓ ม. สุทุกฺกรญฺเญว ฯ ๔ ม. มาตุ จ #เหตุ ปรโลกคนฺตฺวา ฯ สุเขน สคฺเคน จ สมฺปยุตฺโต ฯ

[๒๓๑๘]

อหญฺจ โข อตฺตโน ปาปกฺริยํ อาวี รโห วาปิ สเร น ชาตุ สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมิ ยเถว เม อิธ ตถา ปรตฺถ ฯ ขาทชฺช มํทานิ มหานุภาว กรสฺสุ กิจฺจานิ อิมํ สรีรํ รุกฺขสฺส วา เต ปปตามิ อคฺคา ฉาทมาโน ๑ มยฺหํ ตวมเทสิ มํสํ ฯ

[๒๓๑๙]

อิทญฺจ เต รุจฺจติ ราชปุตฺต จเชสิ ๒ ปาณํ ปิตุ ปโมกฺขา ตสฺมาติห ๓ ตฺวํ ตรมานรูโป สมฺภญฺช กฏฺฐานิ ชเลหิ อคฺคึ ฯ

[๒๓๒๐]

ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต ทารุํ สมาหตฺว มหนฺตมคฺคึ สนฺทีปยิตฺวา ปฏิเวทยิตฺถ อาทีปิโตทานิ มหายมคฺคิ ฯ

[๒๓๒๑]

ขาทชฺช มํทานิ ปสยฺหการี กึ มํ มุหุํ เปกฺขสิ หฏฺฐโลโม ตถา ตถา ตุยฺหมหํ กโรมิ #๑ ม. ฉาทยมาโน ฯ ๒ สี. ยุ. จชาสิ ฯ ๓ ม. ตสฺมา หิ โส ฯ ยถา ยถา มํ ฉาทมาโน ๑ อเทสิ ฯ

[๒๓๒๒]

โก ตาทิสํ อาหรติ ขาทิตาเย ธมฺเม ฐิตํ สจฺจวาทึ วทญฺญญ มุทฺธาปิ ตสฺส วิผเลยฺย สตฺตธา โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺย ฯ

[๒๓๒๓]

อิทํ หิ โส พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน สโส อวาเสสิ สเก สรีเร เตเนว โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต สสฏฺฐโก ๒ กามทุหชฺช ยกฺข ฯ

[๒๓๒๔]

จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต วิโรจเต ปณฺณรเสว ภาณุมา ๓ เอวํ ตุวํ โปริสาทา ปมุตฺโต วิโรจ กปิลฺเล ๔ มหานุภาว อาโมทยํ ปิตรํ มาตรญฺจ สพฺโพ จ เต นนฺทตุ ญาติปกฺโข ฯ

[๒๓๒๕]

ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต กตญฺชลี ปคฺคยฺห ๕ โปริสาทํ อนุญฺญาโต โสตฺถิ สุขี อโรโค ปจฺจาคมา กปิลฺลมลีนสตฺโต ฯ #๑ ม. ฉาทยมาโน ฯ ๒ สี. สตตฺถุโต ฯ ปสตฺถุโตติปิ ฯ ม. สสตฺถุโต ฯ #๓ สี. ยุ. ภานุมา ฯ ๔ ม. กปิเล ฯ สี. ยุ. กมฺปิลฺล ฯ ๕ ม. ปริยาย ฯ

[๒๓๒๖]

ตํ เนคมา ชานปทา จ สพฺเพ หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ นมสฺสมานา ปญฺชลิกา อุปาคมม นมตฺถุ เต ทุกฺกรการโกสีติ ฯ ชยทฺทิสชาตกํ ตติยํ ฯ __________๓

ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๒๙๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๒. กุมภชาดกชาดกถัดไป๕๑๔. ฉัททันตชาดก