ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เตสกุณชาดก
ชาดกที่ ๕๒๑ · จัตตาฬีสนิบาตชาดก

เตสกุณชาดก

ว่าด้วยนกตอบปัญหาพระราชา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๓๘ · บรรทัด ๑๐๐๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเตสกุณชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๔

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ด้วยสามารถโอวาทแก่พระเจ้าโกศล มีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสนฺตรํ ตํ ปุจฺฉามิ ดังนี้.

ความพิสดารว่า พระศาสดาตรัสเชิญพระราชานั้น ซึ่งเสด็จมาทรงธรรม มารับสั่งว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรครองราชย์โดยธรรม เพราะสมัยใด พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ข้าราชการทั้งหลาย ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ดังนี้แล้ว ทรงโอวาทโดยนัยแห่งพระสูตรที่มาในจตุกนิบาต และตรัสพรรณนาโทษและอานิสงส์ในการลุอำนาจอคติและไม่ลุอำนาจอคติ ทรงยังโทษในกามทั้งหลายให้พิสดาร โดยนัยเป็นต้นว่ากามทั้งหลายเปรียบได้กับความฝันแล้วตรัสว่า

ดูก่อนมหาบพิตร ความผัดเพี้ยนกับมฤตยูย่อม ไม่มีแก่สัตว์เหล่านี้ การรับสินบนก็ไม่มี การยุทธ์ ก็ไม่มี ชัยชนะก็ไม่มี สัตว์ทั้งมวลล้วนมีความตายเป็น เบื้องหน้า.

เมื่อสัตว์เหล่านั้นไปสู่ปรโลก เว้นกัลยาณธรรมที่ตนกระทำไว้แล้วชื่อว่าที่พึ่งอย่างอื่นไม่มีเลย จําต้องละสิ่งที่ปรากฏเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ไปแน่นอน ไม่ควรที่จะอาศัยยศทำความประมาท ชอบที่จะเป็นผู้ไม่ประมาทเสวยราชย์โดยธรรมอย่างเดียว แม้เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เสด็จอุบัติ โบราณกษัตริย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของบัณฑิต เสวยราชย์โดยธรรม เสด็จไปยังเทพนครให้เต็มบริบูรณ์ อันพระเจ้าโกศลทรงทูลอาราธนาจึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี ไม่มีพระราชโอรส ถึงทรงปรารถนาอยู่ก็ไม่ได้พระโอรส หรือพระธิดา วันหนึ่ง พระองค์เสด็จประพาสพระราชอุทยาน กับข้าราชบริพารจำนวนมาก ทรงเล่นในพระราชอุทยานตลอดวัน ลาดพระที่บรรทม ณ โคนต้นมงคลสาลพฤกษ์ บรรทมหลับไปหน่อยหนึ่ง ตื่นบรรทมแล้ว ทรงแลดูต้นรังทอดพระเนตรเห็นรังนกอยู่บนต้นไม้นั้น พอทอดพระเนตรเห็นเท่านั้น ก็เกิดพระเสน่หา จึงดำรัสเรียกมหาดเล็กคนหนึ่ง มาตรัสสั่งว่าเจ้าขึ้นต้นไม้นี้จงดูให้รู้ว่า ในรังนกนั้นมีอะไรอยู่หรือไม่มี. มหาดเล็กขึ้นไป เห็นฟองไข่อยู่ในรังนกนั้น ๓ ฟอง จึงกราบทูลให้ทรงทราบ พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าอย่าปล่อยลมหายใจลงบนไข่เหล่านั้น จงแผ่สำลีลงในผอบ วางฟองนกเหล่านั้นไว้ในผอบแล้วค่อย ๆ ลงมา ครั้นตรัสสั่งให้มหาดเล็กลงมาแล้ว ทรงรับผอบด้วยพระหัตถ์ ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า นี่เป็นไข่นกจำพวกไหน ? อำมาตย์ทั้งหลาย พากันกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พวกนายพรานคงจักรู้พระราชาจึงตรัสสั่งให้พวกนายพรานเข้าเฝ้าแล้วตรัสถาม พวกนายพรานกราบทูลว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ฟองนกเหล่านี้ใบหนึ่งเป็นฟองนกฮูก ใบหนึ่งเป็นฟองนกสาลิกา ใบหนึ่งเป็นฟองนกแขกเต้าตรัสถามว่า ฟองนกทั้งสามอยู่รวมรังเดียวกันได้หรือ ? กราบทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า เมื่อไม่มีอันตราย ฟองนกที่แม่กกไว้ดีแล้ว ย่อมไม่ฉิบหาย พระราชาทรงดีพระทัย ดำริว่า นกเหล่านี้จักเป็นลูกของเรา โปรดให้อำมาตย์สามคนรับฟองนกไว้คนละฟอง ตรัสสั่งว่า นกเหล่านี้จักเป็นลูกของเรา พวกท่านช่วยประคับประคองให้ดี เวลาลูกนกออกมาจากกระเปาะฟองจงบอกเรา.

อำมาตย์ทั้งสามต่างรักษาฟองนกเหล่านั้นเป็นอันดี ในจำนวนฟองไข่เหล่านั้น ฟองนกฮูกแตกออกก่อน อำมาตย์จึงเรียกนายพรานคนหนึ่งมาถามว่าแกรู้ไหมว่าตัวเมียหรือตัวผู้ ? เมื่อนายพรานนั้นพิจารณาดูแน่แล้ว บอกว่าตัวผู้จึงเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ โอรสของพระองค์เกิดแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงปลาบปลื้ม พระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์นั้นเป็นอันมากตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงประคับประคองลูกเราให้ดี จงตั้งชื่อว่า " เวสสันดร " อำมาตย์นั้นได้กระทำตามพระบรมราชโองการ ล่วงมาอีกสองสามวัน ฟองนกสาลิกาก็แตกออก อำมาตย์คนนั้น จึงให้นายพรานพิสูจน์ดู รู้ว่าเป็นตัวเมียจึงไปยังราชสำนักกราบทูลว่า ขอเดชะ ราชธิดาของพระองค์เกิดแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พระราชาทรงดีพระทัย พระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์แม้คนนั้นมากมาย แล้วตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงประคับประคองธิดาของเราให้ดี และจงตั้งชื่อว่า " กุณฑลินี " แม้อำมาตย์นั้นก็กระทำตามกระแสพระราชดำรัสล่วงมาอีกสองสามวัน ฟองนกแขกเต้าก็แตก แม้อำมาตย์นั้นก็ให้นายพรานพิสูจน์ดู เมื่อเขาบอกว่า ตัวผู้ จึงไปยังราชสำนัก กราบทูลว่า ขอเดชะโอรสของพระองค์เกิดแล้วพระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงดีพระทัย พระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์แม้นั้นเป็นอันมาก แล้วตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงจัดการทำมงคลแก่ลูกของเราด้วยบริวารเป็นอันมาก แล้วตั้งชื่อเขาว่า " ชัมพุกะ " อำมาตย์นั้นก็กระทำตามพระราชดำรัส แม้นกทั้งสาม ก็เจริญมาในเรือนของอำมาตย์ทั้งสามคนด้วยการบริหารอย่างราชกุมาร.

พระราชามักตรัสเรียกว่าบุตรของเรา ธิดาของเรา ดังนี้เนือง ๆ ครั้งนั้นพวกอำมาตย์ ของพระองค์พากันยิ้มเยาะกันว่า ท่านทั้งหลายจงดู การกระทำของพระราชา เที่ยวตรัสเรียกกระทั่งสัตว์เดียรัจฉานว่า บุตรของเรา ธิดาของเราพระราชาทรงสดับดังนั้น จึงทรงดำริว่า อำมาตย์พวกนี้ยังไม่รู้ปัญญาสัมปทาแห่งลูกทั้งสามของเราจักต้องทำให้ปรากฏแก่เขา จึงตรัสใช้อำมาตย์คนหนึ่งไปหาเจ้าเวสสันดรให้แจ้งว่า พระบิดาของท่านอยากจะตรัสถามปัญหา จะเสด็จมาถามได้เมื่อไร ? อำมาตย์ไปไหว้เจ้าเวสสันดรแล้ว แจ้งพระกระแสรับสั่งให้ทราบ. เจ้าเวสสันดรจึงเชิญอำมาตย์ผู้เลี้ยงดูตนมาถามว่า เขาบอกว่า พระราชบิดาของฉันใคร่จะตรัสถามปัญหากะฉัน เมื่อพระองค์เสด็จมาที่นี่ ควรที่เราจะทำสักการะ จะให้พระองค์เสด็จมาเมื่อไรเล่าพ่อ ? อำมาตย์ตอบว่า จากนี้ไปอีกเจ็ดวัน จึงเชิญเสด็จ. เจ้าเวสสันดรได้ฟังดังนั้น จึงส่งข่าวกราบทูลว่า พระราชบิดาของฉันเสด็จมาได้ในวันที่เจ็ดนับแต่นี้ไป. อำมาตย์นั้นกลับมาทูลแด่พระราชา. ถึงวันที่เจ็ด พระราชาตรัสสั่งให้เที่ยวตีกลองประกาศ ในพระนครแล้วเสด็จไปยังที่อยู่ของบุตร เจ้าเวสสันดรสั่งให้ทำมหาสักการะแด่พระราชา โดยที่แม้ทาสและกรรมกรก็ให้ทำสักการะด้วย พระราชาเสวยในเรือนของนกเวสสันดรทรงรับการต้อนรับสมพระเกียรติ แล้วเสด็จกลับไปพระราชนิเวศน์ ตรัสสั่งให้ทำมหามณฑปที่พระลานหลวง ให้เที่ยวตีกลองประกาศในพระนครแล้วประทับนั่งในมณฑปอลงกต แวดล้อมไปด้วยมหาชน ทรงส่งพระราชสาสน์ไปยังสำนักของอำมาตย์ว่า จงนำเจ้าเวสสันดรมาเถิด. อำมาตย์ให้เจ้าเวสสันดรจับบนตั่งทองนำมาถวาย นกเวสสันดรจับบนพระเพลาพระราชบิดา เล่นหัวกับพระราชบิดา แล้วบินไปจับบนตั่งทองนั้นตามเดิม.

ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะตรัสถามราชธรรมกะเจ้าเวสสันดร ในท่ามกลางมหาชน จึงตรัสปฐมคาถา ความว่า

เราขอถามเจ้าเวสสันดร นกเอ๋ย ขอความเจริญ จงมีแก่เจ้า กิจอะไรที่บุคคลผู้ประสงค์เสวยราชสมบัติ กระทำแล้วเป็นกิจประเสริฐ.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นดังต่อไปนี้ พระราชาทรงทักทายเจ้าเวสสันดรนั้นว่า นกเอ๋ย.

บทว่า กึสุ ความว่า กิจอะไรที่ผู้ใคร่ครองราชย์กระทำแล้ว เป็นของดี คือสูงสุด พ่อเอ๋ย เจ้าจงบอกราชธรรมทั้งมวลแก่ข้าเถิด. นัยว่า พระราชานั้น ดำรัสถามเจ้าเวสสันดรนั้นอย่างนี้.

นกเวสสันดร ได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว ยังไม่ทูลแก้ปัญหา เมื่อจะทูลท้วงพระราชาด้วยความประมาท จึงกล่าวคาถาที่สอง ความว่า

นานนักหนอ พระเจ้ากังสราช พระราชบิดาเรา ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวเมืองพาราณสี เป็นผู้ประมาท ได้ตรัสถามเราผู้บุตร ซึ่งหาความประมาทมิได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาตา ได้แก่ พระราชบิดา. บทว่า กํโส นี้ เป็นชื่อของพระราชานั้น. บทว่า พาราณสิคฺคโท ความว่าทรงประพฤติสงเคราะห์ชาวเมืองพาราณสี ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ. บทว่า ปมตฺโต ความว่า เสด็จอยู่ในสำนักแห่งบัณฑิตเห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ประมาทแล้ว เพราะมิได้ตรัสถามปัญหา. บทว่า อปฺปมตฺตํ ความว่า พอกพูนเลี้ยงเราผู้ชื่อว่าไม่ประมาทแล้ว เพราะประกอบด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น. บทว่า ปิตา ได้แก่ พระราชบิดาผู้พอกเลี้ยง. บทว่า อโจทยิ ความว่านกเวสสันดรกล่าวว่า พระราชบิดาถูกพวกอำมาตย์ล้อเลียนว่า ตรัสเรียกสัตว์เดียรัจฉานว่าเป็นบุตร ทรงถึงความประมาทแล้ว เพิ่งโจทย์ คือตรัสถามปัญหาในวันนี้ สิ้นกาลนานนัก.

เจ้าเวสสันดรทูลท้วงด้วยคาถาอย่างนี้แล้ว ทูลว่า ขอเดชะ พระชนกมหาราช ขึ้นชื่อว่า พระราชาควรดำรงอยู่ในธรรม ๓ ประการ เสวยราชสมบัติโดยธรรม เมื่อจะแสดงราชธรรม จึงกล่าวคาถา ความว่า

ข้าแต่บรมกษัตริย์ ธรรมดาพระราชาควรห้าม มุสาวาท ความโกรธและความร่าเริงก่อนทีเดียว แต่ นั้นพึงตรัสสั่งให้กระทำกิจทั้งหลาย คำที่ข้าพระพุทธเจ้า กล่าวมานั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นกิจของ พระราชา. ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อนพระองค์ทรงรักใคร่ และเกลียดชังแล้วพึงทรงทำกรรมใด กรรมนั้นที่พระองค์ทรงทำแล้ว พึงยังพระองค์ให้เดือดร้อน โดยไม่ ต้องสงสัย แต่นั้นพระองค์ไม่ควรทรงกระทำกรรม นั้นอีก. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐ เมื่อกษัตริย์ประมาทแล้ว โภคสมบัติทุกอย่าง ในแว่นแคว้นย่อมพินาศ ข้อนั้นนักปราชญ์กล่าวว่าเป็นความทุกข์ของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เทพธิดาชื่อ สิริ และชื่อ ลักขี ถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม ได้ตอบว่า ข้าพเจ้าย่อมยินดี ในบุรุษผู้มีความขยันหมั่นเพียร ไม่มีความริษยา. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กาลกรรณีผู้ทำลายจักร ย่อมยินดีในบุรุษผู้ริษยา ผู้มีใจชั่ว ผู้ประทุษร้ายการงาน. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์จงทรงเป็นผู้มี พระทัยดี ต่อคนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาคนทั้งปวง จงทรงบรรเทาเสียซึ่งคนไม่มีราศี จงมีคนมีราศีเป็น ที่พำนักเถิด. ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี บุรุษ ผู้มีราศี สมบูรณ์ด้วยความเพียร มีอัธยาศัยใหญ่ย่อม ตัดโคนและยอดของศัตรูทั้งหลายได้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ของประชาชน ความ จริง แม้ท้าวสักกะก็ไม่ทรงประมาทในความหมั่นเพียร ท้าวเธอทรงกระทำความเพียรในกัลยาณธรรม ตั้ง พระทัยมั่น ในความขยันหมั่นเพียร. คนธรรพ์ พรหม เทวดา เป็นผู้เป็นอยู่อาศัย พระราชาเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงอุตสาหะ ไม่ทรง ประมาท เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองป้องกัน. ข้าแต่พระบิดา พระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ทรงพระพิโรธ แล้วตรัสสั่งให้ทำกิจทั้งหลาย จงทรง พยายามในกิจทั้งหลาย เพราะคนเกียจคร้าน ย่อมไม่ พบความสุข. ข้อความที่ข้าพระองค์กล่าวแก้แล้ว ในปัญหา ของพระองค์นั้น ข้อนี้เป็นอนุสาสนี สามารถยังผู้ เป็นมิตรให้ถึงความสุข และยังคนผู้เป็นศัตรูให้ถึง ความทุกข์ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเมเนว วิตถํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อธรรมดาพระราชา ควรห้ามมุสาวาทเสียแต่ตอนต้น. อธิบายว่า แว่นแคว้นของพระราชาผู้ตรัสมุสา ย่อมไม่มีโอชา. สิ่งสักว่า รัตนะเจ็ด ย่อมเข้าไปภายใต้สถานที่กระทำโอชาในแผ่นดิน. แต่นั้น ในอาหาร ในน้ำมัน น้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น หรือในโอสถทั้งหลาย ย่อมหาโอชามิได้. ประชาชนบริโภคอาหารขาดโอชา ย่อมเกิดเจ็บป่วยไข้มาก. รายได้ทั้งทางบกทางน้ำ ย่อมไม่เกิดขึ้นในแว่นแคว้น เมื่อรายได้ไม่เกิด พระราชาก็ต้องถึงความยากลำบาก. พระองค์ย่อมไม่ทรงสามารถสงเคราะห์เสวกามาตย์ได้. เหล่าเสวกามาตย์ มิได้รับสงเคราะห์ ต่างก็จะไม่มองดูพระราชา ด้วยจิตเคารพยำเกรง. ข้าแต่เสด็จพ่อขึ้นชื่อว่ามุสาวาทนี้ ขาดโอชาอย่างนี้. ฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวมุสาวาทนั้นแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. แต่ควรกำหนดถือเอาสุภาษิตข้อที่ว่า ความสัตย์ดีกว่ารสทั้งหลาย ดังนี้เท่านั้น. อนึ่ง ขึ้นชื่อว่า มุสาวาทเป็นเครื่องกำจัดคุณความดีมีความวิบัติเป็นที่สุด กระทำให้มีอเวจีเป็นเบื้องหน้าในวารจิตที่สอง. อนึ่งในเนื้อความนี้ ควรแสดงเจติยชาดก มีอาทิว่า ธรรมแลอันบุคคลกำจัดแล้วย่อมกำจัดเขา ดังนี้.

บทว่า โกธํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชาควรห้ามแม้ความโกรธอันมีความขัดเคืองเป็นลักษณะก่อนเหมือนกัน. ข้าแต่เสด็จพ่อเพราะว่า ความโกรธของคนเหล่าอื่น ย่อมไม่ถึงจุดเดือดรวดเร็ว แต่ของพระราชาย่อมถึง. ธรรมดาพระราชาทั้งหลาย มีวาจาเป็นอาวุธ กริ้วแล้วย่อมยังคนอื่นให้พินาศได้ แม้ด้วยอาการเพียงทรงชำเลืองดู เพราะฉะนั้นพระราชาอย่ามีความโกรธเกินกว่าคนอื่น ๆ ควรเพรียบพร้อมด้วยขันติคุณเมตตาคุณ และความเอื้อเอ็นดู แลดูพสกนิกรเหมือนโอรสที่รักของตน. ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็พระราชผู้ยิ่งด้วยความโกรธเป็นเจ้าเรือน ย่อมไม่สามารถรักษาพระเกียรติยศที่เกิดขึ้นได้ อนึ่ง เพื่อแสดงเนื้อความนี้ ควรแสดงขันติวาทีชาดกแลจุลลธัมมปาลชาดก. แท้จริง ในจุลลธัมมปาลชาดก พระเจ้ามหาปตาปนราชตรัสสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรส เมื่อพระเทวีมีพระหทัยแตกสิ้นพระชนมชีพเพราะเศร้าโศกถึงพระโอรสแล้ว แม้พระองค์เองก็เศร้าโศกถึงพระเทวี มีพระหทัยแตกสวรรคตไปเหมือนกัน. ครั้งนั้น อำมาตย์ทั้งหลายต้องถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศแห่งเดียวกัน ถึง ๓ พระศพ. เพราะฉะนั้น พระราชาควรเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก อันดับที่สองควรเว้นความโกรธ.

บทว่า หาสํ ได้แก่ ความรื่นเริง. อนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. อธิบายว่า พระราชาควรหักห้ามความเป็นคนขี้เล่น ในราชกิจต่าง ๆ ด้วยความมีพระหฤทัยฮึกเหิม คือห้ามความสนุกสนานเสีย. ข้าแต่พระราชบิดาธรรมดาพระราชาไม่ควรจะเป็นคนขี้เล่น ไม่ควรจะเชื่อถือผู้อื่น ต้องจัดการราชกิจทุกอย่าง โดยประจักษ์แจ้งแก่พระองค์เองเท่านั้น เพราะพระราชามีพระหฤทัยฮึกเหิมแล้ว เมื่อทรงกระทำราชกิจจะไม่พินิจพิจารณา ย่อมยังพระอิสริยยศที่ได้แล้วให้พินาศ. อนึ่ง เนื้อความในอธิการนี้ ควรแสดงความที่พระเจ้าทัณฑกีราชในสรภังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต แล้วผิดในท่านกีสวัจฉดาบส ขาดสูญพร้อมด้วยรัฐมณฑลบังเกิดในกุกกุลนรก ควรแสดงความที่พระเจ้าเมชฌราช ในมาตังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของพวกพราหมณ์ ผิดในท่านมาตังคดาบส แล้วขาดสูญไปพร้อมกับรัฐมณฑล บังเกิดในนรก และควรแสดงความที่ตระกูลวาสุเทพ เชื่อถือถ้อยคำของราชทารกพี่น้องสิบคนผู้หลงงมงาย แล้วผิดในท่านกัณหทีปายนดาบส ถึงความพินาศฉิบหายไปในฆฏปัณฑิตชาดก.

บทว่า ตโต กิจฺจานิ กาเรยฺย ความว่า ข้าแต่พระราชบิดาพระราชาเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก ความโกรธเป็นอันดับที่สอง ความสนุกสนานไม่เป็นธรรม เป็นอันดับที่สามแล้ว ต่อแต่นั้น จึงควรตรัสสั่งให้กระทำราชกิจที่ควรทำต่อชาวแว่นแคว้น ในภายหลัง. บทว่า ตํ วตํ อาหุ ขตฺติย ความว่า ข้าแต่พระขัตติยมหาราช คำใดที่ข้าพเจ้าทูลแล้ว โปราณกบัณฑิตกล่าวคำนั้นว่า เป็นวัตรสมาทานของพระราชา. บทว่า น ตํ กยิราความว่า ข้าแต่พระราชบิดา กรรมใดอันเป็นเครื่องทำความร้อนใจในภายหลังด้วยสามารถแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น ซึ่งเป็นของที่พระองค์ทรงกระทำไว้แล้วต่อกรรมที่ทำไว้ก่อนนั้นมา พระองค์ไม่ควรทำ คืออย่าทรงทำกรรมเช่นนั้นอีก.

ตอนที่ ๑ / ๔ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๔๕–๕๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จัตตาฬีสนิบาตชาดก · ๑๘๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๗. จัตตาลีสนิบาต

๑. เตสกุณชาดก (๕๒๑)

ว่าด้วยนก ๓ ตัว

(พระราชาตรัสถามธรรมกับนกเวสสันดรในท่ามกลางมหาชนว่า)

[๑]

ลูกนก ขอความเจริญจงมีแก่ลูก พ่อขอถามลูกเวสสันดรว่า

กิจอะไรบุคคลผู้ประสงค์จะครอบครองราชสมบัติ

กระทำแล้วเป็นกิจอันประเสริฐ

(นกเวสสันดรยังไม่ทูลตอบปัญหา แต่ทูลเตือนพระราชาเพราะความประมาท ก่อนแล้วจึงกราบทูลว่า)

[๒]

นานนักหนอ พระเจ้ากังสะพระราชบิดาของเรา

ผู้ทรงครอบครองกรุงพาราณสี ผู้มีความประมาท

ได้ตรัสถามเราผู้เป็นบุตรซึ่งหาความประมาทมิได้

(นกเวสสันดรเมื่อทูลเตือนอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๓]

ขอเดชะบรมกษัตริย์ อันดับแรกทีเดียว

พระราชาพึงทรงห้ามการตรัสคำไม่จริง ความโกรธ

ความหรรษาร่าเริง ต่อแต่นั้นพึงตรัสสั่งให้ทำราชกิจ

บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า นั้นเป็นพระราชประเพณี

[๔]

ขอเดชะเสด็จพ่อ เมื่อก่อนกรรมใดเป็นกรรมกระทำให้

เดือดร้อนโดยไม่ต้องสงสัย พระองค์ทรงทำไว้แล้ว ๑

กรรมใดพระองค์ทรงมีความกำหนัดและความขัดเคืองทรงทำ ๑

กรรมนั้นพระองค์ไม่พึงทำต่อไปอีก

[๕]

ขอเดชะพระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ

โภคะทั้งปวงในแคว้นของกษัตริย์ผู้ประมาทแล้วย่อมพินาศ

ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา

[๖]

ขอเดชะเสด็จพ่อ เทพธิดาชื่อสิริและอลักขีถูกสุจิวารเศรษฐีถาม

ได้ตอบว่า ดิฉันชื่นชมยินดีคนที่ขยันหมั่นเพียรและไม่ริษยา

[๗]

ขอเดชะมหาราช ส่วนอลักขีเทพธิดาเป็นคนกาฬกัณณี

หักกุศลจักร ย่อมชื่นชมยินดีคนริษยา คนใจร้าย

มักทำลายกุศลกรรม

[๘]

ขอเดชะมหาราช พระองค์นั้น โปรดทรงมีพระหทัยดี

ในชนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาชนทั้งปวง

โปรดทรงขับนางเทพธิดาที่อับโชคออกไป

ขอพระราชนิเวศน์จงเป็นที่อยู่ของนางเทพธิดาที่อำนวยโชคเท่านั้นเถิด

[๙]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งชนชาวกาสี

เพราะว่าบุรุษผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาและความเพียรนั้น

มีอัธยาศัยกว้างขวาง ย่อมตัดรากเง่าและยอดของศัตรูได้ขาด

[๑๐]

แท้จริง แม้ท้าวสักกะผู้เป็นเจ้าแห่งภูต

ก็มิได้ทรงประมาทในความขยันหมั่นเพียร

ท้าวเธอทรงกระทำความเพียรในกัลยาณธรรม

ทรงสนพระทัยในความขยันหมั่นเพียร

[๑๑]

คนธรรพ์ พรหม เทวดาทั้งหลายที่มีชีวิตเกี่ยวเนื่องกับ

พระราชาเหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงขยันหมั่นเพียร

ไม่ประมาท ก็ย่อมจะคล้อยตาม

[๑๒]

ขอเดชะเสด็จพ่อ ขอเสด็จพ่ออย่าทรงประมาท

อย่าทรงกริ้ว แล้วตรัสสั่งให้ทำราชกิจ

อนึ่ง โปรดทรงพยายามในราชกิจ

เพราะคนไม่เกียจคร้านย่อมประสบความสุข

[๑๓]

ข้อความเหล่านั้นที่ข้าพระองค์กล่าวแก้ในปัญหาของเสด็จพ่อ

นั้นแลเป็นวัตตบท ข้อนี้แลเป็นอนุสาสนีสำหรับเสด็จพ่อ

ที่สามารถช่วยมิตรให้ถึงความสุขและให้ทุกข์เกิดแก่ศัตรูได้

(พระราชาตรัสถามราชธรรมกับนางนกกุณฑลินีว่า)

[๑๔]

แม่กุณฑลินี สกุณีผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของผู้มีบรรดาศักดิ์

เจ้าคงจะเข้าใจปัญหา กิจอะไรบุคคลผู้ประสงค์จะครอบครอง

ราชสมบัติกระทำแล้วเป็นกิจอันประเสริฐ

(นางนกกุณฑลินีกราบทูลว่า)

[๑๕]

ขอเดชะเสด็จพ่อ มีเหตุอยู่ ๒ ประการเท่านั้น

ที่ประโยชน์สุขทั้งปวงดำรงมั่นอยู่ได้ คือ

การได้ลาภที่ยังไม่ได้ ๑ การตามรักษาลาภที่ได้แล้ว ๑

[๑๖]

ขอเดชะเสด็จพ่อ พระองค์โปรดทรงรู้จักหมู่อำมาตย์

ผู้เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในประโยชน์

ไม่ใช่นักเลงการพนัน ไม่ใช่คนปลิ้นปล้อน

ไม่ใช่นักเลงล้างผลาญเถิด พระเจ้าข้า

[๑๗]

ขอเดชะเสด็จพ่อ อำมาตย์คนใดพึงรักษาทรัพย์

ที่พระองค์พึงมีไว้ได้เหมือนนายสารถียึดรถ

อำมาตย์ผู้นั้นพระองค์โปรดทรงให้ทำราชกิจเถิด

[๑๘]

พระราชาพึงสงเคราะห์ชนฝ่ายในให้ดี

ตรวจตราราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง

ไม่พึงฝังขุมทรัพย์ และให้กู้หนี้โดยทรงไว้วางพระทัยผู้อื่น

[๑๙]

พระราชาควรทราบความเจริญและความเสื่อมด้วยพระองค์เอง

ควรทรงทราบสิ่งที่ทรงกระทำแล้วและยังมิได้ทรงกระทำ

ด้วยพระองค์เอง พึงข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง

[๒๐]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมทัพรถ

ขอพระองค์ทรงโปรดพร่ำสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์

แก่ชาวชนบทด้วยพระองค์เอง

ข้าราชการผู้ไม่มีธรรมที่ทรงใช้สอยอย่าได้ทำพระราชทรัพย์

และรัฐสีมาของพระองค์ให้พินาศเลย

[๒๑]

อนึ่ง พระองค์อย่าทรงกระทำ

หรือตรัสใช้ให้ผู้อื่นกระทำราชกิจด้วยความเร่งด่วน

เพราะการงานที่ทำด้วยความเร่งด่วนไม่ดีเลย

คนโง่ย่อมเดือดร้อนในภายหลังเพราะการกระทำเช่นนั้น

[๒๒]

ขอพระทัยของพระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล

ขอพระองค์อย่าทรงปล่อยพระทัยให้ขุ่นเคืองเกรี้ยวกราดนัก

เพราะว่าสกุลทั้งหลายที่มั่งคั่งมากมาย

ถึงความไม่เป็นสกุลเพราะความโกรธ

[๒๓]

ขอเดชะเสด็จพ่อ ขอพระองค์อย่าทรงให้ประชาชน

หยั่งลงเพื่อความหายนะ เพราะเข้าพระทัยว่า เราเป็นใหญ่

ขอพวกสตรีและบุรุษของพระองค์อย่าได้มีความทุกข์เลย

[๒๔]

พระราชาผู้ปราศจากอาการขนพองสยองเกล้า

มีพระทัยใฝ่หาแต่กาม โภคะทั้งปวงจักพินาศไป

ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา

[๒๕]

ข้อความเหล่านั้นที่หม่อมฉันกล่าวแก้ในปัญหาของเสด็จพ่อ

นั้นเป็นวัตตบท ข้อนี้แลเป็นอนุสาสนีสำหรับเสด็จพ่อ

ขอเดชะพระมหาราช บัดนี้

เสด็จพ่อพึงทรงขยันหมั่นบำเพ็ญบุญ

อย่าทรงเป็นนักเลง อย่าทรงล้างผลาญพระราชทรัพย์

ควรทรงเป็นผู้มีศีล เพราะคนทุศีลต้องตกนรก

(พระราชาตรัสถามปัญหากับนกชัมพุกบัณฑิตว่า)

[๒๖]

พ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามโกสิยโคตรแล้ว

และแม่กุณฑลินีพ่อก็ได้ถามแล้วเช่นกัน

คราวนี้ พ่อจงบอกกำลังอันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลายบ้าง

(นกชัมพุกบัณฑิตแสดงธรรมแก่พระราชาว่า)

[๒๗]

ในโลกมีกำลังอยู่ ๕ ประการ ๑- มีอยู่ในบุรุษ

ผู้มีอัธยาศัยกว้างขวาง บรรดากำลังทั้ง ๕ ประการนั้น

ขึ้นชื่อว่ากำลังแขนท่านกล่าวว่า เป็นกำลังสุดท้าย

[๒๘]

ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระชนมายุยืนนาน

ส่วนกำลังแห่งโภคะท่านกล่าวว่า เป็นกำลังที่ ๒

และกำลังแห่งอำมาตย์ท่านกล่าวว่า เป็นกำลังที่ ๓

[๒๙]

อนึ่ง กำลังแห่งชาติสกุลอันยิ่งนั้น

เป็นกำลังที่ ๔ อย่างไม่ต้องสงสัย

กำลังทั้งหมด ๔ ประการเหล่านั้นบัณฑิตย่อมยึดถือไว้ได้

[๓๐]

กำลังปัญญานั้นเป็นกำลังประเสริฐสุด

เป็นยอดกำลังกว่ากำลังทั้งหลาย

บัณฑิตผู้มีกำลังปัญญาสนับสนุนย่อมประสบประโยชน์

[๓๑]

แม้ถึงคนมีปัญญาทรามจะได้แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ก็จริง

คนอื่นผู้มีปัญญาย่อมกดขี่เขาซึ่งไม่ประสงค์จะให้

ยึดครองแผ่นดินนั้นเสีย

[๓๒]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งชนชาวกาสี

ถึงกษัตริย์แม้อุบัติในสกุลอันสูงยิ่ง

ได้ราชสมบัติแล้ว แต่มีปัญญาทราม

จะดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยโภคะแม้ทั้งปวงหาได้ไม่

[๓๓]

ปัญญาเท่านั้นเป็นเครื่องวินิจฉัยเรื่องที่ได้ฟัง

ปัญญาเป็นเหตุให้เกียรติยศชื่อเสียงเจริญ

นรชนในโลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว

แม้เมื่อเกิดทุกข์ก็ประสบสุขได้

@เชิงอรรถ :

@๑ กำลัง ๕ คือ (๑) กำลังกาย (๒) กำลังโภคทรัพย์ (๓) กำลังอำมาตย์ (๔) กำลังชาติตระกูล (กษัตริย์)

@(๕) กำลังปัญญา (ขุ.ชา.อ. ๗/๒๗/๓๔๙)

[๓๔]

ส่วนคนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี

ไม่อาศัยท่านผู้เป็นพหูสูต ซึ่งตั้งอยู่ในธรรม

ไม่ไตร่ตรองเหตุผล ย่อมไม่ได้ลุถึงปัญญา

[๓๕]

อนึ่ง ผู้ใดรู้จักจำแนกธรรม ลุกขึ้นในกาลที่เหมาะสม

ไม่เกียจคร้าน บากบั่นตามกาลเวลา ผลงานของผู้นั้นย่อมสำเร็จ

[๓๖]

ประโยชน์ของบุคคลผู้มิใช่เป็นบ่อเกิดแห่งศีล

ผู้คบหาบุคคลผู้มิใช่บ่อเกิดแห่งศีล

ผู้มีปกติเบื่อหน่ายการทำงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ

[๓๗]

ส่วนประโยชน์ของบุคคลผู้ประกอบธรรมอันเป็นภายใน

ผู้คบหาบุคคลผู้เป็นบ่อเกิดแห่งศีลเช่นนั้น

มีปกติไม่เบื่อหน่ายการทำงาน ย่อมเผล็ดผลโดยชอบ

[๓๘]

ขอเดชะเสด็จพ่อ ขอเสด็จพ่อจงทรงใฝ่หาปัญญา

คือการตามประกอบความเพียรในเหตุที่ควรประกอบ

และใฝ่หาการอนุรักษ์ทรัพย์ที่ทรงรวบรวมไว้ทั้ง ๒ อย่างนั้นเถิด

อย่าทรงทำลายทรัพย์ด้วยเหตุอันไม่สมควรเลย

เพราะคนมีปัญญาทรามย่อมล่มจม

เหมือนเรือนไม้อ้อ เพราะการกระทำอันไม่สมควร

(พระโพธิสัตว์พรรณนากำลัง ๕ ประการนี้แล้ว ยกกำลังคือปัญญาขึ้น กราบทูลแด่พระราชาอีกว่า)

[๓๙]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในพระราชมารดาและพระราชบิดาเถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๐]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระชายาเถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๑]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในหมู่มิตรและอำมาตย์เถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๒]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในราชพาหนะและพลนิกายเถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๓]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๔]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในชาวแคว้นและชาวชนบทเถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๕]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายเถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๖]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์โปรด

ทรงประพฤติธรรมในหมู่เนื้อและสัตว์ปีกทั้งหลายเถิด

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๗]

ขอเดชะพระมหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์โปรดทรงประพฤติธรรม

เพราะธรรมที่บุคคลประพฤติแล้วนำความสุขมาให้

ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

[๔๘]

ขอเดชะพระมหาราช ขอพระองค์โปรดทรงประพฤติธรรมเถิด

เพราะเทวดาพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหม

ถึงทิพยสถานได้ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว

ขอเดชะ ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย

(พระโพธิสัตว์กล่าวคาถาแสดงจริยธรรม ๑๐ ประการนี้แล้ว จึงโอวาทให้ยิ่งขึ้นไปว่า)

[๔๙]

ข้อความเหล่านั้นที่ข้าพระองค์กล่าวแก้ในปัญหาของเสด็จพ่อ

นั้นแลเป็นวัตตบท ข้อนี้เป็นอนุสาสนีสำหรับเสด็จพ่อ

ขอเสด็จพ่อโปรดทรงคบหาคนมีปัญญา จงทรงเป็นผู้มีกัลยาณธรรม

ทรงทราบความข้อนั้นด้วยพระองค์เองแล้ว

โปรดทรงปฏิบัติให้ครบถ้วนเถิด

เตสกุณชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๐. ภัณฑุติณฑุกชาดกชาดกถัดไป๕๒๒. สรภังคชาดก