ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. จริยาปิฎก
  10. /
  11. การบำเพ็ญทานบารมี
  12. /
  13. ๙. เวสสันตรจริยา

๙. เวสสันตรจริยา

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๒๑๗ · บรรทัด ๘๗๙๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. เวสสันตรจริยา

ว่าด้วยพระจริยาของพระเวสสันดร

[๖๗]

นางกษัตริย์พระนามว่าผุสดีพระชนนีของเรา

เป็นพระมเหสีที่รักของท้าวสักกะ ในอดีตชาติ

[๖๘]

ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบว่าพระนางจะสิ้นอายุ

จึงตรัสดังนี้ว่า ‘นางผู้เจริญ เราจะให้พร ๑๐ ประการ ๑-

ที่เธอปรารถนาแก่เธอ’

[๖๙]

พอท้าวสักกะตรัสอย่างนั้นแล้ว

พระเทวีนั้นได้ทูลท้าวสักกะดังนี้ว่า

หม่อมฉันมีความผิดอะไรหนอ

หม่อมฉันเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับพระองค์หรือหนอ

พระองค์จึงจะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากสถานอันน่ารื่นรมย์

เหมือนลมพัดต้นไม้ให้หวั่นไหว

@เชิงอรรถ :

@๑ พร ๑๐ ประการ คือ (๑) ขอให้ได้เป็นพระมเหสีของพระองค์ทุกชาติ (๒) ขอให้มีพระเนตรสีเขียว (๓) ขอ

@ให้มีพระโขนงสีเขียว (๔) ขอให้มีนามว่าผุสดี (๕) ขอให้ได้บุตรที่ประกอบด้วยคุณ (๖) ตั้งครรภ์มีอุทรไม่นูนขึ้น

@(๗) มีถันไม่ยาน (๘) ผมไม่หงอก (๙) มีผิวละเอียด (๑๐) ไม่เป็นหมัน (ขุ.จริยา.อ. ๗๒/๙๓)

[๗๐]

ท้าวสักกะนั้นเมื่อพระนางผุสดีตรัสอย่างนี้

ก็ได้ตรัสกะพระนางดังนี้อีกว่า

‘เธอไม่ได้ทำความชั่วเลย

และเธอจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่

[๗๑]

แต่อายุของเธอมีประมาณเท่านี้เอง

เวลานี้จักเป็นเวลาที่เธอต้องจุติ

เธอจงรับพร ๑๐ ประการอันประเสริฐสุดที่เราจะให้’

[๗๒]

พระนางผุสดีนั้น รับพรที่ท้าวสักกะประทานแล้ว

ร่าเริงยินดีปราโมทย์เลือกพร ๑๐ ประการ รวมเราไว้ด้วย

[๗๓]

พระนางผุสดีนั้น จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้ว

มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์

ได้สมาคมกับพระเจ้ากรุงสญชัย(เป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัย)

ในกรุงเชตุดร

[๗๔]

ในกาลที่เราลงสู่พระครรภ์ของพระนางผุสดีพระมารดาที่รัก

ด้วยเดชของเรา พระมารดาของเราเป็นผู้ยินดีในทานทุกเมื่อ

[๗๕]

คนไม่มีทรัพย์ คนป่วยไข้(กระสับกระส่าย)

คนแก่ ยาจก คนเดินทาง

สมณะ พราหมณ์ คนสิ้นเนื้อประดาตัว

คนไม่มีอะไรเลย พระนางก็ให้ทาน

[๗๖]

พระนางผุสดีทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน

เมื่อพระเจ้าสัญชัยทรงทำประทักษิณพระนคร

พระนางก็ประสูติเราที่ท่ามกลางถนนของคนค้าขาย

[๗๗]

ชื่อของเราจึงไม่เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา

และไม่เนื่องข้างฝ่ายพระบิดา

เพราะเราเกิดที่ถนนของคนค้าขายนี้

เพราะฉะนั้น เราจึงมีนามว่าพระเวสสันดร

[๗๘]

ในกาลที่เราเป็นทารกอายุได้ ๘ ขวบแต่กำเนิด

นั่งอยู่ในปราสาทคิดจะให้ทานว่า

[๗๙]

เราพึงประกาศให้หัวใจ นัยน์ตา แม้กระทั่งเนื้อและเลือด

พึงให้ทั้งกาย ถ้าใครจะพึงขอกับเรา

[๘๐]

เมื่อเราคิดถึงความเป็นจริง จิตของเราก็ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

ในขณะนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช

และราวป่าก็ไหว

[๘๑]

ในเดือนเต็มวันอุโบสถที่ ๑๕ ทุกกึ่งเดือน

เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไปยังศาลาเพื่อจะให้ทาน

[๘๒]

พราหมณ์ทั้งหลายชาวแคว้นกาลิงคะได้เข้ามาหาเรา

ได้ขอพญาคชสารซึ่งประกอบด้วยธัญลักษณะ

สมบูรณ์ด้วยมงคลกับเราว่า

[๘๓]

“ชนบทฝนไม่ตกเลย เกิดทุพภิกขภัยอดอยากมาก

ขอพระองค์โปรดพระราชทานพญาคชสาร

ตัวประเสริฐเผือกผ่อง ซึ่งเป็นช้างอุดมมงคลด้วยเถิด”

[๘๔]

พราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใดกับเรา

เราจะให้สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลย

เราไม่ซ่อนเร้นของที่มีอยู่

ใจของเรายินดีในทาน

[๘๕]

เมื่อยาจกมาถึงแล้ว การห้าม(การไม่ให้) ไม่สมควรแก่เรา

กุศลสมาทานของเราอย่าได้เสียหายเลย

เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ

[๘๖]

เราได้จับงวงพญาคชสารวางบนมือพราหมณ์แล้ว

จึงหลั่งน้ำในเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พญาคชสารแก่พวกพราหมณ์

[๘๗]

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราให้พญาคชสารที่อุดมเผือกผ่อง

แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช

และราวป่าก็ไหวอีก

[๘๘]

เพราะเราให้พญาคชสารนั้น ชาวกรุงสีพีจึงพากันโกรธเคือง

มาประชุมกันแล้ว ขับไล่เราจากแว่นแคว้นของตนว่า

จงไปยังภูเขาวงกต

[๘๙]

เมื่อชาวนครเหล่านั้นกลับไป จิตของเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

เราได้ขอพรอย่างหนึ่งเพื่อจะบำเพ็ญมหาทาน

[๙๐]

เราขอแล้ว ชาวกรุงสีพีทั้งหมดได้ให้พรอย่างหนึ่งแก่เรา

เราจึงให้นำกลองคู่หนึ่งไปตีประกาศว่า เราจะบริจาคมหาทาน

[๙๑]

เสียงดังกึกก้องอึงมี่น่าหวาดกลัวย่อมเป็นไปในโรงทานนั้นว่า

ชาวกรุงสีพีขับไล่พระเวสสันดรนี้เพราะทาน

เรายังจะให้ทานอีกหรือ

[๙๒]

เราได้ให้ช้าง ม้า รถ ทาสี ทาสา แม่โค ทรัพย์

ครั้นให้มหาทานแล้ว ก็ออกจากนครไปในกาลนั้น

[๙๓]

เมื่อเราครั้นออกจากนครแล้ว เหลียวกลับมาดู

แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช

และราวป่าก็ไหวแล้ว

[๙๔]

เราให้ม้าสินธพ ๔ ตัวและรถแล้วยืนอยู่ที่ทางใหญ่ ๔ แยก

ผู้เดียวไม่มีเพื่อน ได้กล่าวกับพระนางมัทรีเทวีดังนี้ว่า

[๙๕]

“แม่มัทรี เธอจงอุ้มกัณหากุมารีเถิด

เพราะเธอเป็นน้องคงเบากว่า พี่จะอุ้มพ่อชาลี

เพราะเขาเป็นพี่คงจะหนัก

[๙๖]

พระนางมัทรีทรงอุ้มแม่กัณหาผู้อ่อนนุ่มดังดอกปทุมและบัวขาว

เราได้อุ้มพ่อชาลีหน่อกษัตริย์ เปรียบดังแท่งทองคำ

[๙๗]

ชนทั้ง ๔ เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ ผู้อภิชาตบุตร

ได้เสด็จดำเนินไปตามทางที่ขรุขระและราบเรียบไปยังภูเขาวงกต

[๙๘]

มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เดินตามมาในหนทางก็ดี

สวนทางก็ดี เราทั้งหลายได้ไต่ถามเขาถึงหนทางว่า

เขาวงกตอยู่ที่ไหน

[๙๙]

เขาเห็นเราทั้งหลาย ณ ที่นั้นแล้ว

ได้เปล่งเสียงอันประกอบด้วยกรุณา

กษัตริย์เหล่านี้คงจะต้องเสวยทุกข์อย่างยิ่ง เพราะภูเขาวงกตไกล

[๑๐๐]

ถ้าพระกุมารและกุมารีเห็นต้นไม้ที่มีผลในป่าใหญ่

พระกุมารกุมารีก็จะทรงกันแสง เพราะเหตุแห่งผลไม้เหล่านั้น

[๑๐๑]

ต้นไม้ทั้งหลายอันสูงใหญ่ไพศาล

เห็นพระกุมารและกุมารีทรงกันแสง

ก็จะโน้มยอดลงมาหาพระกุมารและกุมารีเอง

[๑๐๒]

พระนางมัทรีผู้ทรงความงามทั่วสรรพางค์กาย

ทรงเห็นความอัศจรรย์นี้ซึ่งไม่เคยมีมา

น่าขนพองสยองเกล้า จึงให้สาธุการเป็นไปว่า

[๑๐๓]

ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในโลก บังเกิดขนชูชันหนอ

หมู่ไม้น้อมยอดลงมาเองด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร

[๑๐๔]

ยักษ์(เทวดา)ทั้งหลายได้ย่นทางให้

ด้วยความเอ็นดูพระกุมารและกุมารี

ในวันที่เสด็จออกจากกรุงสีพีนั้นเอง

เราทั้ง ๔ ได้ไปถึงเจตราษฎร์

[๑๐๕]

ครั้งนั้น พวกเจ้า ๑๖,๐๐๐ องค์อยู่ในกรุงมาตุละ

ทั้งหมดก็ประนมมือร้องไห้มาหา

[๑๐๖]

เราเจรจาปราศรัยกับโอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านี้อยู่ ณ ที่นั้น

ให้พระโอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านั้นกลับที่ประตูนั้นแล้ว

ได้ไปยังภูเขาวงกต

[๑๐๗]

ท้าวสักกะจอมเทพ ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก

แล้วรับสั่งให้เนรมิตบรรณศาลาอย่างสวยงาม

น่ารื่นรมย์สำหรับเป็นอาศรมอย่างดี

[๑๐๘]

วิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก

รับพระบัญชาของท้าวสักกะแล้ว

เนรมิตบรรณศาลาอย่างสวยงาม

น่ารื่นรมย์สำหรับเป็นอาศรมอย่างดี

[๑๐๙]

เราทั้ง ๔ คน มาถึงป่าใหญ่อันสงัดเงียบไม่พลุกพล่าน

อยู่ในบรรณศาลานั้น ณ ระหว่างภูเขา

[๑๑๐]

ครั้งนั้น เรา พระนางมัทรีเทวี

และโอรสทั้ง ๒ คือ ชาลีและกัณหาชินา

บรรเทาความเศร้าโศกของกันและกันอยู่ในอาศรม

[๑๑๑]

เรารักษาสองกุมารเป็นผู้ไม่ว่างอยู่ในอาศรม

พระนางมัทรีนำผลไม้มาเลี้ยงคนทั้ง ๓

[๑๑๒]

เมื่อเราอยู่ในป่าใหญ่ พราหมณ์ (ชูชก)

ผู้มีความต้องการ เดินเข้ามาหาเรา

ได้ขอพระโอรสทั้ง ๒ ของเรา คือ ชาลีและกัณหาชินา

[๑๑๓]

เพราะได้เห็นผู้ขอเข้ามาหา ความร่าเริงจึงเกิดขึ้นแก่เรา

ครั้งนั้น เราได้พาบุตรและธิดาทั้ง ๒ มาให้พราหมณ์

[๑๑๔]

เมื่อเราสละบุตรและธิดาทั้ง ๒ ของตน

ให้พราหมณ์ชูชกไป ในกาลใด

แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวแล้ว

[๑๑๕]

ท้าวสักกะทรงแปลงร่างเป็นพราหมณ์เสด็จลงจากเทวโลก

มาขอพระนางมัทรีเทวีผู้มีศีลจริยาวัตรงดงามกับเราอีก

[๑๑๖]

เรามีความดำริแห่งใจผ่องใส

จับพระหัตถ์พระนางมัทรีแล้วมอบให้ด้วยการหลั่งน้ำ(ทักขิโณทก)

ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น

[๑๑๗]

เมื่อเราให้พระนางมัทรี

หมู่เทวดาในท้องฟ้าพากันเบิกบาน(พลอยยินดี)

แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวแล้ว

[๑๑๘]

เราสละพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาผู้เป็นบุตรธิดา

และพระนางมัทรีเทวี ผู้มีจริยาวัตรงดงาม

ไม่คิดถึงเลยเพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณนั่นเอง

[๑๑๙]

บุตรทั้ง ๒ จะเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับเราก็หาไม่

พระเทวีมัทรีเป็นที่น่ารังเกียจก็หาไม่

แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา

เพราะฉะนั้น เราจึงให้บุตรธิดาและภรรยาผู้เป็นที่รัก

[๑๒๐]

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพระมารดาและพระบิดาเสด็จมาพร้อมกัน

ณ ป่าใหญ่ ทรงกันแสงสะอึกสะอื้นน่าเวทนา

ตรัสถามถึงสุขทุกข์กันอยู่

[๑๒๑]

เราได้เข้าเฝ้าพระมารดาและพระบิดาทั้ง ๒

ด้วยหิริและโอตตัปปะด้วยความเคารพ

แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็หวั่นไหว

[๑๒๒]

อีกเรื่องหนึ่ง เรากับบรรดาพระญาติของเราออกจากป่าใหญ่

เข้าสู่กรุงเชตุดร ซึ่งเป็นนครที่น่ารื่นรมย์

[๑๒๓]

แก้ว ๗ ประการตกลงมา มหาเมฆทำฝนให้ตก

แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวแล้ว

[๑๒๔]

แม้แผ่นดินนี้ไม่มีจิตใจ ไม่รู้สุขและทุกข์ ก็ไหวถึง ๗ ครั้ง

เพราะกำลังแห่งทานของเรา ฉะนี้แล

เวสสันตรจริยาที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๘. สีวีราชจริยากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓การบำเพ็ญทานบารมีหัวข้อถัดไป๑๐. สสปัณฑิตจริยา