ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๗
  6. /
  7. …
  8. /
  9. มหาปัณณาสก์
  10. /
  11. วรรคที่ ๓
  12. /
  13. อัฏฐมกกถา

อัฏฐมกกถา

เล่มที่ ๓๗ · ข้อ ๗๖๓ · บรรทัด ๗๙๔๖

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. อัฏฐมกกถา (๒๕)

ว่าด้วยบุคคลที่ ๘

[๓๖๘]

สก. บุคคลที่ ๘ ๑- ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ๒- ใช่ ๓-

สก. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสโสดาปัตติผลด้วยกายอยู่ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

@เชิงอรรถ :

@๑ บุคคลที่ ๘ หมายถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๘/๑๙๕)

@๒ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๘/๑๙๕)

@๓ เพราะมีความเห็นว่า ก่อนที่โสดาปัตติมรรคจิตจะเกิด อนุโลมญาณและโคตรภูญาณได้ละทิฏฐิและวิจิกิจฉา

@ไปแล้ว ดังนั้น ในขณะโสดาปัตติมรรคจะบอกว่ากำลังละทิฏฐิและวิจิกิจฉาไม่ได้ แต่จะต้องบอกว่าได้ละ

@ทิฏฐิและวิจิกิจฉาไปแล้ว (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๘/๑๙๕)

สก. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึง ฯลฯ สัมผัสโสดาปัตติผลด้วย กายอยู่ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐานุสัยได้แล้วใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้วใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้วใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐานุสัยไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐิปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐานุสัยไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐิปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละสีลัพพตปรามาสไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ยังละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๓๖๙]

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ เจริญมรรคเพื่อละทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ สัมมัปปธาน ฯลฯ โพชฌงค์ เพื่อละทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ เจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ เพื่อละวิจิกิจฉาปริยุฏฐาน ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญมรรคเพื่อละทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วด้วยสภาวธรรมที่มิใช่มรรค เป็น โลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ ไม่เจริญโพชฌงค์ เพื่อละ ทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วด้วยสภาวธรรมที่มิใช่มรรค เป็น โลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญมรรค ฯลฯ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ ไม่เจริญ โพชฌงค์ เพื่อละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วด้วยสภาวธรรมที่มิใช่มรรค เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๓๗๐]

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. ทิฏฐิปริยุฏฐานจักเกิดขึ้นใช่ไหม

สก. จักไม่เกิดขึ้น

ปร. หากจักไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละ ทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว”

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักเกิดขึ้นใช่ไหม

สก. จักไม่เกิดขึ้น

ปร. หากจักไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละ วิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว”

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอม รับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐานุสัยจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐานุสัยได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับ ว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสจักไม่เกิดขึ้น แก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาส ได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาส จักไม่เกิดขึ้นแก่ บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาส ได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอม รับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่โคตรภูบุคคล” จึงยอมรับว่า “โคตรภูบุคคลละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่โคตรภูบุคคล” จึงยอมรับว่า “โคตรภูบุคคลละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อัฏฐมกกถา จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้าวิมุจจมานกถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๗วรรคที่ ๓หัวข้อถัดไปอัฏฐมกัสส อินทริยกถา