
ธัมมาภิคีติ
คาถาขับพรรณนาพระธรรมคุณ สวดต่อจากธัมมานุสสติในทำวัตรเย็น จบท้ายด้วยการมอบตนต่อพระธรรมและคำขอขมาหากได้ล่วงเกิน
- ไทย
- บาลี
- โรมัน
- คำแปล
รวมบทสวดพร้อมคำอ่าน คำแปล และลำดับการสวด สำหรับทุกช่วงเวลา

คาถาขับพรรณนาพระธรรมคุณ สวดต่อจากธัมมานุสสติในทำวัตรเย็น จบท้ายด้วยการมอบตนต่อพระธรรมและคำขอขมาหากได้ล่วงเกิน

บทระลึกถึงพระสังฆคุณ ๙ ประการในทำวัตรเย็น สวดต่อจากธัมมาภิคีติ เป็นการเจริญสังฆานุสสติกรรมฐาน

คาถาขับพรรณนาพระสังฆคุณ เป็นบทปิดชุดอนุสสติ-อภิคีติทั้งสามของทำวัตรเย็น จบท้ายด้วยการมอบตนต่อพระสงฆ์และคำขอขมาหากได้ล่วงเกิน

บทพิจารณากายโดยแยกเป็น ๓๒ ส่วน (กายคตาสติ) ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไปจนถึงอาการภายใน เพื่อเห็นว่ากายนี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาด เป็นการคลายความยึดมั่นในกาย สวดในทำวัตรเย็นและใช้เป็นกรรมฐานประจำ

บทพิจารณาเนือง ๆ ๕ ประการ — ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก และกรรมเป็นของตน สวดในทำวัตรเย็นเพื่อเตือนใจไม่ให้ประมาทและคลายความมัวเมาในชีวิต

บทแผ่เมตตาแก่ตนเองก่อนแผ่ให้ผู้อื่น ตามหลักที่ว่าผู้จะแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ได้จริง ต้องเห็นความปรารถนาสุขของตนก่อน นิยมสวดคู่กับบทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

บทแผ่พรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) เริ่มจากแผ่ให้ตนเอง แล้วแผ่ไปยังสรรพสัตว์ ปิดท้ายด้วยการอุทิศบุญและคาถาอวยพร นิยมสวดต่อท้ายทำวัตรหรือหลังนั่งสมาธิ

คำบูชาพระรัตนตรัยอย่างสั้น กล่าวขณะถวายดอกไม้ ธูป เทียน หรือเครื่องสักการะ ที่หน้าพระพุทธรูปก่อนเริ่มสวดมนต์

บทพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร ว่าเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป และความสงบระงับสังขารเป็นสุขอย่างยิ่ง สวดในทำวัตรเช้าเพื่อเตือนสติในไตรลักษณ์ และนิยมสวดในงานศพ

คาถาแสดงที่พึ่งอันเกษมและไม่เกษม — ชี้ว่าการถือภูเขา ป่า อาราม หรือรุกขเจดีย์เป็นที่พึ่งนั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ มีแต่พระรัตนตรัยและอริยสัจ ๔ เท่านั้นที่เป็นที่พึ่งอันเกษม สวดในทำวัตรเย็น

คาถาว่าด้วยไตรลักษณ์ — เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นคือทางแห่งความบริสุทธิ์ สวดในทำวัตรเย็น

คาถาแสดงหัวใจคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ — ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม ชำระจิตให้ผ่องแผ้ว สวดในทำวัตรเย็น และเป็นบทหลักที่สวดในวันมาฆบูชา